เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 [3]
  พิมพ์  
อ่าน: 9906 ฝัน
ภูมิ
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 30  เมื่อ 16 ม.ค. 01, 08:58

นอกจากเรื่องฝันเป็นผีเสื้อแล้ว ตอนผมเรียนยังมีการพูดถึงประโยคที่ว่า
คนคือหญ้าที่มีความคิด
เราคิดจึงมีตัวเรา
จําไม่ได้ว่าเป็นคําพูดของใคร  แต่ประโยคที่๒นี่ของกรีก
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 31  เมื่อ 18 ม.ค. 01, 20:11

I Think,therefore I am ฉันคิด..ฉันจึงเป็นอยู่

คำพูดของ Descartes ค่ะ  อยู่ในแนวปรัชญา Existentialism (อัตถิภาวนิยม)

เชื่อเถอะ  เดี๋ยวคุณนกข.จะต้องเข้ามาอธิบายขยายความให้ฟัง   ดิฉันรอดตัวไปไม่ต้องค้นมาเล่า



เรื่องฝันคล้ายแนวคิดของจวงจื๊อ และพระเจ้าผู้เสวยอะไรเข้าไปผิดสำแดง  อยู่ในเรื่องที่จะเล่านี้ค่ะ



"ความฝัน" อยู่ในหนังสือชุด "วรรณวิจิตร"ของ" แสงทอง" ชื่อ "วนวัลลรี" เป็นเรื่องแนวอินเดียโบราณ

แปลจากต้นฉบับเรื่อง In the Great God's Hair ของ F.W. Bain ชาวอังกฤษ



ในตอนนี้ วนวัลลรีนางเอกของเรื่องเล่านิทานให้พระอินทร์ที่ปลอมเป็นพราหมณ์แก่มาลองใจนาง ว่า



" อันใดจะมีมารยายิ่งกว่าความฝัน   แต่ก็ไม่มีใครสังเกตทราบมารยาของฝันจนเมื่อฝันจบแล้วตื่น    ถ้ายังไม่สำนึก ว่ามันเป็นมารยา  มารยาก็ดีเท่ากับของจริงใช่หรือไม่"



เนื้อเรื่องมีอยู่ว่าพระราชากับพระราชินีเสด็จลงสรงน้ำในสระในฤดูร้อน   เมื่อขึ้นจากน้ำพระราชาก็บรรทมหนุนตักพระราชินี หลับไป

แล้วสุบินว่า เมื่อตอนเช้าพระองค์เสด็จออกไปล่าสัตว์ในป่าแล้วพบพราหมณ์นอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้  จนเย็นเสด็จกลับผ่านมาทางเดิมก็เจอพราหมณ์ยังหลับอยู่อย่างเดิม  

แปลกพระทัยก็ให้มหาดเล็กไปปลุก ปลุกเท่าไรก็ไม่ตื่น แต่ก็ไม่ได้ตาย  ก็เลยทรงนำแกกลับมาเข้าวังทั้งหลับๆ  

พราหมณ์ก็หลับไปตลอด ๗ ปี  จนวันหนึ่งแกก็ตื่นขึ้นมาแล้วประหลาดใจเพราะนึกว่าตัวเองเพิ่งเข้านอนใต้ต้นไม้ไปเมื่อเช้านี้เอง  

พระราชาก็ตอบว่า แกนอนหลับไปถึง ๗ ปี  พระราชาได้ทำศึกสงครามและมีโอรสธิดาในช่วง ๗ ปียาวนานที่แกหลับไป  

พอพราหมณ์จะตอบ พระราชาก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาพบพระองค์นอนหนุนตักพระราชินีอยู่  พบว่าทรงนอนไปเพียงครู่เดียว  

ก็ทรงสำนึกได้ว่า เวลาที่แท้จริงอาจไม่ใช่เวลาที่ประสบอยู่  ในตอนนั้นพระองค์กับนางคงกำลังฝัน และอีกไม่นานคงจะตื่น  

ก็ทรงขอให้พระราชินีจุมพิตพระองค์เสียก่อนจะตื่น ในขณะที่ยังมีเวลาอยู่ด้วยกัน    พระราชินีไม่เข้าพระทัยแต่ก็ทรงทำตาม  

 เมื่อจุมพิต หลังคาที่บังแดดอยู่ก็เกิดพังลงมาทับสองพระองค์สิ้นพระชนม์อยู่ตรงนั้น แต่ก็ทรงทายถูกที่ว่าทรงมีเวลาอยู่ด้วยกันเหลือน้อยเต็มที



มีเกร็ดเบื้องหลังว่า  F.W. Bain ได้เขียนนิทาน ๑๒ เรื่องนี้ โดยเท้าความว่า มาจากนิทานอินเดียโบราณ  

เมื่อครั้งเขาไปพำนักอยู่ในอินเดีย เกิดโรคระบาดขึ้นที่เมืองพาราณสี   เขาได้ไปพบพราหมณ์แก่คนหนึ่งซึ่งก่อนจะตายก็หยิบม้วนกระดาษเก่าคร่ำคร่าเขียนเป็นภาษาสันสกฤตมามอบให้เขา  

ในนั้นปรากฏว่าเป็นวรรณคดีโบราณ  ทำนองเดียวกับ " ปัญจะตันตระ"  คือเป็นนิทานซ้อนนิทาน  เล่าถึงเรื่องราวของกษัตริย์ต่างๆที่พระศิวะเล่าให้พระอุมาฟัง  เขาจึงนำมาแปลเป็นภาษาอังกฤษ

แต่จากการค้นคว้าของผู้ศึกษาวิชาภาษาและวรรณคดีสันสกฤตพบว่านิทานเหล่านี้ไม่เคยปรากฏในวรรณคดีอินเดียเรื่องไหนทั้งสิ้น  

 เบนแต่งขึ้นมาเอง แต่สวมรอยเป็นบรรยากาศโบราณในยุคพระเวทได้แนบเนียน   วิธีการแต่งก็คล้ายกับของโบราณมาก



งานของเบนแพร่หลายมาถึงไทย หนึ่งในจำนวนนี้กลายมาเป็น "กนกนคร" พระนิพนธ์ของน.ม.ส. กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์   แต่งเป็นกลอนหก มีหลายตอนที่ไพเราะมาก อย่างตอนเห็นนางพายเรืออยู่ในสระบัว กลางแสงจันทร์



เห็นนางนวลศรีมีโฉม......ดังโสมส่องหล้าราศี

เนาเรือเหนือสรัสปัทมี......ตรณีจันทร์นวลชวนชม

งามเงินงามเงาเพราพาย....นวลฉายยึดด้ามงามสม

เรือน้อยลอยน้ำขำคม............บัวฉมชูห้อมล้อมเรือ



ต่อมาหลวงบุณยมานพพานิชย์(แสงทอง)นำมาแปลเป็นไทยทั้งหมด ๑๓ เรื่อง  เรียกงานของท่านว่า" วรรณวิจิตร" หมายถึงหนังสือที่งดงาม  

เรื่องที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ "อติรูป" เป็นเรื่องของกามเทพที่ถูกสาปลงไปเกิดเป็นเจ้าชายเจ้าชู้มากรักแบบดอนฮวนหรือคาสซาโนวา



เล่าเสียยาวเกินเรื่องฝัน เพราะชอบวรรณกรรมของแสงทองชุดนี้มาก  ทั้งภาษาและปรัชญาของพระศิวะ น่าเสียดายเป็นงานที่ถูกหลงลืมไปแล้ว
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 32  เมื่อ 19 ม.ค. 01, 15:53

เชอ ต๊องส์ - เอ้อ- เชอป๊องส์, ดองซ์ เชอสวี.
I think, therefore I am (.... confused).
เคยเรียนผ่านๆ คิดว่ารู้เรื่อง แต่จะให้อธิบายขยายความ ไม่กล้าครับ ศิษย์เดส์การ์ตคนไหนผ่านมาช่วยหน่อยครับ ผมน่ะพวกเดสะเกิ๊ร์ต

จำได้เลาๆ ว่าท่านอาจารย์พุทธทาสเคยพูดถึงเดส์การ์ตด้วย ทำนองว่า สัญชาตญาณความอยากมีตัวมีตนของสัตว์โลกมันรุนแรงมาก ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงโดยแท้นั้นมันไม่มีตัวตน เป็นอนัตตา หรือที่ท่านใช้ว่า ไม่มีตัวกูของกู แต่สัตว์โลกก็ดิ้นรนไปจะตั้งให้มีอะไรสักอย่างเอาไว้ยึดไว้หลอกตัวเอง จนถึงนักปรัชญาฝรั่ง (ไม่แน่ใจว่าท่านอาจารย์ออกชื่อหรือไม่) บางสำนัก บอกว่า ความนึกคิดนี่แหละ คือตัวตนที่แท้ เพราะมีการนึก จึงมีผู้นึกอยู่ แต่ในทางพุทธ แม้ความนึกคิดก็เป็นสังขารที่ปรุงแต่งขึ้น เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เป็นอนิจจัง ทุกขัง และเป็นอนัตตาเช่นเดียวกัน
 
งานของท่านแสงทอง ผมก็ชอบ แต่อ่านไม่หมด ชุดคุณฉัฏฐ์ก็ตลกดี แต่ชุดของ ฟ.ว. เบน ที่ท่านแปลมานี้ ผมเคยหลงนึกว่าเป็นวรรณกรรมอินเดียโบราณจริงๆ อยู่นาน เพราะอีตาเบนแต่งได้ดี ผมไม่แน่ใจว่าเคยอ่าน วรรณวิจิตร แต่เคยอ่าน ขุมความเท็จ ครับ เคยอ่าน หงสาลัย ด้วย

เรื่องกนกนคร ก็มีเรื่องฝันๆ จริงๆ ทำท่าจะเป็น Twilight Zone ภาคภารตะ พระเอกพลัดจากนางเอก (ชื่อกนกเรขา) เดินทางไปไกลสุดหล้าฟ้าเขียวจนถึง Fantasy Island แขกแห่งหนึ่ง เป็นเมืองทอง รุ่งเรืองสวยงาม แต่ร้าง ไม่มีคน เข้าไปในวังทองร้างกลางเมือง ก็เจอศพวางอยู่
เปิดผ้าคลุมศพออกดูก็ถึงกับผงะ "เพราะศพที่พระมาพบ คือศพนางกนกเรขา ขยี้เนตรเหตุเหลือเชื่อตา เป็นบ้าหรือฝันฉันใด นางอยู่ดีดีที่โน่น เมื่อโน้นยุพยงทรงไล่..."
เชิญท่านผู้สนใจหาอ่านต่อเองครับ สนุกครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30622

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 33  เมื่อ 19 ม.ค. 01, 18:06

จอมยุทธ นกข.ออมมือเรื่องปรัชญาเสียแล้ว  ดิฉันก็เรียนมางูๆปลาๆ  ขอเล่าเท่าที่นึกออกนะคะ ถ้ามีผู้รู้ช่วยเข้ามาแจมด้วย

อัตถิภาวนิยม เป็นปรัชญาที่สำคัญที่สุดในช่วงศตวรรษที่ ๒๐ ตอนต้นเรื่อยมาจนตอนกลาง   ตอนนี้ขึ้นศตวรรษใหม่แล้ว อาจจะเสื่อมลงไปบ้าง
ตรงกันข้ามกับพุทธศาสนา  ปรัชญานี้ยึดถือ "อัตถ" self ว่าเป็นศูนย์กลาง   ถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างกำหนดให้เป็นไปได้ เพราะ self ของมนุษย์
ทำไมถึงถือเช่นนั้น  ก็เพราะก่อนหน้านี้   ทางตะวันตกไม่ว่ากรีกโรมันหรือพวกนับถือคริสตศาสนา ถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามการบันดาลของพระเจ้า  มนุษย์เป็นผู้ถูกกำหนด
ต่อมามนุษย์ก็เริ่มอหังการ์ ถึงขั้นประกาศตัวตนเป็นอิสระ และเป็นไทแก่ตัวขึ้นมา    นักปรัชญาอย่างนิทชี( ออกเสียงแบบอเมริกัน  ขี้เกียจสะกดเป็นเยอรมัน และออกเสียงอย่างเยอรมันไม่ถูกค่ะ) ถึงกับประกาศว่า " God is dead"
แต่อัตถิฯที่ว่านี้ก็ขัดกับแก่นของพุทธศาสนา ที่ถือว่าทุกอย่างเป็น อนัตตา ไม่ใช่ อัตตา  

กลับเข้า "วรรณวิจิตร"
ชื่อนี้เป็นชื่อหนังสือรวมผลงานทั้งหมดของเบน ค่ะ   ขุมความเท็จและหงสาลัยก็รวมอยู่ในนั้น
ขุมความเท็จชื่อน่ากลัว แต่เอาเข้าจริงเป็นเรื่องที่พระศิวะเล่าให้พระอุมาฟัง ถึงรักหวานชุบน้ำผึ้งของกษัตริย์หนุ่มกับเจ้าหญิง ซึ่งหลอกกันไปหลอกกันมาก็ happy ending

มีตอนหนึ่ง สาวๆคงจะชอบ

" ไม่มีอะไรจะเพิ่มความปฏิพัทธ์ได้มากเท่าการอภัยผู้ถูกปฏิพัทธ์  
แลเครื่องทดลองความรักมีอยู่แต่เพียงสองเท่านั้น
คืออำนาจแห่งความรำลึกได้ กับสมรรถภาพที่จะให้อภัย
เพราะรักลวงนั้นลืมเร็ว   แลไม่อาจให้อภัยเลย
แต่รักที่เป็นความรักแท้นั้นให้อภัยได้เสมอ แลไม่ลืมเลย"

ชุดคุณฉัฐฏ์ กลุ่มสหายคุณถึก สิกขาทร  เรื่องตลกของแสงทองที่จี้เส้นไม่แพ้พล นิกร กิมหงวน  ดัดแปลงมาจาก Pickwick Papers ของนักเขียนดังที่สุดคนหนึ่งยุควิกตอเรียน คือ Charles Dickens
ใครเคยดูหนังชีวิตหนูน้อยกำพร้า เรื่อง Oliver หรือ Christmas Carol ที่มีตัวเอกคือตาแก่ Scrooge จอมงกผู้ไม่รู้จักวันคริสต์มาส  นั่นแหละค่ะ ผลงานของดิกเกนส์
และเขาคนนี้ยังเป็นนักเขียนคนโปรดของสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกด้วย

ออกนอกเรื่องฝันไปไกลจริงๆ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.034 วินาที กับ 19 คำสั่ง