เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 ... 10
  พิมพ์  
อ่าน: 60099 เกร็ดบางเรื่องเกี่ยวกับรัชกาลที่ 6
UP
แขกเรือน
องคต
*****
ตอบ: 516


ความคิดเห็นที่ 60  เมื่อ 10 ต.ค. 07, 12:09

พรรณนาฝ่ายอธรรมไปแล้ว ใครอ่านแล้วเผลอคล้อยตามไปบ้างรึเปล่า

เมื่อนั้น เทวบุตรทั้งสองก็ทรงรถสวนกระแสทางมาปะกันพอดี เกิดเรื่องโกลาหล

ใครจะเจ๋งกว่าใคร เชิญติดตาม

   ขบวนสองเทพคลาไคล     เวียนขวาซ้ายไป
ประสบกันกลางเวหา
   ต่างกองต่างหยุดรอรา       อยู่กลางมรรคา
เพื่อคอยอีกฝ่ายหลีกทาง
   ต่างกองต่างยืนอยู่พลาง    จึ่งกล่าวคำไป
ด้วยถ้อยสุนทรอ่อนหวาน
   ดูราอธรรมมหาศาล          เราขอให้ท่าน
หลีกทางให้เราเดินไป
  อธรรมตอบว่าฉันใด          เราจะหลีกให้
เราก้ไม่หย่อนศักดิ์ศรี
   ธรรมะจึ่งว่าเรานี้              สิทธิย่อมมี
ที่ควรจะได้ทางจร
  เพราะเราชวนชนนิกร        ให้จิตสุนทร
บำเพ็ญกุศลจรรยา
  เราทำให้ชนนานา            ได้มียศฐา-
นะเลิศประเสริฐทุกสถาน
    สมณะอีกพราหมณาจารย์  สรรเสริญทุกวาร
เพราะเรานี้เที่ยงธรรมา
    อีกทั้งมนุษย์เทวา          น้อมจิตบูชา
ทุกเมื่อเพราะรักความดี
    อธรรมตอบว่าข้านี้          รี้พลมากมี
ไม่ต้องประหวั่นพรั่นใจ
   ไม่เคยยอมให้แก่ใคร      วันนี้เหตุไฉน
จักยอมให้ทางท่านจร
   ธรรมะว่าเราเกิดก่อน       ในโลกอัมพร
อธรรมเธอเกิดตามมา
   ตัวเราเก่ากว่าแก่กว่า       ยิ่งใหญ่ยศฐา
ผู้น้อยควรให้ทางจร
   อธรรมว่าคำอ้อนวอน       หรือพจนากร
อ้างเหตุสมควรใดๆ
   ไม่ทำให้เรานี้ไซร้           ยอมหลีกทางให้
เพื่อธรรมะเทพจรลี
   มาเถิดรบกันวันนี้            ใครชนะควรมี
สิทธิได้เดินทางไป
   ธรรมะว่าเออตามใจ         อันเรานี้ไซร้
ประกอบด้วยสรรพคุณา
   มีทั้งกำลังวังชา              เกียรติยศหา
ผู้ใดเสมอไป่มี
  ทั่วทิศบันลือฤทธี             อธรรมเธอนี้
จักเอาชำนะอย่างไร
   อธรรมยิ้มเย้ยเฉลยไป      ว่าธรรมดาไซร้
เขาย่อมเอาเหล็กตีทอง
   เอาทองตีเหล็กเป็นของ    ไม่สามารถลอง
เพราะเหตุว่าผิดธรรมดา
    แม้นเราฆ่าท่านมรณา       เหล็กก็จักน่า
นิยมประดุจทองคำ
   ว่าแล้วต้อนพลกำยำ         ตรูเข้ากระทำ
ประยุทธ ณ กลางอัมพร


รบกันแล้วครับ อธรรมกับธรรม ท่านจะเลือกข้างใด

 ขยิบตา


บันทึกการเข้า
UP
แขกเรือน
องคต
*****
ตอบ: 516


ความคิดเห็นที่ 61  เมื่อ 10 ต.ค. 07, 12:28

สัประยุทธ์กันไปสักพัก ไม่ทันไร เดชะอานุภาพแห่งกุศลสมบัติก็ย่อมส่งผลดีเสมอครับ ฝ่ายอธรรมก็มีอันเป็นไปโดยธรรมไม่ต้องออกแรงมากนัก

  ฝ่ายทัพอธรรมราญรอน      ห้าวหาญชาญสมร
ฝ่ายธรรมอิดหนาระอาใจ
  ธรรมะสลดหฤทัย              คิดว่าตนไซร้
จะไม่ชนะดั่งถวิล
  จะต้องทนดูคำหมิ่น           และต้องยอมยิน
ให้ทางแก่ฝ่ายอธรรม
  แต่ว่าเดชะกุศลกรรม         มาช่วยฝ่ายธรรม
แลเห็นถนัดอัศจรรย์
   อธรรมหน้ามืดโดยพลัน     มิอาจนั่งมั่น
อยู่บนบัลลังก์รถมณี


ตุ้บ! เศียรปักทบท่าวดาวดิ้นแหงแก๋เลยครับ ถึงตอนนี้ สมเด็จครูทรงวาดเป็นรูปอธรรมเทวบุตรลอยเค้เก้จากอัมพร หล่นลงมาหัวปักดินสิ้นใจ โผล่มาแต่แขนขาบิดเบี้ยวไม่เป็นท่า คงจะหักกรอบหมดเรียบร้อยโรงเรียนมาร

  พลัดตกหกเศียรทันที        ถึงพื้นปัถพี
และดินก็สูบซ้ำลง ฯ
   ธรรมะมีขันตีทรง              กำลังจึ่งยง
แย่งยุทธะชิตชัยชาญ
    ลงมาจากกลางคัคนานต์   ฟาดฟันประหาร
อธรรมผู้ปราชัย
    แล้วสั่งเสนีย์ผู้ใหญ่         ฝังอธรรมไว้
ในพื้นผ่นดินบันดล
    กลับขึ้นรถทรงโสภณ       แล้วตรัสแด่ชน
ผู้พร้อมมาชมบารมี


ต่อไปนี้ท่านทั้งหลายจงตั้งใจอ่านดีๆ ผมถือว่าบทพระราชนิพนธ์ต่อไปนี้คือ "พระบรมราโชบาย" และ "พระบรมราชานุศาสน์" จากฝีพระโอษฐ์ของสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าโดยตรง

   ดูราประชาราษฏร์        ท่านอาจเห็นคติดี
แห่งการสงครามนี้           อย่าระแวงและสงสัย
   ธรรมะและอธรร-        มะทั้งสองสิ่งนี้ไซร้
อันผลจะพึงให้               บ่มิมีเสมอกัน
  อธรรมย่อมนำสู่            นิรยาบายเป็นแม่นมั่น
ธรรมะจำนำพลัน            ให้ถึงสุคตินา
   เสพธรรมะส่งให้          ถึงเจริญทุกทิวา
แม้เสพอธรรมพา            ให้พินาศและฉิบหาย
   ในกาลอนาคต            ก็จักมีผู้มุ่งหมาย
ข่มธรรมะทำลาย            และประทุษฐ์มนุษย์โลก
   เชื่อถือกำลังแสน-       ยะจะขึ้นเป็นหัวโจก
หวังครองประดาโลก       และเป็นใหญ่ในแดนดิน
   สัญญามีตรามั่น           ก็จะเรียกกระดาษชิ้น
ละทิ้งธรรมะสิ้น               เพราะอ้างคำว่าจำเป็น
   หญิงชายและทารก      ก็จะตกที่ลำเค็ญ
ถูกราญประหารเห็น         บ่มิมีอะไรขวาง
   ฝ่ายพวกอธรรมเหิม      ก็จะเริ่มจะริทาง
ทำการประหารอย่าง        ที่มนุษย์มิเคยใช้
   ฝ่ายพวกที่รักธรรม       ถึงจะคิดระอาใจ
ก็คงมิยอมให้                 พวกอธรรมได้สมหวัง
   จะชวนกันรวบรวม        พลกาจกำลังขลัง
รวมทรัพย์สะพรึบพรั่ง      เป็นสัมพันธไมตรี
   ช่วยกันประจัญต่อ        พวกอธรรมเสนี
เข้มแข็งคำแหงมี            สุจริตธรรมะสนอง
   ลงท้ายฝ่ายธรรมะ        จะชนะดังใจปอง
อธรรมะคงต้อง               ปราชัยเป็นแน่นอน
   อันว่ามนุษย์โลก          ยังโชคดีไม่ย่อหย่อน
อธรรมะราญรอน             ก็ชำนะแต่ชั่วพัก
   ภายหลังข้างฝ่ายธรรม   จะชำนะประสิทธิ์ศักดิ์
เพราะธรรมะย่อมรักษ์        ผู้ประพฤติ ณ คลองธรรม
  อันคำเราทำนาย            ชนทั้งหลายจงจดจำ
จงมุ่งถนอมธรรม              เถิดจะได้เจริญสุข
   ถึงแม้อธรรมข่ม            ขี่อารมณ์ให้มีทุกข์
ลงท้ายเมื่อหมดยุค          ก็จะได้เกษมศานต์
   ถือธรรมะผ่องใส          จึ่งจะได้เป็นสุขสราญ
ถือธรรมะเที่ยงนาน          ก็จะได้ไปสู่สวรรค์ฯ


ทุกวันนี้ ในกลุ่มชน ในสังคม ในประเทศ ในโลก มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นบ้างหรือไม่ มีหัวโจกแห่งอธรรมบ้างหรือไม่ มีใครกำลังต่อสู้เพื่อธรรมอยู่หรือไม่ ท่านทั้งหลายลองตรองดู
บันทึกการเข้า
UP
แขกเรือน
องคต
*****
ตอบ: 516


ความคิดเห็นที่ 62  เมื่อ 10 ต.ค. 07, 12:41

แฮปปี้เอนดิ้ง จบลงด้วยดี เป็นบทสรุปว่า "ธรรมย่อมชนะอธรรม" และ "ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม"

ที่ผมเห็นว่าเป็นพระราชอัจฉริยภาพอีกสถานหนึ่งคือ "คำทำนาย" ที่ทรงพระราชปรารภไว้ในตอนท้าย ผมว่าโลกมนุษย์ของเรานี้ต่อมาจากมหาสงครามครั้งกระนั้น ก็มีพฤติการณ์อย่างที่ทรงกล่าวถึงไว้เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ

มองถึงชัยชนะของฝ่ายธรรมเทวบุตรนั้นแล้ว ก็มามองถึงชัยชนะของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกันบ้าง ความกล้าหาญตัดสินพระราชหฤทัยส่งกองทัพสยามเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๑ กับฝ่ายสัมพันธมิตร จนได้รับชัยชนะนั้น คือเครื่องพิสูจน์ว่าพระองค์คือพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีวิสัยทัศน์อย่างแท้จริง นี่คือผลอันยิ่งใหญ่ที่สุดของพระราชอุตสาหวิริยภาพในการนำไทยเข้าสู่สังคมนานาชาติ เพื่อให้เป็นที่รู้จัก และยอมรับนับถือ ชัยชนะครั้งนั้นทำให้สยามมีอำนาจต่อรองในการเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาอันไม่เป็นธรรมที่ทำไว้กับต่างชาตินับตั้งแต่สัญญาเบาริงที่ทำกับอังกฤษตั้งแต่พุทธศักราช ๒๓๙๘ เป็นต้นมา จนกระทั่งประเทศในแดนตะวันตกแทบทั้งหมด มีเอกสิทธิ์และอภิสิทธิ์เหนือสยามจนเรียกได้ว่าไทยสูญเสียเอกราชไปส่วนหนึ่งโดยปริยาย แต่ในที่สุด ศาลไทยก็ได้รับสิทธิสภาพนอกอาณาเขตและรัฐบาลไทยได้สิทธิในการจัดเก็บภาษีขาเข้ากลับคืนมา นับว่าประเทศไทยดำรงอยู่ด้วยเอกราชอันบริบูรณ์เต็มที่ได้ ก็ด้วยผลจากการตัดสินพระราชหฤทัยและการมองไกลของพระมหากษัตริย์จอมปราชญ์พระองค์นั้นโดยแท้

    ฝ่ายฝูงสิริเทพกัญญา         ก็โปรยบุปผา
มาเกลื่อน ณ พื้นปัถพี
   แล้วธรรมะเทพฤทธี           ตรัสสั่งเสนีย์
ให้เคลื่อนขบวนโยธา
   ลอยล่องฟ่องในเวหา         ดำเนินเวียนขวา
ไปรอบทวีปชมพูฯ


 ยิ้มกว้างๆ

จบพระราชนิพนธ์เรื่องธรรมาธรรมะสงคราม

เอวํ
บันทึกการเข้า
หนอนบุ้ง
อสุรผัด
*
ตอบ: 113


ความคิดเห็นที่ 63  เมื่อ 10 ต.ค. 07, 23:25

กลับมาพูดถึง เกร็ดบางเรื่อง "ของบุคคล" ที่เกี่ยวข้องกับรัชกาลที่ ๖ กันต่อนะคะ
อ้อ ขอแทรก คำว่า “เกล็ด” เสียนิดหน่อยก่อนค่ะ
คำว่า "เกล็ด" ที่หนูรู้จักก็มี ขนมเกล็ด (ปลา) กระโห้ ต้นเกล็ดปลาหมอ และ ตำราการรบว่าด้วยเกล็ดมังกร

ส่วน “เกร็ด” นั้น เป็นเรื่องสนุกที่เด็กๆ ชอบตื้อผู้ใหญ่ให้เล่าให้ฟัง
หนูได้ยินมาก็มาเล่าต่อ ไม่ได้เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจว่าตัวเองรู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้หรอกค่ะ
เพียงแต่อยากแบ่งปันสิ่งที่รู้เห็นมา (นะคะ คุณป้ากุนขา)
และอ่านประสบการณ์ของท่านอื่นมาบ้าง ถือว่าเป็นการเพิ่มพูนและต่อยอดความรู้

วันนี้หนูขอให้คุณป้าเล่าให้ฟังถึงชีวิตความเป็นมาใน “บ้านนรสิงห์” เพิ่มเติม
ภายหลังที่ล้นเกล้ารัชการที่ ๖ สวรรคต ความเป็นอยู่ของท่านเจ้าคุณก็เปลี่ยนไป
ท่านไม่ต้องไปเข้าเฝ้าแต่เช้าเหมือนแต่ก่อน

เวลาท่านจะไปไหนมาไหน เด็กๆ เช่น คุณป้า (และผู้ใหญ่ท่านอื่น)
ก็จะวิ่งไปดูหมาย (เป็นกระดานเล็กๆ ติดอยู่ข้างฝาผนัง) เพื่อดูว่าใครนั่งรถคันที่เท่าไร
ไปงานอะไร ต้องแต่งตัวอย่างไร

พาหนะของท่านเจ้าคุณคือรถโรลสรอย
ก่อนรถออก เจ้าคุณจะดูขบวนรถว่าใครนั่งคันไหน
เมื่อเห็นคุณป้านั่งคันที่สอง “เจ้าคุณอา” ก็จะเรียกคุณป้าให้มานั่งคันแรกกับท่าน
ผู้ใหญ่ไปไหนมักจะเหงา มีเด็กๆ นั่งไปด้วยท่านเจ้าคุณก็มีเพื่อนคุยหายเหงา

ท่านเจ้าคุณหลอกคุณป้าว่าถึงป้อมตำรวจที่สี่แยกหน้า ตำรวจจะจับเด็กฟันหลอ
คุณป้าในวัย ๖ ขวบ นั่งตัวแข็ง ไม่กระดุกกระดิก เม้มปากปิดสนิท
กลัวตำรวจจะมาจับจริงๆ

หนูถามคุณป้าว่าแล้วลูกท่านขณะนั้นไปไหนเสียเล่า
คุณป้าตอบว่า ลูกเมียหลวงยังไม่เกิด ส่วนลูกเมียบ่าวก็ยังไม่ให้เกิดเช่นกัน
(เอาไว้หนูจะกลับมาเล่าตรงนี้ต่อค่ะ เปรียบเทียบกับแม่พลอย ในสี่แผ่นดินค่ะ)
บันทึกการเข้า
ศรีปิงเวียง
องคต
*****
ตอบ: 566

เรียนจบแล้ว


ความคิดเห็นที่ 64  เมื่อ 11 ต.ค. 07, 11:59

สวัสดีครับทุกๆท่าน ยิ้ม
เรื่อง ธรรมาธรรมะสงคราม นี่ ได้รับการบรรจุในแบบเรียนครั้งล่าสุดของกระทรวงศึกษาธิการ ด้วยครับ
ส่วนรายละเอียดนี้ เดี๋ยวผมกะจะไปค้นสักพักนะครับ (แต่อาจจะนานหน่อยครับ)

กาพย์ยานี 11 บทที่ อ.UPยกมานี้ ตรงกับหลายเหตุการณ์อย่างน่าประหลาด (แต่จะจบอย่าง สุขนาฏกรรม(Happy Ending) หรือไม่นี้ ตอบได้ยากยิ่ง แต่มักเป็นจริงแทบทุกครั้ง!)

   ดูราประชาราษฏร์        ท่านอาจเห็นคติดี
แห่งการสงครามนี้           อย่าระแวงและสงสัย
   ธรรมะและอธรร-        มะทั้งสองสิ่งนี้ไซร้
อันผลจะพึงให้               บ่มิมีเสมอกัน
  อธรรมย่อมนำสู่            นิรยาบายเป็นแม่นมั่น
ธรรมะจำนำพลัน            ให้ถึงสุคตินา
   เสพธรรมะส่งให้          ถึงเจริญทุกทิวา
แม้เสพอธรรมพา            ให้พินาศและฉิบหาย
   ในกาลอนาคต            ก็จักมีผู้มุ่งหมาย
ข่มธรรมะทำลาย            และประทุษฐ์มนุษย์โลก
   เชื่อถือกำลังแสน-       ยะจะขึ้นเป็นหัวโจก
หวังครองประดาโลก       และเป็นใหญ่ในแดนดิน
   สัญญามีตรามั่น           ก็จะเรียกกระดาษชิ้น
ละทิ้งธรรมะสิ้น               เพราะอ้างคำว่าจำเป็น
   หญิงชายและทารก      ก็จะตกที่ลำเค็ญ
ถูกราญประหารเห็น         บ่มิมีอะไรขวาง
   ฝ่ายพวกอธรรมเหิม      ก็จะเริ่มจะริทาง
ทำการประหารอย่าง        ที่มนุษย์มิเคยใช้
   ฝ่ายพวกที่รักธรรม       ถึงจะคิดระอาใจ
ก็คงมิยอมให้                 พวกอธรรมได้สมหวัง
   จะชวนกันรวบรวม        พลกาจกำลังขลัง
รวมทรัพย์สะพรึบพรั่ง      เป็นสัมพันธไมตรี
   ช่วยกันประจัญต่อ        พวกอธรรมเสนี
เข้มแข็งคำแหงมี            สุจริตธรรมะสนอง
   ลงท้ายฝ่ายธรรมะ        จะชนะดังใจปอง
อธรรมะคงต้อง               ปราชัยเป็นแน่นอน
   อันว่ามนุษย์โลก          ยังโชคดีไม่ย่อหย่อน
อธรรมะราญรอน             ก็ชำนะแต่ชั่วพัก
   ภายหลังข้างฝ่ายธรรม   จะชำนะประสิทธิ์ศักดิ์
เพราะธรรมะย่อมรักษ์        ผู้ประพฤติ ณ คลองธรรม

  อันคำเราทำนาย            ชนทั้งหลายจงจดจำ
จงมุ่งถนอมธรรม              เถิดจะได้เจริญสุข
   ถึงแม้อธรรมข่ม            ขี่อารมณ์ให้มีทุกข์
ลงท้ายเมื่อหมดยุค          ก็จะได้เกษมศานต์
   ถือธรรมะผ่องใส          จึ่งจะได้เป็นสุขสราญ
ถือธรรมะเที่ยงนาน          ก็จะได้ไปสู่สวรรค์ฯ



กระผมขอตัวทรรศนาจรก่อนนะครับ ถ้ามีโอกาสก็อาจจะแวะมาอีกครับ ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า

ไม่เห็นใครแน่นอน
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 65  เมื่อ 11 ต.ค. 07, 15:15

มีคำถามสำหรับคุณหนอนบุ้งค่ะ

๑.   โตขึ้นอยากเป็นอะไรคะ  คือสับสนว่าคุณหนอนบุ้งโตขึ้นจะเป็นบุ้งตัวโตๆ  หรือแปลงร่างเป็นอะไรซักอย่าง
๒.   คิดว่าคุณหนอนบุ้งอารมณ์ดี  ถ้าโดนจี้เอวคงดิ้นไปมา  แล้วหัวเราะเอิ้กอ๊าก  คงไม่สลัดขนออกต่อสู้(เพราะดิฉันคิดจะจี้ เอวคุณอยู่)

อยากฟังเรื่องทำนองแม่พลอยมาก  เกร็ดประวัติบุคคลที่เล่ามาน่าสนใจอย่างยิ่ง
เพื่อวัฒนธรรมอันดีงามของการสื่อสาร  คุณหนอนบุ้งคิดว่า จะเปลี่ยนคำ จากลูกบ่าว  เป็นลูกหม่อม  จะไหวไหมคะ
จำไม่ได้แน่ว่า  ภรรยารองของเจ้าพระยา  เรียกว่าหม่อม ใช่หรือไม่



(อ้างอิงตำราพิไชยสงคราม ฉบับรัชกาลที่ ๑   ศิลปากรพิมพ์ครั้งแรก ๒๕๔๕  หนา ๔๒๑ หน้า)
(หน้า ๓๑๙)เกล็ดมังกร ที่ว่าเป็นตำราการรบนั้น  คงจะเป็น ตำราชื่อเกล็ดนาคากระมัง  เป็นตำราทำนายแบบหนึ่ง 
ใช้รูปนาคเป็นเครื่องกำหนดความหมายในการทำนายโชคเคราะห์ หรือเหตุการณ์ร้ายดี

มหาพิชัยสงครามมีเอ่ยเรื่องนาคไว้หลายแห่ง(อ้างอิงแล้ว  หน้า ๒๑๖ - ๒๑๗)เป็นเรื่องราวของทิศทางในการยกทัพ
   


ขนมเกล็ดปลากะโห้นั้น กินอร่อยดี มีแป้ง มีไข่ มีกะทิ  น้ำปูนใสนิดหน่อย  ไม่เห็นนานแล้ว
บันทึกการเข้า
หนอนบุ้ง
อสุรผัด
*
ตอบ: 113


ความคิดเห็นที่ 66  เมื่อ 11 ต.ค. 07, 20:45

มีคำถามสำหรับคุณหนอนบุ้งค่ะ

๑.   โตขึ้นอยากเป็นอะไรคะ  คือสับสนว่าคุณหนอนบุ้งโตขึ้นจะเป็นบุ้งตัวโตๆ  หรือแปลงร่างเป็นอะไรซักอย่าง
๒.   คิดว่าคุณหนอนบุ้งอารมณ์ดี  ถ้าโดนจี้เอวคงดิ้นไปมา  แล้วหัวเราะเอิ้กอ๊าก  คงไม่สลัดขนออกต่อสู้(เพราะดิฉันคิดจะจี้ เอวคุณอยู่)

แอร๊ยยยย แหม คุณพี่ถามถูกใจ หวังใจว่าซักวันจะมีคนถาม หนูอยากอวดน่ะ อิ อิ  ยิงฟันยิ้ม

วงชีวิตของหนอนประกอบด้วย 4 ขั้นตอน (เมตามอฟอซีสไงคะ)
ออกมาเป็นไข่ จากนั้นกลายเป็นหนอนบุ้ง แล้วก็เป็นดักแด้ สุดท้ายทรานสฟอร์มเป็นตัวเต็มวัยที่สุดสวยด้วยล่ะ อิ อิ

หนอนบุ้ง ในการ์เดนของคุณพี่อาจจะแสบๆ คันๆ
แต่หนอนตัวนี้ รับรองว่าจะไม่สร้างความคันคะเยอ ทำตัวเหมือนสุนัขมุ่ยให้แก่ใครเป็นอันขาด
อย่างมากก็แค่จั๊กจี๋ จี๊ดจ๊าด กวนอารมณ์ นิดหน่อย แก้กระษัยจ้าาาา 
บันทึกการเข้า
หนอนบุ้ง
อสุรผัด
*
ตอบ: 113


ความคิดเห็นที่ 67  เมื่อ 11 ต.ค. 07, 22:43

กลับมาที่บ้านนรสิงห์

ช่วงที่ท่านกำลังจะขายบ้านนรสิงห์ ญี่ปุ่นสนใจขอซื้อ ท่านเรียกราคาไว้ ๒ ล้าน
ในขณะเดียวกัน ท่านได้ติดต่อกับรัฐบาลไทยว่าสนใจจะซื้อหรือไม่
ด้วยเหตุเพราะท่านได้รับพระราชทานบ้านจากล้นเกล้าฯ ร. ๖
ถึงบ้านจะเปลี่ยนมือ ก็อยากให้บ้านเป็นกรรมสิทธิ์ในมือของคนไทยมากกว่าอยู่ในอุ้งมือญี่ปุ่น
ในที่สุด พ.ศ. ๒๔๘๔ รัฐบาลก็ซื้อบ้านนรสิงห์ ตัวท่านได้ย้ายไปอยู่บ้านริมเจ้าพระยา

สำหรับเจ้าคุณแพร ในสมัย ร. ๖ ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าคุณพระประยูรวงษ์
คุณป้าเล่าว่า ถึงแผ่นดิน ร. ๘ เจ้าคุณแพร (อาศัยอยู่ที่ตำหนักไหนสักแห่งอาจใกล้ๆ สวนสุนันทากระมัง)
ก็บอกว่า “เฟื้อ อาเหงา ขอไปอยู่ด้วย”

หนูซักว่า โถ โถ ระดับเจ้าคุณแพร ทำไมต้องไปอยู่บ้านคนอื่น
คุณป้าตอบว่า บ้านเจ้าคุณสนุกสนาน ผู้คนมากมาย กลางคืนก็ซ้อมละครกัน
เล่นเรื่องสังข์ทอง คนหนึ่งเป็นนางมณฑา ป้าเป็นนางรจนา เจ้าคุณแพรก็นั่งดู

มีอีกครั้งหนึ่ง เจ้าคุณแพรเหงาอีก ขอมาพักที่เรือนริมน้ำ ชื่อ “มัจฉานุ”
บังเอิญเรือนนี้เจ้าคุณให้คนอื่นอยู่ก่อนแล้ว
ท่านเจ้าคุณ เลยไปเอาเรือของท่านลำหนึ่งมาลอยลำให้เจ้าคุณแพรพักอาศัย
เรือนี้เหมือนเรือสำราญ มีเตียงนอน แท่นนั่ง ตั่งไว้เลื้อยทอดหุ่ยครบครัน

พอตอนหลัง แบ้งค์ชาติซื้อที่ดินแปลงนี้ไปทำโรงพิมพ์ธนบัตร
รื้ออาคารออกหมด คงไว้แต่เรือน “มัจฉานุ” ให้เป็นอนุสรณ์รำลึกถึงเจ้าของเก่า
***

คุณพี่วันดีคะ
ขอขอบพระคุณที่ตักเตือนการใช้ถ้อยคำของหนูค่ะ
หนูเรียก “เมียบ่าว” อิอิ เขิลลลล เป็นภาษาไพร่พูดกันกระมัง
หนูตั้งใจจะหมายถึง เมียเล็ก เมียน้อย อย่างที่เจ้าคุณพ่อของแม่พลอยก็มีไงคะ

เอ คุณพี่ขา หนูอยากจะเล่าเกร็ดในการไปทำอาหารของคุณป้าให้คนใหญ่คนโตชิม เช่น ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน

เราย้ายไปคุยกระทู้อื่น จะได้ตรงประเด็นหน่อยดีไหมคะ
บันทึกการเข้า
pakun2k1d
พาลี
****
ตอบ: 285


ความคิดเห็นที่ 68  เมื่อ 11 ต.ค. 07, 23:16

คุณหนอนบุ้งจ๋า  ขอติดตามเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของคุณหนอนบุ้งด้วยคนนะคะ  แต่คุณหนอนบุ้งเล่าแบบกระปริบกระปรอยเหมือนแกล้งคนอ่านให้ติดตามแบบติดละครวิทยุอย่างไรอย่างนั้นเลยแหละ  และอยากขอบคุณคุณหนอนบุ้งด้วยที่อุตสาหะไปรวบรวมกระทู้ที่เกี่ยวข้องกับ ร.6 มาไว้ที่นี่ด้วย  ไปทยอยตามอ่านมาจนหมด  ทำให้การอ่านกระทู้นี้ได้อรรถรสขึ้นอีกโขเลยค่ะ 
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 69  เมื่อ 11 ต.ค. 07, 23:32

คุณหนู หนอนบุ้ง

เจ้าคุณพระประยูรวงศ์  ท่านชื่อ แพ ค่ะ

อือ  ท่านนับญาติกับพระยาประสิทธิ์ศุภการ(ม.ร.ว. ละม้าย)ทางไหนหนอ
บารมีของเจ้าคุณทหารก็ล้นพ้น

เรื่อง อนุภรรยา ของเจ้าพระยา  พระยา นั้น  มิบังควรเหมารวมว่าเป็น เมียบ่าวไปหมด
จะยกตัวอย่างมาก็จะเลอะเทอะออกนอกเรื่องไป
ที่ทักไว้ก็เห็นว่า ข้อมูลที่ได้มา สามารถพัฒนาและสื่อออกไปได้อย่างระรื่นหู ไม่แบ่งชนชั้น
ลูกหลานท่านก็มากมี 


ถ้ามีเกร็ดใดๆเพิ่มเติมก็น่าสนใจ
เรื่องคุณป้าที่เป็นหลานสาวของเจ้าพระยาและผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน คุณหนอนบุ้งจะฝอยเมื่อไร  ดิฉันก็ตามอ่านแน่นอน

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30986

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 70  เมื่อ 12 ต.ค. 07, 11:28

มีเกร็ด(ประเภทที่ทำให้คุณพิพัฒน์รำคาญ)มาเล่าอีกเรื่องหนึ่งค่ะ

เรื่องนี้เกิดขึ้นในปลายรัชกาลที่ ๖   เมื่อสวนลุมพินีกำลังอยู่ระหว่างก่อสร้าง ปรับพื้นที่  ปลูกดอกไม้ ให้เป็นอุทยาน
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดที่จะเสด็จเป็นการส่วนพระองค์ไปดูความคืบหน้า  แบบเงียบๆ ไม่เอิกเกริก    ก็เลยทรงขับรถพระที่นั่งยี่ห้อแวนเดอเรอไปด้วยพระองค์เอง
พอเลี้ยวรถถึงสวนลุมที่มีคนงานกำลังทำงานกันอยู่ ก็จอด  เสด็จพระราชดำเนินลงไป    โดยไม่มีใครในหมู่คนงานรู้ว่าเป็นพระเจ้าอยู่หัว   
ขณะเสด็จผ่านกองดินที่คนงานขุดขึ้นมา   เห็นกำลังทำงานกันอยู่ ก็ทรงหยุดไต่ถาม ว่า
"ได้ค่าแรงคนละเท่าไร"
" ได้วันละ ๓ สลึง นาย"
ทรงถามว่า
" พอกินรึ"
คนงานก็ตอบประสาซื่อ
" หลวงท่านจ่ายวันละบาท แต่นายชักเอาไว้สลึงหนึ่ง  เหลือให้พวกเราแค่ ๓ สลึง"
คนงานอีกคนก็เสริมว่า
" คนไหนเบิกแรงงานล่วงหน้า   แค่วันเดียว   นายเขาให้ขอยืมแต่คิดดอกเบี้ยวีคละ ๑ สลึง"
พระเจ้าอยู่หัวทรงถามว่า
" แล้วเจ้าคุณหัวล้านรู้หรือเปล่า"
คนงานก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่กล้าให้ท่านรู้   กลัวจะถูกกลั่นแกล้ง

พระเจ้าอยู่หัวกริ้ว  ทรงขับรถตรงไปที่บ้านเจ้าคุณซึ่งอยู่ใกล้ๆ    เจ้าคุณเจ้าของบ้านไม่รู้ตัวว่าจะเสด็จมา ก็ไม่ทันเตรียมตัว  ท่านกำลังรดน้ำต้นไม้ที่สนามอยู่
พระเจ้าอยู่หัวเสด็จลงจากรถไปถึงตัวแล้ว  ทรงปฏิเสธที่จะเสด็จขึ้นบ้านอย่างทุกครั้ง  เจ้าของบ้านก็เลยต้องรับเสด็จที่สนามนั่นเอง
ท่านก็ทรงเล่าถึงนายงานที่โกงค่าแรงงานลูกจ้าง   แล้วให้เจ้าคุณหาตัวมาสอบสวนชำระความให้ได้

หลังจากนั้น คนงานก็ได้ค่าแรงเต็มเม็ดเต็มหน่วย  ไม่ถูกเบียดบังอีกต่อไป
*************************
เรียบเรียงจากหนังสือ "เล่าเรื่องเกร็ด ๗ แผ่นดิน" ของกันยาบดี
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 71  เมื่อ 12 ต.ค. 07, 11:52

ที่อาจารย์เล่ามามิใช่เกร็ด หามิได้ เป็นแก่นของพลความทีเดียว
เรื่องอย่างนี้ ฟังไม่เบื่อ แล้วจาปัยหาฟามรำคาญมาแต่ใหนได้เล่า.....

เอาอีก เอาอีก....
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 72  เมื่อ 12 ต.ค. 07, 22:49

ขอเล่าเรื่องเกร็ดเล็กๆน้อยๆ  ที่พระยาสัจจาภิรมย์อุดมราชภักดี(สรวง ศรีเพ็ญ)บันทึกไว้ในหนังสือ "เล่าให้ลูกฟัง"  พิมพ์ในปี ๒๔๙๘
กระทรวงมหาดไทย ได้พิมพ์เป็นที่ระลึกในงาน พระราชทานเพลิงศพท่าน เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๐๒
อ่านแล้วนึกถึงท่านทั้งปวงที่ยังไม่ได้อ่าน  เพราะเป็นเกร็ดในการรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว และในหลายโอกาสเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเสือป่า

เจ้าคุณสัจจาภิรมย์ มีบรรพบุรุษรับราชการเป็นอำมาตย์ราชเสนามาตลอด


คุณสรวงอาศัยอยู่กับย่า  เมื่อมารดาตายตอนคุณสรวงย่าง ๙ ขวบ  บิดาตายเมื่อคุณสรวงอายุ ๑๓  ตกอยู่ในสภาพยากจนอาศัยน้าอยู่
ต่อมาได้มาอยู่กับพี่ของมารดาได้เรียนหนังสือเพียงเล็กน้อยเพราะขาดผู้อุปการะ เที่ยวเล่นหยอดหลุม ทอยกอง เล่นว่าว
เมื่ออายุ ๑๕ ปีได้พบญาติทางบิดา จึงได้ไปทำงานเป็นเสมียนที่ที่ว่าการจังหวัดนครนายก เพราะท่านเป็นเจ้าเมือง
เวลานั้น ปี ร.ศ. ๑๑๗(พ.ศ. ๒๔๔๑)


เจ้าเมืองเวลามานั่งที่ศาลากลาง ปกตินุ่งผ้าโจงกระเบน  ใส่เสื้อกุยเฮง สวมหมวก ใส่เกือกแตะ ถือไม้เท้าเล็กๆ
พนักงานอื่นๆนุ่งโจงกระเบน เสื้อชั้นในแขนสั้น  ผ้าขาวม้าคาดพุง  ไม่มีเกือก
ชั้นเสมียนนุ่งกางเกงจีน โดยมากสีขาว บางทีนุ่งผ้าโจงกระเบน

ขอย่อความ ว่าด้วยความรักดี คุณสรวงได้เรียนหนังสือที่โรงเรียนสอนการปกครอง  สมัครสอบ"ประโยคมณฑล"
สมัครประมาณ ๒๐๐  สอบได้ ๕ คน
ขอข้าม ชีวิตการต่อสู้ของท่านไปก่อนนะคะ  จะได้เล่าเกร็ดที่เกี่ยวกับ ร ๖ ซะที


(อ้างอิงแล้ว  หน้า ๙๕- ๙๗)
"ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับที่ค่ายหลวง
พวกเสือป่า่กินอาหารเช้าแล้วก็แยกออกไปตามท้องที่เป็นสองฝ่าย   ครั้นเวลาบ่ายสองโมงก็เสด็จโดยม้าพระที่นั่งออกไปยังท้องนาและป่าละเมาะหลังค่ายหลวงออกไปอีก ๓ - ๔ กิโลเมตร  ทรงตั้งเป็นกองรับ  พระองค์จะทรงบัญชาการเอง.......................

เจ้พระยาธรรมาธิกรณาธิบดีเสนาบดีกระทรวงวังตรงมาหาพ่อ  บอกว่ามีพระราชประสงค์จะใคร่ขึ้นดูข้าศึกฝ่ายรุกจากที่สูงๆ 
ท่านชี้คบไม้ต้นหนึ่งซึ่งอยู่ในที่นั้น โดยประมาณราวสามวาเศษ

พ่อกราบเรียนว่าพ่อจะทำเดี๋ยวนี้   พ่อถอยออกมาพ้นพระที่นั่งหน่อยหนึ่ง  มายังม้าชื่อแก้ว  พอรวบบังเหียนกดมือลงตรงที่ผมนกเอี้ยง  ม้าแก้วก็หมอบลง
พ่อขี่วิ่งตรงไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ห่างจากที่ประทับราวสามสี่เส้น    เรียกกำนันมาเกณฑ์คนตัดไม้ไผ่  ขนไปที่ที่ประทับพร้อมคนทำทันที
แล้วพ่อก็ขี่ม้าแก้วกลับมา  พ้นหน้าพระที่นั่งหน่อยพ่อก็รั้้งบังเหียนให้หยุดและกดมือลงที่ผมนกเอี้ยง  มันก็หมอบลงให้พ่อลง
คราวนี้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หัวเราะกัน  แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงแย้มสรวล

ครึ่งชั่วโมงแล้วก็เสร็จพร้อม  ตัดกิ่งสดๆผูกตามเสาและบันไดที่จะขึ้นเพื่อพรางตาช้าศึกไม่ให้รู้ว่าเป็นหอคอย 
เบื้องบนหอ  พ่อให้เอากิ่งไม้สดๆผูกทึบเพื่อป้องกันแสงแดด

พ่อไปกราบเรียนเจ้าพระยาธรรมมาให้ออกไปทดลองความมั่นคง  เพราะการทำคอคอยครั้งนี้ ก็เสมอกับทำคอให้อยู่กับบ่า 
ฉวยพลาดพลั้งอย่างไร คอพ่อก็หลุด

ท่านขึ้นไปบนหอคอยเขย่าดูหลายครั้งและโยกไปโยกมาอยู่ครู่หนึ่ง  ลงมาบอกว่าใช้ได้


พ่อไปกราบบังคมทูล  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อดูนาฬิกาที่ข้อพระหัตถ์แล้ว  ก็เสด็จตรงไปที่ขึ้นหอคอย พร้อมกับพระยาประสิทธิศุภการ

เวลานั้นพ่อเฝ้าอยู่ที่ข้างบันได

แล้วมีพระรับสั่งให้ส่งเก้าอี้ผ้าใบชนิดครึ่งนั่งครึ่งนอนขึ้นไปบนหอคอย

พ่อรู้สึกไม่ไว้วางใจเพราะพื้นหอคอยปูด้วยไม้ไผ่สับ  แต่ใต้ทับไขว้เป็นสองชั้นอยู่

แต่กระนั้นเพื่อความปลอดภัยของพ่อ  จึงร้องกับพระยาประสิทธิที่นั่งอยู่ที่พื้นรองบนหอคอยว่า  พื้นฟาก  ขอให้ระวังขาพระเก้าอี้

ทันใดนั้นมีพระราชดำรัสลงมาว่า  "ไม่เป็นไร"

เท่านั้นพ่อก็ดีใจ


เมื่อพระองค์ประทับอยู่บนหอคอยนานแล้ว จึงเสด็จลงมาอำนวยการซ้อมรบ   วันนั้นกว่าจะกลับมาถึงค่ายก็ราวทุ่มเศษ"
บันทึกการเข้า
หนอนบุ้ง
อสุรผัด
*
ตอบ: 113


ความคิดเห็นที่ 73  เมื่อ 12 ต.ค. 07, 23:05

คุณหนอนบุ้งจ๋า  ขอติดตามเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของคุณหนอนบุ้งด้วยคนนะคะ  แต่คุณหนอนบุ้งเล่าแบบกระปริบกระปรอยเหมือนแกล้งคนอ่านให้ติดตามแบบติดละครวิทยุอย่างไรอย่างนั้นเลยแหละ 

ถ้ามีเกร็ดใดๆเพิ่มเติมก็น่าสนใจ
เรื่องคุณป้าที่เป็นหลานสาวของเจ้าพระยาและผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน คุณหนอนบุ้งจะฝอยเมื่อไร  ดิฉันก็ตามอ่านแน่นอน

เอ้อ หนูก็เขียนตามเวลาที่พอจัดสรรได้ บวกกับเวลาที่หนูจะซอกแซกถามไถ่หาเรื่องต่างๆ มาเล่าสู่กันฟังได้ล่ะจ๊ะ ขอบคุณที่ติดตามเจ้าค่ะ

เจ้าคุณพระประยูรวงศ์  ท่านชื่อ แพ ค่ะ
อุ๊บสสสส์ ขออภัยค่ะ
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 74  เมื่อ 12 ต.ค. 07, 23:12

(อ้างอิงเดิม  หน้า ๑๐๒ - ๑๐๓)

"เช้าวันที่ ๒๖  กรมกองเสือป่าต่างๆก็ออกไปตามสนามรบหมด  เพราะวันนี้เป็นวันที่กองเสือป่ามณฑลกรุงเทพฯ  จะยกเข้าตีกองหลวง
..................................................
เวลา ๓โมงเช้า  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปยังสนามเพลาะแลทรงลงจากรถพระที่นั่ง  ประทับพระเก้าอี้ผ้าใบเล็กๆใต้ร่มไม้ที่มีสุมทุมพอบังแดดได้
สักครู่ก็รับสั่งกับเจ้าพระยาธรรมาฯ ว่า  ให้พ่อทำหอคอยสำหรับจะทอดพระเนตรแนวรบของข้าศึกอีก

คราวนี้พ่อได้ให้นายเนตรทำเตรียมไว้เสร็จแล้ว  พอพ่อสั่งนายเนตรโดยชี้ต้นไม้ให้เท่านั้น  ประมาณไม่ถึงครึ่งชั่วโมงนายเนตรก็ทำเสร็จ
พร้อมทั้งตัดกิ่งไม้สดผูกพรางตาข้าศึกด้วย

แล้วพ่อก็เข้าไปกราบเรียนเจ้าพระยาธรรมาฯๆได้กราบบังคมทูลให้ทรงทราบ


พอสักครู่หนึ่งก็เสด็จขึ้นไปประทับบนหอคอย  พระยาประสิทธิ์ก็ตามเสด็จขึ้นไปด้วย  ประทับอยู่สักครู่ใหญ่  นัยว่าข้าศึกฝ่ายรุกยังมาไม่ถึง 
ก็เสด็จลงมาประทับ ณ ที่ใต้ร่มไม้ข้างล่างนั้น

แล้วรับสั่งว่าทำการอย่างนี้ไม่สนุก  แต่มิได้กริ้วกราดอย่างใด"

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 ... 10
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.072 วินาที กับ 19 คำสั่ง