เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
อ่าน: 14307 โลกร้อน
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
 เมื่อ 19 ต.ค. 07, 10:07

อ่านข่าวคุณอัลกอร์ได้รางวัลโนเบลแล้วไม่เห็นด้วยเลย
แกเพิ่งออกจากตำแหน่งมาได้แปดปี ไปลงสมัครแข่งแพ้อีตาบุชมาหนหนึ่ง

จากนั้นก็หางานรณรงค์โรคร้อน
สรุปว่าอายุงานยังไม่เท่าไร มีงานเด่นคือทำหนังออกมาเรื่องหนึ่ง
บ้านเราก็เกาะกระแส ตามเห่อไปกับเขาด้วย
หนังเรื่องนี้ถูกฟ้องที่อังกฤษ ใช้ภาษาชาวบ้านก็คือ เว่อร์
ข่มขู่ แสดงข้อมูลที่เกินจริง อย่างเช่นบอกว่าพายุคะทรีน่าที่ถล่มนิวออลีนส์นั่น มาจากปัญหาโรคร้อน

ศาลอังกฤษก็ดีเหลือหลาย พิพากษาว่าผิด 9 ประเด็น

แต่ที่ไม่เห็นด้วย ไม่ได้มาจากสารคดีของแกผิดพลาด ผมไม่หวังสาระอะไรมากจากวัฒนธรรมอเมริกันอยู่แล้ว
แต่ผมไม่เห็นด้วย เพราะคุณกอร์ ไม่สามารถทำให้ประเทศตัวเอง ตระหนักเรื่องนี้
และออกมาเป็นแนวหน้าในการทำให้โรคเย็น เอ้ย...โลกเย็น
กลับไปเที่ยวชี้มูลความผิดตีขลุมไปทั้งโลก

คำโบราณมีว่า "ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล"
แสดงว่าเราตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมมาแต่ใหนแต่ไรแล้ว ลองย้อนคิดดูประเพณีปฏิบัติของเรา ทั้งงานหลวงงานชาวบ้าน
ล้วนสะท้อนความคิดคำนึงเรื่องมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมไว้ ค่อยๆ คิดตามก็จะเห็น

อย่างในจารึกพ่อขุนราม ท่านระบุการปลูกต้นตาลเอาไว้
คนที่คุ้นกับชาวสวนจะนึกออกว่า ต้นตาลเขาไม่ใช่ไม้ธรรมดา แต่เป็นไม้แห่งการสืบทอด
พ่อปลูกไว้ให้ลูก เพราะเป็นไม้โตช้ามากๆๆๆๆๆ

ยี่สิบปีแหละ จึงจะมาคิดว่า ตาลที่ปลูกไว้ให้ผลผลิตหรือยัง
ที่พ่อขุนรามบอกว่าปลูกตาลได้ 14 เข้า(คือปี) แล้วท่านฉลอง จึงน่าจะเป็นการทำลายสถิติทีเดียว

เมื่อเราลงตาลแล้ว เราก็ต้องคอยดูแลประคบประหงม
ไม่ใช่ทำเหมือนพวกสร้างทาง โยนๆ เมล็ดไว้ หรือลงต้นอ่อนแล้วก็แล้วกัน
การดูแลรักษานี้แหละ ที่เป็นการสร้างสิ่งแวดล้อมสีเขียวขึ้นมา

กระทู้นี้ชวนคุย เพื่อจะให้เห็นว่า ไม่มีเรื่องอะไรที่ใหม่เจี๊ยบ ไม่มีเรื่องอะไรที่ปราศจากที่มา
คุยกันเล่นแก้ความอิจฉาก็ได้มั้งครับ

ดาบวิชัยของเรา เหนื่อยหนักกว่าอัลกอร์เป็นใหนๆ ไม่เห็นโลกจะรู้จักเลย
แต่แกก็มีความพอใจตามอัตภาพ ทั้งที่แกน่าจะได้รางวัลมากกว่าเจ้าแยงกี้ขี้ฮกนั่นเป็นไหนๆ
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1866



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 19 ต.ค. 07, 11:21

ผมไม่อยากกล่าวหานาย ก ถึงขนาดว่าขี้ฮกหรอกครับ แต่เห็นด้วยกับคุณ pipat ว่ามันเร็ว ดูวูบวาบไปหน่อย คณะกรรมการรางวัลโนเบลก็ช่างมือไม้อ่อน แจกง่ายเหลือเกิน

จะว่าไปนี่ไม่ใช่เรื่องแรกที่นาย ก แกพยายามสร้างกระแส หลายปีที่แล้วตอนสู้กับบุชก็เคยประกาศตัวเป็นนัยว่า "ข้าคือบิดาแห่งอินเตอร์เน็ต" มาแล้ว

เรื่องนี้ทำเอาตัวนาย ก เองเสียคะแนนไปเยอะ เพราะแฟนอินเตอร์เน็ตเขารู้กันดีว่าไผเป็นไผ คนที่เป็นมันสมองตัวจริงและออกแรงผลักดันอินเตอร์เน็ตจนมาถึงวันนี้ได้มีอีกนับไม่ถ้วนที่สมควรได้รับเครดิตมากกว่านาย ก  และคนสำคัญคนหนึ่งในนั้นคือ Jon Postel หัวหน้าคณะที่ปรึกษาชุดหนึ่งของคลินตัน

สิ่งที่ นาย ก ทำก็เลยถูกมองว่าเป็นการชุบมือเปิบ ขโมยเอาเครดิตของคนอื่นหน้าด้านๆ ซึ่งคนดีๆเขาไม่ทำกันครับ เสียคะแนนโวตจากคนอินเตอร์เน็ตไปไม่น้อย (แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าหลอกเอาคะแนนโวตจากตาสีตาสาไปได้เท่าไหร่)

ส่วนคนดีๆอย่าง Jon Postel น่าเสียดายที่ตายไปเมื่อหลายปีที่แล้ว อายุยังน้อย แค่ราวห้าสิบกว่าปีเท่านั้นเอง ทีมงานที่ปรึกษา Ira Magaziner ก็สลายตัวไปหลัง Postel ตายไม่นาน แต่ก็ได้วางรากฐานอะไรดีๆสำหรับประชาคมอินเตอร์เน็ตไว้หลายอย่าง นโยบายที่วางไว้ก็วางไว้ให้เป็นประโยชน์ของประชาคมโลกจริงๆไม่ใช่แค่สหรัฐอเมริกา

เนื่องในกระทู้โลกร้อนของนาย ก นี้ ขอระลึกถึงคุณงามความดีของ Jon Postel ครับ


บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 19 ต.ค. 07, 11:47

อ้างถึง
ดาบวิชัยของเรา เหนื่อยหนักกว่าอัลกอร์เป็นใหนๆ ไม่เห็นโลกจะรู้จักเลย
เอาเรื่องของดาบวิชัยมาลงให้อ่านกันอีกที      เขาเป็นคนเล็กๆคนหนึ่งที่เกิดมาทำสิ่งยิ่งใหญ่ให้สังคมที่เขาอาศัยอยู่
คนแบบนี้ทำความดีอย่างสงบเสงี่ยม เจียมตัว  ไม่ป่าวประกาศ ไม่อวดโอ้  ก้มหน้าก้มตาทำงานปิดทองหลังพระไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งทองล้นออกมาถึงหน้าพระ
ผู้คนก็ได้เห็นเอง

http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=printpage&artid=327

เกร็ดข่าว : วันนี้ของนายดาบตำรวจวิชัย สุริยุทธ

เรื่อง : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
ภาพ : วิจิตต์ แซ่เฮ้ง
 
      “คุณรู้ไหม การปลูกต้นไม้เป็นการทำบุญที่ถูกต้องที่สุด มันยั่งยืนกว่า และช่วยเหลือทุกคนได้ชั่วลูกชั่วหลาน”
                                                                    นายดาบตำรวจวิชัย สุริยุทธ
                                                    สารคดี ฉบับที่ ๒๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๖
 
       นายดาบตำรวจวิชัย สุริยุทธ ผู้บังคับงานหมู่สอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ วัย ๕๘ ปี กลายเป็นคนดังชั่วข้ามคืน เมื่อเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อหนึ่งนำเรื่องราวชีวิตจริงของ “คนบ้า” ที่อุทิศเวลาในชีวิตร่วม ๒๐ ปี ก้มหน้าก้มตาปลูกต้นไม้ทุกวันโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน มาถ่ายทอดในหนังโฆษณาชิ้นใหม่
      เรื่องราวในโฆษณาชิ้นนั้น บอกเล่าชีวิตจริงของนายดาบตำรวจผู้ใช้เวลาว่างจากงานราชการ ออกปลูกต้นไม้ทุกวันตามที่รกร้างว่างเปล่า ไหล่ถนน ที่ดินสาธารณะ ฯลฯ ปลูกโดยที่ไม่มีนายสั่ง ไม่มีค่าตอบแทนใด ๆ จะมีบ้างก็เสียงหัวเราะลอยลมของเด็กๆ และชาวบ้านที่คิดว่าเขาเป็นบ้า
      เวลาผ่านไปเกือบ ๒๐ ปี อำเภอปรางค์กู่ซึ่งเคยเป็นอำเภอที่แห้งแล้งยากจนที่สุดในประเทศ กลับร่มรื่นเขียวขจีไปด้วยต้นไม้นานาชนิด โดยเฉพาะต้นตาลที่นับได้ไม่ต่ำกว่า ๒ ล้านต้น ไม่รวมไม้ชนิดอื่นๆ ไม่ว่าต้นยางนา ต้นคูน ต้นสะเดา ต้นขี้เหล็ก ฯลฯ
      ราว ๒ ปีก่อน สารคดี ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ชีวิตของนายดาบตำรวจวิชัย สุริยุทธ นับเป็นครั้งแรกที่สังคมได้รู้จักกับดาบวิชัย--คนบ้าผู้ปลูกต้นไม้ ๒ ล้านต้น อย่างละเอียด หลังจากนั้นชื่อของดาบวิชัยก็เริ่มเป็นที่รู้จักในสังคม จนดังเป็นพลุแตกเมื่อหนังโฆษณาชิ้นนี้ออกอากาศทางโทรทัศน์เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
      ดาบวิชัยกลายเป็นคนดังระดับประเทศ หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งรัฐและเอกชนหันมาให้ความสนใจ มอบรางวัลและเกียรติบัตรให้ในฐานะบุคคลผู้มีความซื่อสัตย์และเสียสละ ขณะที่รายการวิทยุโทรทัศน์หลายรายการก็เข้าคิวรอที่จะสัมภาษณ์ชีวิตของนายดาบผู้นี้ต่อเนื่องกันมาอีกหลายเดือน
 
      สารคดี ได้พบกับดาบวิชัยอีกครั้งเมื่อเขาเดินทางมารับโล่เกียรติคุณในกรุงเทพฯ และถือโอกาสแวะมาทักทายเราถึงสำนักงาน ดาบวิชัยได้เล่าให้เราฟังถึงเรื่องราวหลายอย่างที่เข้ามาในชีวิต
      “ทีมงานที่มาถ่ายทำโฆษณาเขาบอกว่ารู้จักผมใน สารคดี เขาอ่านข้อมูลในนั้นแล้วก็ส่งคนมาหาข้อมูลเพิ่มที่อำเภอปรางค์กู่หลายครั้ง ก่อนจะตกลงกัน จากนั้นเขาก็ยกทีมมาถ่ายทำ ๓ วันติดต่อกัน คนแห่มาดูทั้งอำเภอเหมือนถ่ายหนัง
      “หลังจากที่โฆษณาออกฉายทางทีวี บางคนก็ไม่เชื่อว่าผมมีตัวตนจริง แรงเยอร์โปรโมตขึ้นเองหรือเปล่า คนมารู้ว่าผมมีตัวตนจริงๆ ก็เมื่อไปออกรายการ ถึงลูกถึงคน และรายการ ทไวไลท์โชว์ ๒ รายการนี้เป็นรายการที่ทำให้คนเริ่มหันมาสนใจ เพราะเมื่อก่อนนี้ไม่ค่อยมีใครเชื่อว่าผมปลูกต้นไม้ได้เยอะขนาดนี้”
      ทุกวันนี้แม้จะกลายเป็นคนมีชื่อเสียง ดาบวิชัยก็ยังปลูกต้นไม้เหมือนเดิม ยังใช้มอเตอร์ไซค์คู่ชีพที่อายุสิบกว่าปีเป็นพาหนะ บรรทุกเมล็ดพันธุ์ไปปลูกตามที่ต่างๆ แต่ละปีดาบวิชัยจะเริ่มปลูกต้นไม้ก่อนหน้าฝน โดยเลือกวันที่ ๑ พฤษภาคมเป็นวันแรกของการปลูกต้นไม้ ถือเป็นการให้เกียรติวันแรงงานแห่งชาติ
      “ผมยังปลูกต้นไม้เป็นกิจวัตรประจำวันเหมือนเดิมทั้งเช้าและเย็น มันเป็นนิสัยติดตัวไปแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยสะดวกเหมือนเมื่อก่อน มีพวกสื่อต่างๆ ไปหาบ่อย ไม่ก็ต้องเข้ากรุงเทพฯ มารับรางวัล หรือเป็นวิทยากรเดินสายไปพูดเรื่องการปลูกต้นไม้ตามที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เวลาที่ไม่มีคนไปหา ไม่มีสื่อไปหา ผมก็ปลูกต้นไม้ทุกวัน วันไหนเป็นเทศกาลพิเศษ ผมจะขอความร่วมมือจากชาวบ้าน มาช่วยกันปลูกต้นไม้ ผมปลูกด้วยเมล็ดพันธุ์ ไม่ได้ปลูกด้วยกล้าไม้ ถ้าปลูกด้วยกล้าไม้มันก็จะไม่ได้มากเหมือนอย่างนี้ เทคนิคการปลูกก็คือปลูกก่อนหน้าฝนและช่วงฝน ดินที่ปลูกต้องโปร่ง มีความชุ่มชื้น พอฝนตกมาเมล็ดก็งอก รากแก้วก็หยั่งลึก นี่ถ้าหากว่าไม่ถูกไฟไหม้ไปบ้าง มันก็จะเพิ่มกว่านี้อีกหลายเท่า แต่ก็ยังดีที่ผมปลูกต้นตาลซึ่งทนสภาพความแห้งแล้งได้ดี แล้วปลูกไม้อื่นๆ ทุกอย่างที่กินได้ อย่างขี้เหล็ก ต้นหว้า ต้นไม้บางชนิดลำต้นก็สามารถเอาไปใช้ประโยชน์ในอนาคต เช่น ต้นยางนา ต้นมะค่า
       “คิดไปแล้วที่ผ่านมาน่าจะปลูกไปแล้วมากกว่า ๒ ล้านต้น คือเราเอาเมล็ดพันธุ์ไปหยอดตามขอบถนน ริมห้วยหนองคลองบึง วันละ ๔๐๐-๕๐๐ ต้นได้ ถนนเยอะยิ่งปลูกเยอะ ถ้าถนนเก่าเราก็ปลูกตาล วันหนึ่งปลูกไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ เมล็ด เพราะต้นตาลมันทนไฟ ไม่ค่อยตาย ยิ่งเดี๋ยวนี้ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านมากขึ้น ก็ยิ่งปลูกได้มากขึ้น เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคมที่ผ่านมา เฉพาะต้นคูนก็น่าจะร่วมหมื่นต้นแล้ว เพราะคนที่มาร่วมปลูกเยอะ เดี๋ยวนี้ประชาสัมพันธ์ง่าย คนเข้าใจมากขึ้น แต่ก่อนชาวบ้านนึกว่าผมบ้าจริงๆ ตอนนี้เขาแค่ล้อเล่นว่าผมบ้า
      “ชีวิตผมไม่เปลี่ยน ผมคงเส้นคงวาเหมือนเดิม ปณิธานเริ่มต้นอย่างไรบั้นปลายชีวิตก็อย่างนั้น อยากฝากขอบคุณสื่อต่างๆ ที่ไปค้นหาคนตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่อยู่ในพงหญ้ากลางทุ่ง ในถิ่นทุรกันดาร มาให้คนในสังคมรู้จัก ถ้าหากว่าใครเอาไปเป็นตัวอย่างได้ก็ดีสำหรับเขา แต่ส่วนตัวผมนั้นก็คงเหมือนเดิมแหละ อย่างไรก็อย่างนั้น เรียบง่ายและก็จะทำไปเรื่อยๆ จนกว่าสังขารจะไม่ไหว คิดว่ามรรคผลจากสิ่งที่เราทำมันเกิดกับชาวบ้าน ถ้าหากว่าทั้งประเทศมีคนทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ประเทศชาติก็จะเจริญ อยากจะฝากกับพี่น้องชาวชนบททั้งหลายว่าถ้าเลียนแบบผมได้ก็จะดี มรรคผลเกิดที่ตัวเขาเองไม่ได้เกิดที่ใคร ถ้าเขาทำเขาก็ได้ของเขาเอง จะช้าก็ไม่เป็นไร ผมชอบอุดมคติที่ว่าการสร้างฐานะของตนเองคือการสร้างฐานะของชาติ ถ้าหลายๆ คนมาร่วมกันทำให้ตัวเองเหมือนอย่างผมทำ มันก็มีพลัง”
      สิ่งที่ติดตามมาอีกอย่างเมื่อกลายเป็นคนมีชื่อเสียง ก็คือเริ่มมีนักการเมืองหลายคนวิ่งเข้าหา บางคนมาขอให้ช่วยเป็นหัวคะแนนในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกสมัยหน้า บางคนก็มาชวนให้เป็นสมาชิกพรรค แต่ดาบวิชัยยืนยันหนักแน่นว่าไม่เล่นการเมืองเด็ดขาด
      “เล่นแล้วสู้เขาไม่ได้หรอก เราก็ไม่ชอบอยู่แล้วด้วย เราไม่ชอบความวุ่นวาย ถ้าเล่นการเมือง มันจะมาสร้างความวุ่นวาย เล่นการเมืองเมื่อไรปวดหัวเมื่อนั้น เพราะว่าเราไม่อยากเอาใจใคร ผมว่าถ้ารักประเทศชาติจริงๆ ก็มาทำคล้ายๆ ผมนี่แหละ ให้มีความจริงใจต่อผืนแผ่นดิน แล้วก็มีความจริงใจต่อตัวเอง ประเทศชาติก็เจริญเองแหละ"

http://www.pattayadailynews.com/thai/shownews.php?IDNEWS=0000000619

ดาบวิชัย ได้รับรางวัล บุคคลดีเด่นแห่งปี 2549
ร้อยตำรวจตรีวิชัย สุริยุทธ (ดาบวิชัย) ได้รับเลือกให้เป็นบุคคลดีเด่น สาขาอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2549 จากคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
               นายเอนก สิทธิประศาสน์ ประธานคณะอนุกรรมการคัดเลือกบุคคล และหน่วยงานดีเด่นของชาติ ในคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวการคัดเลือกบุคคล และหน่วยงานดีเด่นของชาติ ประจำปี 2549 จำนวน 5 สาขา ประกอบด้วย สาขาพัฒนาสังคม ประเภทบุคคล ได้แก่ นายประยงค์ รณรงค์ (ด้านการพัฒนาชุมชน) ประเภทหน่วยงาน คือ มูลนิธิตงฮั้วการแพทย์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ด้านการสาธารณสุข)

               สาขาพัฒนาเศรษฐกิจ ประเภทหน่วยงาน ได้แก่ บริษัทสวนสามพราน จำกัด (ด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว) สาขาอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประเภทบุคคล ได้แก่ ร.ต.ต.วิชัย สุริยุทธ หรือ ดาบวิชัย สาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ประเภทบุคคล ได้แก่ ศ.เกียรติคุณ นพ.ยงยุทธ วัชรดุลย์ สาขาเผยแพร่เกียรติภูมิของไทย ประเภทบุคคล ได้แก่ ศ.อุดม รุ่งเรืองศรี (ด้านการอนุรักษ์ภาษาถิ่น)

               ทั้งนี้ คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติได้เริ่มดำเนินการคัดเลือกบุคคล และหน่วยงานดีเด่นของชาติ มาตั้งแต่ปี 2526 เป็นต้นมา เพื่อเป็นการส่งเสริมให้กำลังใจบุคคล และหน่วยงานดีเด่น เผยแพร่สู่สาธารณชน ตลอดจนให้เยาวชนของชาติ และประชาชน ยึดถือเป็นแบบอย่าง และเป็นแนวทางประพฤติอย่างภาคภูมิใจต่อไป

               ประวัติดาบวิชัย ดาบตำรวจผู้พลิกแผ่นดิน เริ่มต้นที่บ้านนาโนน ตำบลลำโขง (ปัจจุบันเป็นตำบลหนองไฮ) อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ที่นั่นมีแต่ความแห้งแล้ง พ่อแม่ทำนา ฐานะทางบ้านยากจน ต้องรับจ้างทำงานสารพัดทั้งกรรมกรก่อสร้าง จับกัง กระทั่งได้ศึกษาต่อที่โรงเรียนอุทุมพรพิสัย ศรีสะเกษวิทยาลัย และหลังจบโรงเรียนพลตำรวจ3 จังหวัดนครราชสีมา ก็ได้เข้ารับราชการตำรวจ เมื่อปีพ.ศ.2511 ประจำ สภ.อ. เมืองศรีสะเกษ ต่อมาในปี พ.ศ.2513 ย้ายมาประจำ สภ.อ.ปรางค์กู่ ตำแหน่งธุรการงานสอบสวน จนถึงปัจจุบัน

               หลังจากได้เข้าร่วมอบรมโครงการแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง เมื่อ พ.ศ.2530 ที่เน้นเรื่องความสงบสุขของชาวบ้าน และเศรษฐกิจพอเพียง มีการนำเสนอโครงการ ชุมชนชีวิตใหม่ เน้นเชิดชูคนดีที่เสียสละเวลาเพื่อส่วนรวม โดยเริ่มต้นที่ตัวเอง ไม่เรียกร้องความช่วยเหลือจากใคร โดยเฉพาะจากสอนว่า
            "เราต้องขยันอย่างฉลาด และต้องปราศจากอบายมุข เราจะต้องพึ่งตนเองให้ได้อย่างมีศักดิ์ศรีโดยไม่เบียดเบียนใคร ความทุกข์ของเพื่อนบ้านคือภารกิจที่เราต้องร่วมกันแก้ไข เมื่อเรามีเพื่อนบ้านดีก็ไม่ต้องมีรั้วบ้าน การทำงานหนักคือดอกไม้ของชีวิต"

               หลังจากอบรมโครงการนี้เสร็จ ทำให้ดาบวิชัยได้เกิดแง่คิดที่จะทำประโยชน์ให้กับแผ่นดิน และเนื่องจากอำเภอปรางค์กู่ เป็นอำเภอที่ยากจนที่สุดของ จังหวัดศรีสะเกษ ผืนดินมีแต่ความแห้งแล้ง โครงการปลูกต้นไม้ในที่สาธารณะเพื่อส่วนรวมจึงเกิดขึ้น คือ รณรงค์ปลูกต้นยางนา เพื่อเอาไว้สร้างบ้านเรือน รณรงค์ปลูกต้นตาล ซึ่งเป็นพืชสารพัดประโยชน์ ใช้ได้ทั้งต้น กาบ ใบ ลูก รวมทั้งจาวตาลและคอตาล ต้นตาลปลูกง่ายโตเร็วและทนทาน รณรงค์ปลูกต้นคูน ต้นไม้ประจำภาคอีสานและประจำชาติไทย ดอกเหลืองอร่ามบานสะพรั่งตลอดหน้าแล้ง รณรงค์ให้เปลี่ยนการทำนาปีเป็นไร่นาสวนผสม

               ดาบวิชัยเริ่มต้นรณรงค์ชาวบ้านตามโครงการทั้ง 4 ที่ตั้งไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2531 จนเห็นเป็นรูปธรรมและได้รับการยอมรับจากชาวบ้าน กระทั่งวันที่ 5 ก.ค. พ.ศ.2543 ประชาคม อ.ปรางค์กู่ทั้ง 10 ตำบล ได้พร้อมใจกันลงมติให้ใช้ 4 โครงการนี้เป็นคำขวัญของ อ.ปรางค์กู่ ที่ว่า "ปรางค์กู่อยู่ในป่ายางกลางดงตาล บานสะพรั่งดอกคูน บริบูรณ์ไร่นาสวนผสม"

               "ผมยึดหลัก ทำเพื่อความสุขของผู้อื่น ทำให้คนที่ไม่รู้ ทำให้คนที่เสียโอกาส ผมจะปลูกต้นไม้ ไปเรื่อยๆ ทุกวันนี้ผมไม่ได้ปลูกแต่ต้นยางนา คูน ตาล เท่านั้น ผมปลูกขี้เหล็ก สะเดา กระถิน ตะไคร้ โตแล้วให้ดอกออกผลก็เป็นของชาวบ้าน ใครจะกินก็มาเก็บเอา บางคนเก็บไปขาย ส่งลูกเรียน ผมเห็นแล้วก็ชื่นใจ ผมมีความสุขทุกขั้นตอน ตั้งแต่เอาเมล็ดพันธุ์ใส่ถุง แบกจอบ หิ้วขึ้นมอเตอร์ไซค์ ขี่ไปปลูกจนเสร็จสิ้นกระบวนการ ผมจึงตั้งใจปลูกต้นไม้ไปเรื่อยๆ จนกว่าชีวิตจะหาไม่"

               กว่า 18 ปี ที่ ดาบวิชัย ที่เริ่มต้นลงมือปลูกต้นไม้ เหมือนเป็นหน้าที่ที่ต้องทำทุกวัน บางคนว่าบ้า บางคนว่าเพี้ยน แต่คำพูดเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของดาบวิชัย ที่ยังคงดำเนินต่อไป

               ดาบวิชัยได้รับรางวัลเกียรติบัตรยกย่องเชิดชูจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ในฐานะผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อพุทธศาสนา ในด้านส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2544  ได้รับพระราชทานรางวัลเสาเสมาธรรมจักร สาขาส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2544  ได้รับโล่พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ และรางวัลลูกโลกสีเขียว ประเภทบุคคล รางวัลชมเชย จากนายอานันท์ ปันยารชุน เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2544 ได้รับรางวัลจากมูลนิธิบุณยะจินดา โดย พล.ต.อ.พจน์ บุณยะจินดา อดีตอธิบดีกรมตำรวจ และได้รับรางวัลโล่เกียรติยศ จากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 19 ต.ค. 07, 11:51

คนเล็กๆอีกคนหนึ่ง ที่เป็นตำนานของอเมริกามาจนทุกวันนี้ คือ จอห์นนี่ แอปเปิ้ลซีด หรือจอห์นนี่ เมล็ดแอปเปิ้ล
เขาคนนี้มีอุดมกาณ์ราวกับเป็นดาบวิชัยเมื่อชาติก่อน คือตั้งหน้าตั้งตาปลูกแอปเปิ้ลให้สะพรั่งไปทั่วหลายรัฐของอเมริกา

http://www.enchantedlearning.com/school/usa/people/Appleseedindex.shtml

Johnny Appleseed was a legendary American who planted and supplied apple trees to much of the United States of America. Many people think that Johnny Appleseed was fictional character, but he was a real person.

Johnny was a skilled nurseryman who grew trees and supplied apple seeds to the pioneers in the mid-western USA. Appleseed gave away and sold many trees. He owned many nurseries in Ohio, Pennsylvania, Kentucky, Illinois, and Indiana, where he grew his beloved apple trees. Although he was a very successful man, Appleseed lived a simple life. It is said that as Johnny traveled, he wore his cooking pot on his head as a hat!

Johnny Appleseed was born in Leominster, Massachusetts, on September 26, 1774. His real name was John Chapman, but he was called Johnny Appleseed because of his love for growing apple trees.

Johnny died at the age of 70; he is buried in Fort Wayne, Indiana. He had spent 50 years growing apple trees and traveling to spread his precious trees around his country.

บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 19 ต.ค. 07, 12:18

เกณฑ์ของผมหยาบกว่าของคุณเครซี่แยะเลย
ที่ตาแอล กอร์ทำนี่ ผมเรียกว่าตอแหลเลยแหละ

อย่างไรก็ดี เอาเทดมาให้ดู เดี๋ยวจะว่าฟังความข้างเดียว
http://www.ted.com/index.php/talks/view/id/1
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 20 ต.ค. 07, 00:46

ถ้าจำไม่ผิด นักวิทยาศาสตร์ที่ทำวิจัยเรื่องชั้นโอโซน และเป็นคนเห็นวิกฤติของปรากฏการณ์เรือนกระจก
จะได้รางวัลโนเบลด้วยเหมือนกัน

แต่ช้าหน่อย ร่วมยี่สิบปีกระมัง
แปลว่าคณะกรรมการสายวิชาการเขาค่อนข้างตระหนี่การยอมรับ ต่างจากคณะกรรมการสายสังคม
เอ้ย...สายสันติภาพ
สมัยหนึ่ง ผมก็งงกับการที่เขาให้รางวัลรัฐมนตรีเวียตนามเหนือและสหรัฐ เรื่องการประชุมที่ล้มเหลวของสันติภาพในเวียตนาม
แล้วมาให้นักการเมืองโปแลนด์คนหนึ่ง
เอาหัวเป็นประกันว่า สักวันหนึ่ง จะมีดาราฮอลี่วูดได้รางวัล
เอ...หรือจะนับนายกอร์เป็นดารา เพราะแกได้ตุ๊กตาทองนี่นา

ย้อนกลับมาที่เรื่องโลกร้อน ผมออกจะเป็นคนเห็นแก่ตัว คือช่างโลกมันเถอะ
ขอประเทศไทยเย็นเสียก่อน เรื่องอื่นรอได้
ตอนนี้ เราบริโภคน้ำมันจะทะลุปีละล้านล้านบาทอยู่แล้ว
หมายความว่า เราขายทรัพยากรธรรมชาติหมดประเทศหนึ่งปี ก็ยังไม่พอซื้อน้ำมันหนึ่งปี
แต่คนที่รับผิดชอบ ไม่ยักออกมาเตือนกันบ้าง

อันที่จริง หากประหยัดน้ำมันกันแค่ 10% ก็เป็นเงินถึงแสนล้านทีเดียว เงินมากขนาดนี้สร้างโรงพยาบาลชั้นยอด ได้ถึงยี่สิบโรง
สร้างมหาวิทยาลัยชั้นเยี่ยมได้เท่าๆกัน วางรางรถไฟฟ้าได้รอบกรุงเทพ....เอ้า ให้มุดดินด้วย
ถ้าเอาเงินแค่หมื่นล้านมาทำให้เกิดการประหยัดน้ำมัน 10% เราก็ยังกำไรตั้งเก้าหมื่นล้าน

ผมชักงงๆ แล้วว่า ประเทศนี้รวยหรือจน
บันทึกการเข้า
ศรีปิงเวียง
องคต
*****
ตอบ: 566

เรียนจบแล้ว


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 20 ต.ค. 07, 10:21

สวัสดีทุกๆ ท่านครับ
จริงๆ องค์การ IPCC ก็ได้รับรางวัลเช่นเดียวกับนาย กอร์ ครับ แต่ไม่ยักมีใครพูดถึงมากเท่า เศร้า
ผมเห็นด้วยกับทุกท่านครับ เรื่องที่นายกอร์ได้รับรางวัลนี้ ทั้งที่จริงๆแล้วภาพยนตร์เรื่อง The Inconvinient Truth (ซึ่งมีหนังสือที่ใช้ชื่อเดียวกันนี้วางจำหน่ายด้วย) นี้ คล้ายๆกับการประชาสัมพันธ์นายกอร์เสียมากกว่า (มีเนื้อหาเกี่ยวกับโลกร้อนซึ่งรวบรวมข้อมูลต่างๆ มาแสดงให้เข้าใจง่ายขึ้นเท่านั้น)
ตอนที่หนังเรื่องนี้ฉายใหม่ๆ แบบจำกัดโรง ไม่ค่อยมีใครสนใจมากนัก (อย่าว่าแต่เรื่องนี้เลย แค่เรื่องโลกร้อนพูดกันมาเป็นสิบๆ ปีก็เหมือนไม่ค่อยมีใครจะสนใจนักนอกจากวงการวิทยาศาสตร์) เพิ่งมาสนใจก็ไม่กี่ปีมานี้เพราะมีการประโคมข่าวเรื่องโลกร้อนทั้งจากสื่อ และจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับท่าทีของประเทศมหาอำนาจครับ

ส่วนเรื่องรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพนี้ ผมบอกตรงๆว่าเป็นสาขาที่สื่อถึงการเมืองในขณะนั้น มากกว่า พวกเศรษฐศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ครับ
บางคนไม่น่าจะได้ ก็ดันได้ ในขณะที่บางคนน่าจะได้ ก็ได้แต่ ชวดรางวัล (เป็นอย่างนี้ทุกสาขา)
ผมยังเสียดาย ที่คุณ จี.เอ็น.ลิวอิส ไม่ได้รางวัล ทั้งที่เขาทีคุณูปการต่อเคมีฟิสิกัล เพราะเขาถึงแก่กรรมเสียก่อน
บางสาขา เช่น คณิตศาสตร์ ก็ไม่ได้มีการตั้งรางวัลสาขานี้ (แต่มีรางวัล อเบล มาแทน ซึ่งว่ากันว่าพิจารณารางวัลยากกว่ารางวัลโนเบลเสียอีก)
ป.ล.
1. ลีโอนาร์โด ดิคาร์ปริโอก็ทำหนังเกี่ยวกับโลกร้อนเหมือนกันนิ แต่ทำมาย...ไม่มีใครนึกถึง แลบลิ้น
2. Gerhard Ertl ได้รับรางวัลเพราะ his studies of chemical processes on solid surfaces ครับ (รู้สึกว่าจะเอาไปอธิบายการบางลงของชั้นโอโซนได้ด้วย และทำให้เราเรียนเกี่ยวกับเคมีฟิสิกัลอีกหนึ่งด้าน
เหนื่อยหน่อย ร้องไห้)
3. นายกอร์กับประธานาธิบดีคาสโตรเคยเถียงกันเรื่องการปลูกพืชทำเอทานอลครับ รายหนึ่งเห็นว่าดี แต่อีกรายเห็นว่าจะทำให้ชาวบ้านถูกเอารัดเอาเปรียบมากขึ้นครับ
บันทึกการเข้า

ไม่เห็นใครแน่นอน
agree
ชมพูพาน
***
ตอบ: 114


แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี


ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 20 ต.ค. 07, 14:52

เฮ้อ...............คนสมัยนี้เอาแต่จะบอกว่าให้ปลูกต้นไม้กัน แต่หารู้ไม่ว่าตัวเองน่ะยังไม่เคยปลูกเลย  เศร้า

แล้วคนที่ปลูกต้นไม้ในโลกนี้ก็มีน้อยเสียนี่กระไร ไอ้ส่วนที่มันมากส่วนหนึ่งก็เอาแต่จะผลิตก๊าซเรือนกระจกนำพาโลกร้อน อีกส่วนก็วิพากษ์วิจารณ์กันใหญ่แต่ไม่ทำอะไร ส่วนสุดท้ายไม่วิจารณ์และก็ไม่ทำอะไรเลย

แล้วนอกจากปลูกต้นไม้แล้วก็ต้องใช้พาหนะที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาให้ลดลง ใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดกันด้วย


ปล.มีห้องทันกระแสด้วยหรือเนี่ย  ตกใจ
บันทึกการเข้า

Some dream of worthy accomplishments, while others stay awake and do them.
บางคนฝันที่จะประสบความสำเร็จอย่างสวยหรู ในขณะที่บางคนกำลังลงมือกระทำ
agree
ชมพูพาน
***
ตอบ: 114


แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 21 ต.ค. 07, 14:23

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%8F%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99

โลกเริ่มร้อนขึ้นทุกวัน คาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มมากขึ้น ความจริงแล้วถ้ามีคาร์บอนไดออกไซด์ออกซิเจนก็มากขึ้นด้วย แต่ทว่า......มนุษย์แย่ ๆ มันกลับไปตัดต้นไม้ จนภูเขาที่อุดมสมบูรณ์กลับกลายเป็นภูเขาหัวโล้น

แล้วพวกผงซักฟอกก็มีสารฟอสเฟตซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญของพืช ผงซักฟอกที่ถูกใช้แล้วถูกทิ้งปล่อยลงตามท่อทิ้งน้ำเสีย จนพืชน้ำเจริญเติบโตมากขึ้นแย่งออกซิเจน พอออกซิเจนไม่มี น้ำก็เริ่มเสีย ปัญหาอีกข้อก็ตามมาอีก

ส่วนซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยจากปล่องตามโรงงานอุตสาหกรรมก็ลอยขึ้นไปปะทะกับไอน้ำ พอไอน้ำเกาะรวมกันเป็นเมฆและควบแน่นเกิดเป็นฝน ปรากฎว่าเป็น "ฝนกรด" พวกฝนกรดพอตกลงมาโดนกับพืชผักก็เลยเกิดความเสียหายอย่างมาก อาหารคนแทบไม่มีอันจะกิน สิ่งก่อสร้างก็โดนฝนกรดทำลายเละตุ้มเป๊ะ

มิหนำซ้ำน้ำมันที่รั่วออกเรือขนส่งน้ำมันก็ทำลายทะเลจนสิ่งมีชีวิตในทะเลตาย ผิวน้ำเต็มไปด้วยคราบน้ำมัน สักวันหนึ่งโลกเราคงจะเหมือนดาวศุกร์เป็นแน่แท้

เมื่อคนไม่มีอันจะกินก็เลยต้องทำสงครามแย่งอาหารกัน จนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ขึ้น หลังจากนั้นคนทั้งโลกก็ตายหมดจนไม่มีสิ่งมีชีวิตเหลืออยู่ เวทีที่แสดงละครมานานก็ได้จบลง โลกกลายเป็นดาวแห่งความตายโดยสิ้นเชิง ร้องไห้
บันทึกการเข้า

Some dream of worthy accomplishments, while others stay awake and do them.
บางคนฝันที่จะประสบความสำเร็จอย่างสวยหรู ในขณะที่บางคนกำลังลงมือกระทำ
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 21 ต.ค. 07, 14:43

มีคนทุกข์ทรมานจากฝนเหลืองในเวียตนามเป็นล้านๆ คน
แต่ผู้เกี่ยวข้อง บอกว่า....ไม่มี๊....เราไม่เคยใช้ของอย่างนั้น
บริสัตว์ที่ผลิตยาป้อนกองทัพเซตั้นนั่น
ก็บอกว่า ไม่มี จะมีได้ไง เราไมทำอะไรชั่วๆ อย่างนั้น

ที่คลิตี้ กำลังจะมีคนต้องชดใช้กรรม เป็นพันล้าน ถ้าศาลท่านศักดิ์สิทธิ์จริง
ตามอย่างเมืองโบพาล ที่ทำแก๊สพิษรั่ว คนตายทั้งเมือง
พวกนี้เป็นพิษทางตรง ที่เห็นๆ โจ่งแจ้ง
เรายังไม่รู้สึกรู้สมกันเลย

เพราะงั้น ไอ้พิษที่ร้อยปีจึงเห็นผลนี่....จิ๊บจ๊อย

ลืมไปได้เลยครับ
ลูกหลานรับกรรมอย่างเดียว
บันทึกการเข้า
agree
ชมพูพาน
***
ตอบ: 114


แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 21 ต.ค. 07, 14:52

คนสมัยนี้ไม่มีเมตตาหรือ ? ถึงได้ทำให้โลกร้อน พอเราตาย......ลูกหลานก็ต้องชะตาขาด รับกรรมแทนเรา
คนสมัยนี้ไม่มองการณ์ไกล ไม่นึกถึงลูกหลาน ลูกหลานต้องทนร้อนอย่างน่าอดสูกว่าเรายิ่งนัก
ตอนนี้ยังไม่เท่าไหร่หรอก โลกนั้นมันยังไม่ร้อนเกินไป พอเราตายโลกอาจจะร้อนขึ้น
คิดดูเถอะถ้าใครไม่อยากตก ในฤดูฝนแม่น้ำก็ยังแห้งเหือด ฝนดันไม่ตกอีก ชาวบ้านก็ขาดน้ำตายกันไป
ฤดูหนาวก็ร้อนจัดซะจนตัวละลาย เหงื่อแตกขึ้ไคลไหล
ฤดูร้อนก็ไหม้จัดจัด ใน 30 วินาทียืนอยู่ก็ทนไม่ไหวแล้ว
เฮ้อ ! น่าสงสารลูกหลานเหลนโหลน  เศร้า
บันทึกการเข้า

Some dream of worthy accomplishments, while others stay awake and do them.
บางคนฝันที่จะประสบความสำเร็จอย่างสวยหรู ในขณะที่บางคนกำลังลงมือกระทำ
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 21 ต.ค. 07, 22:08

มีคนทุกข์ทรมานจากฝนเหลืองในเวียตนามเป็นล้านๆ คน


หกปีที่แล้ว ในคาบเรียนวิชาชีวะวิทยา
อาจารย์ผู้สอนเคยพุดถึงเรื่องผนเหลือง
ว่าเป็นฮอร์โมนพืชที่มีผลในการปลิดขั้วใบพืชใบเลี้ยงคู่
ซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกับที่ใช้ยาฆ่าหญ้าชนิดที่เป็นใบเลี้ยงคู่ในปัจจุบัน
ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง สารเคมีชนิดนี้ไม่น่าจะมีผลกับผิวคน

หัวข้ออภิปรายในคาบที่เหลือของวิชาก็เลยเป็นหัวข้อที่ว่า
"คุณคิดว่าระหว่างคนเวียดนามที่อ้างว่าตัวเองได้รับทุกข์ทรมานจากสารเคมีนี้
กับคนอเมริกันที่อ้างว่าตนเองใช้สารเคมีนี้ในการต่อสู้...... ใครโกหก"




แล้วเสียงในห้องหลายคนก็เลือกเชื่อฝรั่งกันครับ..... เพราะเขาว่า UN ว่างั้น
(ไม่รู้จิงป่าว เวลาให้ค้นข้อมูลก็ไม่มีสั่งต้นคาบ เตรียมตัว 10 นาที แบ่งกลุ่ม ขึ้นอภิปราย ภาษาอังกิดก็ม่ายแข็งแรง)
ปวดเฮดอีหลี
บันทึกการเข้า
pakun2k1d
พาลี
****
ตอบ: 285


ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 21 ต.ค. 07, 23:39

เรื่องโลกร้อนดิฉันได้เรียนมาตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น  20 กว่าปีแล้วค่ะ  แต่ก็ไม่เคยเห็นเป็นประเด็นใหญ่โตอะไรจนกระทั่งมาได้ยินว่า คุณก.เธอได้โนเบลแล้วเรื่องนี้ก็กลายเป็นเรื่องดัง  ยังสงสัยว่าคุณก.เธอทำอะไรหว่า  ความที่ดิฉันตกข่าว  ได้อ่านกระทู้นี้แหละค่ะถึงได้ตาสว่าง  แต่ก็คิดว่ายังรู้น้อยอยู่ดีค่ะ  ไม่รู้ย่อมไม่ชี้ค่ะ  แต่ขอมาบอกเล่า และเชิญชวนกันทำเรื่องใกล้ ๆ ตัวคะ 

ดิฉันได้วิธีนี้มาจากนวนิยายเรื่องหนึ่งนานมากแล้วค่ะ  ที่บ้านดิฉันจะพยายามไม่ทิ้งน้ำจากการซักล้างไปเปล่า ๆ ค่ะ  จะหาวิธีที่พอทำได้  เช่น  นำไปรดต้นไม้ซี่งมีอยู่มากพอสมควร ประหยัดค่าน้ำได้หลายสตังค์นะคะ  โดยเฉพาะน้ำที่มีผงซักฟอก น้ำล้างเนื้อต่าง ๆ พวกนี้เป็นปุ๋ยให้ต้นไม้อย่างดี  น้ำที่เหลือจากการรดน้ำต้นไม้ก็ใช้รดถนนหน้าบ้านช่วงเที่ยง ๆ ลดความร้อนของถนน ลดปริมาณฝุ่นที่ปลิวเข้าบ้านด้วยค่ะ  ซึ่งแน่นอนนะคะ มีงานเพิ่มขึ้น ความสะดวกสบายลดลง  แต่ก็ค่อย ๆ ทำไปเท่าที่ทำได้  ดีกว่าไม่ได้ทำ  ตอนที่ดิฉันเริ่มทำ  คุณแม่ก็ไม่เห็นด้วยค่ะท่านบ่นว่ามันยุ่งยาก  ดิฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรถ้าคุณแม่ไม่สะดวกก็ให้ท่านทำอย่างที่ท่านสะดวก  เวลาที่ดิฉันอยู่ดิฉันก็ทำ  เวลาตักน้ำที่เก็บไว้ไปรดน้ำต้นไม้  ถ้าหลาน ๆ อยู่ก็ชวนกันมาช่วยกันทำ  หกเลอะเทอะก็ไม่ต้องเสียดาย  เด็ก ๆ ก็สนุกด้วย  แล้วต้นไม้ก็งามค่ะ  ปัจจุบันนี้คุณแม่ก็ทำด้วยค่ะ  ท่านอยู่บ้านทั้งวันอยู่แล้วก็ค่อย ๆ ทำเท่าที่ทำได้ค่ะ  ไม่ได้รีบอะไร  เหนื่อยก็พัก  เป็นการออกกำลังกายด้วย  ลดเวลาว่างด้วย

ขยะที่บ้านดิฉัน  แยกแบบง่าย ๆ ค่ะ  1. เศษผัก เปลือกผลไม้  นำไปใส่ต้นไม้โคนต้นไม้  ไม่ต้องหมักหรือผ่านกรรมวิธีใด ๆ เลยค่ะ  หรือจะขุดเป็นหลุมเล็ก ๆ ถ้ามีพื้นที่ สำหรับไว้ทิ้งขยะพวกนี้  นาน ๆ เข้าก็กลายเป็นปุ๋ยเอง  2.  เศษอาหาร  กับขยะที่เป็นชิ้นส่วนของเนื้อสัตว์ทั้งหลายที่จะสร้างปัญหาเรื่องกลิ่น 3.ขยะอื่น ๆ นอกจาก 1.และ 2.   เมื่อก่อนที่บ้านดิฉันจะมีปัญหาเรื่องรถมาเก็บขยะไม่สม่ำเสมอ  บางครั้งจะทิ้งช่วงห่างมาก  พอเราทำวิธีนี้  ขยะที่มีปัญหาคือพวกเศษอาหารเมื่อถูกแยกออกมาปริมาณจะไม่มาก  ขยะประเภทที่ 3 ซึ่งมีปริมาณมากก็ไม่เป็นปัญหาเพราะจะไม่ค่อยมีกลิ่น  ถึงจะมีบางส่วนที่จะปนเปื้อนอาหารอยู่บ้าง  แล้วการที่นำบางส่วนไปเป็นปุ๋ยให้ต้นไม้แล้ว  ปริมาณขยะก็ลดลง  ขณะที่บ้านอื่น ๆ มีปัญหาเวลาที่การเก็บขยะทิ้งช่วงไป  บ้านดิฉันทั้ง ๆ ที่มีคนอยู่กันหลายคน  พอทำวิธีนี้แล้วไม่มีปัญหาเลย  แถมต้นไม้ที่บ้านก็งามดีโดยไม่ต้องเสียสตังคซื้อปุ๋ย

ขยะประเภทที่ 3  นี้สามารถแยกโดยละเอียดไปได้อีกนะคะ  อย่างเช่น ถุงพลาสติกจากร้านค้าต่าง ๆ ดิฉันก็จะแยกที่สะอาดสภาพยังดีอยู่เก็บไว้ให้ร้านค้าเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน หนังยาง หรือยางวง(ภาษาทางเหนือ)ก็เก็บไว้ใช้รัดของต่าง ๆ ในบ้าน  เยอะเกินใช้ก็เอาไปให้ร้านก๋วยเตี๋ยวในหมู่บ้าน  เวลาเอาไปให้ใหม่ ๆ เขาก็งง ๆ เหมือนกันนะคะ  แต่ยามนี้คนเริ่มเห็นคุณค่าของการประหยัดเล็กประหยัดน้อย  แล้วที่น่าสนใจก็คือ  พอมีคนเห็นว่าของแบบนี้ก็เอามาให้กันได้  มีประโยชน์ มีคนทำ ก็มีคนกล้าทำต่อ ๆ ไปค่ะ  เหมือนว่าคิดอยู่เหมือนกันแต่ไม่กล้าทำอะไรอย่างนั้นค่ะ

ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้  เพียงเชิญชวนตามความสะดวกของแต่ละท่านนะคะ  หรือท่านอื่น ๆ อาจจะมีเรื่องเล็ก ๆ ที่เราทำได้อีกมาเพิ่มเติมก็ดีนะคะ
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 22 ต.ค. 07, 00:03

อ่านความเห็นของป้ากุนแล้วซำบายเจย
บางอย่างผมก็ทำไม่ได้ ไม่ค่อยมีวินัย อย่างพวกถุงปลาสติค

เคยคุยกับคนที่รู้เรื่องกระดาษ
เขาต่อต้านการรีไซเกิ้ลกระดาษ ผมก้องง
เขาบอกว่า การรีไซเกิ้ลนั่นแหละ ตัวทำลายโลกเลย เพราะต้องฟอกและย่อยให้กลายเป็นเยื่อกระดาษ
เคมีขนาดหนัก

ส่วนการทำกระดาษ กลับกลายเป็นสะอาดกว่า
ผมชอบใจความคิดของพวกสแกนดิเนเวีย ที่อุดหนุนการใช้ไม้ เขาบอกว่า ตัดไปเท่าไรก็ปลูกคืนได้หมด
แต่ซีเมนต์นี่สิ หมดแล้วหมดเลย
ผมก็นึกถึงเทือกเขางูขึ้นมาทันที ไม่รู้จะเหลืออยู่สักเท่าไร จำได้ว่า หลายปีก่อนผ่านสระบุรี...โอ้โห นรกของจริงเลย
มีแต่ฝุ่นจากการระเบิดภูเขา และการทำปูน....ทนกันอยู่ได้งัย

เอารูปดับร้อนมาฝากครับ ฝีมือครูผมเอง


บันทึกการเข้า
agree
ชมพูพาน
***
ตอบ: 114


แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี


ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 22 ต.ค. 07, 08:04

ระบบขนส่งมวลชนก็ดีนะครับ ถ้าจะไปไหนก็ไปด้วยกัน พร้อมกัน จะได้ไม่สิ้นเปลืองน้ำมันและเกิดไอเสียที่ออกมาจากท่อไอเสีย ดีกว่าต้องต่างคนต่างขับกัน เปลืองน้ำมันเยอะกว่าอีก

แต่ถ้าจำเป็นจริง ๆ ก็ต้องขับรถยนต์ไปแต่ควรใช้ด้วยความจำเป็น ถ้าจะไปที่ที่อยู่ใกล้บ้านก็ไม่ต้องขับรถไป เดินไปดีกว่า ไม่เปลืองน้ำมัน

ปล.เอาน้ำกระเจี๊ยบไปดื่มคลายร้อนครับ  ยิ้มกว้างๆ


บันทึกการเข้า

Some dream of worthy accomplishments, while others stay awake and do them.
บางคนฝันที่จะประสบความสำเร็จอย่างสวยหรู ในขณะที่บางคนกำลังลงมือกระทำ
หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.094 วินาที กับ 19 คำสั่ง