อยากทราบประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น ครับ

<< < (3/10) > >>

วรณัย:
ก่อนปี 2113 ริวกิวและเกาหลียังทำการค้ากับสยามอยู่ครับ
แต่หลังปีนี้ ริวกิวเลิกติดต่อกับสยาม ไปทำการค้ากับญี่ปุ่นแทน

ยึเปิ่นตีฉาวเสี่ยน (เกาหลี) แตก ปี 2135
ปีนี้เชื่อว่าพระเรศวรขอจีนไปทำศึกกับญี่ปุ่นที่มารุกรานเกาหลีของจีน แต่ไม่ได้รับอนุญาต

กัมพูชาส่งราชสาส์นถึงอิเอยัตสุ แจ้งกองเรือโจรญี่ป่นเข้ามาปล้นสดมภ์ ปี 2153

จดหมายของราชวงศ์หมิง บันทึกไว้ว่า ริวกิวมีอ๋อง 3 คน ความสัมพันธ์อันดีกับจีน ยึเปิ่นเขาปล้นริวกิวปี 2155

เรือสำเภาสยามเดินทางไปค้าขายญี่ป่นแทนริวกิวครั้งแรกในปี 2155

แถมภาพเรื่อรบญี่ป่นครับ

SILA:

    เคยเป็นนักนิยมญี่ปุ่นแบบเป็นๆ หายๆ เป็นช่วงๆ ครับ ช่วงหลังๆ ห่างๆ ไปไม่ค่อยได้ติดตาม, สนทนากับศิษย์เก่าหรือชาวญี่ปุ่นในไทย
     เมื่อกล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย ญี่ปุ่นแล้ว สิ่งที่นึกถึงขึ้นมาทันที คือความประทับใจจากข่าวการเสด็จเยือนประเทศไทยของสมเด็จพระจักรพรรดิ
เมื่อปีที่แล้ว ครับ 
     อาจไม่ตรงประเด็นของกระทู้  แต่ขอนำมาแสดงไว้เผื่อบางท่านได้รำลึก ได้ประทับใจ ครับ 
 
            ซูกูทาโร ทานิโน โฆษกส่วนพระองค์ในสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นเล่าด้วยความปลาบปลื้มว่า
๒ ราชวงศ์ไทย-ญี่ปุ่นมีความสนิทแน่นแฟ้นเพียงไหน เพราะไม่สนิทขนาดนี้ สมเด็จพระจักรพรรดิคงจะไม่ "break the rules"
หรือฝ่าฝืนกฎระเบียบปฏิบัติมานานที่ว่า สมเด็จพระจักรพรรดิจะไม่เสด็จเยือนประเทศไหนอย่างเป็นทางการ หรือ 'สเตท วิสิต' (State Visit)
๒ ครั้ง แต่ของไทยนั้นเป็นประเทศแรกที่ทรงทำเช่นนี้ หลังจากเคยเสด็จเยือนไทยเป็นประเทศแรกหลังทรงขึ้นครองราชย์แล้วเมื่อราว ๑๕ ปีที่แล้ว
ไม่นับรวมการเสด็จเยือนไทยอีกหลายครั้งสมัยที่ยังทรงเป็นมกุฎราชกุมาร
       ความสนิทนี้ ทำให้สมเด็จพระจักรพรรดิทรงเล่าให้นายทานิโนฟังถึงความประทับใจไม่ลืมเลือนเมื่อครั้งเสด็จไปเชียงใหม่
ระหว่างสมัยเป็นมกุฎราชกุมาร และได้ทรงชมโครงการหลวงเพื่อช่วยเหลือคนยากจนและชาวเขาหลายโครงการ
       อีกเรื่องหนึ่งที่ทรงปลื้มก็คือการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ
จักรพรรดิและจักรพรรดินีเป็นการส่วนพระองค์ก่อนเสด็จกลับ ...

     ....... คืนวันที่ ๑๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชทานเลี้ยงเป็นการส่วนพระองค์ แด่สมเด็จพระจักรพรรดิฯ และพระจักรพรรดินี
ที่พระตำหนักสิริยาลัย ตรงข้ามวัดไชยวัฒนาราม อยุธยา เก้าอี้ที่โต๊ะเสวยมีเพียง ๖ พระองค์เท่านั้น คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระจักรพรรดิ พระจักรพรรดินี สมเด็จพระเทพฯ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ เท่านั้น
      ระหว่างเสวย พระจักรพรรดิฯ ได้ย้อนรำลึกถึงอดีตเมื่อได้ทรงรู้จักกันใหม่ ๆ กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ตอนนั้นพระชนมายุเพียง ๓๐ พรรษา
โดยตอนหนึ่งที่ทรงประทับใจคือว่า

        มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่เสวยพระกระยาหารร่วมกันบนโต๊ะนี่แหละ ได้รับสั่งถึงความชอบดนตรี โดยพระบาทสมเด็จพระจักรพรรดิรับสั่งว่า โปรดเพลง jazz มาก
ขณะนั้นเอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เอื้อมหัตถ์ลงไปใต้พระเก้าอี้ และทรงหยิบ clarinet ออกมา เป่าเพลง "Memory of You" ประทาน
สมเด็จพระจักรพรรดิรับสั่งว่าช่วงเวลานั้น เป็นความทรงจำที่แสนดีของพระองค์ (fond memory)

เทาชมพู:
คุณนิลกังขา นักรัฐศาสตร์หนึ่งในสองที่ดิฉันเมล์ไปขอให้เข้ามาตอบ(อีกคนคือคุณ B) เกิดทำกุญแจบ้านหาย เพราะไม่ได้เข้ามาเสียนาน
ขอวานเวบมาสเตอร์ช่วยส่งกุญแจไขเข้าบ้านให้หน่อยนะคะ

คุณนกข.ฝากมาตอบตามนี้ค่ะ
************************
เรียนอาจารย์ครับ
ยังไม่ได้เข้าเรือนไทยเลยครับ เพราะว่า ทำกุญแจบ้านหายไปแล้ว...
 
กระทู้เรื่องนี้น่าสนใจครับ แต่ผมสงสัยว่า อาจจะต้องปรึกษานัก ปวศ. เศรษฐกิจไทยด้วย
เพราะเป็นอะไรที่นักรัฐศาสตร์คงจะไม่ค่อยแม่นข้อมูลตัวเลขเท่าไหร่
 
คำถาม แยกได้เป็นหลายแง่ ซึ่งผมก็ได้คุยกับคุณ B บ้างแล้ว  เป็นนักรัฐศาสตร์สองคนคุยกันในเรื่องที่ตัวเองต่างก็ไม่ค่อยรู้
คือประวัติศาสตร์ ศก. ไทย แต่พอสรุปมั่วๆ ได้ (โดยอาจไม่ตรงใจผู้ถามมากนัก) ว่า
ผมสงสัยว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมคืออะไร
กระบวนการเหมือนที่เกิดในยุโรปและญี่ปุ่นนั้นอาจไม่เคยเกิดในไทยเลยก็ได้
หรืออาจจะกำลังดำเนินอยู่ช้าๆ วิ่งไล่ตามญี่ปุ่น (เกาหลี สิงคโปร์ ...) อยู่
จนถึงเดี๋ยวนี้ก้อาจจะยังถือว่าไม่เสร็จสมบูรณ์ในไทยก็ได้มั้ง
นัยหนึ่งผมกำลังสงสัยว่า เราอาจจะมีแต่ industrial evolution ไม่ทันมีindustrial revolution และยังไม่มีซักกะทีจนเดี๋ยวนี้? (เพราะถ้ามี เมืองไทยคงเป็นประเทศอุตสาหกรรมไปแล้ว การที่เรายังไม่เป็น แม้แต่ NIC  ก็เป็นอย่างกะพร่องกะแพร่งนั้น
ถือได้ไหมว่าแปลว่าเรายังไม่ได้ปฏิวัติเข้าสู่อุตสาหกรรมเต็มรูปสมบูรณ์?
ซึ่งไม่ได้แปลว่าดีหรือไม่ดี
เพราะแม้ว่าครั้งหนึ่งอุดมคติของการพัฒนาประเทศหรือแม่แบบการพัฒนาประเทศตามความคิดของแบงก์โลกสักสมัย 1950 เห็นว่าประเทสหนึ่งๆ ต้องเปลี่ยนจากระบบ ศก.เกษตรไปเป็นอุตสาหกรรมเท่านั้น เป็นนิพพานทางเศรษฐกิจหรือเป้าหมายสุดท้าย
สมัยนี้เราไม่ถือยังงั้นแล้ว

เราเห็นว่ามีวิถีทางการพัฒนาและตัวแบบการพัฒนาที่มากกว่าแค่มุ่งสู่การเป็น ปท.
อุตสาหกรรม เช่น เศรษฐกิจพอเพียงก็เป็นทางเลือกหนึ่ง)
 
แต่ว่าสมัยโน้น (ซักราวๆ พ.ศ. 2500 ต้นๆ ในเมืองไทย และก่อนนั้นขึ้นไป) ไม่มีตัวแบบหรือทางเลือกการพัฒนาอื่น นักเศรษฐศาสตร์ฝรั่งเสรีนิยม/ทุนนิยม(นักเศรษฐศาสตร์สายสังคมนิยมไม่นับ) จะบ่งชี้เลยว่า
มีทางเลือกทางเดินอย่างเดียว ถ้าเธอต้องการให้บ้านเมืองของธอ "เจริญ" หรือ
"พัฒนา" ก็คือ ต้องกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมซะ ละทิ้งเกษตรกรรมเสีย
มีเหตุผลทางวิชาการ ศก. สนับสนุนมากมายในสมัยโน้น เช่น การ fluctuate
ของสินค้าเกษตร เทียบกับกำไรที่คงที่กว่าของสินค้าอุตสาหกรรม
มูลค่าเพิ่มมากกว่า การขึ้นกับปัจจัยเสี่ยงที่คนคุมไม่ได้ (เช่น ดินฟ้าอากาศ)
น้อยกว่า การมีประสิทธิภาพกว่า และ ฯลฯ
นักเศรษฐศาสตร์สมัยหนึ่งจึงสั่งสอนกันว่า จงพยายามเป็นประเทศอุตสาหกรรมเถิด
สมัยนั้นยังไม่มีคำว่า sustainable development
 
ถามว่าในกระแสการพยายามจะพัฒนาประเทศให้ "เจริญ" ของรัฐไทย เมื่อเทียบกับรัฐญี่ปุ่น ทำไมถึงไม่มีขั้นตอนการ industrialization?
ทำไมข้ามไป? ผมก็ตอบไม่ได้ครับ อาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภาอาจจะตอบได้ ผมมองว่า อาจจะยากที่จะกำหนดว่า ไทยเรามีการปฏิวัติอุตสาหกรรมรึเปล่า ถ้ามี เริ่มตรงไหน
เพราะผมรู้สึกว่ามันเป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไปมาเรื่อยๆ
อาจจะเรียกได้ว่าเป็น การ "วิวัฒนาการ" อุตสาหกรรมมากกว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมจริงๆ ลองมองย้อนไป กระบวนการนี้อาจถือได้ว่าเริ่มตั้งแต่อย่างน้อยก็ สนธิสัญยาเบาริ่ง ซึ่งเปลี่ยน landscape ของการผลิตในระบบเศรษฐกิจไทยในสมัยนั้นไปไม่น้อย
ต่อมา   การปฏิวัติหรือปฏิรูปอุตสาหกรรมไทยก็มาแฝงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของการทำประเทศให้ทันสมัย  ในสมัยร. 5 (ตรงกับการทำประเทศให้ทันสมัยของจักรพรรดิญี่ปุ่น) 
อีกหลักไมล์หนึ่งอาจจะเป็นการเขียน "ทรัพยศาสตร์" ที่มีคนบอกว่าเป็นตำราเศรษฐศาสตร์เล่มแรกของเมืองไทย โดยพระยาสุริยานุวัตร เกิด บุนนาค (เข้าใจว่าในช่วง ร. 6) ... สยามรัฐพิพิธภัณฑ์ ที่ลุมพินี
ถ้าเป็นไปตามที่ในหลวง ร. 6 ท่านทรงคิดไว้ ก็อาจจะเป็นแรงกระตุ้นอุตสาหกรรมในเมืองไทยได้ แต่ในหลวง ร. 6สวรรคตก่อนที่จะจัดเอ็กซโปสิชั่นอันนั้น
 
ยาวแล้ว ขอตัดส่งก่อนครับ

เทาชมพู:
เรียนอาจารย์ (ต่อ) ครับ

หมุดหมายอีกอัน อาจจะเป็นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จอมพล ป.
ท่านพยายามจะส่งเสริมคนไทยให้ดำเนินกิจกรรมเศรษฐกิจ 3 ประการ
เพื่อพึงตนเองให้ได้ทางเศรษฐกิจแบบชาตินิยมของท่าน (เพราะท่านกลัวเจ๊ก
ในขณะที่ครูเทพหรือเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีท่านไม่กลัว
ท่านเรียกคนเชื้อจีนในเมืองไทยว่า "ไทยพันธ์เจริญ" เพราะเชื่อมั่นว่าสังคมไทยจะ
assimilate คนจีนได้เข้ามาเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยต่อไป .. แต่นี่นอกเรื่อง)
จอมพล ป. ก็เลยยุ ดูเหมือนอยู่ในรัฐนิยมข้อหนึ่งด้วยซ้ำหรือเปล่า ให้คนไทยขยันขันแข็งประกอบการ กอุพากรรม เป็นศัพท์พิเศษผูกขึ้นในสมัยนั้น
ซึ่งผมเองเห็นว่าเป็นภาษาวิบัติ .. กอุพากรรม คือ กสิกรรม +อุตสาหกรรม+
พาณิชยกรรม สามอย่าง มีอุตสาหกรรมอยู่ด้วย เข้าใจว่าเป็นนโยบายของรัฐที่จะส่งเสริมเรื่อง (3เรื่อง) นี้
อาจจะไม่ใช่สมัยท่านจอมพลเป็นนายกครั้งแรก คือไม่ได้อยู่สมัยเดียวกับรัฐนิยม
แต่เป็นนโยบายสมัยท่านเป็นนายกฯ ครั้งหลัง ผมไม่แม่น
 
เอาเข้าจริงแล้วผมคิดว่าหมุดหมายหลักที่แสดงถึงการเริ่มทะยานขึ้นของการอุตสาหกรรมในเมืองไทยจริงๆ
มันตกเข้ามา 2500 แล้วครับ สมัยคุณสฤษดิ์  เมื่อประเทศไทยเราคลั่งคำว่า
พัฒนาๆๆๆ มีกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ มีแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1
และสอดรับกับแนวคิดจากผู้เชี่ยวชาญ ธ. โลก
และความช่วยเหลือจากทุนนิยมสหรัฐอเมริกา และที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ ถึงตอนนั้น 2500 กึ่งพุทธกาล  กลุ่มทุนไทย (เชื้อสายจีน) ที่ได้ค่อยๆ
สะสมทุนและความชำนาญในอุตสาหกรรมกษตร (เช่น โรงสีข้าว) และการ deal กับ ตปท. มาก่อนแล้ว
ถึงตอนนั้นก็มีการสะสมทุนในระดับเพียงพอที่จะขยายฐานการผลิตไปเป็นอุตสาหกรรมได้ บวกกับ FDI หรือ forieign direct investment เข้ามา
(ส่วนหนึ่งมาจากญี่ปุ่น)
มันก็เลยคงเพิ่งจะปรับเป็นเศรษฐกิจระบบอุตสาหกรรมบางส่วนกันเป็นเรื่องเป็นราว
สมัยแผนฯ 1 มาแล้วนี่เอง และจนถึงบัดนี้ ศก. ไทยก็ยังไม่เป็นเศรษฐกิจอุตสาหกรรมทั้งระบบ (ตอนหลังๆอาจจะเป็นเพราะเราไม่ได้เลือกอย่างนั้นด้วย เรามีทางเลือกอีก)
 
คำถามของผู้ตั้งกระทู้ว่า ทำไมถึงข้ามหายไปมาโผล่เอา 2500
ผมยังกำลังนึกอยู่ครับ
คำถามอีกข้อว่า แล้วช่วงนั้นรัฐไทยสัมพันธ์กับรัฐญี่ปุ่นยังไง ก็ต้องขอนึกๆ
ค้นๆ ดูก่อนครับ
 
นกข.

KoKoKo:
ผมขอขอบคุณทั้งคุณเทาชมพู และคุณนิลกังขา อีกครั้งนะครับ ที่ท่านกระตือรือร้นในการแสวงหาคำตอบ อันเป็นทานปัญญาอันดีเลิศ

ผมลองอ่านกระทู้ย้อนไปย้อนมา แล้วนึกๆดูถึงแนวทางการพัฒนาและการปรับประเทศสู่ความเป็นสมัยใหม่ในทุกรัชกาล
ผมกลับรู้สึกว่ามันมีนัยสำคัญมากกว่าแค่ฉันต้องการได้ชื่อว่า "โมเดิร์น" นะครับ หรือไม่ก็ พอฉัน "โมเดิร์น"แล้ว ฉันจะยังคงเอกราชไว้ได้ ผมว่ามันมากกว่านั้น

แน่นอนว่าคงไม่มีชนชาติใหนในโลกชอบการถูกดูแคลน และที่แน่ๆ หากถูกดูถูกดูแคลนว่า"ไร้อารยธรรม" เป็นอะไรที่เจ็บปวดเกินรับได้
แต่ลองถามความรู้สึกในใจของพวกเราซิครับ ผมว่าถ้าเป็นผม "ผมกลัวนะ" ผมไม่ได้อาย แต่ผมกลัว

ถามว่ากลัวอะไร แน่นอน พ่อ แม่ พี่ น้อง วงศาคณาญาติ ของเราอยู่ที่เมืองไทย แล้วอยู่ๆ ฝรั่งก็เข้ามา
ใช้เทคโนโลยีเอย ใช้จักรกลอะไรก็ไม่รู้เอย แต่ที่รู้ๆ คือมันอันตรายไม่น้อย  และอาจมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเรา
หากฝรั่งมาวางอำนาจบาตรใหญ่ ญาติโกโหติกาเราจะอยู่กันอย่างไร จะถูกทารุณขมขืนขมเหงหรือเปล่า จะต้องเป็นทาสหรือไม่ เป็นสิ่งที่น่ากลัวมิใช่หรือ

คนญี่ปุ่นก็กลัวไม่น้อยไปกว่าเรา พวกเขาไว้ใจกันเองมากกว่าไว้ใจคนต่างชาติ (ปัจจุบันก็ยังเป็นอย่างนั้น ให้ตายเถอะ"การไว้ใจกันเอง"มันเป็นชาตินิยมโดยธรรมชาติจริงๆ)

ถามว่าแล้วพวกเราทั้งหลายจะทำอย่างไรดีล่ะ
แน่นอนคำตอบมีไม่กี่ทาง ทางแรก ยอมแพ้ซะเถอะ ทางที่สอง ฉันต้องพัฒนาเทคโนโลยีอย่างน้อยก็เพื่อป้องกันตัวเอง เลี้ยงตัวเอง พัฒนากองกำลังทหาร พัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของครอบครัว และนั่นน่าจะเป็นแรงขับเคลือนสู่การปรับประเทศสู่อุตสหกรรม และความเป็นสมัยใหม่ ทั้งระดับชาติ และระดับปัจเจกชนเลยก็ว่าได้

ลองนึกเบื้องหลังของการที่คนในกรุงดูถูกคนบ้านนอกสมัยที่เกิดความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทอย่างมหาศาลดูซิครับ ทำไมนะ"ถึงต้องดูถูก"

ผมว่าการเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นสมัยใหม่มันมีนัยยะทางชีววิทยา คือความต้องการการอยู่รอดแห่งเผ่าพันธุ์ การรักษาพันธุกรรมของพวกเราไว้ในโลกนี้เลยทีเดียว

อ้าว!!! แล้วมันเกียวกันอย่างไรกับการปฏิวัติอุตสหกรรมล่ะ แน่นอนเลยทีเดียวนะครับ เมื่อเราเปิดประเทศหมายความว่า สินค้ามีการไหลเข้าออกทั่วโลก
ถ้าเรายังใช้วิธีการผลิตแบบดั้งเดิม ต้นทุนการผลิตจะสูง สูงขนาดไหนน่ะเหรอ ก็สูงขนาดที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ มันถูกกว่าทำเองน่ะซิ...
แล้วเวลาการผลิตก็จะยาวนานกว่า นานขนาดไหนน่ะเหรอ ก็นานกว่าเรือเดินสมุทรจากต่างประเทศจะมาถึง
ทั้งหมดทั้งปวงเราเลยต้องปรับวิธีการผลิตทั้งสายห่วงโซ่แห่งอุปทานเลยทีเดียว ซึ่งนั่นเอง สำหรับผมแล้ว ผมเรียก "การที่ 'อุปทานทั้งสาย' ปรับการผลิตเพื่อให้ลดต้นทุน ย่นเวลา โดยใช้เทคโนโลยี" มันคือการปฏิวัติอุตสาหกรรม

คุณเทาชมพู และคุณ นิลกังขา ครับ มันจะเป็นไปได้หรือไม่ว่าสยามสมัยนั้น อุปสงค์ในประเทศยังไม่มากพอที่จะผลิตเป็นอุตสาหกรรมได้ครับ เพราะมันไม่ใช่แค่
การผลิต มันเกียวกับการบริโภคด้วย หรืออย่างไร

ส่วนเรื่องที่คุณนิลกังขา กล่าวถึงเศรษฐกิจพอเพียง มันเป็นทางเลือกใหม่ โดยที่ไม่จำเป็นต้องปฏิวัติอุตสาหกรรม ผมขอแย้งในเรื่องนี้ครับ
เศรษฐกิจพอเพียง กับอุตสาหกรรม มันไม่ได้ขัดกันเลยซักนิดเดียว

พระราชดำรัส กล่าวไว้ว่า "การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่าอุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง"

แน่นอนการที่ญี่ปุ่นปรับตัวเข้าสู่ประเทศอุตสหกรรม ก็เพราะไม่ต้องการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ ต้องการพึ่งพาตนเอง มีพอเพียงกับตัวเอง
ที่สำคัญวิทยาการเป็นศาตราวุธที่ทรงพลังที่สุด และพลังของมันจะปกป้องประเทศเขตขัณฑ์ได้เหนือกำลังมนุษย์หลายเท่านัก

จนปัจจุบัน เทคโนโลยีของญี่ปุ่น มีเลี้ยงตัวเองพอเพียงแล้ว แต่ทว่าผลิตผลทางการเกษตรกับต้องพึ่งพาต่างประเทศอย่างน่าใจหาย
และคุณเชื่อหรือไม่ครับ พวกเขากำลังปรับโครงสร้างการเกษตรด้วย
ปัจจุบันอัตราการพึ่งพาตัวเองด้านเกษตรของญี่ปุ่นต่ำมากจนเป็นหัวข้อสำคัญในหัวเมืองต่างๆ และสภาไดเอท
เผอิญว่าวันก่อนผมเดินทางไปเกียวโต พบเอกสารรณรงค์เรื่องการพึ่งพาผลผลิตทางการเกษตรด้วยตนเอง รณรงค์อยู่ดาษดื่น
ผมว่าคงไม่นานญีปุ่นคงลดการนำเข้าเนื้อไก่ กุ้งแช่แข็ง ตลอดจนผัก และผลไม้ จากเมืองไทย เพราะตัวเองผลิตเองได้แล้ว ด้วยการปรับปรุงพันธุ์พืชให้ทนต่อสภาพอากาศหนาวได้ พัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน

สำหรับประเทศไทย ถามว่าทำไมอุตสาหกรรมเป็นสิ่งที่เราต้องทำ ขอให้ทุกท่านที่อ่านหันมองไปรอบๆตัวคุณขณะนี้เลยซิครับ หันซ้าย หันขวา ครับอย่างงงน้านแหละ
เจอเนื้อหมู เนื้อไก่ หรือส่วนประกอบของมันวางอยู่หรือเปล่า แน่นอน เจอตรงหน้าท้องของเรานิดหน่อย กับก้อนโปรตีนที่ประกอบเป็นร่างกาย
นอกจากนั้นก็ต้องเดินไปหาในครัว ความจริงก็คือว่า รอบๆตัวเราล้วนแล้วแต่เป็นสินค้าอุตสาหกรรมมิใช่หรือครับ ที่สำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ รถยนต์
แล้วถามว่าเราพึ่งพาตัวเองได้หรือยัง...เรามีพอกิน แต่มีไม่พออยู่

อันนี้เริ่มเบียงประเด็นเล็กน้อย
แต่สิ่งที่ผมต้องการถามยังคงเหมือนเดิม กล่าวคือ ผมเห็นว่าอุตสาหกรรม เทคโนโลยี เป็นสิ่งสำคัญ(แม้ว่าอนาคต งานด้านบริการอาจสำคัญกว่า)
เกษตร และอุตสาหกรรม เป็นรากฐานของประเทศ และทำให้เราพึ่งพาตนเองได้ ทำให้เราไม่ต้องกลัวกลับต่างชาติ และประชาชนมีวิถีชีวิตที่กระตือรือร้น

เมื่อทั้งหมดมีความสำคัญขนาดนี้ แล้วบรรพชนของเราท่านคิดถึงเรื่องเหล่านี้อย่างไร?
เมื่อเราตอบคำถามได้แล้วว่าท่านพยายามเต็มที่แล้ว เมื่อมาถึง Generation ของเรา ก็ควรคิดคำนึงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าท่าน
หรือถ้าท่านไม่ได้สนใจในการพัฒนาเทคโนโลยีนัก ก็แน่นอน คงหนีไม่พ้น Generation ของเราอีกเช่นกันที่ต้องเป็นผู้ลงมือทำอย่งจริงจัง มิใช่หรือครับ

จริงๆที่ผมอยากรู้เรื่องนี้มากเป็นพิเศษนอกเหนือจากความสัมพันธ์ทางการฑูตไทย-ญี่ปุ่น 120 ปีเป็นต้นเหตุแห่งความสนใจแล้วนั้น
ผมยังมีความอยากรู้เชิงเปรียบเทียบถึงแนวทางการพัฒนาประเทศของทั้งสองประเทศเหมือนพิมพ์เดียวกันทั้งจุดเริ่มการเปลี่ยนแปลง สภาพสังคมอุปภัมป์ ตลอดจนนิสัยความอ่อนน้อมถ่อมตน ของคนในชาติที่คล้ายคลึงกัน แล้วอยู่ๆ ก็เกิดความแตกต่างอย่างลิบลับ

ประมาณว่า ความเป็นอยู่ของเราห่างจากเขาอย่างต่ำก็ห้าสิบปี หกสิบปี เลยทีเดียว (สังเกตจากความสามารถทางเทคโนโลยีของผู้สูงอายุที่นี่เทียบได้พอๆกับวัยรุ่นบ้านเรา สังเกตจากการคมนาคมขนส่งที่นี่วิวัฒน์ไปก่อนประเทศเรา สังเกตุจากระดับคุณภาพชีวิต เช่นการศึกษา สาธารณสุข สังเกตจากโครงสร้างของบริษัท
สังเกตจากมาตรฐานงานวิจัย ฯลฯ)

สุดท้ายผมขอขอบคุณล่วงหน้านะครับ สำหรับปัญญาทาน ที่ท่านจะนำเสนอยิ่งๆขึ้นไปในหัวข้อนี้ และท่านอื่นๆ ที่จะร่วมอ่าน และวิเคราะห์ตามความเห็นของตนเอง อันเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาตนเองอย่างดียิ่ง สู่สังคมที่อุดมด้วยปัญญาแบบที่เป็นรูปธรรมที่สุดนะครับ

ด้วยความเคารพ
KoKoKo







 

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว