เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
อ่าน: 8959 แต่งก่อนอยู่ หรืออยู่ก่อนแต่ง - บนเรือนไทย
นิลกังขา
บุคคลทั่วไป
 เมื่อ 26 ธ.ค. 00, 17:33

เห็นมีหลายท่านแสดงความเป็นห่วงว่า "วัฒนธรรมตะวันตก"  จะทำให้เด็กไทยเสียเด็กหมด เพราะมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานกันมากขึ้นจวนจะทั่วไปอยู่แล้ว
ฟังแล้วพอจะเข้าใจได้ว่า ตามวัฒนธรรมไทยนั้นน่าจะไม่มีเรื่องทำนองนี้ ยังงั้นสินะครับ
ผมก็เลยนั่งนึกๆ ทบทวนวรรณคดีไทยที่พอจะจำได้ แล้วก็ชักสงสัยว่ามันวัฒนธรรมตะวันตกแน่หรือหว่าเรื่องอยู่กันโดยไม่แต่งหรืออยู่กันก่อนแต่งนี่น่ะ

พลายแก้วได้นางพิมก่อนแต่งนะครับ แถมได้สายทองเข้าอีกคนโดยไม่เห็นว่าจะได้ตบแต่งอะไร (บทสายทองตอนหลังๆ หายไปเลย)
อิเหนาน่ะ ถ้าการเจริญรอยตามวัฒนธรรมไทยหมายความว่าต้องเลียนแบบอิเหนาแล้ว ผมให้ลูกผมเป็นฝรั่งดีกว่า อิเหนาก็ลักนางบุษบามารื่นรมย์สนมสนิทกันในถ้ำทอง ก่อนแต่งตั้งนานมาก (ที่จริงตอนแต่งงานน่ะคือตอนเรื่องจวนจะจบอยู่แล้ว) ในเรื่องอิเหนามีความเบี่ยงเบนแปลกๆ อยู่ไม่น้อยเลยนะครับ ไม่ใช่เฉพาะอยู่ก่อนแต่งเท่านั้น เช่น การแต่งกายเป็นอีกเพศหนึ่งของบุษบา แถมพอบุษบากลายเป็นอุนากรรณ (ชาย) ไปแล้ว อิเหนามะงุมมะงาหรามาเจอเข้า จำกันไม่ได้ อิเหนายังทำท่าจะชอบผู้ชายด้วยกันเองเสียอีก จนอิเหนาสงสัยเต็มทีก็ให้คนไปแอบดูอุณากรรณอาบน้ำ จนเห็นหน้าอกถนัด อุณากรรณหนีไปบวชชี อิเหนาก็ตามไปสึกชี - - มีอะไรที่ฝรั่งเรียกว่า fetish อยู่เยอะมากเรื่องนี้
เทพอุ้มสม ก็มีตั้งหลายเรื่อง เช่นอนิรุทธกับนางอุษาเป็นต้น ถามหน่อยตอนที่เทพอุ้มเอาไปให้ได้สมกันนั้น พระเอกนางเอกแต่งงานกันรึยัง
พระลอ แต่งงานมีมเหสีอยู่แล้วนะครับตอนที่กระทำการกับผู้เยาว์ 2 คน คือพระเพื่อนพระแพงน่ะ คู่นี้ เอ๊ย 3 คนนี้ก็ไม่ได้แต่งกันก่อนอยู่เหมือนกัน อยู่กันก่อนแต่งทันใจดี
พระอภัยมณีได้ใครต่อใครมากมายหลายเผ่าพันธุ์ โดยไม่ต้องเสียเวลาแต่งงานก่อนเลย

ตกลงความคิดเรื่องแต่งก่อนอยู่นี่เป็นความคิดฝรั่งหรือความคิดไทยเดิมกันแน่ครับ?
บันทึกการเข้า
นำ้หวาน
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 19 ธ.ค. 00, 22:57

ดิฉันสงสัยเหมือนกันค่ะ  ว่าค่านิยมทางสังคมที่เราปฏิบัติอยู่ทุกวันนี้  หลายๆส่วนอาจจะมาจากค่านิยมยุควิคตอเรียก็เป็นได้นะคะ   สมัยโน้น
อาจจะมีความดลใจที่เราต้องเอาอย่างเค้า  เพื่อไม่ให้เค้ามาตู่ว่าเราป่าเถื่อนไม่มีวัฒนธรรม  แล้วเอาเป็นเหตุ(หาเรื่อง) ริบบ้านริบเมือง  
เหมือนอย่างที่ไปตู่เอาที่อื่นๆมาว่า  คนที่เจริญแล้ว(ชาวยุโรป) ต้องไป "ยกระดับ"วัฒนธรรมที่"ป่าเถื่อน"ของคนทั้งโลก  โดยไปยึดเอามาเป็นเมืองขึ้นซะ

อย่างชาวเขา เช่น คนม้ง  คนลั๊วะ (อาจจะเป็นอีก้อด้วยก็ไม่แน่ใจ)  จะถือว่าการให้ความอิสระทางเพศ  
ก่อนที่จะมีเหย้ามีเรือนกันเป็นเรื่องตามธรรมชาติ   หลังๆมานี่ไปถามชาวเขาต่างๆ  เค้าก็ปฏิเสธว่าไม่จริง  แต่ดิฉันเคยไปอยู่หมู่บ้านเหล่านี้  
คุยกับู้ใหญ่ของเค้า  เค้าก็ว่าเป็นจริง  แต่หลังจากแต่งงานแล้วเค้าก็เลิก  หากมีลูกติดมาก่อนแต่ง  ก็ถือว่าเป็นแรงงานเสริม  
ทำให้ค่าตัวผู้หญิงสูงขึ้นไปอีก  โดยเฉพาะถ้ามีลูกผู้ชายติดมา  สังคมคนพื้นราบที่ทำกสิกรรมอย่างเป็นระบบมานานกว่า  ย่อมมีการพัฒนามากขึ้น  
กระบวนการจับคู่กัน  ก็สลับซับซ้อนขึ้น  การประนามการอยู่ร่วมกันก่อนแต่งนี่  ดิฉันว่าต้องมาจากสังคมอุตสาหกรรมที่มีความรุ่มรวยทางวัตถุพอ  
ที่จะเลือกปฏิบัติในสิ่งที่ดูไม่น่าจะไปได้กับสังคมกสิกรรมเลยนะคะ

ในสังคมกสิกรรมที่ถือแรงงานเป็นทรัพย์ที่สำคัญ  การมีคนมาช่วยทำไร่ทำนา ถือเป็นการช่วยให้เพิ่มพูนสมบัติ  ดิฉันว่าการกล่าวหาว่าการอยู่ก่อนแต่ง
เป็น "ความหย่อนยานทางศีลธรรม" นี่  เป็นค่านิยมสัมพัทธ์ค่ะ  คือเอาค่านิยมของสมัยหนึ่งมาจำกัดความ "ศีลธรรม" เท่านั้น  
ไม่ใช่ว่าจะสนับสนุนหรือคัดค้านนะคะ  แต่คิดว่า  หากคนเราโตๆกันแล้ว  จะเลือกทางเดินของชีวิตตัวเองอย่างไร  
ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องของคนอื่นไปตัดสิน
บันทึกการเข้า
ส้มหวาน
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 20 ธ.ค. 00, 00:52

แต่การอยู่ก่อนแต่งนำไปสู่ปัญหามากมายนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิง เกิดพลาดไปมีบุตรขึ้นมาแล้วฝ่ายชายเตลิดไป(อย่างง่ายดายเพราะไม่มีพันธะผูกพันใดใดที่สังคมได้รับรู้เหมือนการแต่งงาน) ฝ่ายหญิงก็แย่ เพราะในสังคมไทยยังจำกัดผู้หญิงอยู่ในเรื่องการงานเพื่อนำรายได้มาเลี้ยงตนกับบุตร ดังนั้นดิฉันคิดว่าโบราณท่านจึงวางกฎระเบียบไว้จนกลายเป็นจารีตประเพณีเพราะเห็นแจ้งถึงผลเสียนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ธรรมเนียมเดิมตั้งแต่สมัยอิเหนาก็ตามเถอะและอีกอย่างจะให้ฝ่ายหญิงเอ่ยปากบอกชายที่ตนรักว่ามาแต่งงานกันเถอะก็กระดาก หากจะให้ฝ่ายชายเอ่ยเรื่องแต่งงานก่อนอยู่กันโดยที่ไม่มีธรรมเนียมแต่งก่อนอยู่มาก่อนนั้น ก็น้อยรายจะทำนะคะ เรื่องอะไรจะหาห่วงมาตล้องคอ  หรือว่าไงคะ
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 20 ธ.ค. 00, 01:18

มีข้อสังเกตประการหนึ่ง คือ การแต่งก่อนอยู่หรืออยู่ก่อนแต่งนั้นเป็นความสัมพันธ์สองทางระหว่างชายกับหญิง แต่กฏเกณฑ์ของสังคมไทยในเรื่องนี้ ที่กำหนดกับชายกับที่กำหนดกับหญิงดูเหมือนจะไม่เหมือนกัน

ถ้าการมีอะไรๆ กันก่อนแต่งไม่ดีโดยตัวของมันเอง ผู้ละเมิดก็ควรได้รับการติฉินเท่ากันโดยเสมอภาค ทั้งสองฝ่าย แต่ดูเหมือนว่า ในขณะที่มีคำสอนให้หญิงรักนวลสงวนตัวอยู่ในขนบประเพณีไทย ผมไม่ค่อยได้ยินคำสอนให้ชายรักนวลสงวนตัวเอาเลย หรือแม้แต่สอนให้ชายได้เขาแล้วต้องรับผิดชอบด้วย ก็ไม่ค่อยจะได้ยิน

ผู้หญิงแขก อย่างกฤษณาหรือเทราปทีเสียอีก ที่แขกคนแต่งเรื่องยอมให้มีสามี 5 คนพร้อมกันได้ (เป็นกรณีพิเศษ?) ผู้หญิงไทยแค่วันทองสองใจเท่านั้นก็ถูกประหารแล้ว ไม่เห็นมีใครถามว่าขุนแผนมีกี่ใจบ้าง ที่จริง ว่าไปแล้วเรื่องนี้ขุนช้างดีกว่าขุนแผน เรื่องอื่นๆ ยกไว้เถอะ แต่เรื่องซื่อตรงจงรักกับแม่วันทองคนเดียวนั้น จริงๆ ตั้งแต่เมียคนก่อนตายไปแล้ว ขุนช้างก็มีเมียคือวันทองคนเดียว พยายามชิงนางมาหลายหนหลายคราวไม่เปลี่ยนใจ กระทั่งนางแก้วกิริยา ทาสขัดดอกเบี้ยในเรือนตัวแท้ๆ ขุนช้างก็ไม่ได้ลุแก่อำนาจปล้ำเป็นเมีย ปล่อยไว้ให้ขุนแผนบุกรุกเข้าบ้านแล้วก็จัดการเสีย ทั้งๆ ที่อ้างว่าจะมาหาวันทองแท้ๆ นะเนี่ย
ขุนแผนเป็นพระเอกวรรณคดีไทยอีกคน ที่ถ้าลูกชายผม (ถ้ามี) จะเจริญรอยตาม ผมคงจะกลุ้มใจมาก ทั้งๆ ที่ผมรักความเป็นไทยนี่แหละ

วรรณคดีไทยที่ผมยกมานั้น เป็นมุมมองการดำเนินเรื่องโดยยึดพระเอกเป็นหลักทั้งนั้นแหละครับ มีเรื่องไหนบ้างหรือเปล่าที่ยึดนางเอกเป็นหลักในการเล่าเรื่อง ยังนึกไม่ออก

นางในวรรณคดีไทยที่มีความสัมพันธ์ทางเพศนอกสภาพสมรส แล้วตอนจบก็ยังแฮปปี้เอนดิ้งได้ ตอนนี้นึกออกแต่นางกากีคนเดียว (แต่นางกากีก็ถูกประณามมากเหมือนกัน) ไม่ใช่จบลงตอนที่ถูกท้าวพรหมทัตลอยแพนะครับ ลอยแพไปแล้วต่อจากนั้นไปกากียังไปผจญภัย และมีสามีอีกหลายราย กว่านาฏกุเวรคนธรรพ์ซึ่งขึ้นเป็นพระเจ้าพรหมทัตแทนจะกลับไปรับนางกากีมาอยู่ด้วยกันอีกตอนจบเรื่อง
บันทึกการเข้า
ฟังเสียงฝนในหอน้อยเพียงเดียวดาย
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 20 ธ.ค. 00, 08:46

ผมว่าทฤษฎีกับปฏิบัติของคนไทยภาคกลาง เน้นกรุงเทพ ไม่ค่อยจะเดินไปทางเดียวกันครับ  มันถึงเกิดปัญหาข้อนี้ขึ้นมา
สังคมไทยภาคกลางแต่เดิมถูกกำหนดโดยฝ่ายชาย  แต่ผู้ปฏิบัติคือฝ่ายหญิง    มันก็เหมือนตำรวจบอกให้คนขับรถขับตามกฏจราจร แต่ถ้าตำรวจจะขี่มอเตอร์ไซค์ย้อนศรอ้างว่ารีบไปปฏิบัติงาน ผมก็ไม่เห็นตำรวจด้วยกันจับตำรวจ
ผู้ชายกำหนดให้ผู้หญิงรักนวลสงวนตัวแน่  ไม่งั้นคำนี้มันจะมาจากไหน   แต่คำนี้เราก็รู้แล้วว่าไม่ได้หมายถึงฝ่ายชาย   ผู้ชายไทยคนไหนบอกว่าพ่อแม่สอนให้รักนวลสงวนตัว คงหัวเราะกันตับแตก
กวีไทยคนไหนไม่รู้สอนว่ายังงี้ จำได้แต่จำชื่อคนแต่งไม่ได้
 อย่าชิงสุกก่อนห่ามไม่งามดี
เมื่อบุญมีคงจะมาอย่าปรารมย์
คำว่า ชิงสุกก่อนห่าม เอาไว้สอนผู้หญิง   เหมือนคำว่า มารหัวขน ก็เอาไว้ใช้กับลูกในท้องที่หาพ่อไม่ได้ คือหาได้แต่พ่อมันไม่ยอมรับ   เลยกลายเป็นมารสำหรับแม่ ไม่ใช่มารสำหรับพ่อ
ค่านิยมที่เจ้าของกระทู้ว่ามาคือค่านิยมของเมืองหลวงครับ  ออกมาจากราชสำนัก แล้วลงมาถึงคนนอกวังพวกเจ้าขุนมูลนาย  เอาไว้บังคับผู้หญิงแต่ผู้ชายลอยตัว  
แต่ชาวบ้านไม่เป็น   คนถิ่นอื่นนอกจากกรุงเทพก็มีหลายถิ่นที่ไม่เป็น อย่างพวกชาวเขาที่คุณน้ำหวานว่า
บางเผ่าเจ้าสาวได้ลูกติดท้องมา เจ้าบ่าวดีใจซะอีก  บอกว่าผีฟ้าให้ลูกมาเรียบร้อยแล้ว
วรรณคดีราชสำนักเมืองหลวง  ก็ผู้ชายแต่งเองล้วนๆ ผู้ชายเลยทำอะไรก็ได้ตามใจตัว  ตั้งแต่ฉุดคร่า แบบอิเหนาทำกับบุษบา    ปีนเข้าหา แบบขุนแผนทำกับนางพิม   ลูกชายขุนแผนก็ตามรอยพ่อ ย่องเข้าหาศรีมาลาซะเฉยๆ เกรงใจพ่อแม่ผู้หญิงซักนิดก็ไม่มี
ถ้าเป็นสมัยนี้ ถูกจับยัดเข้าห้องขังกันทั้งอิเหนาทั้งพลายพ่อพลายลูก  ลองไปแจ้งความละก็
วรรณคดีที่นางเอกเป็นหลักการเล่าเรื่อง   ก็เล่าแบบยกย่องผู้ชายอีกน่ะละ  กฤษณาสอนน้องครับ  ขนาดก่อนนอนต้องล้างเท้าให้สามี
อ่านหนังสือพวกนี้แล้วบางทีก็ตะขิดตะขวงใจ อย่างอิเหนาผมว่ากระเดียดๆจะเป็นไบ   เห็นอุณากรรณเข้าก็ชอบ ทั้งที่เป็นชาย
มี child molest ด้วย กะสียะตรา
คำว่า fetish  คุณนิลกังขาแปลว่าอะไรครับ  ที่ผมเรียนมา หมายถึงผู้ที่ระบายอารมณ์เพศกับวัตถุสิ่งของแปลกๆ   แต่ถ้าแอบดูใครอาบน้ำเรียกว่า peeping Tom หรือถ้าโชว์ตัวเองเรียกว่า Exhibitionist ครับ
บันทึกการเข้า
นำ้หวาน
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 20 ธ.ค. 00, 10:01

ดิฉันว่า  ผู้ชาย ยังมีความได้เปรียบมากในสังคมของเรา   ค่านิยมต่อความสัมพันทธ์ทางเพศยังเป็นไปในทางว่า  เป็นการที่ฝ่ายชายเป็นฝ่าย "ได้"
ฝ่ายหญิงเป็นฝ่าย "เสีย"  เสียอะไร ได้อะไรหรือคะ  ก็ พรหมจารีย์ของผู้หญิงใช่ไหมคะ  แต่หากใครพูดถึงการเสีย "พรหมจารีย์" ของผู้ชายบ้าง  
กลับเป็นการมองว่า  เป็นการ "ได้ขึ้นครู" ไป  คุณค่าของผู้หญิงก็มากำหนดกันที่ตรงนี้  ก็ไม่มีใครกล้าเอาอนาคตของตัวไปเสี่ยงหรอกค่ะ  
การระมัดระวัง ไม่ให้เพลี่ยงพลำ้ถูกเอาเปรียบทางเพศ  ก็ยังเป็นข้อที่สตรีควรพึงสำเหนียกอยู่  อย่างที่คุณส้มหวานว่ามา  
ก็เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยของผู้หญิงที่ "ตก" อยู่ในสภาพเป็นฝ่ายเสียเปรียบเช่นนี้  ก็ไม่มีใครชอบถูกเอาเปรียบเป็นธรรมดาหรอกค่ะ  เป็นดิฉัน  
ดิฉันก็ไม่ยอมเสียเปรียบเหมือนกัน

แต่ว่า  ผู้ชายที่ยังคิดแบบนี้  แล้วทำให้ผู้หญิงต้องตกบันไดพลอยโจน  ต้องมารักษาตัวไม่ให้เพลี่ยงพลำ้เสียเปรียบไปนี่  ดิฉันก็ไม่คิดว่า  
เป็นที่พึงปรารถนาพอสำหรับตัวเอง  คือว่า "แม้นแผ่นดินสิ้นชายที่พึงเชย ก็อย่ามีคู่เสียเลยจะดีกว่า"   แต่หากอยู่ในสังคมไทยแล้ว  
ก็จะเห็นมีการล้อเรื่อง "ขึ้นคาน" กันเป็นของธรรมดา  ซึ่งมามองดูแล้ว  เป็นการเพิ่มแรงกดดันให้กับผู้หญิงที่เลือกที่จะไม่ยอมรับสภาพถูกเอาเปรียบ  
คือไม่ให้ถูกเอาเปรียบมาก  แต่ต้องจำยอมตกไปอยู่ในสภาพถูกเอาเปรียบน้อย  เอ ชักแหม่งๆยังไงก็ไม่ทราบนะคะ  

สมัยโบราณยังไม่มีการคุมกำเนิด  หากฝ่ายหญิงท้องขึ้นมา  ในสังคมที่ไม่ถือแรงงานเป็นปัจจัยที่สำคัญทางเศรษฐกิจแล้ว  
ลูกในท้องก็เป็นการประจานตัวเองไป  แต่ปัจจุบันนี้  มีการคุมกำเนิดกันแล้ว  ความรู้ด้านเพศศึกษาเกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัย  
ก็มีให้แสวงหาได้ไม่ยาก  จะเอาที่ว่า  ห้ามมีความสัมพันธ์ทางเพศเพราะเดี๋ยวท้องแล้วผู้หญิงลำบาก  มาเป็นเหตุผลของการห้าม  ก็ดูจะฟังไม่ขึ้นนะคะ  
เพราะการป้องกันนั้นทำได้  แต่ทำไมยังมาห้ามอยู่กันก่อนแต่ง  ถ้าขุดไปถึงรากของเหตุที่แท้จริงแล้ว  ก็คือ ยังมีการกดขี่ผู้หญิงนั่นเองค่ะ  
แต่หากผู้หญิงยังต้องตกอยู่ท่ามกลางหมู่ผู้ชายที่มองแต่ว่า  ความสัมพันธ์ทางเพศเป็นกำไรของผู้ชายฝ่ายเดียว  การกดขี่ที่ว่าห้ามอยู่ก่อนแต่ง  
ก็ดูจะเป็นการกดขี่ที่ยังเบาบางกว่าสภาพการกดขี่โดยรวมนะคะ

แล้วแถมผู้หญิงที่ตัดสินใจจะสลัดการกดขี่นี้  เกิดพลาดไปถูกกดขี่เอาเปรียบที่หนักขึ้นไป  โดยไปหลงผู้ชายที่หวังเอากำไรเข้าแล้ว  
ยังต้องมาถูกทับถมจากคนอื่นในสังคม  ที่นอกจากจะไม่คิดเปลี่ยนแปลงสภาพนี้แล้ว  ยังคิดสมยอมให้คงสภาพการกดขี่เช่นนี้ต่อไปอีก  
หากเป็นเช่นนี้แล้วละ  ก็ไปหาแฟนจากสังคมอื่นที่เค้ามีความคิดพัฒนาเลยค่านิยมวิคตอเรียนี้ไปคงจะดีกว่านะคะ  "แม้นแผ่นดินนี้สิ้นชายที่พึงเชย
ไปหาเอาจากที่อื่นซะเลยจะดีกว่า" นะคะ
บันทึกการเข้า
อักกา
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 20 ธ.ค. 00, 11:03

ผมว่าการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งหรือแต่ก่อนแล้วค่อยมีเพศสัมพันธ์นั้นมีกำเนิดอยู่ในแต่ละวัฒนธรรมอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าอยู่ในยุคไหนมีปัจจัยอะไรบ้างเท่านั้น โดยธรรมชาติมนุษย์หรือสัตว์อื่นๆก็ต้องการที่จะมีเพศสัมพันธ์มากที่สุดกับคู่ที่หลากหลายที่สุดเพื่อจะได้มีลูกหลานสืบทอดมากและหลากหลายที่สุด แต่การกระทำเช่นนั้นจำให้ต้องไปขัดแย้งกับผู้ร่วมเผ่าพันธ์ุผู้อื่นโดยเฉพาะกรณีที่ทรัพยากรมีจำกัดเช่น อาหาร พื้นที่หากิน อีกทั้งการลงทุนในการเลี้ยงดูลูกหลานให้เติบโตสืบพันธ์ุได้นั้นอาศัยเวลาและพลังงานเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะเพศหญิง การแต่งงานจึงต้องมีเพิื่อที่จะกำหนดหน้าที่ร่วมกันของเพศชายและหญิงในการเลี้ยงดูลูกโดยอย่างยิ่งในระยะตั้งครรภ์ สิ่งที่เพศชายต้องการนอกเหนือจากการมีคู่ให้มากที่สุดแล้วก็คือการยืนยันว่าเด็กนั้นเป็นลูกของตนจริงๆ จริงเป็นที่มากของการรักษาพรหมจารีก่อนแต่งงานของหญิงในสังคมส่วนมาก ฝ่ายหญิงก็ต้องการความมั่นใจว่าฝ่ายชายจะนำทรัพยากรที่หาได้มาช่วยเลี้ยงดูตนและลูก(ซึ่งอาจจะเป็นลูกของชายอื่น)อย่างพอเพียง ถ้าฝ่ายหญิงได้รับทรัพยากรอย่างพอเพียงก็อาจจะไม่สนใจมากนักกับการที่ฝ่ายชายมีอะไรกับหญิงอื่นถ้าหญิงนั้นไม่มีลูกมาแย่งทรัพยากรของลูกตน

นี่ก็อาจจะอธิบาย แม่เลี้ยง-ลูกเลี้ยงข้ามวัฒนธรรม(ปลาบู่ทอง, สโนไวท,์ เกรเทล-เฮนเซล) และค่านิยม หญิงต้องรักนวลสงวนตัว ชายต้องมีเมียมาก (Victorian's a lady must be properly behave while a gentleman should spread his seeds, Madona-Whore conflict)  หญิงมีชู้ไม่เท่าชายมีเมียน้อย

ค่านิยมตะวันตกที่ว่าน่าจะมาจากยุคหกสิบที่มีการปฏิวัติสิทธิสตรีและยาคุมกำเนิดรวมทั้วสิทธิการทำแท้งทำให้ผู้หญิงไม่จำเป็นที่จะต้องระวังการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานเหมือนเมื่อก่อน นี่คงเป็นสาเหตุทำให้เด็กไทยที่รับมาไม่ทั้งหมดโดยมีเพศสัมพันธ์ก่อนเวลาอันสมควรโดยไม่รู้จักป้องกันทั้งการคุมกำเนิดและการติดต่อโรคเพศสัมพันธ์ หลายประเทศก็เผชิญปัญหานี้เช่นเดียวกันถึงกับมีการรณรงค์รอก่อนมีเพศสัมพันธ์เพื่อลดจำนวนเด็กวัยรุ่นที่มีลูกก่อนถึงวัยอันควร

สื่อก็น่าจะมีส่วนเพราะในโทรทัศน์หรือภาพยนตร์ก็มักจะแสดงถึงการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานเพราะเป็นสิ่งที่คนดูต้องการ ซึ่งก็อาจจะเหมือนกับวรรณคดีไทยที่แต่งเพื่อให้คนอ่านคนดูอยากให้เป็นมากกว่าที่จะเป็นสิ่งยอมรับตามปกติของสังคม
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 20 ธ.ค. 00, 12:56

เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมอยู่ที่ค่านิยมครับ ซึ่งค่านิยมนี่ก็เปลี่ยนแปลงได้ สังคมไทยเป็นสังคมแบบแอบครับ ปากก็ว่าไม่ดี แต่เรื่องนี้มันก็มีมานาน และก็เป็นเรื่องปกติ จุดสำคัญก็คือ ค่านิยมของเรายังไม่เปลี่ยน ยังเห็นว่าไม่เหมาะสม(ถึงแม้ว่าจะทำมานานแล้ว)
ไม่สนับสนุนแต่ก็ไม่ต่อต้านครับ ขอตั้งข้อสังเกตอย่าง คือค่านิยมอเมริกันในเรื่องนี้กำลังวิ่งสวนทางกับเราครับ
บันทึกการเข้า
วีรชาติ
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 20 ธ.ค. 00, 15:31

ถ้าพูดเลียนแบบนักการเมืองไทย ก็คงบอกว่า

ไหนๆก็เปินเรื่องที่ผิดแล้วนี่ ก็ไม่เป็นไรหรอก
ออกเป็นกฏหมายว่าต่อไปนี้ให้อยู่ก่อนแต่ง
ไปเลยก็แล้วกัน จะได้ไม่ผิดกฏหมายไง

ฮึๆ
บันทึกการเข้า
ฟังเสียงฝนในหอน้อยเพียงเดียวดาย
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 21 ธ.ค. 00, 19:32

ขอถามแตกสาขาออกไปหน่อยครับ  ใครที่นี้ยังเชื่อถือเรื่องแต่งก่อนอยู่กันอีกหรือเปล่า  ถ้าหากว่าคุณอยู่กับแฟนก่อนแต่ง ไม่ใช่ฟรีเซกซ์ จะเสียหายอะไรไหม
ที่ถามเพราะเห็นว่าผู้ชายเป็นผู้กำหนดมากกว่าผู้หญิง   ขนาดว่ามารู้กันทีหลังว่าผู้หญิงเคยอยู่กับแฟนเก่ามาก่อนก็เกิดเรื่องทะเลาะกันกันจนเลิกกันไปหลายราย   ทำใจไม่ได้   ถ้าหากว่าผู้ชายเป็นฝ่ายเลิกกำหนดค่านิยมนี้ผมว่าผู้หญิงก็ไม่มีปัญหา  เพราะผู้หญิงจะมีปัญหาเมื่อผู้ชายมีปัญหาก่อน
บันทึกการเข้า
แจมด้วยคน
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 21 ธ.ค. 00, 20:18

ใครที่นี้ยังเชื่อถือเรื่องแต่งก่อนอยู่กันอีกหรือเปล่า ถ้าหากว่าคุณอยู่กับแฟนก่อนแต่ง
                                                     ไม่ใช่ฟรีเซกซ์ จะเสียหายอะไรไหม

เห็นคนที่เป็นแฟนกัน ไม่รู้ได้กันหรือไม่ได้ เค้าก็อยู่ด้วยกันนี่ โดยเฉพาะมาเรียนเมืองนอก
เป็นเกือบทุกคู่ อย่างนี้ถ้าแฟนใหม่ไม่ยอม ก็อดหมดสิ อิอิ

เพ่ิงทราบว่าค่านิยมอเมริกันกำลังจะเปลี่ยนมาเป็นแต่งก่อนอยู่
แต่เราจะวิ่งสวนทาง เพราะนิยมตามดาราบ้าง เห็นว่ามันสะดวกบ้าง

เรื่องนี้พูดยากมันแล้วแต่จริงๆ เรื่องความรักเป็นเรื่องระหว่างสองคน
ที่คบกัน คนอื่นคงเข้ามาบอกว่าเค้าควรทำอย่างไรมากไม่ได้ ถ้าเค้าอยู่กันก่อนแต่ง
แล้วเค้าได้แต่ง ได้รัก ไม่ว่าจะมีอะไรกันหรือไม่ก็คงไม่ผิด แต่ถ้าเค้าตรงข้าม
เค้าก็คงเสียหายมีปัญหาเรื่องเด็กถ้าพลาดนะ แต่บางคนเก่งจะตายอิอิ เห็นเพื่อนชาติอื่นนะไม่ใช่คนไทย
กลุ้มใจแทนเพื่อนก็เคย แต่ตอนนี้เค้าก็อยู่กับแฟนสมจริงแล้วก็รักกันมากๆ พ่อแม่ที่เคยคัดค้านก็แทบจะ
ทำอะไร ไม่ได้เลย  เค้าเรียกไฟรักนี่ช่างรุนแรงเสียจริงใครมาทัดทานถ้าตัวเองลองรักใครอย่างหัวปลักและปลำ
ก็คงจะเป็นแบบนี้ [   อย่าลืมความรักทำให้คนตาบอดได้     แม้จะรู้ว่าผิดไม่สมควร เสี่ยงเกินไปแต่ก็เมื่อเจอ
กับตัวจริงๆ ใครจะรู้   ]
บันทึกการเข้า
แจมบ้างสิ
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 22 ธ.ค. 00, 05:15

ที่คุณนกข ว่าวรรณคดีไทยส่วนใหญ่เค้าอยู่ก่อนแต่งทั้งนั้น แต่ค่านิยม
คนไทยกลับไม่ยอมให้เป็นอย่างนั้น เราว่านิยายก็คือนิยาย หาใช่บทความ
ทางวิชาการไม่ วรรณคดีที่คุณยกมาอาจจะเป็นแค่แฟนตาซีของคนเขียนก็ได้
ดังนั้นเราจึงไม่ควรเอาตัวอย่างจากนิยายมาตัดสินการกระทำของคน
ซึ่งบางทีค่านิยมกับการปฏิบัติในสมัยโบราณอาจจะไปด้วยกันก็ได้ (แต่ว่าไปเราก็
ไม่มีหลักฐานสนับสนุนเหมือนกัน ขอแจมแบบมั่วๆ ก่อน) จากที่เรียนมา
เค้าว่าพ่อแม่โบราณส่วนใหญ่ไม่ยอมให้ลูกสาวเรียนหนังสือ หรืออ่านนิยาย
เพราะอาจจะทำให้ได้รับตัวอย่างไม่ดี หรือริเขียนจดหมายรัก นี่อาจจะเป็น
อุบายเพื่อสนับสนุน การรักนวลสงวนตัวก็ได้นา เค้ายังบอกให้อยู่กับเหย้า
เฝ้ากับเรือนอีกต่างหาก

ทีนี้เรื่องอยู่ก่อนแต่งนี่ถูกหรือผิดก็เป็นวิจารณญานส่วนบุคคลล่ะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 24 ธ.ค. 00, 13:08

ในโลกแห่งความเป็นจริง ความสัมพันธ์ของชายหญิงคนไทยในอดีต เป็นเรื่องแห้งแล้งมากค่ะ   ขนาดหมอสมิธ แพทย์ฝรั่งประจำราชสำนักในรัชกาลที่ ๖ เคยบันทึกไว้ว่า คนไทยไม่โรแมนติกเลย    คุณหมอคงสังเกตจากคนไทยรอบๆตัว  แต่ไม่ได้อ่านวรรณคดีเพราะอ่านไม่ออก
ที่ไม่โรแมนติกเพราะการแต่งงานของคนไทยเกิดจากเหตุผลมากกว่าความรัก     ตามประเพณีพ่อแม่จะเป็นคนจัดให้ลูกๆได้เป็นฝั่งเป็นฝาไป    ถือเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ตามคำสั่งสอนในพุทธศาสนา
หนุ่มสาวน้อยคนนักจะรักกันเองจนกระทั่งได้แต่งงานกัน
ในเมื่อสามีภรรยาต่างคนต่างทำตามหน้าที่  ผู้ชายก็เลยหาทางออกใเนเรื่องความรักด้วยการมีเมียน้อย    จะปีนเข้าหา หรือเกี้ยวพาราศี  ก็ทำกับเมียน้อย ไม่ทำกับเมียหลวง
ก็กลายมาเป็นจินตนาการของกวีชาย  ออกมาในรูปของการเข้าหาสาวๆบ้าง  การอุ้มสมที่ได้แบบมาจากอินเดียบ้าง  แต่พระเอกนางเอกในวรรณคดีเหล่านี้ไม่เคยทำตามแบบชีวิตจริง คือมาเจอหน้าในวันแต่งงานแล้วอยู่กินกันไปอย่างราบเรียบ  เพราะมันไม่น่าเขียนถึงเอาเลย

ถ้าอยากรู้ว่าคนไทยสอนให้รักนวลสงวนตัวหรือไม่  หาหลักฐานได้จากสุภาษิตสอนหญิงของสุนทรภู่

อันตัวนางเปรียบอย่างปทุเมศ..... เพิ่งประเวศผุดพ้นชลสาย
หอมผกาเกสรขจรขจาย ............มิได้วายภุมรินถวิลปอง
ครั้นได้ชมสมจิตพิศวาส............ก็นิราศแรมจรัลผันผยอง
ไม่อยู่เฝ้าเคล้ารสเที่ยวจดลอง.....ดูทำนองใจชายก็คล้ายกัน

แม้นชายใดหมายประสงค์มาหลงรัก.......ให้รู้จักเชิงชายที่หมายมั่น
อันความรักของชายนี้หลายชั้น................เขาว่ารักรักนั้นประการใด

จงพินิจพิศดูให้รู้แน่...............................อย่าทำแต่ใจเร็วจะเหลวไหล
เปรียบเหมือนคิดปริศนาอย่าไว้ใจ............มันมักไพล่เพลงขุมเป็นหลุมพราง
~~~~~~~~~~~~~~~~
 อันคำคมลมบุรุษนั้นสุดกล้า....................เขาย่อมว่ารสลิ้นนั้นกินหวาน
จงระวังตั้งมั่นในสันดาน.......................อย่าลนลานหลงละเลิงด้วยเชิงชาย
เขารักจริงให้สู่ขอกับพ่อแม่....................อย่าวิ่งแร่หลงงามไปตามง่าย
เขาไม่เลี้ยงไล่ขับจะอับอาย.....................ต้องเป็นม่ายอยู่กับบ้านประจานตน

ถ้าถามว่ายุคสหัสวรรษใหม่นี่จะอยู่กันก่อนแต่งดีไหม เสนอให้อ่านสุภาษิตเก่า ๒๐๐ ปีอีกรอบ  ถ้าเห็นว่าธรรมชาติของผู้ชายไทยเปลี่ยนไปจากนี้หมดแล้ว   หรือถึงไม่เปลี่ยน ผู้ชายยังทำตัวเหมือนเดิมแต่ผู้หญิงไม่แคร์ว่าเขาจะคิดยังไง  อยู่กันได้ก็อยู่  อยู่กันไม่ได้ก็เลิกไปหาใหม่
ยังงั้นจะอยู่กันก่อนแต่งหรือไม่แต่งกันเลยก็ได้ค่ะ
บันทึกการเข้า
ร่วมแจม
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 24 ธ.ค. 00, 19:51

ไปดูเรื่อง What women want มาเป็นหนังตลก แต่มีข้อคิด
ตัวพ่อสอนลูกสาวดังนี้ (พ่อก็ค่อนข้างเพล์บอยด์นะคะ) สอนทำนองนี้ว่า

ผู้ชายกับผู้หญิงคิดในเรื่อง sex ไม่เหมือนกัน ผู้ชายที่บอกว่า ถ้าจะรัก
กันเราต้องให้กันในเรื่องนี้ได้นั้นไม่จริง ส่วนมากผู้ชายมักชอบความสนุก
เพียงชั่วคราว ที่คิดว่าเมื่อได้กันแล้วจะผูกผู้ชายให้อยู่กับเรา
ต่อไปนี่ไม่จริงคิดผิด

ก็เอาไปคิดกันเองแล้วกันนี่หนังฝรั่งนะนี่ คนไทยคิดกันยังไงก็
แล้วแต่เห็นเหมาะสม
บันทึกการเข้า
สายบัว
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 25 ธ.ค. 00, 21:18

อยู่ก่อนแต่งก็ดี  เพื่อศึกษาความต้องการทางเพศของกันและกัน  การเอาสังคมมากำหนดมากเกินไปก็อาจมีปัญหา
บางคนรักกันมาตั้ง 7-8 ปี พอแต่งงานได้ไม่ถึง 2 เดือนก็หย่าแล้ว ลักษณะมนุษย์วัยเจริญพันธุ์น่าจะเริ่มตั้งแต่
อายุ 13 ปีกระมัง สังคมและวัฒนธรรมน่ะได้มองดูรึเปล่า ทำไมคนอายุในวัยขนาดนี้ขึ้นไปถึงมีอารมณ์ค่อนข้างรุน
แรง เราไม่ได้เป็นสัตว์แต่เมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์แล้ว  สัตว์ยังได้ปลดปล่อยความต้องการทางเพศแบบธรรมชาติ
มากกว่า  
แล้วผู้หญิงที่แต่งงานแล้วล่ะ ถูกสามีข่มขืนแล้วสามีความผิดทางกฎหมายไม๊
เรากำหนดกฎเกณฑ์อะไรที่ฝืนธรรมชาติไปรึเปล่า
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.043 วินาที กับ 19 คำสั่ง