โคลงแบบสุนทรภู่

<< < (4/5) > >>

CrazyHOrse:
ข้อสังเกตของอ.เทาชมพูทำผมอึ้งเลย   :-\

คำถามแรก นึกไม่ออกจริงๆครับ นึกไม่ออกว่ามีกลอนบทไหนของสุนทรภู่ที่เป็นกลอนกลบท อาจจะมีน้อยมาก หรือเผลอๆจะไม่มีเลยก็เป็นได้ พอจะนึกหาเหตุได้สองประการครับ
- กลอนแปดของสุนทรภู่นั้นมีสัมผัสในเกี่ยวพันกันซับซ้อนในตัวเอง บทไหนแต่งได้เข้าเกณฑ์ครบทุกบาทผมว่าน่าจะเข้าเกณฑ์ว่าเป็นกลบทแบบหนึ่งอยู่แล้ว หากยอมรับดังนี้ อย่างน้อยงานกลอนเกือบครึ่งของท่านสุนทรก็เข้าข่ายเป็นกลบท และเป็นกลบทที่ไพเราะลงตัวมาก การเอากลบทอื่นมาใช้ ไม่แน่นักว่าจะเหนือกว่านะครับ
- สุนทรภู่เป็นสุดยอดฝีมือในเชิงกลอน ทางกลอนแปดแบบสุนทรภู่ก็ต้องถือว่าเป็นแบบที่ท่านริเริ่ม ไม่มีความจำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองอีกครับ

คำถามที่สอง ฝีมือระดับนี้ย่อมไม่ใช่มือใหม่แน่นอนครับ แต่ทางโคลงแบบสุนทรภู่นี้ไม่เหมือนแบบที่นิยมแต่งกันมา ในขณะที่มีกลบทสอดแทรกอยู่มากมายหลายแบบ น่าคิดว่าการแต่งเป็นกลบทนี้เป็นการอวดภูมิ เป็นการพิสูจน์ตัวว่าจะให้แต่งโคลงก็แต่งได้ และแต่งในทางของตัวเอง และที่แตกต่างนี้ก็ไม่ใช่เพราะไม่รู้ว่าตำราเก่าเขาเป็นอย่างไร (โดยแสดงออกที่ภูมิรู้เรื่องกลบท) สรุปว่า ถึงไม่ใช่มือใหม่ แต่ก็เป็นงานของผู้ที่ต้องการพิสูจน์ตัวครับ

หรือถ้าตอบสองข้อนี้ใหม่แบบแหวกแนว อาจจะต้องตอบว่านิราศสุพรรณไม่ใช่งานของสุนทรภู่

ตอบแบบนี้คงต้องดีเฟนด์กันหนักครับ

CrazyHOrse:
ค้นมาได้ความว่าสัมผัสในแบบกลอนอุดมคติของสุนทรภู่เข้าข่ายกลบทครับ

ประชุมจารึกวัดพระเชตุพนฯ เรียก กลบทเทพชุมนุม
ศิริวิบุลกิตติ์ เรียก กลบทมธุรสวาที
โดยกำหนดให้ใช้สัมผัสสระหรืออักษรสองคู่ทุกบาท

ดังนั้นกลอนสุนทรภู่ก็คือกลอนกลบทในตัวอยู่แล้วครับ ซตพ.

SILA:

        เคยอ่านเมื่อนานมากแล้ว, ถ้าจำไม่ผิด, อาจารย์ภาษาไทยท่านหนึ่งเขียนไว้ว่า
สุนทรภู่ ท่านแต่งโคลงซึ่งไม่ใช่งานเชี่ยวชาญชั้นเลิศของท่าน เหมือนคนถนัดขวาเขียนหนังสือ
ด้วยมือซ้าย

Bana:
เห็นด้วยกับคุณ CH ครับ เพราะกลบทก็เป็นเพียงแค่การสร้างเงื่อนไขเพื่อแต่งร้อยกรอง  หรือรูปแบบพิเศษเอกลักษณ์พิเศษไปจากธรรมดาซึ่งเป็นลักษณะตายตัว  ซึ่งการสัมผัสในที่ถือว่าเป็นเลิศของท่านบรมครูสุนทรภู่  ถือว่าเป็นกลบทแบบสุนทรภู่ก็ได้ครับ  ขอเชิญบทที่ผมชอบที่สุดของท่านมาให้ชมครับ
    เมื่อขาล่องต้องตอเรือหล่อล่ม         เจียนจะจมน้ำม้วยระหวยระหาย
ปะหาดตื้นขึ้นรอดไม่วอดวาย              แต่ปะตายหลายหนหากทนทาน
แล้วมิหนำซ้ำบุตรสุดที่รัก                   ขโมยลักหลายหนผจญผลาญ
ต้องต่ำต้อยย่อยยับอัประมาณ             มาอยู่วิหารวัดเลียบยิ่งเยียบเย็น
โอ้ยามจนล้นเหลือสิ้นเสื่อหมอน          สู้ซุ่มซ่อนเสียมิให้ใครใครเห็น
ราหูทับยับเยินเผอิญเป็น                    เปรียบเหมือนเช่นพราหมณ์ชีมณีจันท์ฯ
(รำพันพิลาป)

เทาชมพู:
เราน่าจะหยิบนิราศสุพรรณมาดูกันอย่างละเอียดอีกทีนะคะ
เผื่อจะเห็นอะไรที่ก่อนหน้านี้ มองข้ามไปบ้าง
อย่างแรก ดิฉันตั้งข้อคิดว่า คนที่แต่งนิราศสุพรรณ ไม่ใช่มือใหม่หัดแต่งโคลง ย้ำ โคลงนะคะ ไม่ใช่กลอน
ต้องมีผลงานโคลงมาก่อนแล้ว จึงแต่งนิราศสุพรรณเป็นงานชิ้นหลัง
 
จากแต่งโคลงแบบเรียบๆตรงไปตรงมาในงานแรกๆ ก็พลิกแพลงมาเป็นโคลงกลบท
คนเริ่มแต่งโคลงยาวๆเป็นเรื่องแรก   จะไม่พรวดพราดเข้าไปจับกลบท  ต่อให้ชำนาญกลอนมาก่อนก็เถอะ
แล้วยังเป็นกลบทหลายชนิดด้วย  ทั้งหมดนี้แสดงถึงการคลุกคลีกับงานประพันธ์จนเกิดความมั่นใจ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว