เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10
  พิมพ์  
อ่าน: 58949 เกร็ดบางเรื่องเกี่ยวกับรัชกาลที่ 6
กุ้งแห้งเยอรมัน
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1573



ความคิดเห็นที่ 30  เมื่อ 07 ต.ค. 07, 13:58

ชอบมากค่ะ คุณUP ที่นำพระราชดำรัสมาลง..
บันทึกการเข้า
pakun2k1d
พาลี
****
ตอบ: 285


ความคิดเห็นที่ 31  เมื่อ 07 ต.ค. 07, 15:07

ดิฉันอ่านความเห็นทุกท่านแล้วนึกถึงพระราชดำรัสของพระองค์ที่เคยเรียนในวิชาภาษาไทย  ทรงเปรียบเทียบแรง ๆ ในเรื่องฝรั่งมองเรา  เหมือนการที่เราเอ็นดูสุนัข  ถึงสุนัขจะทำท่านั่ง ท่าไหว้เลียนแบบคนได้เป็นที่น่าเอ็นดูอย่างไร  เราก็คงไม่ยกสุนัขขึ้นมาเป็นคนเสมอกัน  ดังนั้นการที่เราจะทำได้เช่นฝรั่งอย่างไร  ฝรั่งก็คงไม่ยกย่องเราเท่าฝรั่งก็ฉันนั้น  ดิฉันจำใจความได้เท่านี้แหละค่ะ  แต่จำได้ฝังใจทีเดียว  แล้วก็จำได้เรื่องที่ทรงใช้มหาดเล็กไปดูสุนัขคลอดลูก  ที่มหาดเล็กต้องวิ่งไปดูอยู่หลายรอบ  เป็นอุบายการสอนคนได้ฝังใจเช่นกัน

นอกจากนี้  เรื่อง "ดุสิตธานี" เมืองจำลองการปกครองแบบประชาธิปไตย  เรื่องการที่พระองค์ทรงใช้นามปากกาเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์  เพื่อให้ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์ได้โดยไม่ต้องเกรงพระราชอาญา  เรื่องเช่นนี้ดิฉันไม่ได้ยินใครพูดถึง  ไม่มีให้อ่านนานแล้วนะคะ  รบกวนท่านผู้รู้อรรถาธิบายไว้ในกระทู้นี้เพื่อเป็นการเผยแพร่อีกทางหนึ่งเถอะค่ะ

ส่วนเรื่องใต้โต๊ะ  เรื่องที่เป็นข้อมูลแบบลับเฉพาะคล้ายว่าผู้เล่าจะเป็นบุคคลพิเศษที่ได้รู้ลึกเหนือใคร  ก็ย่อมเป็นที่สนใจของผู้ฟัง และสมใจผู้เล่า เช่นนี้แหละค่ะ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นที่นิยมไม่เสื่อมคลายนะคะ  คุณpipatเห็นทีจะได้รำคาญตลอดไปแน่นอนค่ะ  อันนี้ดิฉันกล้ายืนยัน
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30547

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 32  เมื่อ 07 ต.ค. 07, 15:37

อ้างถึง
ผมคิดว่า ทรงมีพลังจินตนาการที่เกินปกติชนไปมากๆๆๆๆๆๆๆ
คนที่มีอัจฉริยภาพและมีพรสวรรค์  คือคนที่ไม่ได้มีแค่พลังจินตนาการสูงเหนือคนทั่วไปมากๆ เท่านั้น แต่สามารถแปรจินตนาการออกมาเป็นชิ้นงาน หรือเป็นโครงการที่มีคุณค่าต่อสังคมด้วยค่ะ

ส่วนเรื่องใต้โต๊ะเสวย หรือเกร็ดสิ่งละอันพันละน้อย  ก็เป็นเรื่องเอกซคลูสีฟที่กล่าวขวัญถึงด้วยความรู้สึกในทางบวก   แทรกมาบ้างในพระราชกรณียกิจ ซึ่งมักจะบรรยายกันอย่างเคร่งขรึมเป็นงานเป็นการ   มีอะไรเล็กๆน้อยๆคั่นบ้าง ก็เป็นรสเป็นชาติ
มายกมือสนับสนุนคุณ pakunค่ะ    เห็นจะต้องยอมให้คุณพิพัฒน์รำคาญไปอีกนาน
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 33  เมื่อ 07 ต.ค. 07, 16:00

ความรำคาญของผม ไม่ได้ทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปได้อยู่แล้ว
แต่อาจจะทำให้คนที่พลอยรำคาญตามบ้าง หันมาแก้รำคาญด้วยการ"อ่าน" พระราโชบายที่ล้ำสมัย
เหมาะแก่ประเทศน่ารำคาญที่คนขี้รำคาญอย่างผม มาสร้างความรำคาญแก่ท่านผู้ทนความรำคาญสูง
นามว่าสยามประเทศเศษสวรรค์นั่นประลัย

น่าประหลาดที่พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้น ท่านมองทะลุเปลือกของยุโรปแล้วพยายามทำให้คนไทย
ไม่หลงเปลือกนั้น
อนิจจาที่ทรงทำไม่สำเร็จ
แต่ที่ทรงทำไปนั้น ก็สร้างประโยชน์ล่วงหน้าไว้ไม่รู้จักเท่าไร แปลกตรงที่คนฉลาดๆ ไม่ยักรู้
เมื่อหลายวันก่อน ได้อ่านทรากเอกสาร เกี่ยวกับการวิจารณ์วรรณกรรมแบบหลังอาณานิคม
(แปลว่าไรก้อม่ายรุ....) คนเขียนพูดโน่นพูดนี่ไปหลายกระบวนท่า แต่พอวกมาประเทศไทย ท่านลืมพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 6 ไปซะงั้น
ทั้งที่ทรงเป็นบุคคลแรกๆ ที่สร้างปฏิภาคแห่งอารยธรรมตะวันตกไว้ในภาษาไทย
ทั้งโดยการต่อต้าน การดัดแปลง ไปจนถึงการปรับเข้าสู่ความเป็นไทย มิได้สุดโต่งไปทางเดียวอย่างคนสิ้นคิดอื่นๆ

จำได้ว่าศาสตราจารย์เวลล่า เขียนเรื่องนโยบายชาตินิยมของพระองค์ไว้ในหนังสือชื่อ "ไชโย"
ผมไม่เคยอ่านตัวจริง ทราบแต่บทสรุป ทำนองว่าทรงทำไม่สำเร็จ
ที่จะปลูกฝังอุดมการณ์นี้แก่ประชาชนของพระองค์

ท่านผู้ใดจะมีเมตตาเล่าให้ฟังสักหน่อยได้บ่
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30547

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 34  เมื่อ 07 ต.ค. 07, 17:12

วรรณกรรมแบบหลังอาณานิคม แปลมาจากภาษาอังกฤษว่า Postcolonial literature หรือบางทีก็สะกดแบบนี้ค่ะ Post-colonial literature
เมืองไทยไม่มี เพราะเราไม่เคยเป็นอาณานิคมของใคร     จุดมุ่งหมายของการวิจารณ์วรรณกรรมแบบนี้ก็เพื่อสำรวจว่าในประเทศที่เคยเป็นอาณานิคม   กวีและนักเขียนมีอุดมการณ์ที่จะปลดแอกตัวเองให้พ้นจากการครอบงำของประเทศมหาอำนาจยังไง     ผ่านทางงานสร้างสรรค์   ในที่สุดหลังจากดิ้นรนจนต้องแลกด้วยเลือดเนื้อและชีวิต    ก็ได้อิสรภาพมา
วรรณกรรมที่แสดงออกถึงความกดดัน การแสวงหาตัวตนของตัวเอง การปลอดพ้นจากการครอบงำทางวัฒนธรรมนั่นแหละเป็นสิ่งที่มีค่าควรศึกษา  จึงจัดขึ้นมาเป็น Postcolonial literature
ไทยเราไม่มีประวัติในการต่อสู้เชิงปลดแอกแบบนั้นมาก่อน  จนทุกวันนี้คนไทยก็ยังไม่เดือดร้อนอะไรที่มีกระแสวัฒนธรรมอื่นไหลท่วมเราอยู่ไปมาเป็นประจำ  ตั้งแต่สมัยทวดมาจนถึงเหลน     ครั้งหนึ่งเมื่อร้อยปีก่อน เราเคยสนุกกับ"ความพยาบาท" ของมารี คอเรลลี่ยังไง   ทุกวันนี้เราก็สนุกกับแดจังกึมคล้ายๆกันยังงั้น  เพราะรู้ว่าจะชอบหรือไม่ชอบอะไร คนไทยก็เป็นคนไทย

แต่ถ้าจะเอา Postcolonial literature  มาศึกษาให้ได้ เห็นจะต้องมองในแง่ที่กว้างและเบลอกว่านั้นคือมองว่ามีความพยายามจะ"ปลดแอก" อะไรในวรรณกรรมไทยบ้าง   
อย่างหนึ่งที่นึกได้คือวรรณกรรมเพื่อชีวิตเมื่อเกือบสี่สิบปีก่อน   พยายามปลดแอกศักดินาของไทยเรา  แต่ก็ไม่ได้ขัดข้องที่จะเดินไปตามทาง"สังคมนิยม" ซึ่งก่อกำเนิดมาจากรัสเซียและแพร่มาถึงจีน   ไม่ใช่ของไทยแต่ดั้งเดิมอยู่ดี

ถ้าพูดถึงความพยายามจะปลดแอกจริงๆแล้ว พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖หลายเรื่อง เช่นลัทธิเอาอย่าง  ก็พูดเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา    ทรงเห็นภัยการเลียนแบบฝรั่งจนไม่ภูมิใจในความเป็นไทย   ว่าจะมีผละเสียอย่างกว้างขวางหลายอย่างต่อคนไทย
ไม่ต้องอาศัยอาจารย์เวลล่ามาบอก  พวกเราก็บอกเองได้ค่ะ ว่าคนไทยจนทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ดำเนินรอยตามพระบรมราโชวาทกันเลย   รัฐบาลจอมพลป. พยายามในช่วงสั้นๆยุควัธนธัม ออกมาในรูปของชาตินิยมอย่างตกขอบ   
แต่เมื่อคนไทยไม่ได้คล้อยตาม นอกจากทำตามระเบียบเพราะถูกบังคับ     พอหมดชุดรัฐบาล นโยบายเรื่องนี้ก็หมดไปด้วยกัน

๑)ขออภัย   ออกนอกเรื่องไปเยอะ
๒)ดิฉันกับคุณ pakun(สงสัยว่าคำนี้ออกเสียงไทยว่าอะไร  ป้ากุน?) หลุดคำว่ารำคาญออกมาคำเดียว  คุณพิพัฒน์กระหน่ำกำนัลมาให้เสียนับไม่ถ้วน     กลัวแล้วค่า
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 35  เมื่อ 07 ต.ค. 07, 17:37

เรื่องความอยากรู้อยากเห็นของชาวบ้าน (หรือเรื่องความรำคาญของ คุณpipat)
เป็นเหมือนเชื้อไฟน้อยๆ คอยเติมลงในสมองของคนที่ไม่เคยสนใจในตัวบทของประวัติศาสตร์
แล้วดึงเขาเข้ามาสู่ตัวบทนะครับ
(ดีกว่าปล่อยให้คนพวกนั้นกลายเป็น นั่งกินขนมขบเคี้ยว ดื่มน้ำหวาน ดูซีรีส์น้ำเน่าอยู่บ้าน..... แล้วกลายเป็น "มนุย์หัวมัน" เป็นไหนๆครับ)


เลยขอมายกมือสนับสนุนคุณ pakund (แบบช้าไปหน่อย) อีกคน ว่าผมก็ยังเห็นดีกับเรื่องแบบนี้อยู่
ถึงบางทีจะรู้สึก "เอือม" กับความไม่จริงที่ผู้กล่าวอ้างหลายคนใส่สีตีไข่ลงไปในเรื่องจำพวก "เรื่องน่ารำคาญ" ของ คุณpipat บ้างเป็นครั้งคราวครับ แหะๆ
บันทึกการเข้า
หนอนบุ้ง
อสุรผัด
*
ตอบ: 113


ความคิดเห็นที่ 36  เมื่อ 07 ต.ค. 07, 19:28

"ข้าไม่ต้องการตำราเรียนที่เดินได้ ข้าอยากได้ยุวชนที่เป็นสุภาพบุรุษ ซื่อสัตย์สุจริต มีอุปนิสัยใจคอดี

“I do not want a walking school book. What I want are just mainly young men, honest, truthful, and clean in habits and thoughts.” 
บันทึกการเข้า
หนอนบุ้ง
อสุรผัด
*
ตอบ: 113


ความคิดเห็นที่ 37  เมื่อ 07 ต.ค. 07, 19:51

.


บันทึกการเข้า
หนอนบุ้ง
อสุรผัด
*
ตอบ: 113


ความคิดเห็นที่ 38  เมื่อ 07 ต.ค. 07, 19:52

มายกมือสนับสนุนว่าเกร็ดเป็นเรื่องสนุกจำแม่น
ส่วนเรื่องหนักๆ ลืมเร็วค่ะ
คุณป้าเล่าเกร็ดในการทำอาหารเจ้านายให้ฟังไว้มาก
คงต้องย้ายไปคุยในกระทู้อาหารมังคะ

อ่านลิ้งค์นี้ไปพลางๆก่อนค่ะ
ราชสกุลใดบ้างคะ ที่มีชื่อเสียงในการทำอาหารทั้งคาว และหวาน
http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2006/01/K4018415/K4018415.html
บันทึกการเข้า
pakun2k1d
พาลี
****
ตอบ: 285


ความคิดเห็นที่ 39  เมื่อ 07 ต.ค. 07, 21:00

สยามประเทศ เศษสวรรค์ นั่นประลัย
นานเท่าไหร่ จักมองเห็น เป็นรำคาญ
นานเท่าที่ หลากเผ่าพันธ์ หลากสันดาน
ใจสำราญ จักมองเห็น เช่นนั้นเอง

กลอนพาไปค่ะ  กำลังอยากไปแจมกระทู้คุณจิตแผ้วอยู่พอดีเชียว

ป้ากุนใช่เลยค่ะคุณเทาชมพู
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 40  เมื่อ 08 ต.ค. 07, 11:19

         มุดอยู่ใต้โต๊ะยังหลบไม่พ้นกระสุนกราดมาจากคุณพพ. สงสัยต้องแปลงเป็น ขอมดำดิน ในตำนาน

         พระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ ผู้มีน่าที่เปนผู้ช่วยข้าพเจ้าในแพนกค้นพงษาวดาร
และตำนานต่างๆ ได้เปนผู้ทรงปรารภขึ้นว่า เรื่องในพงษาวดารเหนือมีดีๆ อยู่ แต่มีที่เสียสำคัญอยู่ที่ตรงว่า
จะเชื่อถือเอาเปนจริงแท้ไม่ได้เสียโดยมาก เพราะผู้แต่งพงษาวดารเหนือมักชอบเก็บแต่เรื่องแสดงอิทธิปาฏิหาร
เสียเปนพื้น ข้าพเจ้าได้เปนผู้กล่าวขึ้นว่า เรื่องทั้งปวงในพงษาวดารเหนือ เชื่อว่ามีความจริงเปนเค้ามูลอยู่ทุกเรื่อง
... กรมพระดำรงทรงเลือกเรื่องขอมดำดินมาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงได้แต่งเปนคำสันนิษฐานขึ้นตามแบบ
นักเลงโบราณคดี...

บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 41  เมื่อ 08 ต.ค. 07, 13:14

ขอบคุณป้ากุนครับ ทำเอาผมต้องเจียมถ้อยคำลงได้ชะงัด

อยากให้สังเกตต่อด้วยว่า พระองค์น่าจะเป็นคนแรกๆ ที่สนใจญี่ปุ่น ทั้งในระดับสยามประเทศหรือระดับโลกาภิวัฒน์
จึงทรง"เลือก" ที่จะเยือนประเทศนี้ อันเป็นเรื่องน่าสนใจนัก ว่าทรงเห็นอะไร
ในประเทศที่ใครๆ ก็ดูแคลนแห่งนี้
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 42  เมื่อ 08 ต.ค. 07, 13:59

ขอบคุณ คุณเทาชมพู ที่เมตตาแยกกระทู้ มาเป็นเกร็ดบางเรื่องเกี่ยวกับรัชกาลที่ ๖


ชอบอ่านเรื่องเกร็ดประวัติศาสตร์   แทบทุกตอนก็จะตามหาอ่านรายละเอียดหรือข้อมูลเพิ่มเติม
บางตอนก็ตกตะลึงพรึงเพริดในรายละเอียดอันหาอ่านไม่ได้ง่ายๆ  เช่นเรื่อง พระอภัยมณีตอนสมบูรณ์ ที่สุนทรภู่แต่งนิดๆ
บางตอนข้อมูลเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่นเรื่องโครงกระดูกในตู้ นั้น  อ่านแล้วก็งงงันไปในความสนุกสนานและความรู้ที่ท่านผู้ใหญ่บันทึกไว้
ต่อมาเมื่อมีการโต้แย้งข้อมูลบางเรื่อง  ก็ยิ่งเป็นเรื่องรื่นเริงบันเทิงใจ  ได้เรียนรู้ว่า การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมนั้น เป็นเรื่องประเทืองปัญญา
อ่านประวัติศาสตร์เข้าใจขึ้นเป็นอันมาก

ขอคัดย่อความบางตอน จาก หนังสือ "ศุกรหัศน์" เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ  เสวกโท  จมื่นมานิศตย์นเรศ(เฉลิม เศวตนันทน์) เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๑๑  หน้า ๑๙๒ - ๑๙๖
เป็นบทความรอบเมืองไทย  ที่ กรรมการส่งเสริมสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นฝ่ายอำนวยการจัดการ



"เรื่องการไหว้ครูละครหลวง  ถือกันว่าเป็นพระราชพิธีใหญ่ส่วนหนึ่ง    คราวนั้นนับว่าเป็นงานใหญ่ที่สุด   มีนักรำเข้าพิธีมากทั้งโขลนหลวงละครหลวงทั้งหญิงและชายแล้ว ยังมีโขนสมัครเล่น
คือชุดที่ในหลวงทรงเองเข้าร่วมด้วย  เห็นจะจำนวนร่วมพันกระมัง  ดูเต็มโรงละครไปหมด
......................................
......................................


เมื่อเริ่มพิธีก็แสดงพระมหากรุณาบารมีเป็นคั่นแรก
คือ  ตามปกติเมื่อจะเริ่มพิธีไหว้หรือครอบองค์พระครูฤๅษีเก่า  จะต้องสมมติว่ามาก่อน  ซึ่งโดยเนื้อหาก็ได้แก่พระครูผู้เฒ่านั่นเอง

ในคราวนั้น  ท่านเจ้าคุณครูพระยานัฏกานุรักษ์แต่งกายนุ่งขาวห่มขาวรัดผ้าพันทะนาเรียบร้อย  สวมศีรษะพระครูฤๅษี  มือถือไม้เท้าประจำอันเป็นไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ 
ตามธรรมดาจะออกมาด้วยเพลงหน้าพาทย์  "พราหมณ์ออก"  หรือ บาทสกุณีเป็นอย่างสูง

แต่ครั้งนี้โปรดเกล้าให้ออกด้วยหน้าพาทย์องค์พระ  คือพระพิราพรอญ  ซึ่งครูเกรงกลัวกันนัก
มือหนึ่งถือใบมะยม  ดูเหมือนจะเป็นมือขวา
มือซ้ายทำท่าเหมือนนรสิงห์ซึ่งมีเล็บและกางนิ้ว   มือต้องสั่นอยู่ตามจังหวะ
ท่าทางน่าเกรงขามและเคารพ
เพลงหน้าพาทย์ก็มีสำเนียงและท่วงทำนองผิดกว่าเพลงทั้งปวง    มีลีลาน่าสยดสยองพองหัว

ศิิษย์ทุกคนถวายบังคมแล้วก้มหน้านิ่งอยู่
บันทึกการเข้า
UP
แขกเรือน
องคต
*****
ตอบ: 516


ความคิดเห็นที่ 43  เมื่อ 08 ต.ค. 07, 14:41

สิ่งหนึ่งที่ทรงประทับพระราชหฤทัยยิ่งในการเยือนญี่ปุ่น และเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมอย่างทันตาเห็นในแผ่นดินสยาม คือการศึกษาของสตรีในประเทศญี่ปุ่นครับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรกิจการของโรงเรียนสตรีในญี่ปุ่น (ผมจำชื่อไม่ได้เสียแล้ว) ก็ทรงพอพระราชหฤทัยในวิธีบริหารจัดการ และการสอนให้สตรีรู้ศิลปวิทยาการควบคู่ไปกับการฝึกตนให้เพียบพร้อมอยู่ในจรรยามารยาทอย่างญี่ปุ่นๆ พอเสด็จพระราชดำเนินกลับสยาม ก็ทรงนำความเรื่องนี้มาทรงเล่าถวายสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทันที สมเด็จพระพันปีฯ ก็ทรงรับเป็นพระราชธุระ ก่อกำเนิดเป็น "โรงเรียนราชินี" ซึ่งมีแนวนโยบายในการอบรมศิลปวิทยาการ ควบคู่ไปการฝึกจรรยามารยาทและวิธีจัดการดูแลเหย้าเรือนตามวิถีอย่างไทยๆ

นักเรียนเก่าราชินีผู้สนใจประวัติโรงเรียนคงทราบดีว่าได้ทรงจ้างครูมาจากประเทศญี่ปุ่น ๓ คน สอนภาษาอังกฤษ คำนวณ วิทยาศาสตร์ วาดเขียน เย็บปัก และการประดิษฐ์ดอกไม้แห้ง ครูทั้งสามคนนี้อยู่ประจำโรงเรียน คนหนึ่งชื่อ มิสยาซูอิ เททสุ สำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษ เป็นอาจารย์ใหญ่ท่านแรก

อีกกิจการที่เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรแล้วประทับพระราชหฤทัยคือโรงพยาบาลกาชาดญี่ปุ่นครับ ทรงเล็งเห็นประโยชน์ว่างานกาชาดจำเป็นต้องมีสถานพยาบาลเป็นของตัว จึงทรงสถาปนา "โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์" ขึ้นในสังกัดสภากาชาดไทย

นี่เป็นพระราชกรณียกิจที่เห็นได้ชัดๆ ส่วนที่เป็นนามธรรม เป็นพระบรมราโชบาย หรือแนวพระราชดำริ ขอติดไว้ ขออนุญาตไปสะสางภารกิจก่อน แล้วจะมาร่วมสนุกต่อ
บันทึกการเข้า
UP
แขกเรือน
องคต
*****
ตอบ: 516


ความคิดเห็นที่ 44  เมื่อ 08 ต.ค. 07, 15:04

มีความคิดเห็นเกี่ยวกับ "ขอมดำดิน" ปรากฏขึ้นในกระทู้นี้ ทำให้ผมนึกไปถึงแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ อีกทางหนึ่ง ซึ่งปรากฏชัดในพระราชนิพนธ์ คือการที่ทรงพยายามดึงความงมงายเหนือธรรมชาติออกจากคติความเชื่อ

อย่างเรื่องขอมดำดิน เป็นตำนานเก่าแก่บุรมบุราณครับ แต่จะติดอภินิหารอยู่มาก ฉะนั้น ในตำนานเรื่องขอมดำดินของพระองค์จึงทรงตีความดัดแปลงให้ชะลอมใส่ส่วยน้ำที่พระร่วงทรงประดิษฐ์ขึ้นนั้น ไม่ได้บรรจุน้ำอยู่ได้เพราะวาจาสิทธิ์ หากแต่เป็นเพราะพระร่วงรู้จักกโลบาย สอนให้ชาวบ้านสานชะลอมตาถี่ๆ และหายามาชันอุดรอยรั่วทำให้ตักน้ำได้ หรือการดำดิน ก็หมายถึงการแอบมุดๆ หลบๆ ซ่อนๆ ไปอย่างลึกลับราวกับดำดิน ไม่ใช่มุดดำไปราวกับนักดำน้ำ การที่ขอมแปลงกายชะแว้บไป..อย่างไสยเวทหรือประตูล่องหนในโดราเอมอนนั้น ก็ทรงตีความให้กลายเป็นการปรับรูปพรรณการแต่งตัวให้ละม้ายอย่างพวกคนไทย อย่างการที่พระภิกษุร่วงเสกขอมให้กลายเป็นหินแหงแก๋ติดธรณี ก็ทรงพระราชนิพนธ์ให้กลายเป็นว่าพระร่วงเสด็จเข้าไปเรียกลูกศิษย์วัดมากลุ้มรุมจับตัวไว้จนกระดิกกระเดี้ยไปไหนไม่ได้ ดังนี้เป็นต้น

คือไม่ทรงทิ้งตำนานเก่าของไทย แต่ทรงปรับให้เข้ากับแนวคิดวิทยาศาสตร์อย่างโลกตะวันตก พระราชนิพนธ์เรื่องพระร่วงของพระองค์จึงดำเนินโครงเรื่องตามตำนานดั้งเดิมของไทย และในขณะเดียวกันก็ไม่มอมเมาผู้อ่านให้ติดคิดเห็นเป็นเรื่องงมงาย

แล้วคุณ SILA ล่ะครับ เป็นขอมดำดินประเภทไหน ขอมแนวตำนานเก่า หรือขอมแนวพระราชนิพนธ์ใหม่
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.219 วินาที กับ 19 คำสั่ง