ลิลิตพระลอ

(1/9) > >>

Natalee:
ซื้อหนังสือคู่มือลิลิตพระลอของคุรุสภามาอ่าน มีคำถามบางประการค่ะ
เป็นไปได้ไหมคะว่าลิลิตพระลอ (ที่ว่ากันว่าแต่งในสมัยอยุธยาตอนต้น)
ได้รับอิทธิพลมาจากวรรณกรรมแขก เพราะตัวละครหญิงออกก๋ากั่นใช่ที่
ผิดแผกประเพณีรักนวลสงวนตัวของไทยโบราณ
ดูไปก็คล้ายๆ กับกามาสูตรของอินเดียไม่ปาน โดยเฉพาะสองบทนี้ค่ะ

สองนางนำแขกขึ้น.......เรือนสวน
ปัดฟูกปูอาสน์ชวน........ชื่นชู้
สองสมพาสสองสรวล....สองเสพย์
สองฤดีรสรู้...............เล่ห์พร้อมเพรียงกันฯ


เสร็จสองสมพาสแล้ว.....กลกาม
สองอ่อนสองโอนถาม.....ชื่อชู้
สองมาแต่ใดนาม.........ใดบอก ราพ่อ
ให้แก่สองเผือรู้...........ชื่อรู้เมืองสองฯ

ผู้แต่งคือ พระเวทฯ คำแปลบางบทชวนฉงนจริงๆค่ะ

เทาชมพู:
เหตุผลที่ยกมา  ยังไม่มากพอจะสรุปได้ว่าลิลิตพระลอได้รับอิทธิพลมาจากวรรณกรรมแขก เพราะตัวละครหญิงออกก๋ากั่นใช่ที่
ผิดแผกประเพณีรักนวลสงวนตัวของไทยโบราณ
สงสัยว่า
๑) วรรณกรรมอินเดียเรื่องไหนที่แสดงว่าตัวละครหญิงก๋ากั่นคะ
๒) ประเพณีรักนวลสงวนตัวของไทยโบราณ  อาจเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การบรรยายตามจินตนาการในวรรณคดีก็อีกเรื่องหนึ่ง
สมุทรโฆษคำฉันท์ อนิรุทธิ์คำฉันท์ ขุนช้างขุนแผน พวกนี้นางเอกได้กับพระเอกก่อนแต่งงานทั้งนั้น

แต่ก็เห็นด้วยข้อหนึ่งว่า สาวเมืองสรองในเรื่องนี้ เปรี้ยวถึงใจกันทั้งลูกสาวท้าวพระยาและนางพี่เลี้ยง  นิยายอีโรติคสมัยนี้ นางเอกยังไม่ใจถึงเท่า  อย่างน้อยก็ต้องรู้จักพระเอกก่อน
ไม่ใช่มาถามชื่อฝ่ายชายกันทีหลัง อย่างนางรื่นนางโรยทำ

Natalee:
ขอบพระคุณท่านอาจารย์สำหรับคำตอบค่ะ
ที่คิดว่าลิลิตพระลอได้รับอิทธิพลมาจากวรรณกรรมแขก เพราะเหตุผลหลายประการ


1) ภาษาในเรื่องเป็นไทยโบราณ แต่มีศัพท์แสงเป็นภาษาสันสกฤตสอดแทรกตลอด เช่น
เผืออยู่ในรมยนคร มโนหรราชธานี บุรีรมยบอกแจ้ง
จะอยู่ด้วยกล้องแกล้ง แต่นี้ฤาไป จากเอยฯ

รมย.... = Sanskrit ‘Romya’ (the beautiful)
มโนหระ = Sanskrit ‘Manohora’ (attractive)
บุรี......= Sanskrit ‘Puri’ (town, city)

2) เรื่องของแขก ตัวละครชอบเดินทางไปค้าขาย เช่น ในเรื่องกามนิต ที่ไปค้าขายที่โกสัมพี
อาชีพคนไทยสมัยก่อน ไม่ค่อยเป็นพ่อค้าวาณิช รอนเเรมไปเรื่อย
แต่เป็นสังคมปักหลัก เพาะปลูกอยู่กับที่

สองนายฟังสองนาง แสร้งบอกพลางบอกชื่อ เผือนี้ชื่อเจ้ารามรัตน์
นัดกันมาจะค้า พลัดมาท่าทางทบ พอประสบเจ้าพราหมณ์ทรงนามศรีเกศ
ใคร่เห็นประเทศมาด้วย พอประสบหน้าสร้อย พี่เเล้จอมสมรฯ

3) เรื่องของแขก บทอัศจรรย์สามารถเป็นหมู่ หนึ่งชายหลายหญิง
ดั่งภาพจากกามาสูตร ข้างล่างนี้ (ปกปิดบางส่วนกันอุจาด) แขกทำได้ไม่รู้อาย
หากเป็นประเพณีไทยเดิม มักแค่สองต่อสองในที่รโหฐาน

เป็นความรู้สึกนึกคิด (เดา) ทั้งหมด หากผิดก็ขออภัยค่ะ




ติบอ:
ขออนุญาตค้านคุณภราดร.... เอ๊ย!!! คุณนาตาลี ครับ


ข้อแรก ภาษาสันสกฤตใช้กันอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิมานมนานกาเลแล้ว
อย่างน้อยก็ก่อนอาณาจักรล้านนาจะเป็นอาณาจักรอยู่หลายศตวรรษ
กษัตริย์โบราณก็มีพระนามเมื่อครองราชย์เป็นภาษาสันสกฤตปนมอญแขมร์อยู่ทุกพระองค์
เช่น พระเจ้าอโนรธาแห่งพุกาม มีพระนามเมื่อครองราชย์ว่า มหาราชาศรีอนิรุทธเทวะ
(อ่านแล้วถ้าไม่ได้คิดตามเผลอๆจะนึกว่ากษัตริย์แขกด้วยซ้ำไป)

ในสังคมที่สามารถผูกชื่อกษัตริย์ด้วยภาษาสันสกฤตได้สวยงามขนาดนี้
คุณNatalee คิดว่าปัญญาชนผู้แต่งวรรณกรรมร้อยกรองจะคุ้นชินกับภาษาสันสกฤตมั้ยครับ ?


ข้อที่ 2 การรับโครงเรื่องนิทานมาจากต่างประเทศ เป็นเรื่องปกติของคนโบราณครับ
นักวิชาการเคยจัดสัมนาใหญ่ไปเมื่อหลายปีก่อน ว่า ซินเดอร์เรลล่า กับปลาบู่ทองมีโครงเรื่องเหมือนกัน
โครงเรื่องของกามนิต-วาสิษฐี ถือว่าเป็นโครงเรื่องที่ซับซ้อน มีฉากค่อนข้างมาก
ในขณะที่ลิลิตพระลอ นอกจากเมืองสรวง เมืองสรอง กับตำหนักปู่เจ้าสมิงพรายแล้ว
ตั้งแต่อ่านความคิดเห็นของคุณจนตอนนี้ผมพยายามนึกถึงฉากอื่นอยู่ก็ยังนึกไม่ออกอีก

ถ้าจะเหมือนนิทานอินเดีย.... จะเหมือนเรื่องไหนบ้าง ?
และถ้าไม่ใช่ บทเห่ของไทยสมัยอยุธยาตอนปลายเท่าที่รวบรวมได้ในปัจจุบัน
ก็มีหลายบทที่เนื้อเรื่องเล่าถึงการเดินทางไปต่างถิ่นเหมือนกันนะครับ



ข้อสุดท้าย เรื่องบทอัศจรรย์ ลิลิตพระลอโดยส่วนตัวผมรู้สึกว่าไม่ได้โจ๋งครึ่มครับ
เป็นการใช้โวหารเป็นความเปรียบทุกบท (ผมหาดูก็เจอแค่ช้างมั่ง สิงห์มั่ง สามโลกสั่นสะเทือนมั่ง)
คิดว่าเปรียบเท่านี้คงทำคนฟังสาวๆ ที่ยังไม่เคยผ่านผู้ชายมาก่อน สมัยอยุธยาหน้าแดงได้หลายนาทีแล้วล่ะครับ

จะยกไปเปรียบกับเรื่องโจ่งแจ้งเหมือนคนอินเดียที่ ปัญญาชนลุกขึ้นมาเขียนตำรากามสูตรไว้สอนเรื่องต่างๆ
ตั้งแต่การปฏิบัติตัวระหว่างสามี-ภรรยาในแต่ละชนชั้น ไปจนถึงการปฏิบัติในที่ระโหฐาน
ทำรูปเคารพที่มีอวัยวะเพศที่มิได้ปกปิดไว้ บูชารูปเคารพด้วยการสมสู่
หรือประดับวิหารด้วยรูปสลักจากวรรณกรรมเรื่องกามสูตรไว้ก็ดูจะแตกต่างกันมากนะครับ

ถ้าจะยกเรื่องภาพกากในจิตรกรรมที่แสดงถึงการเสพเมถุน ถึงจะพบบ้างไม่พบบ้างตามแต่ความนิยมในแต่ละรัชกาล
เท่าที่เราเห็นเหลืออยู่ถึงปัจจุบัน ช่างในภาคกลางส่วนมากท่านก็เขียนให้สื่อไปในทางขบขันมากกว่า
ถ้าพูดถึงช่างล้านนาอาจจะมีบ้าง แต่ก็ไม่ได้เขียนภาพอะไรเกินเลยไปจนได้เห็นภาพการสมสู่จริงๆจังๆ
ซึ่งก็ดูสอดคล้องกับบทอัศจรรย์ของนิทานดี..... หรือผมจะอ่านบทอัศจรรย์กันคนละบทกับคุณNatalee หรือเปล่าครับ ??

เทาชมพู:
ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าผู้แต่งลิลิตพระลอได้อิทธิพลจากวรรณกรรมแขก ด้วยเหตุว่าบทอีโรติคในเรื่องไปคล้ายกับกามสูตรของอินเดีย
เพราะถ้าพูดถึงความก๋ากั่นของฝ่ายหญิง  ก็เป็นได้ตามธรรมชาติของคนเรานี่ละค่ะ  ไม่ต้องไปรับมาไกลถึงอินเดีย

แต่ข้อสังเกตของคุณนาตาลีก็น่าสนใจ  น่าจะหาหลักฐานมาสนับสนุนมากกว่านี้

สิ่งที่ดิฉันสรุปได้ จากการอ่านวรรณคดีเรื่องนี้
๑) คนแต่งเรื่องนี้เป็นใครก็ตาม  มีความรู้ทางภาษาถิ่นเหนือ นำมาปะปนไว้ในเรื่องมากมาย
๒) ผูกเรื่องราวโดยอ้างฉากเมืองแมนสรวงและเมืองสรอง    คนแต่งน่าจะมีความรู้หรือคุ้นเคยกับเมืองในถิ่นเหนืออยู่ไม่น้อย
๓) คำประพันธ์ ใช้ตามแบบอยุธยา  ไม่ใช้คำประพันธ์แบบทางเหนือ
๔) ภาษาที่ใช้เป็นหลัก เป็นภาษาไทยภาคกลาง ศัพท์ต่างๆบอกถึงพื้นความรู้ของกวีที่ได้รับการศึกษาในอยุธยา  ทั้งนี้เทียบได้กับวรรณคดีอื่นๆก่อนหน้านี้ เช่นทวาทศมาส  เห็นว่าแบบแผนความรู้ของกวี คล้ายคลึงกัน
๕) เรื่องนี้แต่งให้คนภาคกลาง(อยุธยา)อ่าน ไม่ใช่คนเหนือ   และไม่ได้แต่งให้ชาวบ้านอ่าน แต่แต่งให้คนระดับเจ้านายในราชสำนักอยุธยา
๖) การผูกโครงเรื่อง สร้างเนื้อเรื่อง ไม่ได้มาจากวรรณคดีอินเดีย อย่างรามเกียรติ์หรือสมุทรโฆษ   แต่แสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องเกิดขึ้นในแหลมทองของเรานี่เอง 
๗) คนแต่ง นับถือพุทธศาสนา  แต่มีความเชื่อตำนานไสยศาสตร์ท้องถิ่น เช่นการกล่าวถึงปู่เจ้าสมิงพราย
(ขอให้สังเกตว่า ปู่เจ้า ไม่ใช่ผีหรือเทพยดาทางเหนือ แต่เป็นของไทยภาคกลางนี่เอง  ดูได้จากชื่อ)
๘) บทอัศจรรย์ในเรื่อง ยึดขนบอยุธยาที่นิยมใช้ระบบสัญลักษณ์ในการพรรณนา   แทนการอธิบายตรงไปตรงมา  เพราะถือว่าฝีมือของกวีอยู่ที่การเปรียบเทียบ ไม่ใช่การเล่าตรงๆ

แต่การวางฉากและบทบาทตัวละครที่เล่นบทตอนนี้ เปิดเผยโจ่งแจ้งและอาจหาญผิดขนบอยู่มาก    โปรดดูตอนที่คุณนาตาลียกมา

สองนางนำแขกขึ้น.......เรือนสวน
ปัดฟูกปูอาสน์ชวน........ชื่นชู้
สองสมพาสสองสรวล....สองเสพย์
สองฤดีรสรู้...............เล่ห์พร้อมเพรียงกันฯ

เรือนสวน น่าจะเป็นเรือนปลูกง่ายๆห้องเดียว  ไม่ใช่เรือนใหญ่มีห้องหลายห้องอย่างเรือนหมู่   สองนางที่จูงสองหนุ่มเข้าห้องไปนี้ ก็บรรยายเหมือนว่าอยู่ในห้องเดียวกันหมด ๔ คน
ทำอะไรก็ลงมือทำพร้อมๆกัน  ไม่มีกระมิดกระเมี้ยน    จนเสร็จแล้ว สาวเจ้าถึงค่อยถามชื่อหนุ่มว่าเป็นใคร
นับว่าใจกล้ามาก  จนคุณนาตาลีสงสัย
นึกถึงอนิรุทธ์คำฉันท์ นั้นก็ไม่มีการไต่ถามกันเหมือนกันละค่ะ   จะมองว่าเอามาจากวรรณกรรมแขก คงมองได้ไม่เต็ม ๑๐๐%  แต่อาจมองได้ว่า เรื่องลงเอยกันง่ายๆโดยไม่ต้องถามอะไรกันแม้แต่ชื่อ เป็นวรรณคดีที่คนอยุธยาสมัยกลางรู้จักกันแล้ว ไม่มาตื่นเต้นอะไรมาก

ดิฉันแกะรอยแต่ว่า คนแต่งลิลิตพระลอเป็นใครก็ตาม  มีวัฒนธรรมสองถิ่นในตัวเอง คือถิ่นเหนือและราชสำนักอยุธยา   มีการศึกษาจากอยุธยาจนชำนาญเสียด้วย


นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป