คนไทยมาจากไหน ?

<< < (10/12) > >>

buddhi:
สวัสดีครับทุกๆท่าน

จากการติดตามศึกษาเรื่องนี้จากการอ่านตำรา อ่านบทความต่างๆ
โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า
1. คนไทยแต่ละภาคก็มีที่มาต่างกันครับ
2. คนไทยสยามไม่ได้มาจากไหน ไม่ได้เคลื่อนย้ายอพยพ แต่เป็นลูกผสมครับ
โดยดูจากลักษณะภูมิศาสตร์ของภูมิภาค
ผมเชื่อว่าแต่ดั้งแต่เดิมในภาคกลางเป็นคนกลุ่มขอม-มอญ (ขอมไม่ใช่กัมพูชา)
ผสมกับทางเหนือเป็นคนตระกูลไท(ไต)-ลาว ซึ่งมีถิ่นฐานทางตอนใต้ของจีน ลาว ตอนเหนือและอิสานของไทย ตอนเหนือและอิสานของพม่า และอาหม(อัสสัม)
กลุ่มนี้พูดภาษากลุ่มไท-กะได และมีความเชื่อดั้งเดิมและมีวัฒนธรรมร่วมกัน เช่น ถือผี ผู้หญิงเป็นใหญ่ กินข้าวเหนียว ฯลฯ
กับคนตระกูลอินโด-มลายูที่มีถิ่นกำเนิดจากทะเลครับ
เมื่อมีการค้าขายแลกเปลี่ยนกันระหว่างนครรัฐ
มีนครรัฐที่มั่งคั่งจากการค้า
ย่อมเป็นแรงดึงดูดให้เกิดการย้ายถิ่นเพื่อมาทำกินและสร้างครอบครัว
ต่อมามีการผสมกันกับพวกพ่อค้าวาณิชจากจีนและอินเดีย
และรับเอาความเชื่อต่างๆเข้ามา
นี่คือเหตุว่าทำไมคำไทยสำเนียงกรุงเทพ(ภาษาราชการ)จึงผสมผเสไปด้วยคำขอยืมของหลายๆภาษา
และประเพณีก็มีหลายหลาก

ไม่รู้ซิครับ จากการที่ผมเป็นคนกรุงเทพ แต่พูดอิสาน เว่าลาวได้ ฟังภาษาเหนือกำเมืองออก และฟังภาษาใต้ได้พอควร
ผมจึงสรุปเอาอย่างนี้
เพราะสังเกตที่ลักษณะภาษาที่ต่างจากภาษาไทยสำเนียงกรุงเทพค่อนข้างมากของภาษาเหล่านี้
อันที่จริงสำเนียงภาคกลางคล้ายกับกรุงเทพมากเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ต่างที่คำบางคำที่เรียก และดีกรีของความเหน่อด้วย
สังเกตได้ว่าทุกจังหวัดในภาคกลางพูดเหน่อหมด แม้แต่คนกรุงเทพสมัยก่อน (รุ่นปู่ย่าผม)

ส่วนเรื่องหน้าตาท่านว่าแปลกไหมคนไทยหน้าตาเหมือนคนฟิลิปปินส์และอินโด(โดยเฉพาะพวกจังหวัดอาเจะห์และสุมาตราเหนือ)มาก
ภาษาไทยใต้และภาคกลาง(ไม่ใช่กรุงเทพ)บางคำก็คล้ายกับภาษาอาเจะห์ครับ (ไม่ใช่ภาษาชวา)

ส่วนคนเหนือคนอิสานนี่แน่นอนว่าเป็นพวกกลุ่มไต-ลาว ซึ่งกินอาณาเขตอย่างที่บอกข้างต้น
หน้าตา ภาษาก็เหมือนกัน (เว้นที่รับเอาภาษาพม่าและภาษาจีนแมนดารินมาใช้)
ซึ่วคำที่ใช้ต่างจากภาษาไทยกรุงเทพและภาษาไทยภาคกลางค่อนข้างมาก
ลองไปฟังลำกลอน ลำเต้ยซิครับ หรือลองฟังเพลงของนักร้องชื่อกระแตซึ่งเป็นคนลำปางร้องเพลงภาษาเหนือซิครับ
ฟังครั้งแรกน่าจะงง หากไม่เคยได้ยินมาก่อน

นี่เป็นข้อสันนิษฐานของผมนะครับ
ผิดถูกบกพร่องที่ใดแย้งได้ครับ เพราะเป็นแค่ความคิดส่วนตัว

ขอบคุณครับ

ปล. จากข้อสังเกตของผม
1. ประชากรในจังหวัดตากตอนล่าง จังหวัดอุตรดิตถ์ตอนล่าง จังหวัดสุโขทัย จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดพิษณุโลก ลงมาจรดอ่าวไทยและเลยไปถึงจังหวัดชุมพรตอนบนจะพูดภาษาไทยภาคกลาง ซึ่งสังเกตได้ว่า "เหน่อ" ทุกจังหวัด ส่วนจะมากจะน้อยขึ้นกับบริเวณ พวกที่เหน่อมากสุดคือ เพชรบุรี-ราชบุรีครับ
2. เหนือเขตจังหวัดที่กล่าวมาข้างต้นจะ "อู้ลาว" หรือ อู้กำเมือง" กัน ซึ่งสำเนียงและคำที่ใช้ต่างจากอิสานมากพอควร
3. คนอิสานตอนบนกับตอนล่าง "เว่า" ต่างกัน อย่างน้อยคือสำเนียงและความเร็วของการพูด และคำบางคำที่ใช้
4. คนประเทศลาวที่เวียงจันทน์กับคนอิสานใต้ "เว่า" ต่างกันมาก
5. คนโคราชถูกคนอิสานเรียก "ไทยโคราช" ส่วนคนกรุงเทพเรียก "ลาวโคราช" แต่จากการสังเกตครึ่งจังหวัดทางใต้และตะวันตกพูดเหมือนคนไทยภาคกลางและมีเหน่อด้วย
6. แปลกสุด คำศัพท์บางคำของภาษาไทยใต้คล้ายกับไทยอิสานมากอย่างน่าตกใจครับ

แปลกดีไหมครับ

Hotacunus:
สวัสดีครับคุณ Buddhi

"2. คนไทยสยามไม่ได้มาจากไหน ไม่ได้เคลื่อนย้ายอพยพ แต่เป็นลูกผสมครับ"

ข้อนี้ผมเห็นด้วยครับ เพราะปัญหาที่เรามักประสบกันในการศึกษาประวัติศาสตร์ (ไม่ว่าจะประเทศไหน) มักเน้นเรื่อง "ชาติพันธุ์บริสุทธิ์" โดยเอา "ภาษา" มาเป็นตัวแทนชาติพันธุ์

เรื่องแบบนี้ ต้องแยกพิจารณาออกตามลำดับเวลาครับ ถ้าจากหลักฐานทางภาษาศาสตร์ ก็ค่อนข้างแน่ชัดว่า "บรรพบุรุษ (เสี้ยวหนึ่ง)" ของคนไทยปัจจุบัน มาจากทางจีนตอนใต้แน่ๆ แต่ว่าลงมา "ที่นี่" ตั้งแต่เมื่อไหร่ ?

"บรรพบุรุษ (อีกเสี้ยวหนึ่ง)" เป็นคนที่อยู่ที่นี่ เป็นคนกลุ่มใด ?

ประเด็นที่ผมสนใจ (แต่ยังหาคำอธิบายแบบจะจะ ยังไม่ได้) คือ การเปลี่ยนแปลงจากภาษาถิ่นเดิม (มอญ-เขมร ?) ของภาษาที่พูดกันมาก่อนในภาคใต้ มาเป็นภาษาไทยปักษ์ใต้ ได้อย่างไร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ?

ส่วนเรื่อง "ภาษากรุงเทพ" นั้น ผมมองว่าเป็นภาษาที่สืบต่อมาจากภาษาอยุธยาครับ ซึ่งตัวภาษาอยุธยาเองก็ "น่าจะ" สืบต่อมาจาก "ภาษาลพบุรีโบราณ" โดยสังเกตได้จาก การที่ภาษาไทยปัจจุบันนำเอา "ภาษาเขมรโบราณ" มาใช้เป็นราชาศัพท์ และคำศัพท์ภาษาไทยปัจจุบันเป็นจำนวนมาก มีรากศัพท์มาจากคำเขมรโบราณ

ภาษาลพบุรีโบราณนี่น่าสนใจมากครับ เพราะน่าจะเป็นภาษาที่ผสมผสานระหว่างภาษาไทเดิม กับภาษาเขมรโบราณได้อย่างลงตัว และพัฒนามาเป็นภาษาไทย (ราชการ) ในปัจจุบัน ประเด็นที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ คนที่เมืองลพบุรี พูดภาษาไทยกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ก่อน พร้อม หรือ หลัง สมัยพ่อขุนรามคำแหง

อันนี้เป็นข้อสังเกตส่วนตัวนะครับ ผมมองว่า "สำเนียง" เหนือ อีสาน ใต้ เป็นเอกลักษณ์ของภาษาไทเดิม แต่ "ภาษาไทยกรุงเทพ" มีสำเนียงที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการที่รับอิทธิพลจากภาษาเขมรโบราณมาก่อน (ตั้งแต่สมัยลพบุรี)

ผมลองให้เพื่อนชาวฝรั่งเศส ลองออกเสียงสำเนียง "ภาษาไทยกรุงเทพ" เพื่อนออกได้ไม่ค่อยชัด แต่พอให้ออกเป็นสำเนียง "ปักษ์ใต้" ออกได้ชัดเลย อิอิ

เทาชมพู:
มาต้อนรับค่ะ คุณ buddhi 
กำลังรอว่าเมื่อไรคุณ Ho จะเข้ามาตอบ  จะได้ขอความรู้ด้วย

อ้างถึง

ส่วนเรื่อง "ภาษากรุงเทพ" นั้น ผมมองว่าเป็นภาษาที่สืบต่อมาจากภาษาอยุธยาครับ ซึ่งตัวภาษาอยุธยาเองก็ "น่าจะ" สืบต่อมาจาก "ภาษาลพบุรีโบราณ" โดยสังเกตได้จาก การที่ภาษาไทยปัจจุบันนำเอา "ภาษาเขมรโบราณ" มาใช้เป็นราชาศัพท์ และคำศัพท์ภาษาไทยปัจจุบันเป็นจำนวนมาก มีรากศัพท์มาจากคำเขมรโบราณ

ถ้าดูจากวรรณคดีสมัยอยุธยา  ภาษาที่มีบทบาทเห็นชัดคือบาลี  มากกว่าเขมรเสียด้วยค่ะ    สันสกฤตมีน้อยกว่าบาลี
ดิฉันยังไม่แน่ใจ แต่คิดว่าบาลีที่มาจากพุทธศาสนา เข้ามาตั้งแต่สุโขทัย   ดูได้จากไตรภูมิพระร่วง   อยุธยารับมาเห็นชัดในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ที่ทรงให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตแปลแต่ง มหาชาติคำหลวง
พระบรมไตรฯ ทรงรวมสุโขทัยเข้ากับอยุธยา น่าจะทรงรับวัฒนธรรมทางภาษามาด้วยเช่นกัน

เทาชมพู:
โพสไปแล้วถึงนึกได้ว่า หรือคุณ Ho หมายถึงภาษาพูด ไม่ใช่ภาษาเขียน   ถ้าอย่างนั้นดิฉันไม่รู้ลึกพอจะจับได้ถึงสำเนียงท้องถิ่นของแต่ละจังหวัด
ส่วนสำเนียงกรุงเทพ  เคยอ่านพบว่ามีเพี้ยนเป็นสำเนียงแต้จิ๋ว   เพราะมีคนแต้จิ๋วอพยพเข้ามาอยู่มาก  ไม่ทราบว่ามีหลักฐานมากน้อยแค่ไหน


Hotacunus:
สวัสดีครับอาจารย์เทาชมพู

เรื่องวรรณคดีสมัยอยุธยา ผมเข้าใจว่าศัพท์ส่วนใหญ่ถูก "คัดสรร" เอาคำที่ไพเราะมาใช้ ซึ่งคำเหล่านั้น ก็เป็นคำบาลี (อิทธิพลจากพุทธศาสนา) ดังที่อาจารย์กล่าวไว้ครับ

ถ้าเป็นภาษาพูดทั่วๆ ไป และตัดคำที่ได้รับอิทธิพลมาจากพุทธศาสนา (บาลี) และศาสนาพราหมณ์ (สันสกฤต) ออกแล้ว ภาษาไทยกรุงเทพ จะมีคำภาษาเขมรมาเป็นอันดับแรกครับ

จากประสบการณ์ส่วนตัวที่พยายามหารากคำ ผมพบว่าภาษาเขมรโบราณ มีปะปนอยู่ในภาษาไทยมากทีเดียว บางคำผมคิดว่าเป็นคำไทย แต่พอได้ค้นดูก็พบว่าเป็นคำเขมรไปได้ (แต่ก็ยังติดว่า ผมไม่มีความรู้มากพอที่จะสรุปคำบางคำว่า ใครรับใคร)

ส่วนเรื่องสำเนียงแต้จิ๋วนั้น ผมคิดว่าไม่น่าที่จะมีอิทธิพลมากพอที่จะเปลี่ยนสำเนียงกรุงเทพได้ครับ ในทางกลับกัน น่าจะเป็นคนแต้จิ๋วเสียมากที่ได้รับอิทธิพลสำเนียงกรุงเทพ ทำให้คนแต้จิ๋วในไทย มีสำเนียงต่างออกไปจากแต้จิ๋วในจีน และมีการสร้างคำศัพท์ใหม่ๆ ที่ไม่มีใช้ในจีน เช่น คำว่า ตลาด (เรื่องนี้ รู้สึกว่าคุณ CrazyHOrse ได้เคยอธิบายไปบ้างแล้ว)

เรื่องนี้ ผมยังไม่เคยค้นคว้านะครับ แต่เท่าที่เคยผ่านๆ ตามา รู้สึกว่ากระแสคนแต้จิ๋วที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทย จะอยู่ในช่วง รัชกาลที่ 5 - 6 ส่วนกลุ่มอื่นๆ เช่น ฮักกา และ ฮกเกี้ยน นั้น ผมไม่ทราบครับว่ามากันแต่เมื่อไหร่ (อาจมาพร้อมๆ กัน ?)

แต่จีนสมัยอยุธยานี้ ไม่ทราบเหมือนกันครับว่ากลุ่มไหน ? จะเป็นจีนกวางตุ้งได้หรือไม่ ? เพราะดูเหมือนว่า ในสมัยอยุธยาตอนปลายจะรู้จัก จีนกวางตุ้ง ดีกว่าจีนเมืองอื่นๆ (รวมไปถึงโลกตะวันตกด้วย) โดยดูได้จากแผนที่เมืองท่าต่างๆ ในสมุดภาพไตรภูมิ ได้ระบุเมืองกวางตุ้ง (หมายถึง กวางโจว - กวางเจา) และเมืองต่างๆ ใกล้ๆ กันไว้ แต่เหนือขึ้นไม่ได้ระบุรายละเอียดไว้มากเท่า

คำว่า "ผักกวางตุ้ง" นี้ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเรียกกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่คำนี้อาจเป็นนัยให้เห็นว่า ในสมัยที่เรารับผักชนิดนี้มากิน เมืองกวางตุ้งก็คงเป็นที่รู้จักกันดีของคนไทยแล้ว เพราะรู้ว่า ผักนี้มาจากเมืองกวางตุ้ง

เรื่องผลิตภัณฑ์ที่เรียกตามชื่อเมืองหรือประเทศที่นำเข้านี้ ก็น่าสนใจครับ เท่าที่ผมรวบรวมไว้ "ส้ม" ในภาษาอื่นๆ เรียกกันแบบนี้ครับ
ภาษาอัลเบเนีย portokall (โปรตุเกส)
ภาษากรีซ πορτοκάλι (Portokali = โปรตุเกส)
ภาษาโรมาเนีย portocală (โปรตุเกส)
ภาษาตุรกี portakal (โปรตุเกส)

ภาษาสวีเดน apelsin (แอ็ปเปิล + จีน)
ภาษาเดนมาร์ก appelsin  (แอ็ปเปิล + จีน)
ภาษาดัชท์ sinaasappel (จีน + แอ็ปเปิล)

เครื่องกระเบื้อง ภาษาอังกฤษเรียกว่า China มีนัยก็คือ มาจากจีน

มันสำปะหลัง จำได้ว่า เป็นมันที่มาจากเมืองสำปะหลัง ในหมู่เกาะของอินโดนีเซีย (จำไม่ได้แล้วว่าเกาะใด อิอิ)

มะละกอ เคยอ่านมาว่า คำนี้มาจากชื่อเมืองมะละกา เพราะแรกนำเข้ามาจากเมืองนี้

พาออกไปทางภาษาศาสตร์อีกแล้ว อิอิ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว