เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2] 3
  พิมพ์  
อ่าน: 14513 โลกร้อน
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1883



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 22 ต.ค. 07, 09:30

เรื่องฝนเหลืองหน่อยของคุณติบอ

อันนี้มะกันไม่ก้าวหน้าเท่าพี่ไทยเลย อยากโชว์ว่าฝนเหลืองชัวร์ ทำได้ง่ายๆแบบโชว์กินไก่สนามหลวงไงครับ เอานักการเมือง นักการทหาร นักวิทยาศาสตร์ หรือนักอะไรก็ตามที่มั่นใจว่าฝนเหลืองปลอดภัย มาโชว์เอาฝนเหลืองละลายน้ำพ่นสเปรย์ใส่แบบอาบน้ำกลางแจ้ง

ทำแค่นี้เด็กนักเรียนก็ไม่ต้องมาสงสัยว่าใครขี้ฮกแล้ว ซำบายมั่ก  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31021

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 22 ต.ค. 07, 09:37

ได้ fw mail มาค่ะ 

'โหรโสรัจจะ' ยืนยันปีหน้าคนไทยได้ดูหิมะแน่ เหตุสามดาวทำมุมวิกฤต ย้ำเจอภัยธรรมชาติหนักทั้งแผ่นดินไหว พายุ น้ำท่วม ด้านอธิบดีกรมอุตุฯ ยันเป็นไปได้ยาก โอกาสเกิดน้อยมาก แต่ยอมรับเคยเกิดที่พม่า ไม่วางใจจับตาสภาพอากาศวิปริต

คำทำนาย 'โหรโสรัจจะ' ใกล้เคียงกับผลวิจัยของนักวิชาการ
 
จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ที่ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรม การเปลี่ยนแปลงของโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาระบุว่า ปรากฏการณ์ลานีญาปีนี้แรงมากที่สุดในรอบ 30 ปี และทำให้ไทยมีอากาศหนาวหนักที่สุด
 
ทั้งนี้ พบว่าผลวิจัยดังกล่าวตรงกับคำทำนายของ 'โหรโสรัจจะ นวลอยู่' ซึ่งได้ทำนายไว้ในหนังสือ 'ศาสตร์แห่งโหร' ปี 2551ของสำนักพิมพ์'มติชน' ที่ระบุว่า
'...ส่วนสยามประเทศ ปีชวด 2551 นี้ จะเป็นปีแห่งความอาเพศ ในปลายปีชวด 2551 นี้ จะเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่าแปลกมหัศจรรย์ จะเกิด 'หิมะตก' ในเมืองไทยไปทั่วทางภาคเหนือและอีสานบางส่วน ประชาชนทั้งคนไทยและทั่วโลกตื่นตกใจแทบช็อก เพราะไม่เคยเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อนเลย
แต่จริงๆ แล้ว ในทางโหราศาสตร์ไทยถือว่าเป็นอาเพศ เป็นลางร้ายที่จะเกิดมหันตภัยตามมาไม่หยุดหย่อน ทั้งทางธรรมชาติ บุคคล การเมือง การปกครอง วัฒนธรรมประเพณี ความเป็นอยู่แบบไทยๆ เราก็จะเปลี่ยนแปลงไป...'
 
ย้ำ 3 ดาวทำมุมวิกฤต ส่งผล 'หิมะตก'
 
นายโสรัจจะ นวลอยู่ หรือ โหรโสรัจจะ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า มีความเป็นไปได้ว่า ปีหน้า เมืองไทยจะมีหิมะตก เพราะเท่าที่วิเคราะห์แล้วพบว่า มีดวงดาวสามดวงที่ทำมุมกันอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน ทำให้ปลายปีหน้าไทยอาจจะมีหิมะเกิดขึ้น คือสามดาวใหญ่จะทำมุมกันแบบวิกฤต ทั้งดาวพฤหัส ดาวเสาร์ และราหู ทำให้มีแนวโน้มว่าอาจทำให้เกิดภาวะธรรมชาติวิปริต สอดคล้องกับวงการวิทยาศาสตร์เหมือนกัน
 
'ดาวพฤหัสบดี ซึ่งตอนนี้อยู่ในราศีพิจิกจะเขยิบย้ายไปอยู่ราศีธนู ขณะที่ราหูจะยังอยู่ในราศีกุมภ์ ส่วนดาวเสาร์ก็จะยังอยู่ในราศีสิงห์ ตรงนี้ถือว่า กระทบต่อโลกและเมืองไทยโดยตรง เพราะเป็นการจรของดวงดาวในมุมอับ ซึ่งตรงกับดวงเมืองลัคนาของไทย เพราะดาวพฤหัสซึ่งดาวเกี่ยวกับน้ำจะย้ายไปอยู่ราศีธนูในเดือนพฤศจิกายนนี้ ขณะที่ราหูจะโคจรจากราศีกุมภ์ไปยังราศีมีน ถือเป็นจุดตรึงเมืองไทย หรือเหมือนเจอมุมกากบาท ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศโดยตรง คือเมืองไทยเราจะเจอภาวะอากาศหนาวจัด ตรงนี้ก็อาจสอดคล้องกับปรากฏการณ์วิทยาศาสตร์เรื่องน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงจากปลายปีนี้ ซึ่งอากาศเมืองไทยเริ่มหนาวมาก โดยดาวพฤหัสจะเริ่มย้ายเข้าสู่ราศีธนูในเดือนพฤศจิกายนนี้แล้ว ' โหรโสรัจจะกล่าว
 
เมื่อถามย้ำว่า แล้วจะเกิดหิมะขึ้นในเมืองไทยจริงหรือไม่ โหรชื่อดังกล่าวว่า อาจเป็นลักษณะเป็นเกร็ดน้ำแข็งมากกว่า แต่เป็นปรากฎการณ์ที่จะเรียกว่าจะบ่อยครั้งขึ้นในเมืองไทยหรือทุก ๆ 1 หรือ 2 ปี จากเดิมที่เกิดแบบ 3 ทศวรรษครั้ง
 
ปีหน้าหนัก ทั้งแผ่นดินไหว พายุ น้ำท่วม
 
โหรโสรัจจะ ยังกล่าวว่า นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ว่าปีหน้าจะเกิดภัยธรรมชาติอย่างรุนแรง ๆ เช่น พายุ อุทกภัย หรือน้ำท่วมในบางแห่ง เรียกว่าเป็นภัยรุนแรงเกี่ยวกับน้ำ คน และมหาสมุทร โดยเฉพาะในช่วงที่ปลายปีหน้า ดาวพฤหัสจะเขยิบจะไปอยู่ราศีมังกร ตรงนี้เกี่ยวกับไทยโดยตรง เพราะทำฉากกับลัคนาของดวงเมืองไทย ส่วนราหูก็จะโคจรมารวมอยู่กับดาวพฤหัสด้วย ถือเป็นมุมเล็งกัน
 
'จากมุมวิกฤตของดวงดาวดังกล่าวตั้งแต่ปีนี้จนถึงปีหน้า ไทยอาจะต้องเจอภัยธรรมชาติอื่นๆ เช่น แผ่นดินไหวในบางพื้นที่ หรือสึนามิใต้ทะเล ดินถล่ม รวมทั้งเรื่องแผ่นดินไหว ที่คาดว่าอาจเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษา เพราะอิทธิพลของราหูที่ย้ายเข้าราศีมังกร' โหรโสรัจจะ กล่าว
 
อธิบดีกรมอุตุ รับเคยมีหิมะตกที่พม่า
 
ด้านนายศุภฤกษ์ ตันศรีรัตนวงค์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวถึงสภาวะอากาศที่แปรปรวนบ่อย โดยคาดว่า จะเป็นช่วงที่อากาศหนาวที่สุดในรอบ 30 ปี ว่า ในขณะนี้ถือได้ว่ามีปรากฏการณ์ลานีญาเกิดขึ้น ซึ่งเป็นแบบอ่อนๆ ยังไม่มากนัก และจะเป็นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2551 และหากประกอบกับมีมวลอากาศเย็นจากประเทศจีน ก็จะทำให้อุณหภูมิลดต่ำลง 1-2 องศาเซลเซียสในภาคเหนือและภาคอีสาน ซึ่งน่าจะสนับสนุนกับแนวคิดของนักวิชาการที่เคยระบุไปก่อนหน้านี้
 
ระบุหิมะที่เมืองไทย เป็นไปได้ยาก
 
เมื่อถามว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ว่าอาจจะมีหิมะตกที่เมืองไทย อธิบดีกรมอุตุนิยม กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ คงเป็นเรื่องยากมากทีเดียว แต่ถ้าในภูมิภาคเดียวกันก็เคยเกิดที่ทางเหนือของประเทศพม่า ใกล้กับประเทศจีน เคยมีหิมะตกบ้าง แต่ก็ไม่ได้บ่อยนัก สำหรับบ้านเราอย่างมากก็มีแค่แม่คะนิ้ง
 
'กรณีที่จะเกิดหิมะตกได้จะต้องมีอุณหภูมลบต่ำกว่าศูนย์องศามากๆ ก็อาจจะทำให้เกิดเป็นลักษณะของเกร็ดหิมะได้ แต่ที่ผ่านมาประวัติศาสตร์เมืองไทยไม่เคยปรากฏ'
เมื่อถามย้ำว่าหากเกิดหิมะตกในเมืองไทยจริงจะหมายความว่าสภาพอากาศของประเทศเกิดวิกฤตแล้วใช่หรือไม่ นายศุภฤกษ์ กล่าวว่า ก็ยังไม่เรียกได้ว่าวิกฤต เป็นเพียงสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามกรมอุตุฯาก็ต้องติดตามต่อไปว่าสภาพอากาศจะเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน เป็นสิ่งที่ต้องจับตาอยู่แล้ว
มติชน -

เอ หิมะตกนี่ ถ้าบนยอดดอยอินทนนท์หรือที่เชียงราย อุณหภูมิต่ำไม่ต้องถึงศูนย์ด้วยซ้ำ ละอองน้ำก็กลายเป็นฝอยหิมะ เป็นไปได้ไหมคะ
ไม่ได้หมายความว่าหิมะจะตกในกรุงเทพ หรือภาคกลาง ภาคอีสานและภาคใต้
 

บันทึกการเข้า
agree
ชมพูพาน
***
ตอบ: 114


แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี


ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 22 ต.ค. 07, 09:48

ได้ fw mail มาค่ะ 

'โหรโสรัจจะ' ยืนยันปีหน้าคนไทยได้ดูหิมะแน่ เหตุสามดาวทำมุมวิกฤต ย้ำเจอภัยธรรมชาติหนักทั้งแผ่นดินไหว พายุ น้ำท่วม ด้านอธิบดีกรมอุตุฯ ยันเป็นไปได้ยาก โอกาสเกิดน้อยมาก แต่ยอมรับเคยเกิดที่พม่า ไม่วางใจจับตาสภาพอากาศวิปริต

คำทำนาย 'โหรโสรัจจะ' ใกล้เคียงกับผลวิจัยของนักวิชาการ
 
จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ที่ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรม การเปลี่ยนแปลงของโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาระบุว่า ปรากฏการณ์ลานีญาปีนี้แรงมากที่สุดในรอบ 30 ปี และทำให้ไทยมีอากาศหนาวหนักที่สุด
 
ทั้งนี้ พบว่าผลวิจัยดังกล่าวตรงกับคำทำนายของ 'โหรโสรัจจะ นวลอยู่' ซึ่งได้ทำนายไว้ในหนังสือ 'ศาสตร์แห่งโหร' ปี 2551ของสำนักพิมพ์'มติชน' ที่ระบุว่า
'...ส่วนสยามประเทศ ปีชวด 2551 นี้ จะเป็นปีแห่งความอาเพศ ในปลายปีชวด 2551 นี้ จะเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่าแปลกมหัศจรรย์ จะเกิด 'หิมะตก' ในเมืองไทยไปทั่วทางภาคเหนือและอีสานบางส่วน ประชาชนทั้งคนไทยและทั่วโลกตื่นตกใจแทบช็อก เพราะไม่เคยเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อนเลย
แต่จริงๆ แล้ว ในทางโหราศาสตร์ไทยถือว่าเป็นอาเพศ เป็นลางร้ายที่จะเกิดมหันตภัยตามมาไม่หยุดหย่อน ทั้งทางธรรมชาติ บุคคล การเมือง การปกครอง วัฒนธรรมประเพณี ความเป็นอยู่แบบไทยๆ เราก็จะเปลี่ยนแปลงไป...'
 
ย้ำ 3 ดาวทำมุมวิกฤต ส่งผล 'หิมะตก'
 
นายโสรัจจะ นวลอยู่ หรือ โหรโสรัจจะ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า มีความเป็นไปได้ว่า ปีหน้า เมืองไทยจะมีหิมะตก เพราะเท่าที่วิเคราะห์แล้วพบว่า มีดวงดาวสามดวงที่ทำมุมกันอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน ทำให้ปลายปีหน้าไทยอาจจะมีหิมะเกิดขึ้น คือสามดาวใหญ่จะทำมุมกันแบบวิกฤต ทั้งดาวพฤหัส ดาวเสาร์ และราหู ทำให้มีแนวโน้มว่าอาจทำให้เกิดภาวะธรรมชาติวิปริต สอดคล้องกับวงการวิทยาศาสตร์เหมือนกัน
 
'ดาวพฤหัสบดี ซึ่งตอนนี้อยู่ในราศีพิจิกจะเขยิบย้ายไปอยู่ราศีธนู ขณะที่ราหูจะยังอยู่ในราศีกุมภ์ ส่วนดาวเสาร์ก็จะยังอยู่ในราศีสิงห์ ตรงนี้ถือว่า กระทบต่อโลกและเมืองไทยโดยตรง เพราะเป็นการจรของดวงดาวในมุมอับ ซึ่งตรงกับดวงเมืองลัคนาของไทย เพราะดาวพฤหัสซึ่งดาวเกี่ยวกับน้ำจะย้ายไปอยู่ราศีธนูในเดือนพฤศจิกายนนี้ ขณะที่ราหูจะโคจรจากราศีกุมภ์ไปยังราศีมีน ถือเป็นจุดตรึงเมืองไทย หรือเหมือนเจอมุมกากบาท ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศโดยตรง คือเมืองไทยเราจะเจอภาวะอากาศหนาวจัด ตรงนี้ก็อาจสอดคล้องกับปรากฏการณ์วิทยาศาสตร์เรื่องน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงจากปลายปีนี้ ซึ่งอากาศเมืองไทยเริ่มหนาวมาก โดยดาวพฤหัสจะเริ่มย้ายเข้าสู่ราศีธนูในเดือนพฤศจิกายนนี้แล้ว ' โหรโสรัจจะกล่าว
 
เมื่อถามย้ำว่า แล้วจะเกิดหิมะขึ้นในเมืองไทยจริงหรือไม่ โหรชื่อดังกล่าวว่า อาจเป็นลักษณะเป็นเกร็ดน้ำแข็งมากกว่า แต่เป็นปรากฎการณ์ที่จะเรียกว่าจะบ่อยครั้งขึ้นในเมืองไทยหรือทุก ๆ 1 หรือ 2 ปี จากเดิมที่เกิดแบบ 3 ทศวรรษครั้ง
 
ปีหน้าหนัก ทั้งแผ่นดินไหว พายุ น้ำท่วม
 
โหรโสรัจจะ ยังกล่าวว่า นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ว่าปีหน้าจะเกิดภัยธรรมชาติอย่างรุนแรง ๆ เช่น พายุ อุทกภัย หรือน้ำท่วมในบางแห่ง เรียกว่าเป็นภัยรุนแรงเกี่ยวกับน้ำ คน และมหาสมุทร โดยเฉพาะในช่วงที่ปลายปีหน้า ดาวพฤหัสจะเขยิบจะไปอยู่ราศีมังกร ตรงนี้เกี่ยวกับไทยโดยตรง เพราะทำฉากกับลัคนาของดวงเมืองไทย ส่วนราหูก็จะโคจรมารวมอยู่กับดาวพฤหัสด้วย ถือเป็นมุมเล็งกัน
 
'จากมุมวิกฤตของดวงดาวดังกล่าวตั้งแต่ปีนี้จนถึงปีหน้า ไทยอาจะต้องเจอภัยธรรมชาติอื่นๆ เช่น แผ่นดินไหวในบางพื้นที่ หรือสึนามิใต้ทะเล ดินถล่ม รวมทั้งเรื่องแผ่นดินไหว ที่คาดว่าอาจเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษา เพราะอิทธิพลของราหูที่ย้ายเข้าราศีมังกร' โหรโสรัจจะ กล่าว
 
อธิบดีกรมอุตุ รับเคยมีหิมะตกที่พม่า
 
ด้านนายศุภฤกษ์ ตันศรีรัตนวงค์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวถึงสภาวะอากาศที่แปรปรวนบ่อย โดยคาดว่า จะเป็นช่วงที่อากาศหนาวที่สุดในรอบ 30 ปี ว่า ในขณะนี้ถือได้ว่ามีปรากฏการณ์ลานีญาเกิดขึ้น ซึ่งเป็นแบบอ่อนๆ ยังไม่มากนัก และจะเป็นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2551 และหากประกอบกับมีมวลอากาศเย็นจากประเทศจีน ก็จะทำให้อุณหภูมิลดต่ำลง 1-2 องศาเซลเซียสในภาคเหนือและภาคอีสาน ซึ่งน่าจะสนับสนุนกับแนวคิดของนักวิชาการที่เคยระบุไปก่อนหน้านี้
 
ระบุหิมะที่เมืองไทย เป็นไปได้ยาก
 
เมื่อถามว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ว่าอาจจะมีหิมะตกที่เมืองไทย อธิบดีกรมอุตุนิยม กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ คงเป็นเรื่องยากมากทีเดียว แต่ถ้าในภูมิภาคเดียวกันก็เคยเกิดที่ทางเหนือของประเทศพม่า ใกล้กับประเทศจีน เคยมีหิมะตกบ้าง แต่ก็ไม่ได้บ่อยนัก สำหรับบ้านเราอย่างมากก็มีแค่แม่คะนิ้ง
 
'กรณีที่จะเกิดหิมะตกได้จะต้องมีอุณหภูมลบต่ำกว่าศูนย์องศามากๆ ก็อาจจะทำให้เกิดเป็นลักษณะของเกร็ดหิมะได้ แต่ที่ผ่านมาประวัติศาสตร์เมืองไทยไม่เคยปรากฏ'
เมื่อถามย้ำว่าหากเกิดหิมะตกในเมืองไทยจริงจะหมายความว่าสภาพอากาศของประเทศเกิดวิกฤตแล้วใช่หรือไม่ นายศุภฤกษ์ กล่าวว่า ก็ยังไม่เรียกได้ว่าวิกฤต เป็นเพียงสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามกรมอุตุฯาก็ต้องติดตามต่อไปว่าสภาพอากาศจะเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน เป็นสิ่งที่ต้องจับตาอยู่แล้ว
มติชน -

เอ หิมะตกนี่ ถ้าบนยอดดอยอินทนนท์หรือที่เชียงราย อุณหภูมิต่ำไม่ต้องถึงศูนย์ด้วยซ้ำ ละอองน้ำก็กลายเป็นฝอยหิมะ เป็นไปได้ไหมคะ
ไม่ได้หมายความว่าหิมะจะตกในกรุงเทพ หรือภาคกลาง ภาคอีสานและภาคใต้
 



อ่านไปอ่านมา พอเจอบรรทัดสุดท้าย เศร้าเลย.................ร้องไห้

งั้นต้องไปที่ยอดดอยอินทนนท์ซะแล้ว เพื่อจะได้เห็นหิมะ

บันทึกการเข้า

Some dream of worthy accomplishments, while others stay awake and do them.
บางคนฝันที่จะประสบความสำเร็จอย่างสวยหรู ในขณะที่บางคนกำลังลงมือกระทำ
Bana
องคต
*****
ตอบ: 439



ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 23 ต.ค. 07, 21:36

ถ้ามองในแง่ดี  การรณรงค์ของคุณกอร์  ทำให้โลกตื่นตัวกันจนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันกว้างขวาง  นับว่าสำเร็จระดับดีทีเดียว  เพราะการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในยุคนี้  มีอิทธิพลมากต่อเจตคติของมนุษยชาติ  อาจมีบางส่วนดูโอเวอร์หรือขู่มากไปนิด  แต่ก็ดีในการกระตุ้นต่อมสำนึกแบบคุณ Agree ว่ามา  เห็นไม๊แม้แต่วงการโหราศาสตร์ก็ตระหนักในเรื่องการประชาสัมพันธ์  ทุกเรื่องสิน่าท่านต้องมีเอี่ยวตลอด  พรรคพวกที่โน่นเมืองมะกันบอกว่าคุณกอร์แกฮอตใช้ได้เลยชั่วโมงนี้  ขนาดที่ว่าแคนดิเดตท่านผู้นำสมัยหน้าของเมืองมะกันเลยทีเดียว
ส่วนเรื่องท่านหมวดวิชัย  ก็กระตุ้นไม่น้อยครับปลูกฝังการรักการปลูกต้นไม้เยอะเลย  ท่านเคยมาเป็นวิทยากรพิเศษที่จังหวัดผมด้วย  ท่านเป็นคนเรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่จริงๆ  ตัวผมเองได้ทราบเรื่องท่านครั้งแรกในรายการของทีวีบูรพา  ต้องขอขอบพระคุณมา  ณ  ที่นี้ด้วย  แต่ก่อนผมเคยกลัวการปลูกต้นมะพร้าวมาก  เพราะทางบ้านผมเค้าถือกันว่า  ถ้าปลูกมะพร้าวเวลามันโตมีลูกจะได้มาล้างหน้าคนปลูก  อย่าพึ่งขำกันนะครับเป็นเรื่องที่เค๊าถือกันจริงๆ  แต่ปัจจุบันนี้ความเชื่อเหล่านั้นหายไปมากแล้วครับ  ผมยังลงมะพร้าวน้ำหอมที่ได้มาจากสามพรานไปตั้งหลายต้น  ใกล้จะได้กินแล้วครับมีความสุขจังเวลาจะได้เห็นคนมารับประโยชน์จากสิ่งที่เราปลูกกับมือและหมั่นฟูมฟักมา
ในฐานะสายเลือดเกษตรกรร้อยเปอร์เซ็นต์  ยอมรับว่าฤดูกาลแปลกไป  หรือเรียกแบบท่านพิพัฒน์ก็ได้ว่า  ฝนฟ้าไม่ค่อยตกต้องตามฤดูกาลเท่าไหร่  หน้าหนาวก็รู้สึกว่าสั้นลง  แม้มีระบบชลประทานมาช่วยบ้างก็ไม่ดีเหมือนธรรมชาติ  ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดเวลานี้ขอสนับสนุนความเห็นของคุณ Agree เรามาปลูกต้นไม้กันเถอะปลูกเยอะๆเลย  ให้รางวัลตัวเองและโลกด้วยวิธีนี้ดีที่สุดดับร้อนกายและใจได้ชงัดนักแล......... ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 23 ต.ค. 07, 22:25

มีนิยายดังเรื่องหนึ่ง คนปลูกต้นไม้
คงจำกันได้

เขาแต่งให้ปัญหาทุกอย่าง ไม่ว่าเล็กว่าใหญ่ สรุปลงที่การปลูกต้นไม้ได้หมด
ว่าไปแล้ว

ปลูกต้นไม้นี่แหละ ยาสารพัดขจัดพิษ ตัวจริงของแท้รับประกันได้
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 23 ต.ค. 07, 23:58

เรื่องฝนเหลืองหน่อยของคุณติบอ

อันนี้มะกันไม่ก้าวหน้าเท่าพี่ไทยเลย อยากโชว์ว่าฝนเหลืองชัวร์ ทำได้ง่ายๆแบบโชว์กินไก่สนามหลวงไงครับ เอานักการเมือง นักการทหาร นักวิทยาศาสตร์ หรือนักอะไรก็ตามที่มั่นใจว่าฝนเหลืองปลอดภัย มาโชว์เอาฝนเหลืองละลายน้ำพ่นสเปรย์ใส่แบบอาบน้ำกลางแจ้ง

ทำแค่นี้เด็กนักเรียนก็ไม่ต้องมาสงสัยว่าใครขี้ฮกแล้ว ซำบายมั่ก  ยิงฟันยิ้ม



เนาะๆ




ปล. แอบมาเนาะๆ โหน่ย..... ช๊อบบบ ชอบ คำตอบของคุณ CrazyHOrse จัง
บันทึกการเข้า
ศรีปิงเวียง
องคต
*****
ตอบ: 566

เรียนจบแล้ว


ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 24 ต.ค. 07, 11:42

1.ขอเท้าความถึงเรื่องฝนเหลืองนะครับ
เห็นมีคนยกอุทาหรณ์เรื่องฝนเหลืองว่า คนมักจะเชื่อตามฝา...หรั่งกันจริงๆ
ก็เลยสงสัยว่า ฝนเหลืองดูท่าจะปลิดขั้วได้ไม่รุนแรงเนอะ
มีคนทุกข์ทรมานจากฝนเหลืองในเวียตนามเป็นล้านๆ คน


หกปีที่แล้ว ในคาบเรียนวิชาชีวะวิทยา
อาจารย์ผู้สอนเคยพุดถึงเรื่องผนเหลือง
ว่าเป็นฮอร์โมนพืชที่มีผลในการปลิดขั้วใบพืชใบเลี้ยงคู่
ซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกับที่ใช้ยาฆ่าหญ้าชนิดที่เป็นใบเลี้ยงคู่ในปัจจุบัน
ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง สารเคมีชนิดนี้ไม่น่าจะมีผลกับผิวคน

ลองดูในลิงก์ข้างล่างนี้ ก็จะเข้าใจว่า...พวกนั้นจะยอมไปกินไก่ เอ๊ย อาบฝนเหลืองหรือเปล่าครับ ยิงฟันยิ้ม
http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet6/envi5/yellowrain/rainn.htm
เห็นว่าคดีฝนเหลือง ศาลกำลังพิจาณาอยู่ครับ
2. ผมว่า นโยบายของรัฐก็มีส่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศ เช่นเดียวกับที่เราทำอยู่ครับ
ที่มะกันไม่สำเร็จ ก็เพราะอะไร ก็น่าจะรู้กันดีอยู่ครับ
บันทึกการเข้า

ไม่เห็นใครแน่นอน
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6214


ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 24 ต.ค. 07, 13:55

         ได้อ่านบทความ  ปรากฏการณ์ราโชมอน (The Rashomon Effect) กับปฐมเหตุแห่งวิกฤตโลกร้อน

โดย ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ หน่วยวิจัยชีวธรณีเคมีและการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

จากนสพ.มติชนฉบับวันอาทิตย์ที่ ๒๑ ต.ค. นี้  เห็นว่าน่าสนใจครับ

           http://matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01fun09211050&day=2007-10-21&sectionid=0140

            คุณศิวัชกล่าวถึง rashomon effect ที่มีที่มาจากนิยาย-หนังญี่ปุ่นที่เป็นที่รู้จักกันดี ฝรั่งนำไปใช้ในความหมายเกี่ยวกับข้อมูล(เรื่องเดียวกัน
แต่ต่างคนเล่า) แล้วนำเสนอข้อมูลเรื่องโลกร้อนจากอีกด้านหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติอยู่เดิมแล้ว ก่อนที่จะจบลงด้วยหลักธรรมทางพุทธศาสนา

           
           คุณศิวัชปูพื้น ราโชมอน นิยายเอกของญี่ปุ่น

"  คือเรื่องราวการไต่สวนคดีฆาตกรรมและข่มขืนโดยมีตัวละครเอกสี่คน ได้แก่ จอมโจรผู้ตกเป็นจำเลยสังคมในคดีฆาตกรรมซามูไรผู้สูงศักดิ์ ภรรยาสาวของซามูไร
ผู้ซึ่งอ้างว่าถูกขืนใจโดยจอมโจร คนตัดไม้ผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด และวิญญาณของซามูไรผู้ถูกฆาตกรรม โดยการติดต่อผ่านร่างทรง
           สิ่งที่น่าสนใจคือ คำให้การของตัวละครทั้งสี่ที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันเองแต่แฝงเร้นไปด้วยอุบายอันแยบคาย จนทำให้ผู้อ่านไม่สามารถสรุปได้ว่า
            ใครคือฆาตกรที่แท้จริง "   ต่อมา
   
" Wendy D.Roth และ Jal D.Mehta จาก Harvard University ได้เปรียบเทียบ ปรากฏการณ์ราโชมอน (The Rashomon Effect) กับโศกนาฏกรรม
ที่เกิดขึ้นในสังคม เช่น คดีสังหารหมู่ในโรงเรียน Paducah, Kentucky และ Jonesboro, Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง
          ความขัดแย้งจากมุมมองที่แตกต่างของผู้เห็นเหตุการณ์ เหยื่อผู้รอดชีวิต และประชาชนในท้องถิ่น อันคล้ายกับคำให้การของตัวละครทั้งสี่ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
           เป็นไปได้หรือไม่ที่ความจริง (The Truth) อาจไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว แต่สามารถธำรงไว้ซึ่งเอกภาพและทวิภาพพร้อมกันในเวลาเดียว "

          อัล กอร์ได้รณรงค์ให้ตระหนักถึงภาวะวิกฤตโลกร้อนอันเป็นผลจากน้ำมือมนุษย์ แต่

" นักวิทยาศาสตร์อีกหลายกลุ่มเชื่อว่าภาวะโลกร้อนไม่ได้เกิดขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์เพียงอย่างเดียว
       จากผลวิเคราะห์ค่าของ Stable Oxygen Isotopes ในแท่งน้ำแข็งที่ขุดเจาะจากสถานี Vostok ในขั้วโลกใต้ พบว่า
           ในอดีตอุณหภูมิโลกได้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดอันเป็นที่มาของการเกิด ยุคน้ำแข็ง (Glacial Period) และช่วงอบอุ่นระหว่างยุคน้ำแข็ง (Interglacial Period)
ซึ่งแต่ละช่วงกินเวลายาวนานถึง 100,000 ปี
           และวัฏจักรนี้ได้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมอันเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อนที่เกิดจากฝีมือของมนุษย์

           ผลงานวิจัยชิ้นนี้สอดคล้องกับคำอธิบายของนักวิทยาศาสตร์ชาวเซอร์เบียชื่อ "มิลูติน มิลานโควิทช์" (Milutin Milankovitch; ค.ศ.1879-1958)
ซึ่งได้กล่าวถึงปัจจัย 3 ประการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก หรือ "วัฏจักรมิลานโควิทช์" คือ

1.การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของวงโคจรโลกรอบดวงอาทิตย์ทุก 96,000 ปี เช่น จากวงรีเป็นวงกลมทำให้ระยะห่างระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ลดลง ส่งผลให้ปริมาณ
ของแสงอาทิตย์ที่กระทบชั้นบรรยากาศโลกเพิ่มมากขึ้น "ในเงื่อนไขนี้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงขึ้น"

2.การส่ายของแกนโลกซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการหมุนของลูกข่างทุก 21,000 ปี ส่งผลให้พื้นที่ผิวโลกแต่ละที่ได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์ไม่เท่ากัน

3.การเปลี่ยนองศาของแกนโลกกับระนาบของวงโคจรโลกรอบอาทิตย์ ซึ่งมีค่าอยู่ระหว่าง 21.5-24.5 องศา โดยมีคาบเวลาอยู่ที่ 41,000 ปี การเอียงของแกนโลก
ก่อให้เกิดความแตกต่างทางฤดูกาล
           ปัจจุบันแกนโลกเอียง 23.5 องศา และมีแนวโน้มที่จะเอียงมากขึ้นทำให้บริเวณที่ใกล้กับขั้วโลกได้รับแสงอาทิตย์มากขึ้นในฤดูร้อนและน้อยลงในฤดูหนาว

           นอกจากนี้ จำนวนและพื้นที่ของจุดดำบนดวงอาทิตย์ (Sunspots) ยังมีอิทธิพลต่ออุณหภูมิโลก คือ ช่วงที่จำนวนของจุดดำเพิ่มมากขึ้น ปริมาณของแสงอาทิตย์
ที่กระทบกับชั้นบรรยากาศโลกจะลดลง โลกก็จะเย็นลง และ หากจำนวนของจุดดำลดลง โลกจะรับพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น ส่งผลให้โลกร้อนขึ้น

           เหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจึงเป็นการยากที่จะตัดสินว่าวิกฤตโลกร้อนที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีสาเหตุมาจากมนุษย์เพียงอย่างเดียว

          แต่ ความจริงข้อหนึ่งที่ไม่มีใครปฏิเสธได้คือ ตลอดระยะเวลา 400,000 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีช่วงไหนที่ระดับความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ในชั้นบรรยากาศ มีค่าสูงเกิน 280 ppmv (part per million by volume)
         มนุษย์ใช้เวลาเพียง 200 ปี ในการเพิ่มความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้มีค่าสูงขึ้นถึง 35% โดยปัจจุบันมีค่าอยู่ที่ 380 ppmv "

ในตอนท้ายคุณศิวัชเชื่อว่า

" ความขัดแย้งในปฐมเหตุแห่งวิกฤตโลกร้อนจะยุติลงได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายต่างพิจารณาปัญหาด้วยเหตุ (Cause) และปัจจัย (Factor) ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า
ที่เรียกว่า" "อธิปัจจัยตา" หรือ "ปฏิจจสมุปบาท" นั้น

           "คือการมองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างมีความสัมพันธ์และต่อเนื่องเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ดังพุทธภาษิตที่กล่าวไว้ว่า
                        "เพราะสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดสิ่งนี้จึงเกิด เพราะสิ่งนี้ดับสิ่งนี้จึงดับ""

         "วัฏจักรมิลานโควิทช์" มีอยู่แล้วตามธรรมชาติหรือเป็นกฎธรรมชาติในขณะที่ "มนุษย์" เปรียบเสมือนปัจจัยเสริม (Co-Factors) ที่ทำให้วิกฤตโลกร้อนรุนแรงยิ่งขึ้น

           ไม่ว่าปฐมเหตุแห่งวิกฤตโลกร้อนจะเกิดขึ้นจากปัจจัยเดียวหรือผลกระทบจากหลายปัจจัย สิ่งที่ท้าทายมนุษยชาติคือการปล่อยวางอัตตา หรือ อีกนัยหนึ่งคือ
การหลีกเลี่ยงความขัดแย้งอันเกิดจาก "ปรากฏการณ์ราโชมอน" แล้วหันหน้าเข้ามาร่วมมือกันก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินเยียวยา "

บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 24 ต.ค. 07, 15:23

http://www.antiwar.com/orig/austin.php?articleid=3838

คุณศิวัชคนนี้ น่าจะไปทำงานที่ดีทรอยต์
ม่ายก้อเป็นทีมที่ปรึกษาของบุชไปเลย
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31021

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 24  เมื่อ 24 ต.ค. 07, 15:35

เคยอ่านราโชมอน  เลยงงๆว่ามันไม่เห็นจะเป็นอย่างที่คุณศิวัชว่าไว้เลย

อ้างถึง
เรื่องราวการไต่สวนคดีฆาตกรรมและข่มขืนโดยมีตัวละครเอกสี่คน ได้แก่ จอมโจรผู้ตกเป็นจำเลยสังคมในคดีฆาตกรรมซามูไรผู้สูงศักดิ์ ภรรยาสาวของซามูไร
ผู้ซึ่งอ้างว่าถูกขืนใจโดยจอมโจร คนตัดไม้ผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด และวิญญาณของซามูไรผู้ถูกฆาตกรรม โดยการติดต่อผ่านร่างทรง
           สิ่งที่น่าสนใจคือ คำให้การของตัวละครทั้งสี่ที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันเองแต่แฝงเร้นไปด้วยอุบายอันแยบคาย จนทำให้ผู้อ่านไม่สามารถสรุปได้ว่า  ใครคือฆาตกรที่แท้จริง "

ทำไมจะสรุปไม่ได้    เรื่องนี้มีคนโกหก ๓ คน พูดจริง ๑ คน   
 
ความจริงมีหนึ่งเดียว  เอกภาพและทวิภาพอะไรนั่น  ไม่จริงค่ะ
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6214


ความคิดเห็นที่ 25  เมื่อ 24 ต.ค. 07, 17:32


       เข้าใจว่าผู้เขียนหมายความว่า จากเรื่อง ราโชมอน ในตอนท้ายสุดที่คาดว่า เรื่องเล่าจากชายตัดฟืนผู้เห็นเหตุการณ์จะเป็นความจริงอย่างแน่นอน
แต่แล้วเขาก็ถูกจับได้ว่าเป็นผู้ขโมยของมาจากที่เกิดเหตุด้วย ทำให้ความจริงจากปากของเขาถูกลดความน่าเชื่อถือลงไปครับ

         
 
         
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31021

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 26  เมื่อ 24 ต.ค. 07, 18:04

เคยอ่านราโชมอนฉบับแปลของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช   จำได้ว่าชายตัดฟืนน่าจะเป็นคนเฉลยปริศนาว่าใครฆ่าซามูไรกันแน่     
เปิดกรุเอาดีวีดีหนังเก่าปี 1950 ที่โตชิโร มิฟูเน่เล่น มาดูอยู่ตอนนี้ค่ะ   เรื่องนี้ส่งชิงรางวัลออสการ์ด้วย
ได้รางวัลหนังต่างประเทศยอดเยี่ยม
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 27  เมื่อ 24 ต.ค. 07, 19:55

ความจริงกับความน่าเชื่อถือเป็นสองอย่าง อย่าปนกันครับ
ถ้าความจริงอยู่ใน 4 คนนี้ ก็ต้องมี 3 คนที่โกหก
คนพูดจริงจะเป็นใครก็ได้ใน 4 คนนี้

เรื่องโลกร้อนเพราะอะไร เป็นคนละอย่างกับความน่าเชื่อถือ
โลกร้อนจริงๆ ไม่ใช่ร้อนเพราะคนหนึ่งพูด พออีกคนพูดโลกก็เย็น
แล้วความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้บอกความจริงสุดท้าย
มันบอกแค่ข้อมูลเท่านั้น ถ้าเชื่อโดยไม่สอบ ก็ไม่ต่างอะไรกับไสยศาสตร์

เราถูกบอกให้"เชื่อ" เรื่องน้ำมันหมูเลวอย่างไรมาตั้ง 30 ปี
จนบัดนี้ เด็กบางคนอาจจะไม่เคยกินน้ำมันหมูโดยตั้งใจอีกแล้ว
กินกันแต่น้ำมันพืช
จู่ๆ ก็มีงานวิจัยออกมาล้มคุณงามความดีของน้ำมันพืช กลายเป็นว่าน้ำมันหมูน่ะดี
ถ้ารับประทานเป็น

คุณศิวัชคงจะแก่ทฤษฎีมากๆ
เดินตามวิธีคิดของแก โลกร้อนหรือไม่ ยังไม่สำคัญเท่ากับสาเหตุของโลกร้อน หาไปเหอะ คงรู้เข้าสักวัน

ถ้าแกอ้างปรัชญาพระพุทธศาสนา ผมก็อ้างบ้าง
คนถูกธนูยิง
อย่าเพิ่งไปหาว่าใครยิง ยิงมาจากใหน ธนูเป็นของใคร.....ฯลฯ
ช่วยคนถูกยิงเสียก่อน
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1883



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 28  เมื่อ 25 ต.ค. 07, 14:54

เรื่องโลกร้อนนี่คุยกันมาหลายปีแล้ว ดูเหมือนว่าทฤษำีที่ได้รับการยอบรับมากที่สุดก็เป็นอันที่นาย ก แกเอามาประโคมนี่แหละครับ

พอดีผมเป็นพวกชอบตามข่าวแนวนี้ ผ่านหลายปีเข้ามันก็เลยชักจะหายเห่อ

มาเอะใจตรงที่ได้ยินคนบอกว่าอากาศแปรปรวน โลกร้อนๆหนาวๆ ฝรั่งร้อน ส่วนไทยเราเย็นลงและเย็นนานขึ้น

เรื่องนี้ชอบกล(พาดพิงกระทู้ภาษาวิบัติว่าเมื่อก่อนเขาใช้ว่า "ไม่ชอบกล") เพราะสมัยผมเด็กๆหน้าหนาวมันหนาวทุกปี และหนาวเป็นเดือน สมัยเรียนม.ต้น ห้องเรียนไม่มีหน้าต่าง มีแต่ประตูเลื่อนบานใหญ่มาก ๔ บาน(กว้างบานละสองเมตรเห็นจะได้) ถึงหน้าหนาวต้องปิดประตูให้หมดทุกบาน ขนาดนั้นยังหนาวเลย ห้องไหนประตูพังปิดไม่ได้ก็แย่เลยครับ ลมมันเย็นนนนนนนนนนน

บางทีหนาวมากๆ พอถึงตอนพักน้อย ผม(และเพื่อนๆ)ชอบลงไปยืนกางแขนรับแสงแดดอยู่ในสนามหน้าตึกเรียน (ยังกะพวกกิ้งก่าแน่ะ) มันอุ่น... สบาย... โอ้... วิเศษมากเลยจ๊อดดดดดด

เวลาผ่านไป หน้าหนาวมันสั้นลงเรื่อยๆ จนทำท่าว่าบางช่วงจะหายไปเฉยๆ

พอมีคนว่าหน้าหนาวยางขึ้น หนาวขึ้น นี่แหละถึงนึกขึ้นมาได้ครับ

ไม่ค่อยเกี่ยวกันเลยนิ  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
พลอยชมพู
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 29  เมื่อ 30 ต.ค. 07, 21:33

ลมหนาวเป็นสิ่งที่ชอบ เพราะอากาศสดชื่น แต่ความหนาวในกรุงเทพจะเป็นหนาวเยือกๆ ชื้นๆ เพราะอยู่ใกล้ทะเล  แต่ถ้าอยู่ทางเหนือจะหนาวแห้งๆ ไม่เหนียวตัวชอบมากค่ะ

ดีใจที่กรุงเทพจะกลับมาหนาวเย็นอีก หลังจากที่ หายไปนานแล้ว
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.047 วินาที กับ 19 คำสั่ง