เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
อ่าน: 9019 พระราชวังแวร์ซายล์ กับ คณะฑูตไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
จ้อ
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1081

แต่งงานแล้วจ้า ...


เว็บไซต์
 เมื่อ 14 ม.ค. 01, 10:08

เคยเรียนสมัยเด็กๆ
ว่าสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
/>
อยุธยาได้ส่งคณะฑูตมาเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส
/>
แต่ไม่ทราบว่าหัวหน้าคณะที่เดินทางมาเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14
/>
หรือ The Sun King ที่พระราชวังแวร์ซายล์ ชื่อว่าอะไร
/>
เข้าใจว่าคือ เจ้าพระยาโกศาปาน ใช่หรือไม่ครับ ?
/>
ผมไม่ค่อยจะทราบลายละเอียดครับ... แหะๆๆ


/>
พอดีมีภาพของพระราชวังนี้มาฝาก เป็นภาพของ ห้องที่เรียกว่า

La
Galerie des Glaces หรือ Hall of Mirrors ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันตก
/>
ของพระราชวัง ที่เลือกห้องนี้มาฝากก็เพราะว่าไกด์ชาวฝรั่งเศสบอกผมว่า
/>
คณะฑูตจากชาติต่างๆ ที่จะเข้าเฝ้า  The King pf France จะต้องเดินผ่าน
/>
ห้องนี้ซึ่งมีความยาวถึง 70 เมตร...



ผมก็หลับตานึกภาพ
คณะฑูตจากอยุธยาเดินผ่านห้องโถงอันยิ่งใหญ่

เข้าไปพบพระเจ้าหลุยส์
ในฐานะผู้แทนจากอณาจักรที่ยิ่งใหญ่แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา

เทห์จริงๆ
ครับ...

(ผมคาดว่าคงจะต้องเดินผ่านห้องนี้แหละครับ ... )
/>


อ้อ... ห้องนี้ยังเป็นที่ลงนามสนธิสัญญาแวร์ซายล์
/>
ในช่วงที่สงครามโลกครั้งที่1 สงบด้วยนะครับ
/>
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
src='http://vcharkarn.com/reurnthai/uploaded_pics/RW265x000.jpg'>
บันทึกการเข้า
จ้อ
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1081

แต่งงานแล้วจ้า ...


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 03 ม.ค. 01, 01:53

อีกรูปหนึ่ง ( อันนี้ถ่ายเอง อันข้างบนก็อปเขามา แหะๆๆ )

เป็น Courtyard ของพระราชวัง
http://vcharkarn.com/reurnthai/uploaded_pics/RW265x001.jpg'>
บันทึกการเข้า
จ้อ
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1081

แต่งงานแล้วจ้า ...


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 03 ม.ค. 01, 01:59

ที่ชอบที่สุดก็คงเป็น สวนของพระราชวัง

น่าเสียดายที่ผมไปหน้าหนาวเลยไม่สวยเท่าไหร่

ไม่ทราบเหมือนกันว่า เมื่อสมัย 200 กว่าปีที่แล้ว

ตอนฑูตไทยมาเยี่ยม The Sun King จะเห็นสวยอย่างนี้หรือเปล่า



เอ... หรือว่าสมัยนั้นคณะฑูตไทยไม่ได้มาที่พระราชวังนี้ก็ไม่ทราบ

( เสียวหน้าแตกครับ ) .... ไม่เป็นไร เอาเป็นว่าอยากให้ชมของสวยๆ งามๆ

บ้างก็แล้วกันครับ แหะๆๆ
http://vcharkarn.com/reurnthai/uploaded_pics/RW265x002.jpg'>
บันทึกการเข้า
จ้อ
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1081

แต่งงานแล้วจ้า ...


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 03 ม.ค. 01, 02:01

อีกรูปหนึ่งครับ
http://vcharkarn.com/reurnthai/uploaded_pics/RW265x003.jpg'>
บันทึกการเข้า
พวงร้อย
สุครีพ
******
ตอบ: 904


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 03 ม.ค. 01, 02:12

รูปสวยจังค่ะ
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 03 ม.ค. 01, 08:18

หัวหน้าคณะทูตคือพระยาโกษาปานครับ สมัยพระนารายณ์ระดับเจ้าพระยาหาทำยายากครับ พระองค์ท่านไม่โปรด manager ครับ ใช้ Sup. หลายคนทำงานแทน manager ครับ สนใจลองหาอ่าน การเมืองไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์ของ อ.นิธิ ดูนะครับ จะเห็นมุมมองที่แปลกไปอีกแบบ
ส่วนเรื่องราชทูตไทยกับฝรั่งเศสอยากให้ลองหาพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาอ่านดู อืม... มหัศจรรย์มากครับ
บันทึกการเข้า
จ้อ
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1081

แต่งงานแล้วจ้า ...


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 03 ม.ค. 01, 08:51

มหัศจรรย์อย่างไรหรือครับคุณ CrazyHOrse ?
ผมอยู่ไกลบ้าน คงหาพงศาวดารอ่านลำบากครับ
ช่วยกรุณาเล่าย่อๆ ให้ฟังได้ใหมครับ
เพื่อท่านอื่นจะสนใจด้วย
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30554

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 03 ม.ค. 01, 11:59

โกษาปานเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ เมื่อพ.ศ. ๒๒๒๙  เดินทางตั้งแต่ปี ๒๘ ค่ะ
อ่านมติชนรายวันวันนี้  พบข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยย่อมาให้อ่าน
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
ปรีดี พิศภูมิวิถี ซึ่งกำลังทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโททางประวัติศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ค้นพบเอกสารไทย เขียนในสมุดไทยสีดำ ตัวดินสอสีขาว ในแผนกเอกสารตัวเขียน หอสมุดแห่งชาติ กรุงปารีส  เป็นเรื่องราวของราชทูตโกษาปารระหว่างเดินทาง เขียนเป็นนิราศ ใช้คำประพันธ์ประเภทกาพย์ มีความยาว  ๓๘ หน้า
ตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญแห่งกองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ของกรมศิลปากรกำลังชำระอยู่ เสร็จไปประมาณ ๘๐% แล้ว
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
นับเป็นเอกสารสำคัญทางวรรณคดีและประวัติศาสตร์ที่น่าตื่นเต้นมาก  นักวรรณคดีและประวัติศาสตร์คงได้คุยเรื่องนี้กันคึกคักอีกพักใหญ่
 ถ้าชำระเสร็จเมื่อไร จะไปหาข่าวคราวมาคุยเรื่องนี้กันในเรือนไทยค่ะ

มาคอยฟังคุณCrazy HOrse เล่าอีกคนค่ะ  ดิฉันมีหนังสือของอ.นิธิอยู่ที่บ้านอีก ๒ เล่มยังอ่านไม่จบ  เลยขอวางมาฟังคุณเล่าดีกว่า
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 03 ม.ค. 01, 23:56

การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์ ของ อ. นิธิ อ่านจบแล้วครับ อืมมม.... เป็นอีกมุมมองหนึ่ง แตกต่างไปจากมุมมองเดิมเลย

เมืองฝรั่งเศส สำหรับคนไทยสมัยนั้น คงจะเป็นเมืองที่น่าตื่นตาตื่นใจ มีอะไรประหลาดพิสดารน่าทึ่งหลายอย่าง ผมคลับคล้ายคลับคลาว่ามีบันทึกประวัติศาสตร์ของไทย จะใช่พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาที่คุณ Crazy Horse อ้างถึงหรือไม่ ไม่แน่ใจ แต่บันทึกที่ว่านี้บรรยายภาพเมืองฝรั่งเศสและราชสำนักพระเจ้าหลุยส์เลอกรังด์ไว้พิลึกกึกกือ อ่านสนุกดีมาก แต่ไม่รู้เชื่อได้แค่ไหน ทั้งนี้ โดยอ้างว่าเป็นคำบอกเล่าของท่านโกษาปาน
ผมก็จำรายละเอียดไม่ได้แล้ว จำได้เรื่องเดียวว่า ตามบันทึกนี้ พระเจ้าหลุยส์มหาราช สุริยกษัตริย์ ทรงมีสมบัติแก้งจักรพรรดิอยู่ 3-4 ดวง เป็นแก้วทับทิมบ้าง มรกตบ้าง ฯลฯ สรุปว่าเป็นแก้วสีต่างๆ ว่างั้นเถอะ เวลาเช้าขึ้นมาก็ทรงแก้วดวงหนึ่งสีหนึ่ง แก้วดวงนั้น ลูกใหญ่มหึมาและมีรัศมีโชติช่วงมาก สมมติว่าเวลานั้นได้เวลาที่จะทรงทับทิม แสงแก้ว (โคตร) ทับทิมก็จะจับพระองค์แดงงามไปทั้งองค์ และทั้งห้องที่ประทับด้วย อีกเวลาหนึ่งก็เปลี่ยนทรงแก้วยักษ์อีกดวง รัศมีแก้วก็เปลี่ยนสีฉลองพระองค์และห้องที่ประทับไปได้ทั้งห้องอีกเหมือนกัน
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 04 ม.ค. 01, 00:03

ดูเหมือนบันทึกฝ่ายไทยนี้ (น่าจะเขียนขึ้นในชั้นหลัง อาจจะหลังสมัยพระนารายณ์ไปนานแล้ว) นอกจากจะเขียนแสดงความทึ่งฝรั่งแล้ว ยังเขียนให้ฝรั่งมาทึ่งไทยไว้ด้วย
ตามเรื่องที่ไทยเขียน ไม่ทราบว่ามีในหลักฐานฝรั่งเศสด้วยหรือเปล่า แต่คงไม่มี ทหารไทยที่ไปในคณะราชทูตครั้งนี้ ได้มีโอกาสแสดงวิทยาคมของไทยหน้าพระที่นั่งพระเจ้าหลุยส์ด้วย คือนั่งให้ทหารฝรั่งเศสเอาปืนยิง และใช้อำนาจอาคมทำให้ยิงไม่เข้า ยิงไม่ออก หรือยิงพลาดไป โดยทหารไทยไม่เป็นอันตราย
เรื่องนี้จะจริงเท็จแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ปรากฏอยู่ในบันทึกทางไทย และ อ. คึกฤทธิ์ได้เอามาเป็นเค้าแต่งเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของท่าน ชื่อเรื่อง ลองของ
บันทึกการเข้า
นกข. - อีกรอบ (อองกอร์)
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 04 ม.ค. 01, 00:17

ผมมานั่งนึกๆ ดูด้วยความฟุ้งซ่านประจำตัวของผมเอง (ซึ่งจะเอาเป็นหลักฐานอะไรไม่ได้เด็ดขาด) แล้ว เห็นว่า ถ้าสมมติเรื่องทหารไทยท้าให้กองทหารฝรั่งเศสยิงเป็นการลองวิชานี้ จะเป็นเรื่องจริง กองทหารฝรั่งเศสกองไหนจะเป็นกองที่มีบทบาทในเรื่องนี้ได้บ้าง?
ผมจำไม่ได้แล้วว่า ในเรื่องสั้น ลองของ ของอาจารย์คึกฤทธิ์ ท่านแต่งให้เป็นกองทหารกองไหน เดาว่าเป็นทหารแม่นปืน
เดาต่อไปว่า น่าจะเป็นกองทหารที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้เป็นกองทหารรักษาพระองค์ รับใช้ใกล้ชิดองค์พระเจ้าหลุยส์ สมัยนั้นปืนที่ใช้กันก็น่าจะเป็นปืนคาบศิลา หรือปืนยาวรุ่นโบราณ ซึ่งเรียกว่า ปืน Musket ทหารเหล่าที่ถือปืนแบบนี้ และเป็นเหล่าที่รับใช้ใกล้ชิดประจำพระองค์ เรียกกันว่า... Musketeers และทหารเสือมัสเกเตียร์คนที่โลกรู้จักดีที่สุดเพราะงานเขียนของอเลกซองดร์ ดูมาส์ นั้น คือหนุ่มห้าวชาวกาสกอญที่ชื่อว่า ดาตาญังนั่นเอง

ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด รัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์เลอกรังด์ สุริยกษัตริย์ นั้น มาก่อนรัชสมัยในเรื่องสามทหารเสือของดูมาส์ แปลว่าอาจจะเป็นรุ่นพ่อหรือปู่ของสามทหารเสือ ที่ได้มีบทบาทสาธิตวิชาอาคมของทหารไทยในครั้งนั้น

โกษาปานจึงถูกลากมาเกี่ยวกับดาตาญังได้ด้วยประการฉะนี้แลฯ
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 04 ม.ค. 01, 08:18

ใช่ที่คุณนกข.เล่าเลยครับ แต่ที่ทหารไทยต้องแสดงวิทยาคมเป็นเพราะว่าฝรั่งเศสเปิดโชว์ให้ทหารยืนกันสองแถวหันหน้าเข้าหากันแถวละ ร้อยกว่าสองร้อยคนนี่แหละครับ(จำได้ไม่แม่น) แล้วผลัดกันยิงกรอกปากกระบอกปืนกัน ไม่มีใครพลาดเลย ว่าแล้วเจ้ากรุงฝรั่งเศสก็ถามราชทูตไทยทำนองว่าอย่างนี้พวกทหารไทยคงทำไม่ได้ใช่ไหม ราชทูตของเราก็เลยว่าทหารไทยเราไม่ทำกันอย่างนี้หรอก เพราะเรามีวิชาดี เจ้ากรุงฝรั่งเศสจึงขอให้แสดงให้ดูหน่อย ราชทูตไทยว่าผู้มีวิชาไทยเราจะให้อยู่ในกองทัพ ไม่อยู่ในคณะทูต แต่ในคณะนี้ยังพอมีมือรองอยู่บ้าง จะแสดงให้ดู
รอบแรกผู้ถูกปลุกเสก 19 คนก็นั่งให้ทหารฝรั่งเศส(เข้าใจว่าชุดเดิม)ยิง ปรากฎว่ายิ่งไม่ออก รอบสองให้ยิงออกแต่ยิงไม่เข้าบ้างแคล้วคลาดบ้าง เล่นเอาฝรั่งเศสอึ้งไปเลยครับ ฮ่าฮ่าฮ่า
ความจริงยังมีเกร็ดอีกหลายเรื่องในส่วนนี้ ค่อยๆเล่าแล้วกันนะครับ เรื่องอย่างนี้ที่จริงก็เป็นเรื่องเล่าที่ดูปกติสำหรับเมืองไทย แต่ที่แปลกคือมันอยู่ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาของพระจอมเกล้า เท่าที่อ่านดูตั้งแต่ช่วงพระนเรศวรมาเรื่องราวค่อนข้างจะพิศดาร(ทั้งละเอียดทั้งแปลก) ก็ต้องลองหาอ่านดูเองล่ะครับถึงจะสนุกเร้าจาย
บันทึกการเข้า
แจ้ง ใบตอง
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 04 ม.ค. 01, 12:50

ที่ว่าทหารแม่นปืนฝรั่งเศสโชว์ความแม่นปืนให้ราชทูตไทยดูนั้น
ผมเคยอ่านผ่านๆ (จำไม่ได้ว่าหนังสือเล่มไหน เมื่อคืนไปลองค้นดูแล้วหาไม่เจอ)
เค้าวิเคราะห์ว่า ไม่น่าเป็นไปได้ที่ทหารแม่นปืน จะแม่นขนาดยิงกรอก
ปากกระบอกปืนกันได้ทุกคน หรือหากเป็นไปได้ ปืนของคนที่อยู่ตรงข้ามก็น่าจะเสียหาย
เรื่องนี้จึงเป็นว่า ฝรั่งเศสลวงไทย โดยใช้ปืนที่บรรจุเพียงดินดำอย่างเดียว
ไม่ได้บรรจุกระสุน เหมือนกับการยิงสลุต  หรืออีกนัยหนึ่ง สมัยนั้นไทยยังไม่รู้จัก
ประเพณีการยิงสลุตต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง พอเห็นว่าทหารฝรั่งเศสยิงสลุตให้
ก็ตกใจนึกว่าทหารฝรั่งเศสเป็นนักแม่นปืนมือฉมัง  เลยคิดหาวิธีแก้ลำ
เหมือนดังที่ CrazyHOrse ได้เล่าไว้ข้างต้น  

มีเกร็ดเสริมของคุณ CrazyHOrse นิดนึงครับ ตอนที่พระเจ้ากรุงฝรั่งเศส
ถามราชทูตไทยว่า  (ผมใช้ทำว่าไทยนะครับดูง่ายดี) เมืองไทยมีทหารที่มีความสามารถ
อย่างนี้หรือไม่ ราชทูตไทยคิดว่าหากทำเป็นตื่นเต้น หรือตกใจในความสามารถ
ฝ่ายฝรั่งเศสจะได้ใจ และความคิดที่จะแสดงพระบรมเดชานุภาพของพระนารายณ์ให้ปรากฎ
จึงได้ตอบแบบตัดไม้ข่มนามในเชิงว่า วิชาอย่างนี้เมืองไทยไม่นิยม แต่จะส่งเสริมคนที่
คงกระพันชาตรีฟันไม่เข้ายิงไม่ออกมากกว่า ทำให้พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสไม่พอพระทัย
คิดว่าไทยอวดตัว ราชทูตไทยจึงเสนอว่าจะแสดงให้ประจักษ์ พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้
ทัดทานไว้หลายครั้ง เนื่องจากเกรงว่าฝ่ายไทยจะเป็นอันตราย แต่ในที่สุดก็ได้ทรงอนุญาต
บันทึกการเข้า
จ้อ
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1081

แต่งงานแล้วจ้า ...


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 04 ม.ค. 01, 18:05

เห็นด้วยกับคุณแจ้ง ใบตองครับเรื่องยิงกรอกปากกระบอกปืนนี่ฝรั่งหลอกแหงๆ
เท่าที่ทราบมา ผมคิดว่าปืนสมัยก่อนนั้นมีประสิทธภาพต่ำ ไม่เหมือนกับสมัยนี้
ต่อให้ทหารที่แม่นปืนขนาดใหนก็ยากที่จะควบคุมได้
เวลารบกันสมัยก่อนถึงต้องให้ Musketeers มายืนเรียงกันเป็นแถว
อาศัยยิงทั้งหมู่ครับ เพราะยิงคนเดียวยังไงก็ไม่โดน ต้องเอายิงมากๆ เข้าว่า
( นอกเรื่องนิด รู้สึกว่ากลยุทธ์นี้ชาวญี่ปุ่นเป็นคนใช้ครั้งแรก โดย นาบูนาแงะ
ตอนทำสงครามกับกองทัพม้า ช่วงสงครามกลางเมือง และฝรั่งเอาอย่างบ้าง)

ผมเลยคิดว่า ราชทูตไทยอาจจะทราบว่าฝรั่งอำ เลยอำกลับก็เป็นได้ครับ
ฟังแล้วสนุกมากครับ ขอบคุณที่เล่าสู่กันฟังครับ
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 04 ม.ค. 01, 18:24

ถ้าไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างอำกันไปมา ก็เป็นไปได้อีกทางหนึ่งว่า จริงๆ แล้วเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเลย แต่ผู้เขียนพงศาวดารซึ่งเป็นคนไทยยุคหลังใส่เข้าไปเองให้สนุกตื่นเต้น ทำนองเดียวกับเรื่องนางนพมาศ ซึ่งอาศัยเค้าโครงที่มีอยู่จริง แต่แต่งเติมเสริมต่อเข้าไปมากจนกลายเป็นนิทาน
คงจะต้องตรวจสอบทานกับหลักฐานฝรั่งเศสและหลักฐานอื่นๆ ที่เป็นอิสระแก่กันก่อนจะเชื่อว่า เป็นจริงหรือไม่ แค่ไหน
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.056 วินาที กับ 19 คำสั่ง