เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 9
  พิมพ์  
อ่าน: 64569 ตำนานนักกลอน
กุ้งแห้งเยอรมัน
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1573



ความคิดเห็นที่ 30  เมื่อ 11 มิ.ย. 08, 15:08

เพราะมากค่ะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30490

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 31  เมื่อ 12 มิ.ย. 08, 04:11

นักกลอนที่เป็น"ตำนาน" อีกคนหนึ่งของคณะอักษรศาสตร์ คือจินตนา ปิ่นเฉลียว  เธอมีชื่อเสียงเลื่องลือออกไปนอกรั้วมหาวิทยาลัย   ดิฉันเคยอ่านกลอนของเธอมาตั้งแต่ตัวเองเรียนชั้นมัธยม
แต่คนรุ่นหลังอาจรู้จักเธอในนามปากกา จินตวีร์ วิวัธน์    เจ้าของเรื่องลึกลับสยองขวัญหลายๆเรื่อง เป็นละครโทรทัศน์ก็มี อย่างอมฤตาลัย ศีรษะมาร ฯลฯ

จินตนา ปิ่นเฉลียวเรียนจบไปก่อนที่ดิฉันจะเข้าคณะอักษรศาสตร์  ไม่ทันมีโอกาสได้พบหน้ากัน  น่าเสียดายมาก

เมื่อแดดยิ้มพริ้มพรายกับชายฟ้า
โลกก็จ้าแจ่มหวังด้วยรังสี
หยาดอรุณอุ่นหล้าเหมือนอารี
แพรรพีห่มภพอบหนาวคลาย

เพียงจะพลิกแผ่นฟ้าลงมาฝัน
กับแสงอันอ่อนอุ่นอรุณฉาย
เราคนท้อรอหวังซังกะตาย
หวังชีพพรายอุ่นบ้างอย่างอรุณ

จินตนา ปิ่นเฉลียว
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30490

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 32  เมื่อ 12 มิ.ย. 08, 04:15

จินตนา ปิ่นเฉลียวเขียนกลอนแสดงสำนึกต่อสังคมไว้หลายบท    น่าเสียดายที่หาไม่เจอ  ถ้าใครมี กรุณานำลงในกระทู้นี้ด้วยได้ไหมคะ
เจอแต่บทนี้ เป็นกลอนหวาน สะท้อนอารมณ์ อย่างที่นิยมกันในยุคทศวรรษ 2500

"แด่ดอกฟ้า" ...จินตนา   ปิ่นเฉลียว   
       
       ลวงทั้งตัวทั้งตาว่าฟ้าหยาด              แค่เอื้อมอาจโอบหาวเด็ดดาวเผย   
  สำนึกความ จริงได้ อายนักเอย                ใจหนึ่งเย้ย ใจตัว นี้ชั่วนัก   
     ที่ยกใจ จากดิน ถวิลฟ้า                     เพียงเพื่อล้มถลามาอกหัก   
  ความสมหวังดังดอกฟ้าชาวฟ้ารัก            มีหรือจักหยาดฟ้ามายาใจ   
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 33  เมื่อ 12 มิ.ย. 08, 11:27

      กลอนวิพากษ์สังคม การเมือง ของคุณจินตนา ปิ่นเฉลียว เท่าที่ค้นมาได้ ครับ

          -  ข้าวยากหมากแพง  -

       วิปริตผิดวิสัยหรือไทยเอ๋ย
เมืองเราเคยครองสุขกลับทุกข์เศร้า
เคยชุ่มเย็นยิ่งกลุ้มรุ่มร้อนเร้า
คอยกรีดเข้าแทนถล่มร่มไม้บัง
      ชีวิตถูกของแพงแล้งน้ำจิต
และอากาศเป็นพิษคิดแล้วคลั่ง
ความชั่วหยาบ บาป บ้า ตีตราดัง
ยี่ห้อสังคมทู่ของหมู่เรา

            -  สงครามสุดท้าย  -

        แล้วสงครามก็สิ้นสุดตรงจุดเดือด             เลือดต่อเลือดชะโลมทั่วหัวระแหง
ขวาหรือซ้าย  ใต้หรือเหนือ ขาวเจือแดง            เลือดก็แดงไหลถั่งทั่วทั้งนั้น

        หยุดแล้วเสียงเปรี้ยงครืนปืนระเบิด            ความเงียบเกิดชั่วขณะที่ประหวั่น
แล้วสีแดงแห่งเลือดก็เหือดพลัน                       น้ำตาอันพิสุทธิ์ใสโลมไล้แทน ...

          -  ยักษ์ใหญ่-ตื่นเถิด       (ประพันธ์ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเขมร)

     โอ้กัมพุชดุจมหาอาณาจักร
ซากปรักพยานฤทธิ์มหิศร
ทิ้งอดีตกรีดเศร้าเป็นเงาซ้อน
ปัจจุบันนั้นร้อนระอุภัย

       สุริยวรมันจะกรรแสง
ศิลาแลงสี่พักตร์จักร้องไห้
เมื่อลูกขอมฆ่าขอมยอมยอบภัย
แล้วจะเหลืออะไรไว้ภูมิใจตน...
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 34  เมื่อ 12 มิ.ย. 08, 11:28

และ       ความเรียงเรื่องตีน

      จากใจอันกตัญญุตาปสาทะ
คารวะตีนที่มีไว้ก้าว
โลกเจริญเดินหน้ามานานยาว
ก็ด้วยชาวโลกได้ใช้ตีนเดิน
      มันสำคัญแค่ไหนใครก็รู้
แต่มีผู้ว่าร้ายให้ขัดเขิน
ถ้ามันคิด... คงพลอยน้อยใจเกิน
คนประเมินค่าตีนสิ้นราคา
      โถ! ของดีมีค่าหาว่าต่ำ
ตีนด้านดำดั้นด้นอดทนฝ่า
ไม่ออเซาะเจ็บไข้ให้เยียวยา
ยังไม่เห็นคุณค่าน่าน้อยใจ
      คำด่าทอก็เอาตีนเข้าเปรียบ
ค่าเปรียบเทียบ “ไอ้ส้นตีน” ยินเสียวไส้
งานใดถ่อยด้อยค่าก็ด่าไป
ว่าเหมือนใช้ตีนทำ ช้ำเต็มที
      เราตีนหนาหน้าบางเพราะห่างสุข
ใช้ตีนทุกเวลาทำหน้าที่
จงรักมันหมั่นย่างสู่ทางดี
เลี้ยงชีวีโดยซื่อด้วยมือตีน
     ใช่แค่เราชนชั้นปัญญาหย่อน
พึงสังวร ปัญญาชน, คนมีศีล
เดินขบวนตีนใช้เข้าป่ายปีน
ฝรั่ง, จีน, แขก, เป็นกันเช่นนี้
      จึงขอเขียนคารวะตีน “สะอาด”
ที่ด้านดาดเดินกรำงานดำปี๋
ที่ไม่ข้ามคนล้มข่มคนดี
และตีนที่บางกว่าหน้าบางคน..
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1856



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 35  เมื่อ 12 มิ.ย. 08, 12:49

ถูกใจกลอนฝีปากคุณจินตนา ปิ่นเฉลียวหลายบทครับ

ถึุงจะเป็นแฟนน้ำหมึกคุณจินตนามานาน แต่ไม่ใช่อุปาทาน เห็นชื่อแล้วชอบ ที่ชอบนั้น ชอบการใช้คำ ชอบความที่สื่อออกมาผ่านบทกลอนครับ
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30490

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 36  เมื่อ 18 มิ.ย. 08, 10:40

ชอบมาก เช่นเดียวกันค่ะ
เธอลงท้ายได้คมมาก เป็นวรรคทองทีเดียว
เป็นกลอนที่ทุกวันนี้ก็ยังไม่ล้าสมัย  ถ้าไม่บอกก็คงนึกว่าเขียนในยุคนี้
นี่คือคุณสมบัติหนึ่งของบทกวี

น่าเสียดายมากที่เธอจากไปก่อนวัยอันควร    อีกคนหนึ่งที่ดิฉันเสียดายก็คือสุรศักดิ์ ศรีประพันธ์  เป็นอาจารย์หนุ่มคณะวิทยาศาสตร์ ที่ฝีมือกลอนระดับมือทอง
เขาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุดินถล่มที่ภูกระดึง  คร่าชีวิตของมือกลอนชั้นดีไปอีก ๒ คน  เมื่อพ.ศ. ๒๕๑๒
ถ้าอาจารย์สุรศักดิ์ยังอยู่มาจนถึงวันนี้ น่าจะเป็นกวีสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

นอกจากคุณประยอม ซองทอง และม.ร.ว. อรฉัตรแล้ว  ยังมีคู่ขวัญอีกคู่หนึ่งของนักกลอนจุฬา คืออำพล สุวรรณธาดา และนภาลัย ฤกษ์ชนะ
เป็นรุ่นพี่ของดิฉันทั้งสองท่าน

พี่นภาลัยเขียนกลอนหวานได้หวานมาก    ขอยกมาให้อ่านค่ะ 
เป็นการรำพึงถึง " รักต้องห้าม" อย่างละเมียดละไมและเจียมตัว  รู้ขอบเขตของตัวเอง  มีการหักห้ามทั้งกายและใจ 
น่าจะเป็นค่านิยมของสาวๆเมื่อ ๕๐ ปีก่อน   สาวยุคนี้คงเปลี่ยนไปแล้ว

ขอเพียงแค่นี้

แม้หัวใจไร้สิทธิ์จะคิดหวัง
แต่ก็ยังมีสิทธิ์จะคิดถึง
แม้เป็นสองของใครไม่คำนึง
ขอเป็นหนึ่งอยู่ในหัวใจเธอ

ไม่เคยคิดไขว่คว้าเพื่อหาสิทธิ์
ฉันเตือนจิตเตรียมใจไว้เสมอ
เราไม่มีวาสนาอย่าพร่ำเพ้อ
รักไม่เก้อเธอยังเกื้อบุญเหลือล้น

ขอให้คิดถึงฉันวันละหนึ่ง
ฉันคิดถึงเธอวันละพันหน
และมีจิตคิดถึงเพียงหนึ่งคน
ไร้กมลที่จะเหลือเผื่อผู้ใด

แม้นมาหาเธอได้จะไม่ยั้ง
นี่ต้องรั้งแม้จะรู้เธออยู่ไหน
ไม่อยากเห็นเธออยู่คู่กับใคร
คงขาดใจถ้าเธออยู่กับผู้นั้น

เมื่อคิดถึงฉันจนทนไม่ไหว
ก็จงไปยังที่ซึ่งมีฉัน
มิได้ชิดชื่นใจไม่สำคัญ
สบตากันสักครั้งก็ยังดี

นภาลัย (ฤกษ์ชนะ) สุวรรณธาดา


บันทึกการเข้า
กุ้งแห้งเยอรมัน
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1573



ความคิดเห็นที่ 37  เมื่อ 18 มิ.ย. 08, 12:52

เขียนด้วยคำง่ายๆ ซื่อๆ แต่สวย
แบบนี้ค่ะ ที่ชอบมาก
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30490

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 38  เมื่อ 19 มิ.ย. 08, 16:28

อยากได้กลอนของพี่อำพล สุวรรณธาดามาลง แต่หาในอินเทอร์เน็ตไม่เจอ  เจอแต่สักวา
ใครมีกลอนของอำพล สุวรรณธาดา ช่วยอนุเคราะห์ด้วยได้ไหมคะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30490

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 39  เมื่อ 13 ก.ค. 08, 20:14

ไปได้ของนภาลัย ฤกษ์ชนะ มาอีกบท ค่ะ

เราพบกันวันนี้ไม่มีค่า
ไร้ความหมายจากสายตาเมื่อมาเห็น
ต่างเดินหลีกปลีกทางอย่างเยือกเย็น
เหมือนไม่เป็นอะไรกันก่อนวันนี้

ส่วนบทนี้ มีคนบอกให้เฉพาะบทเริ่มกับบทจบ ของ "เราร้องไห้กับตะวันพลบ"
จากฝีมือของสุรศักดิ์ ศรีประพันธ์
อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ ที่ไปเสียชีวิตที่ภูกระดึง  ในเหตุวิปโยคครั้งใหญ่ เมื่อปี ๒๕๑๓

ตะวันพลบหลบลับกับความค่ำ
เหลือม่านดำดาษฟ้าคลุมหล้าแหล่ง
สายน้ำเอื่อยเรื่อยรินราวสิ้นแรง
กิ่งไม้แห้งให้เงาแต่เลาราง
................................
ตะวันพลบหลบลับกับความค่ำ
เหลือม่านดำดาษฟ้าลงมาคลี่
เราร้องไห้คล้ายพ้อต่อราตรี
หัวใจมีไว้ทำไมเพียงให้คอย
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30490

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 40  เมื่อ 13 ก.ค. 08, 20:30

นักกลอนมือทองอีกคนหนึ่งของจุฬา ฯ คือปิยพันธ์ จัมปาสุต   รองปลัดกระทรวงคมนาคมในปัจจุบัน
เขาได้รางวัล "เกียรตินิยม"ของชุมนุมวรรณศิลป์  ๒ ครั้ง สองปีซ้อน   จากบทกลอนชื่อ "ช่วงแห่งความมืดมิด"

(๒๕๐๙)   และ "มัน" (๒๕๑๐)

"ช่วงแห่งความมืดมิด"  ปิยพันธ์แต่งเมื่ออายุ ๑๘ ปี

คนดี                   มองสิที่ฟ้าไกลเห็นไหมนั่น
ดวงดาวทั้งใหญ่น้อยนับร้อยพัน      ต่างประชันขันแข่งแสงแวววาว
เหมือนดังจะประกาศอำนาจใหญ่   ว่าดวงใจแสงเด่นเป็นจอมหาว
และมองสิช่องว่างระหว่างดาว                ม่านมืดยาวพาดฟ้ายามราตรี
อาณาเขตห้วงหาวแม้ดาวผอง                กระพริบส่องแสงสว่างอย่างเต็มที่ 
แต่ความมืดรายล้อมดาวย่อมมี          รัศมีส่งไปไม่ถึงกัน
ดาวก็เหมือนกับกมลคนทั้งหลาย        มีแต่หมายแก่งแย่งและแข่งขัน
คนอื่นอยู่อย่างไรไม่สำคัญ                ตนเท่านั้นแหละที่ดีกว่าใคร
คุณธรรมสิ้นผู้ยอมรู้จัก                ขับความรักกระเจิงเหลิงความใคร่
ช่วงต่อของช่องว่างระหว่างใจ                 ยิ่งมืดไปกว่าฟ้ายามราตรี
ความมืดระหว่างดาวต่อดาวนั้น   เมื่อถูกแรงแสงตะวันมันก็หนี
แต่ความมืดระหว่างใจนั้นไม่มี                หนทางที่ขับไล่มันได้เลย
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30490

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 41  เมื่อ 13 ก.ค. 08, 20:45

" มัน"   ปิยพันธ์แต่งเมื่ออายุ ๑๙ ปี

เพื่อลบความหม่นหมองที่ท้องหิว      จนหน้านิ่วแสบไส้ให้หมดสิ้น
กลับแย้มยิ้มอิ่มพีด้วยมี"กิน"                  มันจึงดิ้นรนหาอาหารไป
ครั้นความอิ่มครอบครองท้องมันแล้ว                 เริ่มวางแนวชมชื่นสิ่งอื่นใหม่
อยากมีชีพรุ่งเรืองชื่อเฟื่องไกล      มันจึงหา"เกียรติ"ไว้ให้กับตน
เพียงสองอย่างที่หวังสุขยังขาด      จึงหมายมาดต่อไปใฝ่ฝังผล
หาตัวเปลื้องความใคร่ไว้เปรอปรน      ด้วยกมลมุ่งสร้างสุขทาง"กาม"
เพราะจิตมันนั้นมากด้วยอยากได้      จึงคว้าไขว่สมหวังสิ่งทั้งสาม
เพียงครั้งแรกแรกก็ยังพองาม                   เป็นไปตามปรารถนาอย่างสามัญ
แต่พอนานนานไปใจเริ่มทุกข์                   เกิดกลัวสุขสลายกลายเป็นฝัน
ด้วยแรงกลัวนี้เองเร่งผลักดัน                   ให้จิตพลันรุกข้ามความพอดี
เพื่อจะ "กิน" เรื่อยไปไม่ต้องอด      เพื่อปรากฏ " เกียรติ"อยู่ชูศักดิ์ศรี
เพื่อสุขในทาง "กาม"คงความมี      จึงผลที่สุดนั้น มันก็"โกง"
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 42  เมื่อ 14 ก.ค. 08, 13:24

สงกะสัยว่าข้ามสมจิตร ภูมิศักดิ์ไปได้ยังงัยครับ
อักษรศาสตร์เหมือนกันนี่ครับ
บันทึกการเข้า
Bana
องคต
*****
ตอบ: 439



ความคิดเห็นที่ 43  เมื่อ 14 ก.ค. 08, 23:57

พูดถึงวรรคประทับใจและแอบนำมาใช้  ผมก็มีบ้างเหมือนกัน  เป็นกลอนของคุณจินตนา  ปิ่นเฉลียว  ครับ ......  อายจัง
อยากบอกให้เธอรู้ว่า
แม้เวลาเลยผ่านนานแค่ไหน
ยังรักและห่วงใย
เธออยู่ใน...ใจฉันไม่ผันแปร

และ

ไม่มีอะไรมาฝาก
นอกจากความรักความคิดถึง
แม้อยู่ห่างไกลใจคะนึง
เฝ้ารำพึงถึงเธอเสมอมา
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30490

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 44  เมื่อ 29 ก.ค. 08, 14:32

ปิยพันธ์ ทิ้งกลอนไปร่วม ๔๐ ปี  แต่เมื่อเขียนขึ้นอีกครั้ง  ฝีมือกลอนของเขาก็ยังไม่โรยราลงจากเดิม

การเดินทาง   แต่งเมื่อปี ๒๕๕๐

เราบันทึกชีวิตด้วยบทกวี                        จดจำคุณความดีของคนได้
แต่ละช่วงก้าวที่ยาวไกล                         ใจก็รู้ว่าใครมีไมตรี
เรากำลังจะเป็นผู้ซึ่งหลุดพ้น                    เดินสุดถนนสายพันธนาแห่งหน้าที่
เรารับรู้ว่ารุ่งวันพรุ่งนี้                              ได้เวลาเปลี่ยนวิถีและปลายทาง
โลกยังมีสีสันให้ซึมซับ                           ให้ประทับรอยเท้าทุกก้าวย่าง
ยังมีแสงอรุณในรุ่งราง                            ให้สว่างและไสวด้วยทิวา
และเรายังจะต้องเดินทางต่อ                    รู้ว่าอะไรรออยู่เบื้องหน้า
ฝันถึงดวงดาวฉายที่ชายฟ้า                     ปรารถนา-และจะไปให้ถึงดาว
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 9
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.059 วินาที กับ 19 คำสั่ง