เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9
  พิมพ์  
อ่าน: 18937 แบกะดินขึ้นห้าง
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 90  เมื่อ 13 ต.ค. 07, 23:11

ทุกวันนี้ก็ใช้ครับ คุณพิพัฒน์
ผมยอมรับว่าไม่ได้ใช้ "ตามเวลา" หรือ "เป็นเวลา" อย่างการทำงานในโรงพยาบาลแต่ก็ทำกั๊บ



ปล. ช่วงไหนถ้านายติบอหายจากบอร์ดไป..... ก็ไปทำงานแหละคับ

ปล.2 ไม่ได้เดือดร้อนจัยคับ...... แต่เดาได้ว่าคุณพิพัฒน์อยากพูดกับใคร คิคิ
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 91  เมื่อ 14 ต.ค. 07, 02:36

สาธุ

ขอบคุณแทนคนป่วยครับ
บันทึกการเข้า
pakun2k1d
พาลี
****
ตอบ: 285


ความคิดเห็นที่ 92  เมื่อ 14 ต.ค. 07, 08:04

อ่านคุณpipat และคุณติบอแล้วก็ต้องบอกว่า  นี่คือคุณประโยชน์อย่างยิ่งอีกประการหนึ่งของเว็ปนี้  การนำเสนอความจริงอีกด้านหนึ่งที่ต่างออกไป  ทำให้เกิด "ความรอบรู้" ความคิดพิจารณาก็จะละเอียดลึกซึ้ง รอบคอบขึ้น นึกถึงเพลงหนึ่งของวงเฉลียงค่ะ  "อื่น ๆ อีกมากมาย มากมาย ที่เราไม่รู้  อาจจะจริงเราเห็นอยู่ เผื่อใจไว้ที่ยังไม่เห็น" ดิฉันมักเอาไว้ใช้เป็นคาถาทำใจ

อีกประการหนึ่ง  ประชาธิปไตยกับพวกมากลากไป ต่างกันตรงที่  ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นจากการที่ประชาชนได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน ถูกต้อง  มีการวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ เพื่อให้เหลืออคติให้น้อยที่สุด(ดิฉันว่าอคติมีกันทุกคน ทุกกรณี จะมากหรือน้อย รู้ตัวหรือไม่เท่านั้นแหละค่ะ)แล้วจึงตัดสินใจเลือก  ส่วนพวกมากลากไปเกิดจากการโฆษณาชวนเชื่อ  คือการตัดสินใจไปทางใดทางหนึ่งแล้วจึงหาวิธีนำเสนอข้อมูลอย่างไรให้คนตัดสินใจตามค่ะ  ว่าอย่างนี้แล้ว  ดิฉันก็นึกถึงความทรงจำในอดีตอีกค่ะ  อาจารย์ ดร.ชัยพร วิชาวุธ ท่านเคยบอกวิธีแยกแยะระหว่างเหตุผลกับข้ออ้างว่า  เหตุผลมาก่อนการตัดสินใจ  ส่วนข้ออ้างมาทีหลังการตัดสินใจ  ดังนั้นประชาธิปไตยใช้หลักของเหตุและผล  ส่วนพวกชอบลากใช้ข้ออ้างค่ะ
บันทึกการเข้า
pakun2k1d
พาลี
****
ตอบ: 285


ความคิดเห็นที่ 93  เมื่อ 14 ต.ค. 07, 10:17

อันเนื่องมาจากความคิดเห็นที่ 60 ของคุณpipat  มี 2 ประเด็นค่ะ  เรื่องความดี ดีจริงไม่ควรเสื่อม  กับเรื่องศิลปะให้ประโยชน์กับผู้ดู  ขออ้างอิงภาษาปรัชญาเล็กน้อย คือ ดิฉันจัดตัวเองค่อนไปทางพวกประโยชน์นิยม  เวลาให้คุณค่า ตัดสิน พิจารณาอะไรก็มักจะไปทางนั้น  ดิฉันจึงว่าอย่างนี้ค่ะ

ดิฉันเคยอ่านข้อเขียนของ อาจารย์ดุษฎี ทองสิมา จากนิตยสารสกุลไทย นานมากแล้วค่ะ  ประมาณอย่างนี้นะคะ  "ทำดี ความดีเกิด แต่ความดีไม่ใช่ลาภยศ ทรัพย์สินเงินทอง ลาภ ยศ สรรเสริญ เป็นเพียงผลพลอยได้จากความดีอีกทีหนึ่ง  ทำดีแล้วทำไมไม่ได้ดี เพราะความดีที่กระทำนั้นไม่ถูกกับบุคคล กาละ"  ดังนั้นความดีที่เสื่อมนั้นคือประโยชน์ที่แท้จริงของความดี หรือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อันเป็นผลพลอยได้จากความดีนั่นอีกทีหนึ่งค่ะ เช่น การไม่พูดปด ประโยชน์ของการไม่พูดปดก็คือ พูดกี่ทีก็เหมือนกัน ไม่ต้องจำว่าพูดอะไร อย่างไร เป็นประโยชน์ของผู้พูด  ผู้พูดสบายใจว่าไม่ได้พูดปด ผู้คนที่คบหาผู้ไม่พูดปดก็คบหากันง่าย  ได้ยินได้ฟังอะไรจากผู้ไม่พูดปดก็ไม่ต้องไปเสียเวลาค้นหาความจริงอีก  แต่การไม่พูดปดไม่ได้แปลว่าต้องพูดทุกครั้ง  เพราะบางทีการพูดความจริงไม่ถูกที่ ไม่ถูกเวลา ไม่ถูกบุคคล ก็ทำให้ประโยชน์ที่ว่าไม่ต้องจำว่าพูดอะไร อย่างไร ถูกบดบังจากปัญหาของการพูดความจริงไม่ถูกที่ ไม่ถูกเวลา และไม่ถูกบุคคล  จำได้ว่า วิชาศีลธรรมสมัยดิฉันเรียนจะได้เรียนเรื่อง สัตปุริสธรรม 7 ด้วย(เป็นเรื่องปกตินะคะที่ดิฉันจำรายละเอียดไม่ได้)  และผู้คนในปัจจุบันยังมีความซับซ้อนขึ้นไปอีกนะคะ  บางคนพูดความจริงค่ะ  แต่พูดไม่หมด  ละความจริงบางส่วนที่มีผลต่อการตัดสินใจไปทางใดทางหนึ่งไว้  แบบนี้ถ้าผู้พูดตั้งใจดิฉันถือว่าพูดปด  แต่ถ้าเป็นไปโดยไม่รู้ เพราะรู้ความจริงมาเพียงบางส่วนเช่นกัน  อันนี้ก็ไม่ว่ากัน  ยังมีอีกค่ะ พูดความจริงทุกอย่างเลยค่ะ  แต่ตั้งใจหยิบขึ้นมาพูดในจังหวะที่จะสร้างเหตุตามความประสงค์ของผู้พูด  อย่างนี้จะอย่างไรดีล่ะค่ะ  เฮ้อ ชักยากอีกแล้ว  อ้อ...การไม่พูดปดในศีล 5 ได้ตีความไปถึงการไม่พูดในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ไม่พูดส่อเสียดกระแหนะกระแหนด้วยนะคะ  รู้สึกว่าจะเริ่มเข้าตัวแล้วนะคะ

เปลี่ยนเรื่องมาศิลปะต่อ  ศิลปะเริ่มมาอย่างนี้หรือเปล่าค่ะ  จากใครสักคนหนึ่งอยากถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองคิดด้วยทักษะที่ตนเองมี  เช่น มีความประทับใจรูปร่าง กริยาอาการของผู้หญิงซักคนหนึ่ง  ก็ถ่ายทอดความประทับใจนั้นออกมาเป็นรูปปั้น ภาพวาด งานแกะสลัก หรือใด ๆ เมื่องานนั้นเสร็จ  ผลงานนั้นได้ถ่ายทอดความรู้สึกดั่งใจแล้ว  ก็สมประโยชน์ของผู้สร้างงาน  ถ้ายังไม่ได้ผู้สร้างก็ต้องฝึกฝนทักษะความสามารถให้มากขึ้นจนสามารถควบคุมและทำได้ดั่งใจ    ส่วนผู้อื่นที่ได้มองเห็นงานแล้วรู้สึกซาบซึ้งอาจจะเกิดความรู้สึกร่วมกับผู้สร้างงาน  หรือซาบซึ้งกับความบากบั่นและฝีมือของผู้สร้างงาน หรือจินตนาการอื่น ๆ ที่ต่างออกไป  โดยได้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ดูเกิดการกระทำที่เป็นประโยชน์อื่น ๆ ต่อไปอีก  อันนี้มันยากที่จะกำหนดนะคะ  ดังนั้นถ้าจะใช้เกณฑ์ประโยชน์ของผู้ดูเป็นการตัดสินคุณค่าของศิลปะ  ดิฉันว่าไม่นะคะ  ดิฉันว่าศิลปะน่าจะอยู่ที่เจตนาของผู้สร้างงาน หรือจริง ๆ ก็อาจจะไม่ด้วยซ้ำ เพราะดิฉันว่าผู้สร้างงานของจริงแค่ทำงานได้อย่างที่ตัวเองตั้งใจ  ประโยชน์ที่แท้จริงก็สมบูรณ์ตามนั้น  ส่วนใครจะว่าเป็นศิลปะ ไม่ศิลปะ ก็เป็นเรื่องของผู้ดูไปมากกว่า

มีอีกประเด็นที่น่าสนใจค่ะ นักวาดกับศิลปิน เอาอะไรมาเป็นตัวชี้วัด  ดิฉันเคยได้ยินมาค่ะ  แต่ขอบอกเล่าวันหลังนะคะ
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 94  เมื่อ 14 ต.ค. 07, 12:20

เพียงแต่เพื่อสำเร็จประโยชน์ ไม่ใช่จุดหมายของศิลปะครับ
เป็นเพียงข้ออ้าง

การทำให้ถึงที่สุดของศักยภาพด้านสุนทรียะของมนุษย์ จึงเป็นศิลปะ
ถ้าไปไม่ถึงสุดของมนุษย์(อย่างสุนทรภู่ หรือดาวินชี่ ทำได้) แค่สุดขอบเขตของตนเอง
ก็พออนุโลม

หัวใจของกิจกรรมทางศิลปะ อยู่ที่สุนทรียะ ซึ่งเป็นคนละอย่างกับสิ่งสวยงาม
แต่คนมักเอามายึดเป็นสิ่งเดียวกัน
สิ่งสวยงามนั้น เปลี่ยนแปรได้เสมอ อยู่ในสถานะภาพเดียวกับแฟชั่น
แต่สุนทรียะนั่น "เกือบ" จะเป็นอมตะ กว่าจะเปลี่ยนได้ พลังที่จะมาเปลี่ยนมัน เห็นจะต้องน้องๆการพลิกแผ่นดิน
เช่น ในชีวิตอันสั้นของผม คาดว่า จะไม่มีการเปลี่ยนข้อยึดถือที่ว่า
สุนทรภู่ ทำงานที่เป็นสุดยอดของศิลปะแห่งการใช้ภาษาไทย

ข้ออื่นๆ ของป้ากุนนั้น น่ารับฟังเป็นอย่างยิ่ง
แต่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับศิลปะนักครับ เป็นปรัชญามากกว่า
ในความเห็นของผม ศิลปะกับปรัชญา เขาแบ่งหน้าที่กันครับ

แต่อาจจะมีคน"เผลอ" เอามารวมกันได้เช่นกัน
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30985

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 95  เมื่อ 14 ต.ค. 07, 12:36

เพลินตา---> "สวย"
เพลินใจ ---> "งาม" หรือสุนทรียะ  ค่ะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30985

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 96  เมื่อ 14 ต.ค. 07, 18:23

ชุดดาราที่สวมไปงานแจกออสการ์   ที่เอามาลง  เป็นสองในสิบชุดยอดแย่ตลอดกาล   ไม่มีทั้งความสวย และความงาม
จากเว็บนี้ค่ะ
http://www.fashioniq.com/wordpress/2007/02/23/10-unforgettably-bad-oscar-fashion-moments/



บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 97  เมื่อ 14 ต.ค. 07, 22:40

ภาพขวามือในความคิดเห็นที่ 96 ของอาจารย์ทำเอาผมอึ้ง... และ ทึ่ง.... อยู่พักใหญ่


คนออกแบบที่ไหนหนอ ช่างกล้าแสดงความบ้าได้ถึงเพียงนี้......
แล้วนี่ยังมีคนกล้าเอานกตายมาใส่ไปงานออสการ์เสียอีก
กรรมเวรจริงๆ ลังเล
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 98  เมื่อ 14 ต.ค. 07, 23:19

รูปนี้คงทำคุณกุ้งแห้งกุมขมับ คนเราตกต่ำได้ถึงปานนี้
เธอคือเจ้าแม่ trashion ครับ น้องหอก บริทนี่ สเปียรส์

ชีวิตเธอช่างน่าเวทนานัก


บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 99  เมื่อ 15 ต.ค. 07, 00:05

ในชีวิตประจำวัน คิตช์เป็นเหมือนดัชนีวัดสุขภาพทางรสนิยม
วันใด คุณแต่งองค์ออกจากบ้าน ด้วยเครื่องหุ้มห่ออันพิลึก เช่นแต่งชุดนอนไปเดินเซนเตอร์ป้อยท์
นั่นละ คิตช์แท้ๆ


เห็นภาพชุดนี้แล้วนึกถึงข้อความนี้สุดๆเลยครับ คุณpipat
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 100  เมื่อ 15 ต.ค. 07, 00:33

สมัยสิบขวบ


บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 101  เมื่อ 15 ต.ค. 07, 00:45

15 ปี ผ่านไป


บันทึกการเข้า
กุ้งแห้งเยอรมัน
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1573



ความคิดเห็นที่ 102  เมื่อ 15 ต.ค. 07, 06:51

เฮ้อ..คุณพพ.ขา
มิน่า คนโบราณถึงบอกว่า พวกแหม่มนี่ ถ้าไม่ดูแลตัวเองดีๆ ก็แก่ข้ามขั้นได้ในช่วงอายุยี่สิบเลย..
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30985

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 103  เมื่อ 15 ต.ค. 07, 08:36

#101
เทียบกับรูปข้างล่างนี้
สุดแสนเสียดาย...


บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 104  เมื่อ 15 ต.ค. 07, 09:10

เอลวิสน่าจะเป็นตัวอย่างของเทวดาตกสวรรค์ที่แจ้งชัด
แต่เขายังฉลาดพอที่จะเก็บอาการตกเหวชีวิตไว้เป็นความลับ ไม่ยอมให้มาทำลายเกียรติภูมิที่สร้างไว้
การที่เขายังรักดี แม้จะเผลอหามเสาเข้าไปแล้ว จึงยังนับว่าเป็นของจริงที่นำขึ้นห้างได้

แต่หนูบริทนางนี้ ไม่มีอะไรเทียบราชาเปรต...เอ้ย เปร๊สลี่ย์ได้เลย
ลุงแอร่อน เปร๊สลีย์ อาจจะสู้หลานไม่ได้ในเรื่องพุ่งแรง แต่เรื่องตกแรงลุงแกก็คงไม่อยากสู้อีกเหมือนกัน
โดยรวม ลุงแกจะเป็นหนึ่งในนักร้องที่คนรักที่สุดตลอดกาล...ส่วนอีหนู
เฮ้อ ตอนนี้คนก็ชักเลือนๆๆๆๆ แล้ว บริทนี่ใหนหรือ ?
หนูเขาเกิด 1981 วันนี้เพิ่ง 26 แต่เธอเจอวิกฤติระดับเกิดใหม่สามหนก็ยังล้างไม่หมด
เธอทำยอดขาย เจ็ดแปดสิบล้านซีดีไว้ เป็นอันดับแปดของสถิติที่เมกา เงินพันล้าน เห็นอยู่แค่ปลายมือ
เธอจึงก้าวไปไกลกว่าสาวน้อยอ่อนโลกเป็นอันมาก เป็นเจ้าแม่ตั้งแต่ยังไม่เป็นแม่คน

ครั้นเธอเป็นแม่ขึ้นมาจริงๆ ห่าก็ลง...อ๋าย พูดเกินไป ....หายนะก็จับราศรีเธอ
ภายในปีสองปี เธอหย่าซะมี ติดยา พยายามฆ่าตัวตาย กล้อนผม ถูกจับ....และที่น่าสมเพชเวทนาเป็นที่สุด
เธอสูญเสียลูกทั้งสองไป ศาลเห็นว่า เธอหมดสภาพมารดร มิอาจให้ทายาทน่ารักได้รับการเลี้ยงดูจากเธอได้
รูปถ่ายล่าสุด แสดงถึงความไร้ซึ่งวุฒิภาวะโดยสิ้นเชิง จากชุดแดงเดือดผ่ากลาง ที่เธอนุ่งไปศาล
ชีวิตต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร ทีวีเมืองลุงแซมกำลังลุ้นอย่างขมักเขม้น

แต่ผมคิดว่า อย่างน้อย น้องๆที่ไทยแลนด์แดนเสียม ก็น่าจะสำเหนียกถึงความไม่จีรังแห่งลาภยศสรรเสริญ
ความเบาหวิวยวบอ่อนแห่งชีวิต และความแน่นอนมั่นคงของหายนะจากการไม่รู้จักเติบใหญ่ของวุฒิภาวะ
ดังเท่าดังก็จะหายสาปสูญได้ในโลกมายานี้

เฮ้.......ได้แต่รอดูชะตาชีวิตหนูบริท ที่จากเด็กสาว สามปีก็กลายเป็นคนแก่ไปเลย

(ปัจฉิมลิขิต....รูปล่าง เขาลือกันว่าเธอเข้ารีตตามแฟนใหม่ไปเระ ใส่ดาวเดวิดและย้อมผมดำเฉยเลย)



บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.039 วินาที กับ 19 คำสั่ง