เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7
  พิมพ์  
อ่าน: 27900 นิราศเมืองแกลงผ่านดาวเทียม
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1866



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 75  เมื่อ 15 ต.ค. 07, 17:19

ข้อนี้ผมก็ไม่เห็นด้วยอีกแระ

วิสัยมนุษย์ ไม่เฉพาะแต่จีน เรื่องเครือข่ายนี่เป็นเรื่องธรรมชาติ คนจีนในยุคพระเจ้าตากก็มีตั้งมาก พวกนี้มีเครือญาติอยู่ มีใครอยากมาก็มาช่วยงานเล็กๆน้อยๆไปก่อน มีโอกาสก็ไปทำมาหากินเอง พวกนี้มาใหม่ๆก็เป็นซิงตึ๊งนี่แหละครับ ไม่ใช่แค่ว่ามีในสมัย ร.๑ แต่ต้องมีมาตั้งแต่สมัพระเจ้าตาก หรือก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำไปครับ

เชื่อว่าการเปลี่ยนแผ่นดินต้องมีผลกับพวกแต้จิ๋วแน่ แต่คงมีผลแค่การไหลบ่าครั้งใหญ่กลายเป็นการอพยพย้ายถิ่นเรื่อยๆ จนมาบูมเต็มที่อีกครั้งช่วง ร.๓

อุตสาหกรรมอ้อยที่เริ่ม ๒๓๕๓ ต้องใช้แรงงานจีนจำนวนมาก คงไม่ได้อิมพอร์ตทั้งหมดหรอกครับ มันต้องมีของเก่าเป็นเชื้ออยู่บ้างแล้ว

แล้วก็ต้องมาในรูปแบบเครือข่ายเดิมนั่นแหละไปบอกต่อกันมา หาไม่แล้วคงไม่มีคำตอบว่าทำไมพวกที่อพยพเข้ามาถึงได้เป็นแต้จิ๋วเป็นส่วนมาก ทั้งๆที่ในจีนมีพวกกวางตุ้งกับฮกเกี้ยนมากกว่าแต้จิ๋วอย่างเทียบกันไม่ได้ ยิ่งถ้าไปดูประเทศอื่นในละแวกนี้จะเห็นได้ชัดว่า จีนที่ไปปักหลักอยู่จะมีส่วนผสมที่แตกต่างกันไป

ผมยังสงสัยอยู่อีกเรื่องหนึ่งคือ อุตสาหกรรมน้ำตาลนี่กระบวนการเป็นอย่างไร จุดส่งออกอยู่ที่กรุงเทพเท่านั้นหรือไม่ หรือมีการส่งออกจากหัวเมืองชายฝั่งตะวันออกโดยตรงด้วย ที่น่าสังเกตคือในขณะที่คลองโยงที่จะไปออกนครชัยศรีในนิราศสุพรรณแสดงภาพเรือขนสินค้าต้องรอคิวกันคับคั่ง คลองสำโรงกลับเงียบเชียบจนน่าแปลกใจ ยิ่งมีตะเคียนล้มขวางด้วยยิ่งแสดงให้เห็นชัดว่าเส้นทางนี้ไม่ใช่เส้นทางขนส่งสินค้า (ขนาดคนเดินทางเลือกผ่านช่วงเวลาน้ำขึ้นแล้วยังอุตส่าห์มีคนโดนจนได้)

จะว่าใช้เส้นทางทะเลก็ยิ่งแปลก ดูจากสภาพการเดินทางของเรือพายในทะเลที่ปรากฏในนิราศเมืองแกลงและนิราศเมืองเพชรแล้ว เห็นได้ว่าทุลักทุเลมาก ถ้าเป็นเรือใบล่ะก็เหมาะเลย แต่ถ้าเป็นเรือใบจริงก็ไม่มีเหตุที่จะต้องเข้าไปถึงกรุงเทพ สู้ขนส่งกันจากแถวชลบุรีโดยตรงเลยไม่ได้

แต่ในนิราศเมืองแกลงก็ไม่มีภาพการเป็นเมืองท่าให้เห็นเลยนะครับ

คงต้องหาคำตอบที่เหมาะสมให้กับปัญหาพวกนี้ด้วยครับ
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 76  เมื่อ 15 ต.ค. 07, 19:30

ฮิฮิ...ผมยิ่งไม่เห็นด้วยกับจินตนาการของคุณเครซี่

ว่ากันที่เรื่องน้ำตาลก่อน
การผลิตน้ำตาลทรายเชิงอุตสาหกรรมนั้น ไม่สามารถทำได้โดยวิธีครูพักลักจำ แต่ต้องเป็นตัวครูนั่นแหละมาทำเอง
จะเห็นว่า จนถึงวันนี้ การผลิตน้ำตาลทราย ก็ยังอยู่ในมือชาวจีน เช่นเดียวกับโรงสี
เทคนิคหลายอย่าง ไม่มีการเผยแพร่ออกสู่คนนอก ในประเทศไทย การผลิตทองคำสีขาวนี้ จึงไม่เคยเปลี่ยนมือมาสู่คนไทย
สมัยราชวงศ์หมิง มณฑลฟูเจี้ยนและกวางตุ้ง ผลิตน้ำตาลคิดเป็น 9 ส่วนของทั้งประเทศ
แต่คนจีนไม่บริโภคน้ำตาลทราย แล้วจะผลิตไปทำไม คำตอบก็คือ ขายต่างประเทศสิครับ
(ข้อมูลจากหนังสือ สหวิทยาการของอ้อยและน้ำตาล บริษัทมิตรผลจัดพิมพ์ 2442 ผมบังเอิญคุ้นเคยกับผู้จัดทำ...หึหึ)

เทคนิคสำคัญก็คือลูกหีบ คนจีนพัฒนาลูกหีบแนวตั้งขึ้นมารีดน้ำอ้อยได้อย่างเจ๋ง
จึงไม่ยากที่จะมีการขนเทคโนโลยี่มาทำกินในประเทศไทย เมื่อราชสำนักยินยอม
การทำไร่อ้อย ก็เป็นเทคนิคเฉพาะ เพียงแต่ปลูกผิดเดือน น้ำอ้อยไม่มีหรือเจอแมลงเสียก่อน ก็เจ้งแล้วครับ
การลงทุนระดับนี้ จึงต้องทำเมื่อปัจจัยทุกอย่างเอื้อ
เราจึงเชื่อรายงานของกาละฟัดได้ ว่าอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายในประเทศไทย เกิดเมือ่ ต้นรัชกาลที่ 2 (2355)
ในการนี้ คนจีนจำนวนมากจะต้องถูกนำเข้ามา มาอย่างเป็นระบบนะครับ ตกลงกับทางการให้เรียบร้อย

เรื่องเสื่อผืนหมอนใบมันจะเป็นอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง เกิดเมื่อสมัยปลายราชวงศ์ชิงที่โจรชุกชุม จนทนอยู่ในประเทศไม่ได้
ก็ต้องทะยอยกันทิ้งถิ่น  สองเรื่องนี้ ไม่เกี่ยวกันเลย

การที่คนจีนมากันเป็นกองทัพ ทำให้เกิดปัญหาตามมา คือเรื่องอั้งยี่ จนต้องปราบกันนองเลือด
การปราบเจ๊กนี้ ก็เป็นเครื่องบอกสภาพการณ์ได้ดี
สมัยพระเจ้าบรมโกศ พวกจีนคิดกันถึงจะปล้นวังหลวง แล้วเมื่อกรุงแตก ก็คุมกันเป็นกองโจร ขนาดเผาพระพุทธบาทก็ยังทำ
จีนพวกนี้ พอบ้านเมืองกลับคืนดี ก็กลายเป็นคนดี บ้างก็เข้ารับราชการ

คราวนี้ จะรู้ได้อย่างไร ว่าจีนพวกใหนมากันครั้งใหน ผมเสนอให้ตามดูศาลเจ้าครับ
ยังไม่พบศาลเจ้าจีนเก่าแก่อยู่นอกบางกอกเลย เก่าสุดก็สมัยรัชกาลที่ 3 ยิ่งอยู่ห่างเมืองหลวงก็ยิ่งใหม่
นี่บ่งบอกข้อมูลเป็นอย่างดี ว่าจีนอพยพแบบยกหมู่บ้าน มากันสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นหลัก

ข้อเสนอเรื่องเครือข่ายของคุณเครซี่ จึงใช้กับอุตสาหกรรมน้ำตาลครั้งรัชกาลที่ 2- 3 ไม่ได้เลย
ใช้ได้ก็กับสมัยปลายชิง แบบที่ปู่ผม และตาผม หนีตายจากกวางตุ้ง และแต่จิ๋วมาที่บางรัก
จนเกิดเป็นตัวผม ซึ่งไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับจีนสมัยตั้งเมืองสงขลาให้คุมแขกสมัยรัชกาลที่ 1
คนละยุคสมัยเลยครับ

ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า การเอ่ยถึงจีนใหม่ การที่มีอาหมวยต้าอ่วยภาษาไล้ขื่อ
และการที่หัวเมืองภาคตะวันออกคับคั่ง เจริญรุ่งเรืองอย่างในนิราศเมืองแกลง จะเกิดหลังตั้งกรุงเทพ 25 ปี

มิได้เป็นอันขาด
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 77  เมื่อ 15 ต.ค. 07, 20:31

อ้างถึง
คราวนี้ จะรู้ได้อย่างไร ว่าจีนพวกใหนมากันครั้งใหน ผมเสนอให้ตามดูศาลเจ้าครับ
ยังไม่พบศาลเจ้าจีนเก่าแก่อยู่นอกบางกอกเลย เก่าสุดก็สมัยรัชกาลที่ 3 ยิ่งอยู่ห่างเมืองหลวงก็ยิ่งใหม่
นี่บ่งบอกข้อมูลเป็นอย่างดี ว่าจีนอพยพแบบยกหมู่บ้าน มากันสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นหลัก

ถึงท้องธารศาลเจ้าริมเขาขวาง              พอได้ทางลงมหาชลาไหล
เข้าถามเจ๊กลูกจ้างตามทางไป               เป็นจีนใหม่อ้อแอ้ไม่แน่นอน
ร้องไล้ขื่อมือชี้ไปที่เขา                         ก็ดื้อเดาเลียบเดินเนินสิงขร
ศิลาแลเป็นชะแง่ชะงักงอน                    บ้างพรุนพรอนแตกกาบเป็นคราบไคล

ถ้าหากว่ามีหลักฐานยืนยันว่า ศาลเจ้าเพิ่งสร้างกันในรัชกาลที่ ๓  ในรัชกาลที่ ๑ และ ๒ ไม่มี   ตรงนี้ก็น่าจะปักหมุดเวลาลงไปได้อีกดอกเบ้อเร่อ
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 78  เมื่อ 15 ต.ค. 07, 21:14

มีงานวิจัยเรื่องศาลเจ้าจีน
ดูเหมือนจะเป็นผลงานของอาจารย์พรพรรณ โรจนานนท์ (ขออภัยถ้าจำชื่อผิด)
หรือเป็นหนังสือเล่มก็เคยเห็น แต่ตัวผมเองนั้นไม่มี

ผู้ใดสะดวกไปคุ้ยในห้องสมุด
จะรับไปดำเนินการก็ขอได้รับความสุขความเจริญแก่ตนและครอบครัวด้วยเทอญ
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1866



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 79  เมื่อ 15 ต.ค. 07, 22:01

เรื่องนี้เห็นจะเป็นหนังยาวครับ

ถ้าจบโปรเจ็คสารพัดในมือแล้วยังไม่มีใครมาเฉลย ผมจะลองไปวิจัยดูครับ
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 80  เมื่อ 15 ต.ค. 07, 22:23

อ๋าย.....ได้อิหยั่งงี้ ก้อเรี่ยมดิ
ผมเคยทราบมาว่า หนึ่งในศาลเจ้าเก่าแก่ และสวยงามสมบูรณ์ของกรุงเทพ อยู่ที่วัดประยุรวงศ์
(กลับมาทบทวน อาจจะเป็นวัดกัลญานมิตร...ขออำไพครับ)
ทราบโดยเพื่อนที่เป็นช่างเขียน เคยไปป้วนเปี้ยน แถวนั้น แต่ก็ไม่ไว้ใจ เพราะเขาไม่ได้มีพื้นฐานทางจีนศึกษาดีพอ

ขออนุโมทนาในกุศลผลบุญที่จะไขความลับเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้า

เอ...วันนี้ ท่าทางผมจะกินยาผิดแฮะ
พูดจาแปลกตัวเองไปทุกที

ฝากลิ้งค์ไว้ก่อน
http://www.kapook.com/news/07/11148.html
http://www.kwongsiew.com/thai/shrine/shrine.html
http://kaekae.pn.psu.ac.th/ojs/psuhsej/viewarticle.php?id=113
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1866



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 81  เมื่อ 16 ต.ค. 07, 11:45

กลับมาต่อนิราศเมืองแกลงนะครับ

หลังจากวันมหาโหดตะลุยป่าเดินเท้าไกลถึง ๕๐ กม. ปรากฏว่า
ครั้นรุ่งเช้าเท้าบวมทั้งสองข้าง     จะย่องย่างสุดแรงจะแข็งขืน
อยู่ระยองสองวันสู้กลั้นกลืน       ค่อยแช่มชื่นชวนกันว่าจะคลาไคล

ซ้ำร้ายนายแสงคนนำทางกลับหนีไปเสียอีก
นายแสงหนีลี้หลบไม่พบเห็น              โอ้แสนเข็ญคิดน่าน้ำตาไหล
น้อยหรือเพื่อนเหมือนจะร่วมชีวาลัย       มาสูญใจจำจากเมื่อยากเย็น
จึงกรวดน้ำร่ำว่าต่ออาวาส                 อันชายชาตินี้หนอไม่ขอเห็น
มาลวงกันปลิ้นปลอกหลอกทั้งเป็น        จะชี้เช่นชั่วช้าให้สาใจ
เดชะสัตย์อธิษฐานประจานแจ้ง           ให้เรียกแสงเทวทัตจนตัดษัย
เหมือนชื่อตั้งหลังพิหารเขียนถ่านไฟ      ด้วยน้ำใจเหมือนมินหม้อทรชน

ท่าจะแค้นมากครับ

เป็นอันว่าจากระยองไป ทีมนิราศเมืองแกลงต้องวัดดวงเดินแบบไม่มีคนนำทาง ทั้งๆที่ตอนมีนายแสงนำก็ยังอุตส่าห์หลงที่พัทยาได้
แล้วชวนสองน้องรักร่วมชีวิต      ให้เปลี่ยวจิตไม่แจ้งรู้แห่งหน
จากระยองย่องตามกันสามคน    เลียบถนนคันนาป่ารำไรฯ


ถึงบ้านนาตาขวัญสำคัญแน่       เห็นยายแก่แวะถามตามสงสัย
เขาชี้นิ้วแนะทิวหนทางไป          ประจักษ์ใจจำแน่ดำเนินมา

เห็นภาพความลำบากของคนไม่รู้ทางเลยครับ ต้องถามทางไปตลอด เพียงแค่ป้ายแรกที่บ้านนาตาขวัญก็ต้องถามทางเสียแล้ว

ถึงบ้านแสงทางแห้งเห็นทุ่งกว้าง    เฟื่อนหนทางทวนทบตลบหา
บุกละแวกแฝกแขมกับหญ้าคา     จนแดดกล้ามาถึงย่านบ้านตะพง

บ้านแสงนี้ไม่รู้อยู่ไหน แต่ระหว่างบ้านนาตาขวัญกับบ้านตะพงมีบ้านแลงอยู่ สงสัยว่าน่าจะคัดลอกผิดมา
ถึงตรงนี้ผมเชื่อว่าเกือบหลงครับ คงจะไปเดินผิดทาง เพราะทางที่คนเดินมีหรือจะต้องไป "บุกละแวกแฝกแขมกับหญ้าคา" เคราะห์ดีที่ยังรักษาทิศทางจนไปถึงบ้านตะพงได้

ที่บ้านตะพงนี้
มีเคหาอารามงามระรื่น              ด้วยพ่างพื้นพุ่มไม้ไพรระหง
ตัดกระพ้อห่อได้ทุกไร่กง           พี่หลีกลงทางทุ่งกระทอลอ
เห็นสาวสาวชาวไร่เขาไถที่          บ้างพาทีอือเออเสียงเหนอหนอ
แลขี้ไคลใส่ตาบเป็นคราบคอ       ผ้าห่มห่อหมากแห้งตาแบงมาน

ก็ไม่รู้ว่าทำไร่อะไรกันนะครับ แต่สาวชาวไร่คราวนี้ไม่ใช่สาวจีนแน่ (ฮิฮิ)

หลังจากนั้นกวีเดินเข้าดงสูง เส้นทางแสนลำบากเป็นห้วยเป็นหนอง หลงอุตลุด ภาพจากดาวเทียมแถวนี้ก็เต็มทน GoogleEarth ไม่มีรายละเอียดเลย ส่วน PointAsia เห็นชัด คือเห็นเมฆชัดมาก เป็นก้อนสีเทาเต็มพื้นที่ มองไม่เห็นผิวโลกเลย

มาออกจากป่าได้ก็ออกทะเลพอดีตรงคลองกรุ่น (ปัจจุบันเรียกคลองกรูน)
ถึงปากช่องคลองกรุ่นเห็นคลองกว้าง      มีโรงร้างเรียงรายชายพฤกษา
เป็นชุมรุมหน้าน้ำเขาทำปลา               ไม่รอรารีบเดินดำเนินพลาง

ปากคลองกรูนนี้อยู่เลยท่าเรือบ้านเพทางจะไปสวนสนครับ ก็เรียกได้ว่าอยู่ในเขตบ้านเพนั่นแหละ เข้าใจว่าเดี๋ยวนี้ชาวบ้านที่นั่นก็ยังทำน้ำปลาอยู่ครับ

ถึงศาลเจ้าอ่าวสมุทรที่สุดหาด       เลียบลีลาศขึ้นตามช่องที่คลองขวาง
ถึงบ้านแกลงลัดบ้านไปย่านกลาง   เห็นฝูงนางสานเสื่อนั้นเหลือใจ
แต่ปากพลอดมือสอดขยุกขยิก     จนมือหงิกงอแงไม่แบได้
เป็นส่วยบ้านสานส่งเข้ากรุงไกร     เด็กผู้ใหญ่ทำเป็นไม่เว้นคนฯ

ที่ตรงนี้มี "ศาลเจ้าอ่าวสมุทรที่สุดหาด" ไม่รู้แบ่งวรรคตอนยังไงแต่เป็นศาลเจ้าแน่ๆครับ ตรงนี้กวีเดินเร็วเหลือเกินจากคลองกรูนบ้านเพแค่ไม่กี่คำกลอนไปถึงบ้านแกลงเสียแล้ว บ้านนี้เป็นบ้านสานเสื่อส่งส่วยเมืองกรุง ลิงก์นี้มีรูปการสานเสื่อหวายโสมให้ดูครับ
http://school.obec.go.th/sunthonphu/schoolweb1/kittisak/10.html
คืนนี้กวีของเราจะพักเรือนเพื่อนที่นี่ สิริรวมระยะทางที่เดินมาวันนี้ได้ราว ๒๗ กม. ไม่รวมระยะหลงวกวนซึ่งคำนวณไม่ถูกนะครับ
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 82  เมื่อ 16 ต.ค. 07, 11:49

ศาลเจ้าอ่าวสมุทรที่สุดหาด น่าจะแบ่งเป็น ศาลเจ้า(ชื่อ)อ่าวสมุทร  (ตั้งอยู่)ที่สุด(ชาย)หาด
อ่าวสมุทร อาจจะไม่ใช่ชื่อโดยตรง  แต่หมายถึงศาลเจ้าประจำอ่าวหรือทะเลส่วนนี้
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 83  เมื่อ 16 ต.ค. 07, 12:29

เคยเชื่อที่อาจารย์บอกว่า กวีเป็นหนุ่มกรุงผิวบาง
อ่านที่คุณเครซี่ถอดความแล้ว ต้องเปลี่ยนใจ

แกอึดยังกับแร่ด รอดไปร้องไห้กับตักพ่อได้ ก็นับเป็นยอดคนแล้ว
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1866



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 84  เมื่อ 16 ต.ค. 07, 12:42

ผมก็ว่างั้นครับ ปากก็บ่นไปเรื่อย แต่ถึกมาก ดูจากวันเดินลุยป่าจากนาจอมเทียนมาระยอง ๕๐ กม.นี่ โอ้..พระเจ้า ทามปายด้ายงาย เพ่...
ไม่ใช่แต่หนุ่มกรุงผิวบางตัวจริงอย่างผมที่บ่น (อิอิ) ชาวบ้านที่นาจอมเทียนได้ยินว่าจะเดินไประยองยังส่ายหัวกันหมดนาครับ

น่าสังเกตอีกอย่างคือ พ่อกวีคนนี้ทำไมเพื่อนแยะนัก แวะพักได้ตลอดทางเลย แถมที่บางปลาสร้อยทักกันใหญ่ว่าดูซูบอีกแน่ะ
ไปรู้จักกันมักคุ้นกันมาแต่ไหนหนอ?
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 85  เมื่อ 16 ต.ค. 07, 13:02

จอมยุทธทั้งสองท่านเพิ่งถกเถียงกันมาหยกๆเรื่องซินตึ๊ง ว่าเอาปัจจุบันไปวัดอดีตไม่ได้   ไฉนจึงมาเผลอเข้าข้างกันเองเป็นปี่เป็นขลุ่ย

คุณพพ.กับคุณอชผ. คงจะเคยเรียน รด. หรือออกภาคสนามทำงานกลางแจ้งกันมาเยอะแล้วสมัยเรียน  หรือเรียนจบก็ไปท่องเที่ยวบุกตะลุยถิ่นไกลๆกันมา    ไม่มีใครเรียกตัวเองว่าผิวบาง
อาจจะนึกว่าตัวเองถึกทั้งคู่
แต่ถึกสมัยนี้     เดินสิบกิโลก็แทบตายแล้ว  อย่าว่าแต่เดินจากจอมเทียนไประยอง  แค่เดินจากพัทยาเหนือไปพัทยาใต้ ไปกลับสัก ๒ เที่ยว  อาจจะหมดแรงลงกองกับพื้น
ผิดกับเมื่อ ๒๐๐ ปีก่อน   เขาแจวเรือกันเป็นวันๆ  เดินกันเป็นเส้นๆ เขาก็ทำได้

กวีหนุ่มเดินไปโอดโอยไปนี่แหละค่ะเรียกว่าผิวบาง  บ่นไปตลอดทาง  จะช่วยพายช่วยแจวก็ไม่ค่อยอยากทำ
นายแสงแกถึงรำคาญสุดขีด ทนหนุ่มผู้ดีไม่ไหว  หนีไปเลยไงล่ะคะ
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1866



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 86  เมื่อ 16 ต.ค. 07, 13:40

ถ้าเดินป่า ประมาณวันละ ๓๐ กม.นี่ผมเคยเดินครับ หลายครั้งแล้ว...
แหะๆ แต่เดินในเมืองประเภทหิ้วถุงเดินตามต้อยๆ อันนี้ผมไม่เคยคำนวณดูว่าไกลขนาดไหน เผลอๆอาจจะไกลกว่า  ยิงฟันยิ้ม

ให้ผมประเมินจากประสบการณ์ตัวเอง ผมว่าเดินป่าทึบ ๕๐ กม.ในวันเดียวนี่โหดจริงครับ (ยังไม่นับว่าก่อนหน้านั้นเดินเฉลี่ยวันละยี่สิบกว่ากิโลมาแล้วสองวัน)

หากอาจารย์ไม่เชื่อหนุ่มลูกกรุงผิวบางอย่างผมก็ต้องให้ชาวบ้านนาจอมเทียนเขาบอกเอง
แสนวิตกอกพี่เมื่ออ้างว้าง           ถามถึงทางที่จะไปในไพรสัณฑ์
ชาวบ้านบอกมรคาว่ากว่าพัน        สะกิดกันแกล้วกล้าเป็นน่ากลัว


 ยิงฟันยิ้ม

ส่วนนายแสง ผมว่าน่าจะหนีเพราะเป็นถิ่นตัวเองครับ พบญาติแล้วเลยไม่อยากไปต่อ ขออยู่ที่นี่ดีกว่า
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 87  เมื่อ 16 ต.ค. 07, 14:17

อาจารย์เรา หลงกลกวีซะแล่ว
ขืนแต่งนิราศว่า ฉันเป็นถึกปนแร่ด สาวที่ใหนจะมองครับ
ขนาดปัจจุบัน พระเอกในนิยายยังสำออยยิ่งกว่าไส้เดือนถูกขี้เถ้า

อันที่จริงนั้น ผมได้ลงความเห็นไว้แต่ปีมะโว้แล้วว่า กวีหนุ่ม ต้องมีหน้าที่การงานสำคัญมาปฏิบัติ
จากเจ้านายที่ครองวัง ซึ่งหมายถึงต้องเป็นระบบการปกครองครั้งรัชกาลที่ 2 ลงมา ที่มีการยกเจ้านายให้กำกับราชการ
หาไม่ เจ้าหนุ่มกวีเดินดุ่มๆ มาเที่ยวสอดส่องสภาพบ้านเมืองอย่างนี้ เจ้าพระยาพระคลังเอาตาย

ผมได้เคยวินิจฉัยไว้ในทรากกระทู้ที่จมอยู่กับฮาร์ดดิสก์ตัวที่พังไปแล้วว่า
เจ้าหนุ่มถูกจ่ายงานให้เดินทางปุปปับ ไม่มีแม้เวลาจะร่ำลาหวานใจ ก็เป็นได้อย่างเดียวคือเป็นงานที่ทำประจำ
ถ้าเป็นงานจร หรืองานส่วนตัวคือจะแวะเยี่ยมพ่อซะหน่อย....ก็ต้องเลิกเมื่อนายแสงหนีงานแล้วละครับ
แต่การหาเป็นเช่นนั้นไม่ สามหนุ่มยังลุยต่อ
ผมคิดได้เพียงว่า แกต้องรับงานมาชนิดเลิกไม่ได้ และแกต้องมีของดีอยู่กับตัว แกจึงแวะพักบ้านเจ้าถิ่นได้ทุกคืน
ของดีนั้นเรียกว่าสารตราครับ
คนเดินทางทำราชการต้องมีติดตัว มิเช่นนั้นก็ถูกจับตัวส่งต้นสังกัด ตั้งแต่ที่ด่านเรือโยงแล้วละครับ
ด่านที่ว่า เขาเก็บตังค์ด้วยนะครับ คลองลัดทั้งหลายด้วย ขุดเพื่อเก็บเงินทั้งนั้น

จึงขอสรุปว่า กวีผู้นี้ รับราชการในฝ่ายที่มีกิจการเกี่ยวกับหัวเมืองฟากตะวันออก
แกคงมีพื้นเพทางนี้อยู่ด้วย อย่างน้อยพ่อก็เป็นพระผู้ใหญ่ที่เมืองแกลงแหละ
เจ้านายใช้ให้ออกมา ก็ต้องมา ระนั้น ดูเหมือนจะเป็นงานจัดหาสินค้า
และแกเป็นขุนนางชั้นไม่เล็กแล้วด้วย เพราะมีชาวบ้านมาฟ้องเรื่องรีดนาทาเร้น

แต่เรื่องร้องไก้ เรื่องโอดครวญ อันนั้นเป็นกลเม็ดหลอกมัดใจอาจารย์ของเรา....5555555

หัวร่อแบบหนุ่มน้ำเค็ม
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 88  เมื่อ 16 ต.ค. 07, 14:25

นายแสงติดกัญชาจนตาแดง  ความจำเสื่อมจำทางไม่ได้ 
เสบียงอาหารของกวีก็ไม่เห็นมีของหวานมาแก้อาการคออักเสบ หิวน้ำเลย

กวีเร่งเดินทางขนาดลืมมุ้ง
คงไม่ได้เอาทองหยิบทองหยอดติดตัวมา

แกหมดกำลังใจอยากอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรเลยมากกว่า

ตอนแรกรู้จักกันฤทธิกัญชายังไม่มาก  อาจช่างพูดช่างคุย  พูดจาถูกอกถูกใจ  ตื่นเต้น  หัวเราะตลอด

แกเมากัญชาจนตาลายแล้ว  เมื่อทุกคนหิวน้ำ  แกต้องหิวมากกว่าหลายเท่าเพราะร่างกายขับเหงื่อออกมาก
นายแสงคงนึกว่าโดนหลอกมาเหมือนกันค่ะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 89  เมื่อ 16 ต.ค. 07, 14:32

ตอบ #86,#87
บอกว่าไก่เห็นตีนงู  เสียก็หมดเรื่องค่า ไม่ต้องอธิบายยาว   ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.038 วินาที กับ 19 คำสั่ง