เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
อ่าน: 5313 อาลัยเบนเฮอร์ Charleston Heston
กุ้งแห้งเยอรมัน
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1573



 เมื่อ 06 เม.ย. 08, 21:41

 ร้องไห้


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31184

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 06 เม.ย. 08, 21:52

ได้ข่าวทีหลัง  ขอบคุณคุณกุ้งแห้งที่เข้ามาโพสค่ะ

จำเขาได้จาก The Ten Commandment และ Planet of the Apes    พระเอกในยุคนี้ดูห้าว และมาดแมนแบบชายชาตรีมาก 
ชาร์ลสตันหน้าตาโบราณมากทีเดียว


บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 06 เม.ย. 08, 23:48

เป็นดาราที่ผมเจอในโรงบ่อยที่สุดคนหนึ่ง
เมื่อรู้ข่าวก็ใจหาย
แต่เห็นบีบีซีเอาข่าวที่ลุงแกถือไรเฟิ่ล ชูอยู่บนโพเดี้ยมสมาคมบ้าปืนแยงกี้
ประกาศว่า จะตายพร้อมกะดุ้นนี้ในมือ.....

ใจหายหนักเข้าไปอีก
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6215


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 07 เม.ย. 08, 10:12

       ใจหายเมื่อเห็นข่าวทางทีวีหลายช่องทั้งญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อเมริกา
        ตอนเด็กตื่นตาและติดตาภาพลักษณ์เอกบุรุษของลุงในหนังใหญ่อย่าง เบนเฮอร์ บัญญัติสิบประการ เอลซิด
ที่ขอเลือกจดจำไว้แทนภาพลุงชูปืน ครับ

        เคยอ่านจากเน็ทว่า สำนักข่าวใหญ่ๆ จะมีบท obit ของผู้มีชื่อเสียงเตรียมไว้ใช้เมื่อถึงเวลา โดยเตรียมไว้
สำหรับคนที่มีอายุมาก ๆ แต่จากกรณี แอนนา นิโคล สทิธ ทำให้สำนักข่าวเริ่มคิดเตรียมสำหรับคนดัง ไม่สูงอายุ
แต่มีความเสี่ยงสูง อย่างเช่น บริทนีย์ สเปียร์

หนึ่งในดาราที่เป็นตำนานเล่าขานสืบไป


บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 08 เม.ย. 08, 01:40

สำนักข่าวฝั่งอังกฤษ เห็นจะพร้อมใจกันประโคมบทบาทของคุณลุงในสมาคมดุ้นปืนแห่งชาติ
นอกจากเห็นในบีบีซี ที่แทรกคลิปตอนคุณลุงชูปืนในการประชุมสมาคมที่ว่า

การ์เดี้ยนก็ซ้ำด้วยแนวคิดเดียวกัน ผ่านตัวอักษร

How sad that the last view we had of Charlton Heston - who has died at the age of 83 -
was in the final moments of Michael Moore's 2002 film Bowling For Columbine.

The ageing and confused president of the National Rifle Association was trailing uncertainly away from Moore
who was dramatically holding up a photo of a gun victim: dimly aware that he had been offended,
suckered into an hostile interview, yet without the physical or mental strength to yell at him or throw him out of his house.

If that Reaganesque image was the last one Charlton Heston left us with, maybe he brought it on himself.
Heston revelled in his connection with the pro-gun NRA. It brought him a public profile and adulation that his defunct
movie career could no longer provide; NRA members adored the sense of all-American virility and mythic heroism
his leadership gave them. Liberal Americans could only wonder at the part played by an old movie actor's vanity
in keeping America's gun tragedy alive. Conservatives, for their part, might resent liberal Hollywood's continued
infatuation with celluloid gunplay while wrinkling its nose at any unashamed defence of the second amendment to
the US constitution. "From my cold, dead hands!" was Heston's defiant battle cry, vowing never to relinquish his grip
on his rifle. Now that sad moment has arrived.
------------------
http://blogs.guardian.co.uk/film/2008/04/charlton_heston.html

ผมเองขนาดอยู่ไกลปืนเที่ยงอย่างนี้ นึกไปว่าพระเอกในดวงใจเป็นคนบ้าปืน
ก็ยังอดอนาถใจไม่ได้
สมาคมนี้ ว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เล็กนะครับ ขนาดประธานาธิบดีทุกคน หัวหดละกันอะ
ซัดดัมฉานม่ายกัว ฉันกัวสมาคมดุ้นปืนแห่งชาติ

เชิญเที่ยวชมเวบของเขาได้นะครับ
http://www.nra.org/
http://www.nrahq.org/history.asp
บันทึกการเข้า
กุ้งแห้งเยอรมัน
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1573



ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 08 เม.ย. 08, 09:47

ก็สัญลักษณ์แมนแท้นี่คะ แมนในดวงใจของบรรดาแมนทั้งหลาย ถึงได้เป็นประธานสมาคมอย่างไม่ต้องออกแรงมากมาย โดยเฉพาะกิลด์ของนักแสดงแห่งอเมริกา ดิฉันได้ดูหนังที่ไม่ใช่การแสดงแบบวีรบุรุษโบราณเรื่องหนึ่ง สมัยเดินอาดๆอยู่แถวโรงหนังในสยามสแควร์ เรื่องThe Soyent Green (1973)
พ่อชัค เฮสตัน(คุณเรียกเขาว่าชัคได้ ถ้าครอบครองปืนเกินกว่า ๑๐ กระบอก ฮั่ม) เล่นคู่กับเอ็ดเวิร์ด จี รอบินสัน เหตุเกิดในปี2022ที่อาหารและต้นไม้เกือบหมดโลก เพราะมนุษย์ได้ทำร้ายธรรมชาติจนไม่เหลือทรัพยากรอะไร เราต้องกินอาหารกระป๋องและอาหารแผ่น ให้เลือกว่าจะเอาblue green หรือ yellow แทน
ประโยคช็อคคือ
" Soyent Green is people?"!!!!!!!!
.................................................
พอออกจากโรง ดิฉันก็ดื่มน้ำอั้กๆๆๆๆเลย แล้วก็ชื่นชมธรรมชาติอย่างหาที่สุดมิได้ ด้วยความสยองว่าวันหนึ่ง ต้นไม้เหี่ยวๆแถวถนนพญาไท ก็จะไม่เหลือให้ดู


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6215


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 08 เม.ย. 08, 11:33

         ติดตาภาพพระเอกของลุง พอได้ดูหนังใหญ่ The Big Country (ทางจอเล็ก-ทีวี) ลุงแสดงเป็นตัวรองออกร้าย
(ลุงเป็คเป็นพระเอก) เลยรู้สึกขัดใจจัง

          ลุงเป็นนักแสดงที่ได้แสดงทั้งหนังดังย้อนยุค และล้ำยุค อย่าง พิภพวานร ก็ขึ้นหิ้งเป็นหนังคลาสสิก เร็วๆ นี้ยังมี
ไอ แอม เลเจนด์ ที่สร้างจากหนังที่ลุงแสดงนำเรื่อง โอเมก้าแมน
   
          เรื่องซอยเลนท์ กรีน ติดตาที่สุดคือ   สปอยล์
 
        ฉากที่ปู่เอ็ดเวิร์ดเข้าแอ็ดมิทในสถานจัดการการุณยฆาต เนื่องจากโลกในยุคนั้นผู้คนอยู่กันอย่างขัดสน
ขาดแคลน ธรรมชาติถูกทำลาย เมื่อใครรู้สึกชีวิตนี้พอแล้วพอที - เชิญไปที่นี่ได้
         ปู่เปิดประตูเข้าไปภายในอาคารสวยงาม สัมผัสบรรยากาศสดชื่นเย็นสบายที่ต่างลิบลับจากโลกข้างนอก
เจ้าหน้าที่ต้อนรับยิ้มแย้มพาปู่ไปยังเตียงเดี่ยวนอนสบายตั้งอยู่ในโรงหนังขนาดใหญ่ หลังจากให้ยาแล้วบนจอฉายจะ
ภาพธรรมชาติงดงาม แม่น้ำ ป่าเขา ดอกไม้บาน ให้ปู่ได้ชื่นชมสมสุขในวาระสุดท้ายกับความงามที่เคยได้เห็นในอดีต
หลังจากนั้นร่างลุงก็ถูกส่งไปแปรรูปเป็นอาหาร

จำภาพลุงชูไม้เท้าแทนชูปืนดีกว่า ครับ


บันทึกการเข้า
dhandhapani
อสุรผัด
*
ตอบ: 3


ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 08 เม.ย. 08, 15:55

ดาราคนโปรดของพ่อกับแม่เลยค่ะ เราก็เลยได้ดูวิดีโอหนังของชารล์สตันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นบัญญัติสิบประการ เบนเฮอร์ เอลซิด ชอบมากค่ะ (เคยมีคนเรียกหนังแนวนี้ว่า ยี่เกฝรั่ง ใช่หรือเปล่าคะ พวกคลีโอพัตรา สงครามทรอย)
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 08 เม.ย. 08, 17:33

ฮิฮฺ....ขอสักรูปละกันครับ
อยากจะกระเซ้าคุณ SILA
"Take my gun from my cold dead hands"


คุณลุงมีดวงตาที่แสนเศร้า ดังนั้นจะเห็นการถ่ายไกล้เจาะที่การแสดงอารมณ์ผ่านดวงตาที่เข้มเหมือนเหยี่ยว
แต่เศร้าเหมือนสิงห์โตพลัดฝูง

แม้กระทั่งในเรื่องมิดเวย์ ซึ่งไม่เห็นจะต้องมีฉากแสดงอารมรมณ์
ผู้กำกับก็ให้แกกวาดตาเสียสามรอบ
แทนความสะใจที่อัดเรือบันทุกเครื่องบินแจ๊บลงได้

แต่ที่จำไม่ลืม คือเมื่อแกเห็นเทพีเสรีภาพในฉากจบของพิภพวานร
เป็นบทที่ปราศจากคำพูด แต่ก้องกาหลอยู่ในความรู้สึก....ยกให้เลย
เจ๋งจริงๆ
(ขอยกไว้คู่กะพลัมเมอร์ ที่แสดงออกแบบเดียวกันได้ไม่แพ้กัน แถมยืนเอามือไพล่หลัง ก็ยังรู้ว่าคิดอะไร)


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6215


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 09 เม.ย. 08, 10:14

        นอกจากฉากสุดท้ายในพิภพวานร ภาคแรกแล้ว อีกหนึ่งบทบาทของลุงที่ติดตา แน่นอนย่อมเป็น
บทที่ลุงได้ออสการ์จากเบนเฮอร์ โดยเฉพาะตอนที่ถูกจับเพราะยอมรับโทษแทนน้องสาว โดนเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด
ต้องไปเป็นทาสฝีพายในเรือรบ
          ลุงรับบทหนักมาก เหนื่อยทั้งกายและใจ  สีหน้า แววตาลุงตอนที่โดนเพื่อนรักหักหลังนั้นชนะเลิศ

          แม้ลุงจะมาพลาดเรื่องชูปืน แต่หลายคนก็ไม่ลืมบทบาทลุงในฐานะ a strong advocate for civil right
many years before it became fashionable

        และอีกบทบาทสำคัญ คือ รักเดียว ใจเดียวครองคู่กับภรรยานานเกินกึ่งศตวรรษ ...ฮึ


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6215


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 09 เม.ย. 08, 10:42

         หนังใหญ่ทั้งสองเรื่องของลุง คือเบนเฮอร์ และ บัญญัติสิประการ โชคดีที่ตอนเด็กได้ทันดูเมื่อกลับมาฉาย
ในโรงใหญ่  คือ โรงหนังอินทรา
           ขอแยกซอยคุยเรื่องโรงหนังในดวงใจที่ไม่มีเหลือแล้วโรงนี้ ครับ

            โรงหนังอินทราตั้งอยู่ในโรงแรมอินทรา ประตูน้ำ เป็นของตระกูลตันสัจจา-เครือเอเพกซ์ ณ สยามสแควร์ในปัจจุบัน
จัดเป็นโรงหรู และไม่เหมือนใครในเวลานั้น และถึงเวลานี้
            โดยเริ่มแรก เป็นโรงหนังที่มีการแสดงระบำโดยนักแสดงสาวที่ได้รับการฝึกสอนโดยครูจากคณะระบำที่ญี่ปุ่น
เป็นรีวิวประกอบเพลง (คล้ายการแสดงที่ทิฟฟานี่ พัทยา แต่นักแสดงเป็นหญิงแท้) ก่อนการฉายภาพยนตร์ฝรั่ง
            แต่ผลปรากฏว่าขาดทุน ต้องตัดการแสดงออกไปหลังจากเปิดการแสดงได้ไม่กี่เดือน

            ทางโรงปรับตัวใหม่ เนื่องจากเป็นโรงที่มีเวทีการแสดงกว้างใหญ่ จอหลังสูง ยาว จึงเหมาะกับการฉายหนังใหญ่
ระบบพิเศษ ซิเนรามา
            ประเดิมด้วยเรื่อง This Is Cinerama (1952)  ฉายหนังด้วยสามฟิล์มจากสามเครื่องฉาย หนึ่งเครื่องตรงกลาง
สองเครื่องซ้ายขวาฉายไขว้กันไปบนจอโค้ง สูงใหญ่ยาวบนเวที       


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6215


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 09 เม.ย. 08, 11:17

       คนดูตื่นตากับภาพบนจอโค้งสูง กว้าง วิวมอง ๑๔๖ องศาเหมือนอยู่ในเหตุการณ์ และระบบเสียง multiple soundtracks
แต่ปัญหาเรื่องสองรอยต่อของภาพจากสามเครื่องฉาย ๓๕ มม. ดังกล่าว และค่าใช้จ่ายในการถ่ายทำด้วยสามกล้องที่สูง
ทำให้หนังแบบ 3-strip cinerama ไม่น่านิยม
        ต่อมาจึงมีหนังฉายด้วยเครื่องฉายเดียว จากฟิล์มหนัง ๗๐ มม.ผ่านซิงเกิ้ลเลนส์ บนจอโค้ง เป็น 70 mm cinerama
        ทางโรงอินทราประชาสัมพันธ์ว่า ซิงเกิ้ล เลนส์ ซิเนรามา - ไร้รอยต่อ
         
        หนังใหญ่ ๗๐ มม.เก่าๆ หลายเรื่องได้เรียงกันเข้าฉายที่โรงอินทรา ให้คอหนังติดตามดูแทบทุกโปรแกรม
        นอกจากสองเรื่องดังกล่าวของลุงแล้ว ยังมีการกลับมาของ South Pacific, The Sound of Music,
Grand Prix, Krakatoa, East of Java (ชื่อหนังผิดตำแหน่งภูมิศาสตร์), Dr. Dolittle, ขุมทองแม็คเคนนา เป็นต้น
          ภาพเต็มจอยักษ์ ของฉากโมเสสแยกทะเล, การแข่งรถม้าในเบนเฮอร์, ภูเขาไฟระเบิด ฯ สร้างความตื่นตา ตื่นใจ
ไม่รู้ลืม
          หมดยุคหนังเก่าแล้ว โรงอินทราก็ฉายหนังตามยุค เช่น one flew over the cuckoo's nest, dressed to kill
ฉายหนังไทยอย่าง แผลเก่า ของคุณเชิด ทรงศรี ที่เรียกบรรยากาศตื่นตา ตื่นใจแบบเก่ากลับมา
          หนังเรื่องสุดท้ายที่ดูที่อินทรา ดูเหมือนจะเป็น นวลฉวี ครับ

โรงแรมยังอยู่ โรงหนังเป็นอดีต

         


บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 09 เม.ย. 08, 12:00

ขอคุยมั่ง.....
โรงหนังอินทรานี่เป็นตัวอย่างของนวัตกรรมทางบันเทิงที่ผิดวัฒนธรรมชาวบ้านบางกอก
ผมจำได้ว่า ถ้าจะต้องไปดูหนังที่นี่ เลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง

ในยุค2510+นี่ โรงแรมในสำนึกของคนกรุงเทพชั้นสามัญ ยังเป็นที่อโคจร
ผมเคยลากเท้าแตะไปที่ดุสิตธานี เพื่อทำธุระบางอย่างให้ผู้ใหญ่ คือส่งเอกสารแก่เจ้าหน้าที่ระดับบริหารของที่นั่น
เป็นครั้งแรกที่รู้จักคำว่ามองตั้งแต่หัวจรดตีน และความรู้สึกที่ว่าเสียวสันหลังวูบ
ทั้งที่เราก็ไม่ได้ทำอะไรผิด แค่แต่งตัวแบบกุ๊ย แค่นั้นเอง

ไปอินทรานั้น เราจะเจอพนักงานที่แต่งเต็มยศ ใส่หมวกหัวตัดขลิบทอง สวมถุงมือยืนกุมเป้าอยู่ตามจุดต่างๆ
แม้ว่าเราจะไม่ได้เดินผ่านพวกเขา แค่ได้เห็นก็สยองแล้วครับ
แถมค่าดูก็แพงกว่าชาวบ้านซะอีก
โรงหนังในดวงใจก็เลยกลายเป็นฮอลี่วูด ที่รื้อไปแล้ว เป็นโรงสุดท้ายที่คงราคาค่าตั๋ว เจ็ดบาทห้าสิบ
และจัดให้ถึง 3 แถว ในขณะที่โรงอย่างสยาม ให้แค่แถวเดียว และคิดเงินถึงสิบบาท แหงนคอตั้งบ่าเชียว

โรงหนังอินทรา ขาดองค์ประกอบหลายอย่างที่ชาวบ้านจะได้อาศัยแวะบันเทิงอย่างสะบายใจ
ไม่มีเก้าอี้นั่งคอย ไม่มีร้านค้าให้เดินชม หรือแวะดูดน้ำดูดบุหรี่ มืดเกินไป หรูเกินไป และเงียบเกินไป
สุดท้ายวัฒนธรรมชาวบ้านก็ชนะ คือโรงไฮโซได้ไปเกิดใหม่ก่อน
ในยุคนั้น เรายังนิยมไปดูหนังควบเดินเที่ยวเล่น
ดังนั้น คิงส์ ควีนส์ และแกรนด์ที่วังบูรพา จึงเป็นที่โปรดมาจนถูกรื้อปรับเปลี่ยน
คิดดูเถอะครับ ได้ออกจากบ้านแต่หัวค่ำ เดินดูห้างร้านจนห้องขายตั๋วเปิด
ตีตั๋วเสร็จ ยังมีเวลากินบะหมี่เป็ดแสนอร่อยได้อีกชามอย่างสะบายๆ
แถมห้างร้านก็ล้วนแต่ยั่วใจ มีร้านหนังสืออย่างดีตั้งห้าหกร้าน
มีร้านเครื่องเสียงและแผ่นเสียงอีกสี่ห้าร้าน ร้านของเล่น เสื้อผ้า
แม้แต่โรงหนังยังมีตั้งสาม แค่เดินดูใบปิด ก็เปรมแล้ว.......

สวรรค์ยังไม่ดีเท่านี้เล้ยย....
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.037 วินาที กับ 19 คำสั่ง