เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 11
  พิมพ์  
อ่าน: 39213 !! พ่อขุนรามคำแหงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อคนไทยสมัยสุโขทัย ในด้านใดบ้าง ??
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 09 ก.ย. 07, 22:45

คุณวอน เธอมีเฟอร์นิเช่อร์ห้อยท้ายยาวเหยียด
มักมานุษยวิทยา อาจารย์พิเศษ นักการตลาดกิจกรรมทางวัฒนธรรม การท่องเที่ยว กีฬาและนันทนาการ
อ่านแล้วให้ระย่อ

แต่อ่านข้อความที่ท่านเอ่ยไว้ รู้สึกตะขิดตะขวงใจ ท่านว่า
"ส่วนการที่เถรวาทจะไปยืมพระโพธิสัตว์ มหายานมาใช้ในชาดก 500 พระชาติ
ก็ไม่แปลกอะไร
เถรวาทเกิดในสมัยหลัง ก่อนเข้ามาที่ทวารวดี
ไม่ใช่มหาสังฆิกะที่ยึดตัวบทจากยุคเริ่มแรก
การมีพระโพธิสัตว์ก็แปลกดีครับ ผสมผสานกันอย่างไรไม่รู้"


ผมนับที่ผิดได้มากจนไม่อยากจะนับ
อย่างน้อยก็ผิดจากตำราอคติที่ผมมีติดตัว แต่จะท้วงก็เกรงว่าคุณท่านจะขุดหลุมล่อเอาไว้ ให้ผมเดินลงไปติดแร็ว
แต่จะไม่ท้วง ก็อายครูบาอาจารย์....
เอางี้ละกัน เรียนถามด้วยความเคารพว่า ท่านไม่รู้หรือครับ ว่าที่ท่านเอ่ยไว้ในประโยคดังกล่าว

มันผิดวายป่วง
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1883



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 09 ก.ย. 07, 23:00

คันปากยิบๆอยากลงไปแก้แทนคุณวรณัยในบางประเด็น แต่เดี๋ยวจะกลายเป็นชกไม่สมศักดิ์ศรี คนดูโห่ไล่ลงจากเวทีเสียอีก

รอคุณวรนัยมาต่อคงสมน้ำสมเนื้อกว่าคับ

ยกนี้ขอนั่งเป็นคนดู รับความรู้ฟรีๆครับ  ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
วรณัย
อสุรผัด
*
ตอบ: 84


คนธรรมดาที่แสนธรรมดา


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 10 ก.ย. 07, 17:42

1. เกิดไม่มันจริง ๆ ครับ
ส่วนเล่มไหน ถ้า"รู้" ก็บอกด้วย ไม่ใช่มัวแต่"อำ"ครับ จะได้ไปศึกษา"จุดอ่อน"ของแนวคิดของเขา

2. จะติดป้ายไม่ป้าย ก็"ไม่ควร"นอกเรื่องครับ อย่ามา"อคติ"ใส่เพียงเพราะ"ชื่อป้าย" ระบบเก่าที่นี่เขาใส่มาให้ แก้ไขแล้ว แล้วก็อย่ามายุ่ง"ตัวตน"อีกนะครับ เดี๋ยวจะพาลมาเกลียดอีก แล้วไม่อ่าน ไม่สนใจ เลยไม่รู้เรื่องกัน

3. ผมก็เรียก"ทวารวดี" ไม่ได้บ้าตาม"แนวคิด" แต่ก็เสนอเพิ่มเติมว่า ควรศึกษาเป็น Case ๆ ไป เพราะคงจะใช้"ศิลปะ"เดียวมากำหนดความเชื่อของคนทั้งพุทธศตวรรษที่ 14 - 16 ทั้งหมดไม่ได้ ควรมีรายละเอียดอีกครับ

    ส่วนอื่นที่เขียนมาผมไม่ทราบ ผมรู้ว่าผมมี"สิทธิ" และทุกคนก็มี"สิทธิ" ที่จะรับรู้เรื่องของแนวคิดที่แตกต่าง โดยไม่มองไปที่ว่า ชาติที่แล้วเขาเคยเกิดเป็นอะไร คนที่ติดอยู่กับเรื่อราวส่วนตัวที่"ฝังใจ"ในอดีต แล้วพาลมาบอกคนอื่นว่าอย่าไปสนใจมันเลย มันบ้า เรียกว่าคน"ใจกว้าง" ก็คงแปลกครับ
 
    ส่วนใครจะดีหรือไม่ดี ก็ควรมองที่งาน ไม่ใช่อ้างแต่"จุดจับผิด" ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปแล้ว มาอธิบายซ้ำซาก อย่างคน"ติดยึด"

    เรื่องเฟอร์นิเจอร์ ถ้าคิดว่าจะเอามาเล่น "นอกเรื่อง" ก็เชิญครับ ไม่ใช่วิสัยของ"ผู้ใหญ่" หรือ"สุวิชาโน" ที่รู้จัก"กาละเทศะ"
     หากจะแยกเรื่องบ้าง ก็สมควรทำบ้างนะครับ มันคนละเรื่องกัน

     เอาข้อความผมมาโพส ถ้าผมผิด ก็อธิบายสิครับ จะได้โต้ตอบ โต้แย้งและเสวนา กันอย่างที่ควร ไม่ใช่ใช้วิที"คัด"มา แล้วบอกว่าผิด ผิดวายป่วงเสียด้วย  
    ผมยอมรับว่าผิดครับ เพราะพิมพ์แบบไม่ได้คิดมากและไม่สนใจว่าใครจะเอาไปใช้ เพราะพอดีไม่ใช่พวกเดียวกับใคร

     แต่ที่ถูกนี่สิครับ เอามาคุยกันบ้าง ไม่ใช่คิดว่าฉันถูกอยู่คนเดียว แล้วคนอื่นผิด
     ก็ยอมรับว่าผิดครับ แล้วถูกคืออะไรครับ

    เคยไปขุดค้นเจดีย์โบราณกับเขาบ้างหรือเปล่าครับ หรืออ่านแต่ในตำรา"ศักดิ์สิทธิ์" ที่เขาให้"เชื่อ"กันมา ก็ต้อง"เชื่อ"

     อธิบายสิครับ อะไรคือถูก
     ขอความกรุณาครับ " ทีหลังอย่าคัดงานคนอื่น" และทำเป็นประจาน

     ผมผิดได้ และยอมรับรับผิดในความคิดของตัวเอง
     ถ้าอีกฝ่ายสามารถอธิบายได้ โดยมีและอย่างมี"เหตุผล" ครับ


     ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม








บันทึกการเข้า

นักวิชาเกินในบอร์ดวิชาการ
agree
ชมพูพาน
***
ตอบ: 114


แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี


ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 10 ก.ย. 07, 18:36

เออ................ผมก็ขอตอบตามที่ผู้ตั้งกระทู้ถามมานะครับ พ่อขุนรามคำแหงทรงสนับสนุนการปรกะกอบอาชีพเสรี อีกทั้งทรงยกเลิกจังกอบซึ่งเป็นภาษีที่คิดตามความกว้างของเรือ แล้วก็ยังมีอีกมากนะครับ ขอยกมาเท่านี้ก็พอ
บันทึกการเข้า

Some dream of worthy accomplishments, while others stay awake and do them.
บางคนฝันที่จะประสบความสำเร็จอย่างสวยหรู ในขณะที่บางคนกำลังลงมือกระทำ
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1883



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 10 ก.ย. 07, 19:02

 เศร้า

ใจเย็นๆครับ

ผมว่าในวงวิชาการ วิชาเกิน หรือวิชากวน ล้วนแล้วแต่มีน้ำจิ้มเป็นของแถมเสมอ

อย่าง "ล้าหลังคลั่งชาติ" เราพูดเราเขียนอยู่บ่อยๆ ฝ่ายที่โดนเรียกเขาก็แสบคันอยู่แน่ แต่เราไม่เคยรู้สึกอะไร บางคนก็เล่นแรงกว่านั้น แต่ความแสบความคันมันมาพร้อมกับเนื้อหาสาระนะครับ

ผมก็คิดว่าถ้าคุยกันแบบเนื้อล้วนๆได้ มันย่อมดีกว่าแน่ แต่ในทางปฏิบัติ ความมันไม่เข้าใครออกใคร เรื่องกัดเจ็บๆมันต้องมีบ้าง ผมก็เคย และเชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่เคยเลย แล้วที่ทำไปตัวเองก็รู้ดีอยู่ว่าไม่ได้ตั้งใจจะหาเรื่อง เมื่อคนอื่นทำบ้างผมจึงเฉยๆ เพราะคิดว่าเขาก็ไม่ต่างกับเรา

ที่สำคัญคือเราต้องโฟกัสที่เนื้อหาครับ อย่าหลงประเด็นไปคุยกันเรื่องน้ำจิ้มจนลืมเนื้อ

หรือถ้ารู้สึกว่าน้ำจิ้มรสจัดเกินไป อยากจะคุยกันแบบจืดๆกว่านี้หน่อย ก็น่าจะต้องเสนอโดยใส่น้ำจิ้มมาน้อยหน่อยด้วยกระมังครับ

ไม่อย่างนั้นคงจบยากแน่

ด้วยความนับถือทุกท่านครับ
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
วรณัย
อสุรผัด
*
ตอบ: 84


คนธรรมดาที่แสนธรรมดา


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 10 ก.ย. 07, 20:00

ถ้าจำไม่ผิด จังกอบ เป็นการเก็บค่าผ่านทาง"ทางบก"ครับ
ส่วน ขนอน เป็นการเรียกเก็บค่าผ่านทาง"ทางน้ำ" ครับ

ในจารึกกล่าวว่า " บ่เอาจังกอบแก่ไพร่ลู่ทาง"  ประมาณนี้ครับ


บันทึกการเข้า

นักวิชาเกินในบอร์ดวิชาการ
วรณัย
อสุรผัด
*
ตอบ: 84


คนธรรมดาที่แสนธรรมดา


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 10 ก.ย. 07, 20:10

ในครั้งแรก ของเรื่องราว ไม่ได้สนใจเลยว่า จารึกขริงหรือปลอม เพราะอ่านงานของทั้งสองฝ่ายอย่างสนุกสนานครับ

ส่วนตัวก็มีข้อแย้ง เช่น ทำไม่รูปจารึกหลักที่ 1 จึงเป็นรูปทรงหลักกิโลเมตร  โดยที่หลัก อื่น ๆ ไม่มี แสดงว่าใหม่แน่ ๆ นี่ก็ข้อหนึ่ง
แต่บังเอิญเมื่อไม่นานมานี้ เดินทางไปขอนแก่น ก็บังเอิญไปพบหลักนี้ในพิพิธภัณฑ์ ที่มาจากอโรคยศาลา ในอีสาน พุทธศตวรรษที่ 18
เออ เราก็ให้เปลี่ยนความเชื่อ แสดงว่า เรื่องรูปร่างคงต้องปล่อยผ่านแล้ว เพราะรูปแบบก็มีที่มา คือมาจาก อักษรก็มาจากขอม

ตรงนี้ก็เริ่ม สนุกอีก เพราะมันมีข้อแย้งกลับ โดยที่เราเห็นเอง
 


บันทึกการเข้า

นักวิชาเกินในบอร์ดวิชาการ
วรณัย
อสุรผัด
*
ตอบ: 84


คนธรรมดาที่แสนธรรมดา


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 10 ก.ย. 07, 20:28

ส่วนเรื่องศาสนา ความเชื่อ ก็เป็นเรื่องที่สนใจ และติดตามอยู่ครับ
หลายครั้งก็ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดในหลาย ๆ ตอน
บางครั้งก็"เห็นด้วย"

จึงต้องใช้เวลา"เรียนรู้" อีกมาก ไม่ใช่เพียงคิดว่าจะต้อง"เชื่อ" แล้วก็จบกัน

เมื่อมีความคิดว่า หากเกิดคำถามแล้วมีคำตอบที่เราอ่านชัดเจน ก็ควรตัดสินใจเองว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ
มันเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล

ผมก็พยายามตอบตามคำถาม โดยใช้การศึกษาของหลาย ๆ คนที่สรุปไปมา บางคนก็เน้นไปที่"อนุมาน" "น่าจะ" "เชื่อว่า"
เช่นเรื่องราวของพ่อขุนรามคำแหง ไป เมืองจีน มันไม่มีหลักฐานรองรับ มีแต่พระวินิจฉัย
แต่วันนี้หลักฐานอื่น ๆ  ก็ชี้ไปที่พระศรีนครินทราชาธราช

แล้วผมจะบอกว่าอย่างไร ในเมื่อเรา"อนุมาน" ไปตาม" ความเชื่อ" ของเจ้านายในสมัยหนึ่ง
แล้วถ้าผมบอกว่าไมใช่ แล้วไง ผมต้องเป็นพวก"ยักษ์" หรือพวก"เทพ" ไปเลยหรือ

อย่างเช่นเรื่องดินแดน ในจารึกกล่าวไว้อย่างนั้น ในผนที่ทองใบแตงน้อย ก็เขียนไว้อย่างนั้น แล้วมันใช่อย่างนั้นหรือ
อธิบายไม่ได้เลยหรือ ว่ามันไม่น่าใช่ตามจารึก

ไม่ได้บอกเลยซักประโยค ตั้งแต่พิมพ์กระทู้นี้มาว่า "จารึกหลักที่ 1 เป็นจารึกปลอม"
แต่ก็แปลก ที่แตะไม่ได้ แตะปุ๊บเป็นร้อนปั๊บ

ไม่สนใจ แต่ สนใจที่พาดพิงคนที่ไม่มีโอกาสมาตอบโต้ เหมือนไม่ให้เกียรติกัน เหมือนไม่ใช่นักวิชาการ

ผมสนใจที่จะศึกษากว้าง ๆ และเป็นคนเดียวในกระทู้มั้ง ที่ตอบตรงตามคำถามมากที่สุด โดยไม่ได้ไปด่าว่าใคร

ผมยังฟันธงไม่ได้เลย เรื่องนี้ เพราะไม่เชื่อใคร เชื่อตัวเอง แต่ตังเองก็ยังไม่เก่ง ยังไม่รู้ ได้แต่มาฝึกฝนในเนท ให้ผู้คนมาช่วยกันเกลา


ส่วนเรื่องศาสนา ความเชื่อ ก็อยากรู้ว่า มันเป็นอย่างไร
หรือเราจะโง่อธิบายผู้คนไปมากมาย แล้ว กลายเป็นว่าเราอธิบายผิด

ก็อยากรู้ เพราะงานที่ทำ ต้องใช้คำอธิบายเรื่องศาสนาความเชื่อ เพราะไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์ บอกแล้วว่าเป็นนักมานุษยวิทยานอกกรอบ

แต่อยู่ดี ๆ แล้วจะมั่วเอา"กรอบ"มาครอบกัน  คงต้องดูของดี กันซักหน่อยครับ

ปล. ผมเขียนเพื่อตอบกระทู้ของคุณ CrazyHOrse นะครับ !!!





บันทึกการเข้า

นักวิชาเกินในบอร์ดวิชาการ
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1883



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 10 ก.ย. 07, 20:56

ผมก็เห็นอย่างนั้นครับ

ข้อสังเกตส่วนมากของอ.พิริยะ ทางฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเขาสามารถหาคำอธิบายที่ "ฟังได้" เกือบหมด เรียกว่าอาจสร้างโดย ร.๔ ได้ แต่ก็อาจสร้างในสมัยสุโขทัยได้ไม่น้อยไปกว่ากัน

ที่ยังไม่เคลียร์ เต็มที่ก็ยังขยับอายุขึ้นมาได้แค่ 100-200 ปี หลักฐานที่หนักแน่นขนาดชี้ว่าทำสมัย ร.๔ นั้น "ไม่มี"

แต่เราไม่มีไทม์แมชชีนที่จะย้อนเวลากลับไปดูได้ ดังนั้นอะไรที่มันพิสดารพันลึก ไม่น่าจะจริง มันก็อาจเป็นจริงได้ทั้งนั้น ดังนั้นต้องคิดแบบ 99.99% เอาไว้ เผื่อเจ้า 0.01% mี่แทบจะเป็นไปไม่ได้นั่นแหละครับ

วิธีการตรวจสอบอายุทางวิทยาศาสตร์นั้นทำได้ยาก จารึกเป็นหิน เป็นอนินทรีย์สาร ตรวจสอบอายุโดย C-14 ไมได้ ที่เคยนำมาตรวจสอบกันครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีที่แล้ว เป็นการดูรอยกร่อน ซึ่งแต่ละคนก็มีความคิดเห็นกับเรื่องนี้ต่างกัน แต่ผมเองไม่เห็นด้วยว่าวิธีนี้จะกำหนดอายุได้ครับ เพราะไม่มีตัวอย่างที่จะมาเทียบเคียงกันได้อย่างแท้จริง

ว่ากันแรงๆหน่อยก็คือ วิธีทดสอบไม่เป็นวิทยาศาสตร์นั่นแหละครับ

ไม่อย่างนั้นก็คงจบกันไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว

ส่วนเรื่องการพาดพิงบุคคลที่สาม ผมพูดตรงๆว่าเวลาคุยกันอย่างนี้ มันเลี่ยงไม่ได้ที่จะยกคคห.ของคนอื่นมาพูดถึง เขาก็ไม่มีโอกาสมาแก้ข้อกล่าวหาเหมือนกัน แต่ถ้าเราทำอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ความคิดเห็นของเขาเปิดแก่สาธารณะ ดังนั้นย่อมวิจารณ์ได้ ตราบใดที่ทำการวิจารณ์ที่ตัวคคห.นั้น หรือไม่ได้อ้างคำพูดของบุคคลที่สามที่เขาไม่ได้พูดหรือแสดงความเห็นในที่สาธารณะ

อย่างผมยกเรื่องไม่เห็นด้วยกับวิธีการทดสอบอายุรอยจารึก ถึงตรงนี้ไม่ได้ระบุชื่อ แต่ครั้งหนึ่งก็เคยระบุชื่อไว้ และถึงไม่ได้ระบุชื่อใครๆก็รู้ว่าเป็นใคร ค้นได้ไม่ยาก ผมคิดว่าผมไม่ได้ทำผิดคิดร้าย ไม่เห็นด้วยก็ว่าไม่เห็นด้วย วิจารณ์ที่ความเห็น ไม่ใช่ตัวบุคคล ใครจะว่าเกินเลยไปกว่านั้น ผมว่าไม่เหมาะ แต่ถือว่าทุกคนก็โตๆกันแล้ว รับผิดชอบความคิดเห็นของตัวเองได้

การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการก็เป็นเช่นนี้เองมิใช่หรือ?

ถึงตรงนี้ผมอยากให้คุยกันต่อไปในเนื้อหา เชื่อว่าต่างฝ่ายจะได้ประโยชน์จากกันและกัน และพลอยได้ถึงผู้อ่าน ตามเจตนารมณ์ของบอร์ดนี้ด้วยครับ
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
วรณัย
อสุรผัด
*
ตอบ: 84


คนธรรมดาที่แสนธรรมดา


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 24  เมื่อ 10 ก.ย. 07, 21:01

จะปฏิบัติตามโดยเคร่งครัดครับ
 ขยิบตา ขยิบตา ขยิบตา
บันทึกการเข้า

นักวิชาเกินในบอร์ดวิชาการ
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 25  เมื่อ 10 ก.ย. 07, 21:46

ผมถามตรงๆ ว่า ท่านไม่รู้หรือว่าที่ท่านเอ่ยไว้ในประโยคดังกล่าว มันผิดวายป่วง
คำตอบของท่าน วกไปวกมาพอจับความได้คลุมเครือว่า ถ้ารู้ว่าผิด ก็บอกมา

ก่อนจะบอก ผมต้องขอชี้แจงสั้นๆว่า เวบนี้ คนอ่านมาก ถ้าเราเห็นว่า มีความคิดที่ผิด แสดงออกมา เราก็ต้องทัก
ทักแล้วกลายเป็นเราโง่ เราก็ต้องเสวยกรรม แต่ไม่บอกอมพะนำไว้ มีคนจำไปใช้ต่อ
ก็เวรกรรม

ส่วนที่ท่านบอกว่าอย่าใส่ใจกับสรรพนามที่ท่านวางไว้ใต้ชื่อ ผมก็งง
ถ้างั้นท่านใส่มาทำไม ใครจะไปรู้ว่าคนที่มีสรรพนามยาวเหยียดนั่น เขาทำเล่นๆ
อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งละ ที่ไม่คิดว่าเล่น ถ้าผมไม่ใช่นักมานุษยวิทยา เป็นอาจารย์พิเศษ
ผมก็ไม่กล้าอ้างตัวเช่นนั้น


ทีนี้ข้อสุดท้าย ท่านร่ายยาวมา ผมพอจับความได้ว่า
ท่านเห็นว่าผมมีอคติ แต่ผมไม่เคยว่าท่านบ้านะ ไม่เคยพูดถึงชาติที่แล้ว
และไม่รู้ว่าประโยคนี้ หมายถึงผมหรือเปล่า
"คนที่ติดอยู่กับเรื่อราวส่วนตัวที่"ฝังใจ"ในอดีต แล้วพาลมาบอกคนอื่นว่าอย่าไปสนใจมันเลย มันบ้า"
เพราะผมวิจารณ์งานของด๊อกเตอร์ที่เนื้อหา เนื้อหาอย่างเดียว เนื้อหาเท่านั้น
จะให้ย้ำคิดย้ำทำซ้ำซากก็อาจจะจำเป็น เพราะคนเรา บางครั้งก็อ่านข้อความที่เกินภูมิรู้ ไม่รู้เรื่อง
ผมบอกว่า ด๊อกเตอร์ท่านทำงานไม่มีมาตรฐาน ไม่รอบด้าน ไม่อ้างอิงตัวเอง และสรุปความโดยไม่ฟังหลักฐานที่เด่นชัด
ผมใช้คำว่ามั่วซั่ว และสรุปว่า
"คนที่เสนอแนวคิดเลอะเทอะแบบนี้ ยากที่จะทำเรื่องไม่เลอะเทอะต่อไปในภายภาคหน้า"
แค่นี้ ก็เกินกว่าที่ผมจะต้องไปแกล้งทำตัวเป็นกลาง เป็นกลาง และเป็นกลาง
ไปอ่านข้อเสนอไร้สาระให้เปลืองเวลา เพื่อจะไปอ้างกับชาวบ้านว่า ไม่
"เล่าแต่"อคติ" ในมุมของตัวเองให้ฟัง"

เอาละ มาเข้าเรื่องเสียที คุณพูดเองว่า
"ก็ยอมรับว่าผิดครับ แล้วถูกคืออะไรครับ "

อ้าว .....พี่ มาหลอกกันง่ายๆ อย่างนี้ละหรือ
คุณรู้ว่าผิด แล้วคุณขอให้คนอื่นแก้ ผมไม่ได้ติดค้างอะไรคุณอยู่นะครับ จะได้รับใช้ตามสั่ง
ผมทักให้ก็บุญแล้ว
ส่วนใครจะทิ้งข้อความผิดวายป่วงไว้กับชื่อของตน
ประจานไปชั่วนาตาปี ก็เป็นลัทธิของเพื่อน

ผมไม่ก่าวก่ายเรื่องส่วนตัวนะครับ
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 26  เมื่อ 10 ก.ย. 07, 21:53

ข้อนี้ เป็นของแถม
เคยไปขุดค้นเจดีย์โบราณกับเขาบ้างหรือเปล่าครับ
หรืออ่านแต่ในตำรา"ศักดิ์สิทธิ์" ที่เขาให้"เชื่อ"กันมา ก็ต้อง"เชื่อ"
----------------
ข้างบนนี่ ถามผม หรือถามด๊อกเตอร์ครับ
เท่าที่ทราบ ด๊อกเตอร์ไม่เคยมือเปื้อนดิน เว้นแต่หกล้ม....ฮิฮิ
ส่วนผม ผมไม่ได้แปะป้ายตัวเองว่านักโยราณคดี
ดังนั้น แม้จะเคยไปร่วมงานกับนักโบราณคดี
ผมก็จำไว้ในใจตน ไม่กล้าอ้าง อายง่ะ

ส่วนตำราศักดิ์สิทธิ์นั้น คุณต้องไปที่เวบจาตุรคาเม อาจจะมีหกตกหล่นอยู่บ้าง
ที่บ้านผมไม่มีครับ มีแต่ตำราห่วยๆ ที่พิมพ์ออกมาเสนอแนวคิดเลอะเทอะ เพียงเพื่อจะบันลุถึงพรมแดนแห่งความเพี้ยน
ล่วงหน้าก่อนสานุศิษย์และสาวก

จะตามทัน
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1883



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 27  เมื่อ 10 ก.ย. 07, 22:56

คุณพิพัฒน์เป็นคนคุยมันมาก แต่คนที่ยังไม่คุ้นเคยอาจจะหัวใจวายตายก่อน

อย่าขู่น้องๆหลานๆมากนักซีคร้าบ
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 28  เมื่อ 11 ก.ย. 07, 00:24

"ส่วนการที่เถรวาทจะไปยืมพระโพธิสัตว์ มหายานมาใช้ในชาดก 500 พระชาติ ก็ไม่แปลกอะไร
เถรวาทเกิดในสมัยหลัง ก่อนเข้ามาที่ทวารวดี ไม่ใช่มหาสังฆิกะที่ยึดตัวบทจากยุคเริ่มแรก
การมีพระโพธิสัตว์ก็แปลกดีครับ ผสมผสานกันอย่างไรไม่รู้"


ข้อความข้างต้น ถอดสมการออกมาแล้ว ทำความวายป่วงแก่ความรู้ดังนี้
1 เถรวาทจะไปยืมพระโพธิสัตว์มหายานมาใช้ในชาดก 500 พระชาติ
คุณเป็นคนแรก(ในโลก) กระมัง ที่ยืนยันว่าชาดก 500 พระชาติเป็นของมหายาน แล้วเถรวาทยืมมาใช้
นี่เป็นเรื่องใหญ่กว่าข้อเสนอเรื่อง ร. 4 สร้างจารึกพ่อขุนราม เสียอีกนะครับ
ตามตำราปกติ ท่านบอกว่า มหายาน มาแยกตัวออกไปจากเถรวาทแล้วมาได้พระเจ้ากนิษกะเป็นอัครนูปถัมภก
เมื่อราวพ.ศ. 600 กึ่ง หรือร่วมสี่ร้อยปี หลังพระเจ้าอโศก
ผู้ซึ่งเถรวาทนับเป็นธรรมราชาผู้ทรงอุปถัมภ์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์แรก สมัยอโศกนี่ ยังไม่มีมหายานนะครับ
แล้วศิลปะสมัยอโศกนี่แหละ ที่มีรูปประดับมหาสถูปสาญจี เป็นเรื่องราวในนิบาตชาดกแล้ว (ดูรูป)
http://fog.ccsf.cc.ca.us/~jcarpent/images/Indus%20and%20Buddhist%20Art/Monkey_jataka.jpg
ยิ่งกว่านั้น ทั้งอนุทวีปอินเดีย ศิลปะที่เก่าแก่ที่สุด ก็คือพุทธศิลปะแห่งสาญจีนี่เอง
(อาจจะรวมถ้ำโลมาสฤาษี ที่เก่ากว่านิดหน่อย แต่ไม่มีรูปชาดก เอาไว้ในกลุ่มนี้ก็ได้)
เก่าแก่ก่อนมีศิลปะในศาสนาอื่นใดทั้งสิ้น แล้วอย่างนี้ จะไปยืมชาดกมาจากใครได้ครับ

2 มหาสังฆิกะยึดตัวบทจากยุคเริ่มแรก
ตรงนี้ยิ่งกว่าเรื่อง ร. 4 บวกกับเรื่องเถรวาทยืมมหายานอีก
น้องๆ ที่เรียนมาว่า มหายานคือฝ่ายที่ขอแยกตัวออกไปจากเถรวาท เพราะเหตุผลสำคัญคือ
ต้องการแก้ไข
คงงงเต๊กว่า จะเชื่อท่านวรณัยดีใหมหนอ ผมก็ขออนุญาตแนะนำว่า ท่านคงเบลอไปชั่วขณะ
ผมก็เลยยืมความจากวิกีมาแปะให้อ่าน เพราะอ่านง่าย เผื่อว่าคนที่ไม่เชื่อถ้อยคำของผม
อาจจะสะดวกใจเชื่ออินตะระเนตมากกว่า
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99
"หลังจากพระพุทธองค์ปรินิพพานได้ 100 ปี อันเป็นช่วงเวลาที่มีการสังคายนาครั้งที่ 2
ได้มีคณะสงฆ์กลุ่มหนึ่งเรียกว่า มหาสังฆิกะ ซึ่งมีจำนวนมาก ได้แยกตนออกไปต่างหากจากกลุ่มเถรวาทเดิม
การแยกตัวของมหาสังฆิกะนี้มีมูลเหตุจากความเห็นที่แตกต่างเรื่องหลักปฏิบัติของภิกษุ หลังจากนั้นมหาสังฆิกะ
ได้แยกกลุ่มนิกายย่อยออกไปอีก 18 นิกาย เนื่องจากมีทัศนะ อุดมคติ การตีความหลักธรรม และวัตรปฏิบัติที่แตก
ต่างกัน หลังจากนั้นภิกษุบางรูปในนิกายทั้ง 18 นี้ ได้แยกตนออกมาตั้งคณะใหม่โดยถือปรัชญาและหลักจริยวัตร
ของตน กระทั่งในราวพุทธศตวรรษที่ 5 จึงได้เกิดกลุ่มคณะสงฆ์และคฤหัสถ์ที่เรียกตนเองว่า "มหายาน" ขึ้น
แม้จะมีที่มาไม่แน่ชัด แต่สันนิษฐานได้ว่าพัฒนาจากนิกายมหาสังฆิกะ ผสมผสานกับปรัชญาของนิกายพุทธศาสนา
อื่นทั้ง 18 นิกาย รวมทั้งนิกายเถรวาทด้วย ก่อกำเนิดเป็นลัทธิมหายาน"

สั้นๆ แค่นี้ น่าจะพอ


บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 29  เมื่อ 11 ก.ย. 07, 03:21

สำหรับหัวข้อกระทู้ ที่อยากทราบพระมหากรุณาธิคุณต่อคนสุโขทัยนั้น
จะรับใช้ตามปัญญาเล็กๆ น้อยๆ ว่า

ก่อนการสถาปนาราชวงศ์สุโขทัย(คำนี้ ระบุในจารึกมีอยู่จริงนะครับ) เมื่อก่อน 1800 เล็กน้อย
พื้นที่สุโขทัย เป็นเมืองใหญ่อยู่แล้ว ข้อนี้ต้องอ้างศาลตาผาแดง ซึ่งเป็นโบราณสถานแบบเขมรที่ใหญ่ที่สุด
และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในภาคกลางตอนเหนือ
ศาสตราจารย์บวสเซลิเย่ร์ท่านบอกว่าเป็นสถาปัตยกรรมแบบนครวัด รุ่นพ.ศ. 1650 นู่น
และพบเทวรูปสมัยเดียวกันหลายองค์อยู่กับที่ตั้งอีกด้วย นับว่าเป็นเมืองที่มีศักดิ์ฐานะอย่างพิเศษทีเดียว
จะเปรียบไป ก็ไม่น้อยหน้าเมืองละโว้ที่ตั้งเป็นหลักคลุมภาคกลางในช่วงเวลาเดียวกันทีเดียว

การที่จารึกหลักที่ 2 กล่าวถึงการขับไล่พวกขอมออกไป จึงมีมูลที่พอฟังได้
และฟังได้ต่อไปว่า เป็นการร่วมมือกันของคนไทยครั้งสำคัญ เพื่อสถาปนาอำนาจอิสระในพื้นที่อันสมบูรณ์ และเป็นชัยภูมิที่แม่น้ำสองสามสาย
ต้องไหลผ่าน เหมาะแก่การตั้งตนเป็นชุมนุมจัดการการค้าของพื้นที่ภายใน อย่างคุ้มค่า
แต่การขับไล่ระดับเจ้าผู้ปกครองออกไปนั้น ตัววัฒนธรรมก็คงจะยังเหลืออยู่
ก็คือความเชื่อแบบฮินดู ที่น่าจะเข้มข้นไม่น้อยทีเดียว เพราะแม้แต่เมื่อตั้งตนเป็นราชวงศ์แล้ว
ท่านก็ยังสร้างศาสนสถานตามอย่างเขมรที่วัดพระพายหลวง เป็นปรางค์บนพื้นราบ มีสามองค์ กลางตระพังใหญ่
เมื่อสำรวจให้ทั่วอาณาจักร สถาปัตยกรรมแบบนี้ ก็กระจายให้พบอีกหลายแห่ง คือที่วัดเจ้าจันทร์ ศรีสัชนาลัย
และวัดศรีสวาย เป็นอาทิ
ต่างก็สร้างเมื่อคนไทยเป็นเจ้าครองพื้นที่ทั้งสิ้น

ถ้าเราเชื่อว่าจารึกหลักที่ 1 เป็นของจริง เราก็จะได้ข้อมูลต่อมาว่า พ่อขุนรามนี่เอง ที่รับพระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์
เข้ามาเป็นประธานแห่งพระราชอาณาจักร
ข้อนี้ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่ง คือการสถาปนาพระมหาธาตุกลางเมือง และเป็นพระธาตุแบบเจดีย์กลม
อันนับเป็นสถาปัตยกรรมที่แตกต่างออกไป เพราะไม่ได้หยิบยืมรูปแบบปราสาทเขมรมาใช้
เช่นที่ทางราชวงศ์แห่งอยุธยา ใช้ที่พระมหาธาตุลพบุรี

การเลือกรูปแบบสถาปัตยกรรมในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่พึงสนใจให้มาก
เพราะนอกจากจะต้องรองรับด้วยเทคนิควิธีการก่อสร้าง ที่ฉีกแบบไปจากพระปรางค์
คติความเชื่อที่เกี่ยวข้อง ก็ต่างออกไปด้วย

พระปรางค์นั้น มาจากวิวัฒนาการสายฮินดู คือเทวาลัย
แต่พระเจดีย์กลม เป็นรูปแบบทางพุทธศาสนาอย่างจำเพาะเจาะจง คือที่เก็บกระดูก
มรดกสถาปัตยกรรมเช่นนี้ จะเรียกว่าพระมหากรุณาธิคุณหรือไม่ ท่านต้องไปตรองเอาเอง
แต่การที่คนสุโขทัย กล้าสร้างพระเจดีย์มหึมาที่วัดช้างล้อม ศรีสัชนาลัยนั้น
เป็นการพลิกกลับของอารยะธรรมพุทธที่สำคัญยิ่ง
หลังจากฟุบไปนานในช่วงที่เขมรผงาดขึ้นเป็นเจ้าแห่งภูมิภาค
ความเชื่อเรื่องพระธาตุนี้ นอกจากจะกำจัดลัทธิพิธีแบบฮินดูให้ลดความหมายลง ก็ยังเป็นเครื่องนำทางพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์
เข้ามาตั้งมั่นต่อไปอีกกว่าเจ็ดร้อยปี

จึงไม่ใช่เพียงชาวสุโขทัยเท่านั้น ที่เป็นหนี้พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้
คนกอทอมอ ที่นับถือพระธาตุ ก็เป็นหนี้ด้วยจ้ะ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 11
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.045 วินาที กับ 19 คำสั่ง