เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8 9
  พิมพ์  
อ่าน: 46017 สาวน้อยใจถึง
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 75  เมื่อ 24 เม.ย. 08, 01:01

เพื่อให้คุยกันออกรส
ขอนำปกแคตตะล๊อค....ขอย้ำ ไม่ใชโบชัวรนะครับคุณสุ
ขอให้เปลี่ยนความเข้าใจด้วย

เป็นเอกสารจากคริสตี้ส์ ลอนดอน 15 july 2005
เผื่อใครที่สนใจจะได้ตามหาเจอ


บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 76  เมื่อ 24 เม.ย. 08, 02:49

นี่คือแคตตะล๊อคของการประมูล 1999
ทำที่กรุงเทพ ณโรงแรมใหญ่แถวสี่แยกราชประสงค์
เป็นการเปิดกิจการคริสตี้ส์ ประเทศไทย และเป็นการประมูลรูปถ่ายโบราณเต็มรูปแบบ
เป็นครั้งแรกอีกเหมือนกัน

ถ้าอยากรู้เรื่องการประมูลครั้งนี้ จะขอให้คนรับผิดชอบ มาเล่าให้ฟังแทนก็ได้นะครับ


บันทึกการเข้า
กุ้งแห้งเยอรมัน
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1573



ความคิดเห็นที่ 77  เมื่อ 24 เม.ย. 08, 09:41

คุณpipatกำลังบอกว่า ความเคลื่อนไหวของการประมูลของคริสตี้สในประเทศไทย อยู่ในสายตาและคลังการเก็บบันทึกของคุณpipatตลอดหรือเปล่าคะ ถึงได้มีเรื่องมีรูปให้หวนเสียดายอยู่มากอย่างนี้
แล้วสำนักพิพิธภัณฑ์ของชาติ มีงบสำหรับประมูลภาพ งาน ตลอดจนหนังสือดีๆ ไม่ให้หลุดไปนอกประเทศหรือเปล่า
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 78  เมื่อ 24 เม.ย. 08, 11:53

ทั้ง Christie's และ Sotheby ต่างก็มีตัวแทนอยู่ในประเทศไทยมานาน
คนไฮโซ ย่อมรู้กันดี

คริสตี้ส์ กล้าเปิดสำนักงานเป็นกิจจะลักษณะ หลังจากประสบความสำเร็จในการประมูลศิลปกรรม ปรส.
ซึ่งสร้างสถิติหลายอย่าง ทั้งทางดีและทางเลว
แต่สำนักงานกรุงเทพ ก็ยังเป็นแค่ลูกไล่ของสำนักสิงค์โปร์ แทนที่จะขึ้นตรงกับฮ่องกง
หรือดีที่สุดคือรายงานตรงถึงลอนดอน

เท่าที่ทราบ มีการประมูลเต็มรูปแบบ 2 ครั้ง รวมกับครั้ง ปรส. ก็เป็น 3 ครั้ง
ครั้งปรส หน้าปกเป็นจิตรกรรมของอาจารย์ทวี นันทขว้าง รูปไม้ใหญ่ต้องลมแรง
(ฮิฮิ....ให้เข้าบรรยากาศการเงิน ตอนนั้น)
ครั้งที่สอง แต่คริสตี้ส์นับเป็นหนึ่ง ปกเป็นรูปของพี่สุเชาวน์
http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=1261
ครั้งที่สาม ปกเป็นพระบรมรูปสีน้ำมันสมเด็จย่าเมื่อยังสาว ฝีมือพี่จักรพันธ์
ทั้งสามครั้ง ล้วนแต่เป็นการประมูลศิลปกรรม เน้นจิตรกรรมเป็นพื้น

ที่น่าสนใจคือ เมื่อกำลังเตรียมงานครั้งที่สองนั้น มีนักสะสมคนหนึ่งเข้ามาติดต่อ
เขามีหนังสือและรูปถ่ายเกี่ยวกับประเทศไทยมาก ปกติเป็นลูกค้าสำคัญของสำนักนิวยอร์ค
ได้รับคำแนะนำว่า กำลังจะมีสาขาคริสตี้ส์ในกรุงเทพ ก็เลยแวะมา
ทำให้เกิดเป็นการประมูลอีกหนึ่งรายการเพิ่มขึ้นมา ที่ผมเอาปกพื้นดำมาอวด
จะเห็นว่า มีข้อความระบุว่า มาจากนักสะสมเพียงท่านเดียว....อันนี้เป็นเทคนิคการสร้างแคตตะล๊อค

การประมูลครั้งนี้ ประสบความสำเร็จมาก...มากกว่าการประมูลศิลปกรรมที่คาดหวังไว้เสียอีก
หนังสือเก่าสำคัญๆ หลายเล่ม โผล่มาให้เราเห็นเป็นบุญตา บางเล่มทำราคาเหยียบล้าน หรือมากกว่า
รูปโบราณก็ขายได้เกือบหมด
ทำให้มีการจัดประมูลหนังสือและรูปเก่าควบในการประมูลครั้งที่สอง ซึ่งหน้าปกเป็นหนังสือชวนน้ำลายหก
TWENTIETH CENTURY IMPRESSION OF SIAM
http://www.chulabook.com/cgi-bin/main/2007/description.asp?barcode=9789748495002
จากราคาเรือนพัน สมัยที่ผมนุ่งขาสั้น มาเป็นครึ่งล้านในการประมูลนี้

ที่คุณกุ้งแห้งกังวลนั้น อย่ากังวลเลยครับ
คนที่เล่นของเก่า เขาไม่คิดจะเผื่อแผ่ความรู้ให้ใครอยู่แล้ว
มหาเศรษฐีหลายคน มีของดีเก็บไว้ ไม่เคยแบ่งใครดู ไม่เคยเผยแพร่เป็นความรู้
และไม่สนใจที่จะศึกษาอะไรออกจากของล้ำค่าพวกนี้
ไอ้คนขาย ก็ขายด้วยแนวทางปั่นราคา หลอกลูกค้า ทำปลอม ซ่อม หรือขโมยออกมา
ทำไงก็ได้ ให้ได้เงินจากทรัพย์สมบัติสาธารณะให้มากที่สุด เป็นพอ

ผมเคยถามผู้ใหญ่ในกรมฯ เขาตอบมีหลักการครับ หนึ่งคือกรมไม่รู้ว่าเป็นของจริงหรือเปล่า
สองคือ เมื่อเป็นการประมูล ย่อมจะไม่ทราบราคาสุดท้าย แล้วจะไปตั้งเบิกอย่างไร
ความจริง ไม่แต่เพียงงานประมูลดอกครับ แม้แต่ศิลปะร่วมสมัย กรมก็ไม่เคยตั้งงบซื้อ
ราวกับว่าของพวกนี้ เป็นของได้เปล่าทั้งสิ้น.....ฮือๆๆๆๆๆ

ทุกวันนี้ รัฐบาลจีนตั้งงบไล่ประมูล ตามล่าหาซื้อของดีกลับบ้าน
ส่วนสิงค์โปร์ ตั้งบริษัทบริหารศิลปะแห่งชาติ ไล่ซื้องานดีๆ ของเอเชียเข้าเกาะมาก่อนนั้นสิบปี
คนที่เข้ามาก็เป็นหนุ่มสามสิบปลาย ท่าทางคล่องแคล่ว ตัดสินใจซื้อได้ในชั่วอึดใจ
เพียงสองอาทิตย์ก็ได้ใบลิขสิทธิ์กลับบ้าน ของที่ซื้อก็เป็นหลายแสน ครั้งละหลายๆ ชิ้น

ส่วนของชนิดที่เป็นสมบัติโลก จะไม่ผ่านระบบประมูลพวกนี้
คงจำกรณีทับหลังนารายณ์บันทมสินธุ์ได้ ชิ้นนั้นหนักเป็นตัน แต่เปลี่ยนมือกันราวกะกล่องทิชชู่
นั่นเป็นกรณีตัวอย่างของการปล้นทรัพย์ชาวบ้าน....ซึ่งมาซ้ำรอยที่อิรัค

ผู้ใหญ่อีกคนชี้เงื่อนงำของระบบประมูลนี้ให้ฟังอย่างน่าทึ่ง
สมมติว่าผมมีเงินจากการค้าผงสัก 50 ล้านเหรียญ ผมก็เจียดส่วนหนึ่งไปซื้องานมาสักชิ้น
ส่งให้บริษัทประมูลพวกนี้จัดการ....แล้วผมก็ตั้งอีกชื่อหนึ่งประมูลงานนี้ สู้ราคาถึง 50 ล้านเหรียญ
ผม ที่เป็นพ่อค้าผงเจ้าของงาน ก็สามารถบันทึกรายรับ 50 ล้านเหรียญเข้าบัญชี
เงินที่อยู่ใต้ดิน ก็ถูกซักจนสะอาด นอนนิ่งอยู่ในรายการเสียภาษีอย่างเป็นทางการ
บริษัทประมูลก็ได้ส่วนแบ่งจากการขายและการซื้อ 15 % ของ 50 ล้าน สะบายๆ
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 79  เมื่อ 24 เม.ย. 08, 12:22

พูดถึงการประมูลแล้ว ก็ขอพูดถึงคุณต๊อฟอีกหน่อย เธอด่าผมเกี่ยวกับรูปในการประมูลว่า
"ศิลปินถวัลย์ ดัชนี วาดรูปให้ผู้การชาติชาย ชุณหะวัณ ฟรีๆ
พิพัดก็ไปดูหมิ่นศิลปินแห่งชาติคนนี้ว่าวาดซ้ำ ไม่ไปถามลูกสาวผู้การเล่า ว่าเอาของฟรีออกประมูล
ยังจะไปใส่ความเขาอีก" เรื่องเดิมอยู่ในกระทู้ ดาวร้ายระบือนาม ลองไปอ่านดูได้

ในลิ้งค์ผู้จัดการข้างต้น ให้ข่าวว่า
"ภาพ "ไก่ชน" เป็นภาพสีน้ำมันขนาด 118x176 ซม.ของถวัลย์ ดัชนี ก็เป็นอีกภาพหนึ่งที่ทำราคาได้สูงเป็นอันดับสอง
จากราคาประเมินที่ตั้งไว้ 600,000-700,000 บาท ไปปิดที่ราคา 2,070,000 บาท
ภาพนี้เป็นภาพที่ถวัลย์ได้มอบให้กับพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ สมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ ในโอกาสขึ้นบ้านใหม่
และพลเอกชาติชายได้นำภาพนี้ไปที่กรุงบัวโนสไอเรส และกรุงเวียนนาด้วยเมื่อท่านเป็นทูตประจำอยู่ที่ต่างประเทศ
เป็นผลงานช่วงแรกๆ ของถวัลย์ที่ยังเต็มไปด้วยสีสัน เพราะงานยุคหลังของถวัลย์จะมีการลดสีใช้เพียงสีขาวดำเท่านั้น"

ข่าวหนังสือพิมพ์นั้น ผู้จัดประมูลเป็นคนให้ข้อมูล ส่วนข้อความของคุณสุ เธอไม่บอกว่ามาจากใหน แต่ท่าทางจะรู้จริง(แฮะ)
ผมสงสัยตรงที่บอกว่า "ไม่ไปถามลูกสาวผู้การเล่า ว่าเอาของฟรีออกประมูล"
มันออกจะพิลึกอยู่หน่อย ทำนองว่าลูกสาวผู้การ (ตำแหน่งของคุณชาติชายสมัยที่ได้รูปนี้มา) เป็นคนเอารูปนี้ออกประมูล
ตามธรรมเนียมของคริสตี้ส์แล้ว จะไม่มีการเปิดเผยชื่อลูกค้าเป็นอันขาด มันเป็นมารยาท
ผมรู้ว่าใครเอามาให้ประมูล ผมก็ขอไม่บอก เพราะต้องเคารพความเป็นส่วนตัวของคนอื่น

แต่การที่คุณเขียนข้อความในทำนองที่ว่า ลูกสาวท่านเอาของฟรีออกขายนี่ ผมไม่แน่ใจว่าคนที่เกี่ยวข้องจะคิดอย่างไร
ได้แต่ยืนยันว่า ข้อมูลเรื่องศิลปินและผู้การนั้น แหล่งข่าวที่ไกล้ชิดทั้งสองฝ่ายเป็นคนเล่า
คุณอาจจะไม่ทราบว่า ผมเคยเกี่ยวข้องกับการสร้างหนังสือ "ศิลปะแห่งรัชกาลที่ ๙"
ได้รับข้อมูลปฐมภูมิจากคนในวงการมากมาย มิเช่นนั้นก็ไม่สามารถทำโครงการให้ลุล่วงได้
การที่รูปไก่ชนนี้เปลี่ยนมือจากท่านผู้การมาเป็นคนอื่นได้อย่างไร
ก็มาจากการทำงานเหล่านี้

แถมท้าย
ลองมาฟังเรื่องนี้ จากปากคุณถวัลย์เอาเองละกัน มีคนเล่าไว้จากการฟังคำบรรยายของศิลปินโดยตรง
"มีภาพหนึ่งเป็นภาพไก่ชน อาจารย์ได้ขายภาพนี้ให้กับท่านชาติชาย ชุณหะวัณ ในราคา สี่พันบาท
แต่ท่านชาติชาย ไม่ชอบไก่ชน จึงได้ขายต่อให้กับคนอื่นไป จนบัดนี้รูปนี้ได้มีการประมูลในราคา เจ็ดล้านบาท"

http://www.tarad.com/lekservice/article.php?id=938&lang=th

บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 80  เมื่อ 24 เม.ย. 08, 12:40

อ่านแล้วชักสนุก หลายๆเรื่องที่เคยได้ยินได้ฟังมาแล้วหรือเคยรู้มาอยู่บ้าง....
ทำไมพอผ่านมือคุณพิพัฒน์แล้วสีสันมันเตะตาขึ้นเยอะเลย...... มาขอสมัครเป็นแฟนกระทู้ครับพ๊ม
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 81  เมื่อ 24 เม.ย. 08, 14:57

คุณชาติชายถูกคุณสฤษดิ์ เนรเทศไปอยู่บัวโนสแอเรส หลังการปฏิวัติ 2500
นั่นแปลว่า รูปไก่ชน คงซื้อขายกันช่วงก่อนหน้านั้น....กระนั้นหรือ
บวกลบปีเกิดแล้ว ก็น่าสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไร ปีนั้นเฮียศิลปินเพิ่ง 18
ขายรูปเขียนได้เงินถึง 4000 บาทแล้วหรือ ใครจะกล้าซื้อ

ท่านทราบหรือไม่ว่า เมื่อกึ่งพุทธกาลน่ะ เงินเดือนเริ่มต้นของวุฒิปริญญาตรีสาขาเฉพาะทางอย่างวิศวกรน่ะ
เดือนละเท่าไหร่ เงินเดือนลูกจ้างชาวไทยชั้นผู้บริหารในบริษัทฝรั่งขณะนั้นเดือนละเท่าไร
ปีนั้น ผมยังกินก๋วยเตี๋ยวชามละ 50 สตางค์อยู่เลย ราดหน้าซึ่งเป็นของหรู แค่ชามละ 2 บาท
กาแฟร้อนแก้วละ 70 สตางค์ บ้านไม่สองชั้นที่ครอบครัวเช่าเขาอยู่ เดือนละ 80 บาท อยู่กันเป็นสิบ
เงิน 4,000 บาทในวันนั้น มากพอจะสร้างบ้านไม้หนึ่งหลังทีเดียว

อนึ่ง คุณถวัลย์เอง ให้ราคารูปนี้ว่าประมูลได้สูงถึงเจ็ดล้าน ในขณะที่คริสตี้ส์กลับบอกว่า สองล้าน
หรือตัวเลขจริงๆ คือสองล้านเจ็ดหมื่นบาท ไม่รวมภาษี
ตรงนี้ คงมีใครเลอะเลือนแน่ๆ ระบบของคริสตี้ส์คือ จะมีการออกเอกสารผลการประมูลหลังปิดการขาย
ตัวเลขจะโกงมิได้ เพราะจะต้องตรงกับที่เกิดจริง เนื่องจากมีผู้รู้เห็นอย่างโปร่งใส
ผมเองไม่ค่อยประหลาดใจในการเล่าเรื่องของศิลปินแห่งชาติท่านนี้ ปกติก็ไม่ค่อยสนใจจำอยู่แล้ว
กรณีนี้ จึงต้องบอกว่า คนเรา แก่ตัวลง อาจจะหลงลืมได้เป็นธรรมดา

เรื่องจริงคงเป็นอย่างคุณสุต๊อฟเธอว่า....เอ่อ คุณหนอนบุ้งสิ ที่เป็นคนเริ่ม เอาว่าให้เครดิตทั้งคู่เลย คือ
ศิลปินหนุ่ม ที่ยังเรียนเพาะช่างอยู่เลย (2497-2500 เขาเรียนเพาะช่าง 2501-2505 เรียนศิลปากร)
เข้าไปผูกสัมพันธ์กับนายทหารม้าคนดัง
ผู้ซึ่งเมื่อไปกินเหล้าที่บางปู เจ้าพ่อปากน้ำทุกวันนี้ต้องกราบตีนเพราะไปมีเรื่องกัน
สนิทสนมขนาดเอารูปใหญ่เบ่อเร่อร่า มอบเป็นของขวัญขึ้นบ้านใหม่
ยามที่ผู้การตกยาก ยังอุตส่าห์ขนรูปได้ฟรีนี้ ไปต่างประเทศด้วย....แสดงว่ารักมาก

อ้าว แล้วไหง พอได้เป็นนายกฯ กลับทอดทิ้งจนในที่สุด ลูกสาวท่านต้องนำออกประมูลล่ะ
ลองคิดไปว่าท่านให้ลูกสาวโดยเสน่หา คนที่รู้จักตระกูลนี้ย่อมทราบว่าท่านนายก ยกงานศิลปะให้ลูกคนใด
แต่จะเป็นลูกคนใหน ก็แปลกแหละครับ ที่เอาออกประมูล
ช่างไม่คิดถึงหัวอกศิลปินที่ยังนั่งหัวโด่เป็นเสาหลักของภาคเหนือ ว่าเอางานที่เขาสร้างให้ด้วยน้ำใจไปขายซะงั้น

ข้างศิลปินเอง แทนที่จะน้อยใจว่าเอารูปฟรีผมไปเปลี่ยนเงินมาตั้งสองล้าน...อ้าว ดันบอกว่าขายได้เจ็ดล้าน
และรูปนี้ ท่านนายกไม่ชอบ......งงไม้ล่ะท่าน
จะไม่งงก็คงเป็นคุณหนอนบุ้ง คุณบาบาต๊อฟ คุณสุ กับที่ปรึกษาทั้งโขลงกระมัง

เหอๆๆๆๆๆ
บันทึกการเข้า
นงนภัส
อสุรผัด
*
ตอบ: 11


ความคิดเห็นที่ 82  เมื่อ 25 เม.ย. 08, 16:16

อยากทราบว่าหมายเลข 11 มาจากละครเรื่องใด เห็นไว้เล็บยาวน่ะค่ะ


บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 83  เมื่อ 25 เม.ย. 08, 17:22

รูปที่นำมาเสนอนี้ มาจากไฟล์ดิจิตัล
แสดงว่าทำสำเนาจากรูปถ่ายจริง นับว่าเป็นคลังรูปถ่ายโบราณที่มีคุณค่า
หาที่เทียบได้ยาก

ถ้าคุณนงนภัส สามารถเข้าภึงรูปจริงได้อย่างนี้ ไม่ใช่เจ้าของ ก็ต้องสนิทกับเจ้าของมาก
ปัจจุบันนี้ นักสะสมมีความรู้ลึกซึ้งในสิ่งที่ตนเองครอบครอง มักจะรู้ดีกว่าคนทั่วไป
ถ้าได้รูปผ่านการประมูลมา ก็จะต้องได้รับข้อมูลละเอียดแนบมากับสินค้า
ถ้าครอบครองมาโดยวิธีอื่น ก็น่าจะส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญศึกษา

คุณน้ำอบที่เรือนคุณน้ำอบ เป็นช่างฟ้อนมีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้ คงจะช่วยคุณได้
ลองนำรูปไปแสดงที่นั่นสิครับ น่าจะได้รับความกระจ่าง
http://www.khunnamob.net/
บันทึกการเข้า
นงนภัส
อสุรผัด
*
ตอบ: 11


ความคิดเห็นที่ 84  เมื่อ 25 เม.ย. 08, 18:24

ปกติตัวพระโดยทั่วไปไม่ไว้เล็บยาวค่ะ ยิ่งละครในภาคกลางด้วยแล้ว
ที่มีเล็บยาวก็เป็นฟ้อนเล็บทางเหนือ หรือละครชาตรีทางใต้
เดาว่าเป็นเรื่องอิเหนาค่ะ

รูปบนจากลิ้งค์
http://babatov.coolpage.biz/

ส่วนรูปร่างจากเวบสกุลไทย
ละครของกรมศิลปากร เรื่อง “อิเหนา” ตอนส่งดอกลำเจียกให้นางค่อม
แสดงเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๘๕ สมัยมีพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ
(สมัยนั้นเขียนว่า ‘พระราชบัญญัติ วัธนธัมแห่งชาติ’) เป็นเรื่องแรกที่ให้ตัวพระ
ซึ่งเป็นท้าวพระยามหากษัตริย์ สวมรองเท้าปลายงอน
http://www.sakulthai.com/DSakulcolumndetail.asp?stcolumnid=1623&stissueid=2497&stcolcatid=2&stauthorid=13



บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 85  เมื่อ 25 เม.ย. 08, 19:40

ในเวบคุณสุ เธอมีช่องให้ถามตอบ
ลองถามเธอดูดีกว่าครับ

ผมไม่ได้สนใจจะเข้าไปที่นั่นเสียด้วย
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 86  เมื่อ 28 เม.ย. 08, 21:39

เห็นคุณพิพัฒน์ไมได้เข้ามาตอบกระทู้นี้เพิ่มเติมได้สองสามวันแล้ว
ผมเลยขออนุญาต(แอบ) เข้ามาเขย่าซะหน่อยนะครับ


ผมอ่านที่คุณที่ฟากขะนู้นแกเขียนไว้แล้วสงสัย อย่างนึง คือ....
เมื่อก่อนผมรู้สึกว่าคุณพิพัฒน์เป็นคนใช้ภาษาค่อนข้าง "หน้าพระลาน" พอสมควร
สมาชิกหลายๆท่านที่ไม่คุ้นชินกับภาษาแนวนี้พออ่านเข้าก็อาจจะไม่พอใจเอาได้
โดยเฉพาะสมาชิกบางท่านที่จำต้องอัปเปหิออกจากเรือนไป ด้วยมีพฤติกรรมอันไม่ถูกไม่ควรเป็นเวลานาน
(ครั้งเดียวเขาไม่ไล่คุณไปหรอกครับ โตๆกันแล้ว ผมเชื่อว่าคณะผู้ดูแลเรือนท่านย่อมต้องเตือนเสียก่อน)
ก็เลยอาจจะยกเอาเรื่องการใช้ภาษาของคุณพิพัฒน์ขึ้นมาโวยวายเอาได้...

แต่พอเห็นคำศัพท์ที่คุณที่ฟากขะนู้นแกยกมาใช้เอง...... ผมว่าจะเรียกว่า "หน้าทำเนียบ" ยังเบาไป
สงสัยจะต้องเรียกว่า  "วงเหล้า(หลังตลาด)" เสียมากกว่า (เพราะวงเหล้าสุภาพชนเขาก็ไม่พูดกันแบบนี้)
คุณที่ฟากขะโน้นเองเธอก็ดูไม่ใช่คนไม่มีความรู้เนาะ.... น่าจะมากกว่าผมอยู่มากโข
เพราะเห็นเธอยกเอาดีกรีสูงปรี๊ดมาแปะไว้ (ดูเหมือนจะสูงเสียปรอทแตกเชียวแหละ)
และจากหลายๆความเห็นที่อาจารย์เทาชมพูท่านได้เล่ามาก็ดูเหมือนว่า
เธอเองก็พยายามจะติดต่อกับท่านอาจารย์เทาชมพูอยู่ (?)
โดยพยายามแสดงว่าเธอยังเคารพอาจารย์ (?)
และตัวปัญหาทั้งหมดคือคุณพิพัฒน์ (?)
(ไอ้พวกที่ผมใส่เครื่องหมายคำถามตามมา ขออนุญาตแจ้งก่อนนะครับ ว่าเป็นสมมุตฐานของผมเอง)

ถ้าเป็นอย่างที่ผมเข้าใจแล้ว ผมขออนุญาตเรียนนอกเรื่องไว้ในกระทู้นี้ซักนิดเถอะ
ว่าผมเชื่อ ว่าท่านอาจารย์เทาชมพูท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมากพอ
พอที่จะเข้าใจด้วยตัวของท่านเองได้ ว่าใครดีใครชั่ว
และมิได้ถูกใครดูถูกได้ด้วยการ "เป่าหู" เอาง่ายๆ (ด้วยเรื่องจับแพะชนแกะ) อย่างที่คุณที่ฟากขะโน้นเธอกล่าวอ้าง

สิ่งที่คุณที่ฟากขะนู้นได้กระทำลงไป ย่อมส่อแสดงให้ทุกคนทราบ ว่าเธอเองมีพฤติกรรมเช่นไร
ตั้งแต่ก่อนที่คุณพิพัฒน์จะรู้จักเรือนไทย เธอก็ก่อเรื่องปลอมลอคอินเข้ามาหลายชื่อ
พอถูกอาจารย์สงสัยก็ตอบกลบเกลื่อนเสียว่าอยากลองดูว่าอาจารย์จะจับแนวการเขียนของเธอได้ไวซักแค่ไหน
ทำอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่าเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่พึงกระทำกันทั่วไป พอถูกจับได้ก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ถ้าเขาเคารพในตัวท่านอาจารย์เทาชมพู.... เขาจะทำตัวอย่างนี้หรือ ?

แล้วเรื่องที่เธอบริจาคเงินจำนวนหนึ่งให้แก่เวบ
พอเธอถูกตัดสิทธิ์ในการเป็นสมาชิก เธอก็ตั้งชื่อที่ไม่เหมาะสมเข้ามากล่าวทวงเงินบริจาค
(แถมทวงมากกว่าจำนวนที่บริจาคเสียอีกแหนะ.... ยังกะปล่อยเงินกู้นอกระบบให้เวบซะงั้นอ่ะนะ)
ผู้ที่มีเจตนาดีต่อท่านอาจารย์เทาชมพู จะประพฤติในพฤติกรรมเช่นนี้หรือ.... ?

และเมื่อเธอถูกตัดสิทธิ์จากการเป็นสมาชิกเรือนแล้ว
เธอกลับเข้ามาแฮคข้อมูลในเรือน และลบกระทู้ไปโดยพละการ
คนปรกติทั่วไป จะกระทำตัวเช่นนี้หรือ.... ?

อ่อ รวมทั้งเรื่องที่เธอทำนับแต่นั้นสืบมา จวบจนถึงทุกวันนี้.......
ถ้าใครซักคนที่ได้รู้จักเธอคนนั้น.... จะคิดว่าเธอมิได้มีอาการทางจิตหรือ ฮืมฮืม??
โดยส่วนตัว ผมเองชื่นชมในความเป็นเจ้าเรือนของอาจารย์เทาชมพู
ที่ท่านต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อกับผู้ที่มีพฤติกรรมอย่างที่ผมพูดถึงได้ตลอดมาครับ

ผมล่ะอยากรู้จัง.... ว่าคำว่าจับแพะชนแกะที่เขาเที่ยวหว่าให้ใครไปทั่วนี่....
เขาเคยคิดจะมองย้อนเข้าหาตัวเขามั้ย ว่าเขากำลังทำอยู่หรือเปล่า ??
ขนาดลากคุณโมนิค กับคุณวิวันดามาเป็นคนๆเดียวกันเพราะอยู่แคนนาดาได้..... จับแพะไปชนสถานีอวกาศแล้วกระมัง ?
แบบนี้ชาวพันทิป - เรือนไทยซักคนไปเที่ยวแคนนาดา เปิดเข้ามาเล่นพันทิป ก็คงโดนจับไปเป็นชื่อที่ 3 4 หรือ 5 ด้วยกระมัง
หรือเพราะที่ผ่านๆมา "ข้าฯ ถูกเสมอ" ? เลยไม่มีคำว่า "จับแพะชนแกะ" อยู่ใน "สาระบบของข้าฯ"
เคราะห์กรรมอะไรของเรือนไทยก็ไม่รู้ น่าเศร้าจริง





ปล. ถ้าท่านอาจารย์เทาชมพู หรือ คุณ CrazyHOrse เห็นสมควร
จะลบข้อความที่ผมโพสต์ไว้ผมก็ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ
เรื่องเหนื่อยใจสำหรับชาวเรือนไทยมีมากเหลือเกินแล้ว
ขออนุญาตสมาชิกคนหนึ่ง ที่เข้ามาเล่นซุกซนอยู่ในเรือนบ่นซักหน่อยเถอะนะครับ
ปีนี้หน้าฝนมาไว คน......(อะไร)...... ก็เลยมาเจอกันเสียแล้ว
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 87  เมื่อ 29 เม.ย. 08, 00:09

ที่เงียบไปเพราะไม่อยากต่อความน่ะครับ

ได้เคยบอกไว้ว่าไม่ถือสา ก็ยังยืนคำนั้น
คนเราทะเลาะกันได้ โดยไม่ต้องวางบัตรดอกครับ ด่ากันมันก็ต้องให้เจ็บแสบ
ผมก็นึกว่าตัวเองเป็นส้วมไปเสียชั่วคราว ไม่หนักหนาอะไร
ถ้าถูกด่าโดยคนที่เหนือเรา นั่นสิเจ็บ
น้องติบอก็อย่าลดตัวให้ไปเท่าคนที่เราไม่พึงใจเลย ขุ่นใจเปล่าๆ

คุณสุเธอมีของดีที่ได้มาจากคนอื่น เมื่อเอามาอวดและใช้ติติงความเห็นของผม
ถ้าแก้ตัวแล้วทำให้ความรู้งอกเงยขึ้นมา ก็สมควรทำ
ผมยังมีข้อข้องใจติดค้างเรื่องรูปสาวเปลือยอก
คือดูเหมือนว่าเธอน่าจะเข้าถึงรูปนี้ได้มากกว่าการอ่านแคตตะลอกคริสตี้ส์
เป็นต้นว่า เจ้าของรูปชุดนี้ส่งข้อมูลให้ตรง เพราะมีรูปมากกว่าในสมุดแคตตะลอก
นี่เอง ทำให้สงสัยว่า ไม่รู้จักดูเนื้อกระดาษ รอยประทับ ขนาดรูป น้ำยาไวแสง รอยชำรุด
ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็น ในการตีความงาน

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเคยเห็นงานของนายจิตมาพอสมควร
ย่อมจะรู้ว่าท่านใช้กระดาษอัดรูปแบบใหน ความหนาของน้ำยาเป็นอย่างไร สีออกเฉดใหน
มีจุดอ่อนที่ขอบหรือตรงกลางรูปหรือไม่....ฯลฯ ไม่ใช่หลับหูหลับตาเชื่อฝรั่ง

ผมเองวินิจฉัยออกมา ก็เป็นแค่เสคกั้นแฮนด์สะตั้ดดี้ ไม่ได้คลำของจริงทุกชิ้น
ฟังหูไว้หูบ้างก็ดี

เมื่อตามรอยต่อไป ได้พบว่า เธอเอารูปพวกนี้ออกมาอวดหลายครั้ง เช่นเมื่อ 9 ก.ค. 50 ความเห็นที่ 13
http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2007/07/K5590105/K5590105.html
ในนั้นเล่นสนทนากันอยู่ 3 คน ไม่ยักจะลงลึกไปได้ถึงใหนว่ารูปถ่ายสาวน้อยเปลือยอกนี่ น่าสนใจอย่างไร
แถมเอามาใส่ในกระทู้เรื่องทาสเสียด้วย น่าขำจริงๆ
ในความคิดเห็นที่ 5  ยังอธิบายรูปหนึ่งว่า "รูปภาพท่าทางตอนเฝ้าขุนนางสมัยพระนารายณ์ ที่ฝรั่งบรรยายไว้"
นี่ก็พิลึกยิ่ง นักเลงหนังสือเห็นรูปนี้เป็นร้องอ๋อ ว่ามาจากสิ่งพิมพ์ชื่อไร ยุคใหน ...ยุคพระนารายณ์แน่หรือ
ดังนั้น ที่เธอมาแดกดันว่าผมเห็นรูปเก่าเป็นต้องบอกว่าฝีมือนายจิต ควรฟังหรือไม่ ก็น่าคิดสงเคราะห์กันดู

มีข้อหนึ่งที่ผมออกจะข้องใจ คือเธอกล่าวหาว่าผมใช้ภาษาไม่เหมาะสมกับการเอ่ยถึงสถาบัน
อันนี้ก็นานาจิตตัง แต่งงว่า ถ้าเธอระแวดระวังความสูงส่งของสถาบันถึงเพียงนี้
ไปคบหากับนักวิชาการซ้ายสนิท ที่เขียนเป็นแต่เรื่องหมิ่นกษัตริย์ จงเกลียดจงชังสถาบัน
เอ่ยปากออกมาก็มีแต่เรื่องคดีลอบปลงพระชนม์ พระราชพินัยกรรม เพลงปลุกใจ กรณีตุลาเลือด.....

แบบนี้ทนคบได้แฮะ เอามายกย่องด้วย

พิลึกคน
บันทึกการเข้า
pakun2k1d
พาลี
****
ตอบ: 285


ความคิดเห็นที่ 88  เมื่อ 29 เม.ย. 08, 05:55

จริงค่ะคุณติบอ  เรื่องอะไรถ้ามาผ่านคุณพิพัฒน์แล้วล่ะก็มีทั้งสีและรส จัดจ้าน ทันใดเชียวค่ะ  แล้วคุณครูพิพัฒน์อย่าลืมไปเติมสีสันให้กระทู้ศัพทาภิธานศิลปะด้วยนะคะ  เหงามานานแล้วค่ะ
บันทึกการเข้า
weenacha
อสุรผัด
*
ตอบ: 2


ความคิดเห็นที่ 89  เมื่อ 29 เม.ย. 08, 10:08

 เราเองก็เพิ่งเข้ามาในเวบเรือนไทยได้ไม่เท่าไหร่  ส่วนใหญ่จะเข้ามาอ่านมากกว่าแสดงความคิดเห็น  และในกระทู้นี้เราเห็นด้วยกับคุณติบอ  อีกอย่างรู้สึกดี..ที่คุณพิพัฒน์  เข้ามาชี้แจงทำให้ข้อสงสัย และข้อขัดใจหายไปเป็นปริทิ้ง...  ไหนๆก็เข้ามาแล้วงั้นก็ขอทักทายและสมัครเป็นน้องใหม่เรือนไทยด้วยคนนะ.. 
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8 9
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.065 วินาที กับ 19 คำสั่ง