ลิลิตพระลอ

<< < (5/9) > >>

pipat:
ผมเป็นคนโง่วรรณคดี
คำให้การของผม อาจเป็นประโยชน์ครับ
"ควรต้องอ่าน ๔ เรื่องประกอบกัน ลิลิตพระลอ ทวาทศมาส กำสรวลสมุทร และ ยวนพ่าย"

ทวาทศมาส
----อ่านไม่รู้เรื่องเลยครับ
ยวนพ่าย
----อ่านเกือบรู้เรื่อง
กำสรวลสมุทร
----อ่านซำบาย
พระลอ......
ชิลล์ๆ พระนิพนธ์กรมพระปรมาฯ ยังยากกว่าเลยครับ

เทาชมพู:
ภาษามีวิวัฒนาการ   และยุคสมัย
ใน ๔ เรื่อง ยวนพ่ายเก่าสุด รองลงมาคือกำศรวล  อันดับ ๓ ทวาทศมาส  อันดับ ๔ ลิลิตพระลอ
๓ เรื่อง เป็นโคลงดั้น   ส่วนลิลิตพระลอเรื่องเดียวเป็นโคลงสี่สุภาพและสี่แบบอื่นที่กลืนกับโคลงสี่สุภาพ
แต่งขึ้นเมื่อโคลงสี่สุภาพเป็นที่นิยมแทนที่โคลงดั้นแล้ว

มันคงไม่ปุบปับชนิดเมื่อวันนี้ราชสำนักนิยมโคลงดั้น   วันนี้เปลี่ยนเป็นนิยมโคลงสี่สุภาพ
แต่ใช้ระยะเวลานานพอสมควร กว่าจะ"ปรับ" หรือ" กลาย"จากดั้นเป็นสุภาพ  ด้วยเพิ่มสัมผัสระหว่างบาท และคำท้ายในบาทที่ ๔
อ่านแล้วกลมกลืนรื่นหู เสนาะกว่าโคลงดั้น  ซึ่งสัมผัสน้อยกว่า และจบโคลงแบบห้วนกว่า

การเพิ่มจากสัมผัสน้อยไปหาสัมผัสมาก เป็นวิวัฒนาการของคำประพันธ์ไทย ไม่ใช่เฉพาะแต่โคลง กลอนก็เป็นด้วย
ถ้าเทียบให้เห็นชัดคือกลอนเพลงยาวในรัชกาลที่ ๑ ทั้งของพระเจ้าแผ่นดินและกรมพระราชวังบวรฯ  สัมผัสในยังน้อย   คำในแต่ละบาทก็เว้นจังหวะสองบ้างสามบ้าง  ยังไม่ค่อยเคร่งครัด
แต่พอมาถึงสุนทรภู่ เล่นสัมผัสในแพรวพราว   อ่านแล้วรื่นหูกว่าในการคล้องจอง   เท่านั้นแหละ กลอนแบบเดิมแทบจะหล่นหายไป ไม่มีใครเล่นอีก

ลิลิตพระลอแต่งมาก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์ หรืออย่างน้อยก็สมัยเดียวกัน อาจจะช่วงต้นๆรัชกาล   เพราะอ้างไว้ในจินดามณี แสดงว่าเป็นที่รู้จักกันดีแล้ว

ส่วนวัฒนธรรมเหนือ...ก็เนื้อเรื่องไงล่ะคะ  โธ่  เดี๋ยวมาดูดีกว่าว่าแหวกไปจากอยุธยายังไงบ้าง

Natalee:
สำหรับภาษา ดิฉันมองว่าถ้าเป็นเหนือ ก็ไม่เหนือสุดโต่งอย่างล้านนาโน่น
เป็นแค่ภาคกลางตอนบน หรือเหนือตอนล่าง เท่านั้นค่ะ
เปรียบแล้วเป็นแค่สุโขทัยหรือพิษณุโลก ซึ่งอิทธิพลของภาษากลาง หรืออยุธยายังครอบงำอยู่มาก

สรรพนาม 'เขือ' และ 'เผือ' พบในศิลาจารึกหลักที่หนึ่ง ศูนย์กลางอยู่ที่สุโขทัย
ยังสงสัยว่าสองคำนี้มีการใช้แพร่หลายในวรรณกรรมเหนือจริงๆ หรือไม่

สำหรับปู่เจ้าสมิงพราย ดิฉันก็ไม่เเน่ใจว่าดั้งเดิมเป็นของภาคกลางหรือไม่
แต่เมื่อพิศดูจากข้อความในศิลาจารึกแล้ว มีหลวงปู่เหมือนกัน
"มีพิหาร มีปู่ครู มีทะเลหลวง มีป่าหมาก ป่าพลู มีไร่ มีนา มีถิ่น มีฐาน มีบ้านใหญ่ บ้านราม มีป่าม่วง ป่าขาม ดูงามดังแกล้ง..."

ขณะนี้เชื่อว่าว่า 'ลิลิตพระลอ' ได้อิทธิพลของวัฒนธรรมภาคกลางตอนบน หรือเหนือตอนล่าง
ก้ำๆ กึ่งๆ ระหว่างสองถิ่น ค่ะ


เทาชมพู:
ยังสงสัยอยู่เหมือนกันว่าเป็นเหนือถิ่นไหน
ดิฉันไม่ทันคิดถึงสุโขทัยค่ะ  อ่านตำนานแล้วไปคิดถึงทางอีสานโน่น   หรือไม่ก็เหนือที่เฉียงๆมาทางอีสานตอนบน

ลักษณะเมืองแมนสรวงและเมืองสอง  ที่ต่างคนต่างเป็นใหญ่   ไม่ขึ้นแก่กัน ทำศึกกัน   คล้ายกับการปกครองในแหลมทองสมัยโบราณก่อนสุโขทัย
ที่มีอาณาจักรใหญ่บ้างเล็กบ้างกระจายอยู่ทั่วไป   

เมืองทั้งสองถ้ามีเค้าความเป็นจริง ก็น่าจะไม่ใช่อาณาจักรใหญ่นัก     อยู่ไม่ไกลกันด้วย เพราะแพร่ข่าวถึงกันได้  แสดงว่าการติดต่อคมนาคมเป็นไปถึงกันสะดวก 
การรบกันในรุ่นพ่อของพระลอ  น่าจะเป็นการทำศึกขยายอาณาจักร  เมืองทั้งสองนี้น่าจะมีชายเขตชนกัน แม่น้ำกั้นเขตไว้
ชื่อแม่น้ำกาหลง ก็น่าคิดเหมือนกันว่าเป็นชื่อมาแต่เดิมหรือเปล่า

SILA:
       ตอนเด็กๆ อ่านพระลอ ถอดความโดย อ.เปลื้อง ณ นคร  ภาพวิจิตรโดยครูเหม เวชกร ยังติดตามาจนปัจจุบันครับ
         สงสัยเรื่องเนื้อเรื่องของพระลอครับ (บ้างว่าอาจเป็นเรื่องทางจังหวัดแพร่ที่มีอำเภอสรอง)
       คือเห็นว่าเป็นวรรณคดีที่เนื้อเรื่อง "แรง" ที่สุด ถ้าให้เป็นผู้สร้างหนังจากวรรณคดีของไทยก็ต้องเลือกเรื่องนี้ครับ
 
         ความยาวของเรื่องพอเหมาะ มีหลายรส แต่ละรสเข้มข้น ทั้ง 'eromantic', fantasy, heavy drama, action
เริ่มจากแนวพาฝัน สองนางได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างก็ฝันใฝ่ใคร่มี ถึงขนาดขอให้ปู่เจ้าทำเสน่ห์ เอื้อให้เป็นฉากโชว์ special effect
ของการสู้กันทางคาถาระหว่างสองเมือง ต่อมาก็เป็น heavy drama ตอนพระลอคลั่ง ทั้งพระชนนี  พระมเหสีรั้งไว้ไม่อยู่
         ฉากรักของทั้งผู้ติดตามพระ นาง และพระ นางที่แตกต่างจากเรื่องอื่นๆ จบลงด้วยฉากการต่อสู้ที่สวยงามและโหดถึงขนาดตายหมด
         เป็นหนังที่ติดเรท R หรือ NC 17 ครับ 

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว