เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
อ่าน: 5395 ความสัมพันธ์ พระราชวงศ์ไทย ลาว
ข้าบาท
อสุรผัด
*
ตอบ: 4


 เมื่อ 06 ธ.ค. 06, 07:52

 ความสัมพันธ์ พระราชวงศ์ไทย ลาว

เนื่องด้วยวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๔๕๙ นี้ สมเด็จพระเทพฯ จะได้เสด็นพระราชดำเนินเปิดสะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่สาม ผมขอฉลองสิริราชวโรกาสนี้นำเรื่องความสัมพันธ์สองราชวงศ์มา ณ ที่นี่

๑.   เจ้าจอมแว่น ในรัชการที่ ๑

(aka เจ้านางแก้วฟ้า. เจ้านางคำแว่น. เจ้าจอมแว่น. เจ้าคุณข้างใน. คุณเสือ. เจ้านางเขียวค้อม. เจ้าน้อยเขียว)

เมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชดำรงพระยศเจ้าพระยาจักรีได้ไปตีกรุงเวียงจันทน์ ได้เชิญเสด็จพระราชบุตรในพระเจ้าศิริบุญสาร (องค์บุญ) มายังสยาม โดยประกอบด้วย เจ้านันทเสน เจ้าอินทวงศ์ และเจ้าอนุวงศ์ แต่ เจ้าพรหมวงศ์ พระอนุชา ได้หลบหนีไปเมืองอื่นเสีย ในการเดียวกันนี้ยังได้รับเจ้านางแก้วฟ้า (พระธิดาคำแว่น) เป็นชายาในเวลาเดียวกันนั้น

คุณสมบัติพิเศษของเจ้านางแก้วฟ้าไม่มีใครเหมือน คือมีความกล้าหาญและศิลปะในการเพ็ดทูลเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่มีผู้ใดกล้าจะกราบทูล ถ้าท่านเห็นว่าเป็นสิ่งสมควรและถูกต้องแล้ว ก็จะกราบทูลทันทีมิได้เกรงกลัวพระราชอาญา ความจงรักภักดีและสุจริตใจของเจ้าจอมแว่นนี้ รัชกาลที่ 1 จึงไม่ทรงพิโรธ มีเรื่องเล่าอยู่ว่า ครั้งหนึ่งเคยได้ทูลขอพระราชสวามีมิให้ทำลายเมืองพานพร้าว ศรีเชียงใหม่ (สกลนคร) และได้รับตามพระปรงสงค์ ชาวเมืองได้ยกย่องท่านเป็น เจ้านางเขียวค้อม ตามชื่อเรียกสตรีผู้งามพร้อมดังอุดมคติ (คล้ายกับนางนพมาศในพงศาวดารภาคกลาง) และยังได้ตั้ง วัดนางเขียวค้อมเพื่อเป็นอนุสรณ์จนถึงปัจจุบัน

เมื่อครั้งเสด็จผ่านพิภพขึ้นเป็นปฐมวงศ์จักรี เจ้านางแก้วฟ้า จึงได้รับสถาปนาขึ้นเป็นที่  เจ้าจอม(แว่น) พระสนมเอก และโปรดให้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทจนชาววังยกย่องเป็น เจ้าคุณข้างใน (เจ้าคุณองค์แรกในจักรีวงศ์)   ความกล้าหาญของท่านยังเป็นที่ประจักษ์ต่อไปเมื่อ เมื่อ พ.ศ. 2339 พระบาทสมเด็จพระเจ้าพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกหาราช จากการว่าราชการเมืองพระองค์คงจะเหน็ดเหนื่อยพระวรกาย ขณะหลับก็เกิดละเมอขึ้น(พระสุบิน) ทำให้ข้าราชบริพานตกใจ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรขณะนั้นเจ้าจอมแว่นใช้ความหาญกล้า ตัดสินใจกัดนิ้วพระบาท จนพระเจ้าอยู่หัวทรงรู้สึกพระองค์และตื่นบรรทม เจ้าจอมแว่นได้รับความดีความชอบและเป็นที่โปรดปราณของพระองค์

นอกจากนั้น ความเด็ดขาดของพระองค์ทำให้พระเจ้าลูกยาเธอและพระเจ้าลูกเธอ ให้สมญาว่า "คุณเสือ" สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เล่าว่า

"...เพราะเหตุที่เธออยู่ประจำพระองค์เสมอ เวลาพระเจ้าลูกเธอที่ยังทรงพระเยาว์ขึ้นเฝ้า จึงอยู่ในความดูแลของเธอ บางทีก็เห็นจะขู่ลู่เจ้านายเล็กเหล่านั้นพากันเกรงกลัว จึงเรียกกันว่า...คุณเสือ"

ดังนั้น เมื่อสมเด็จพระอมรินทราฯ พระอัครมเหสีในรัชการที่ ๑ ไม่เสด็จเข้ามาประทับในพระบรมมหาราชวัง แน่นอนว่าคุณฉิม (รัชการที่ ๒) ซึ่งได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร จึงอยู่ในความดูแลของเจ้าจอมแว่น  
แม้ว่าเจ้าจอมแว่นจะมีอุปนิสัยเข้มงวดจริงจังปานใดก็ตาม แต่ความจงรักภักดีอย่างจริงใจเป็นที่ประจักษ์แก่บรรดาพระเจ้าลูกเธอและพระเจ้าลูกยาเธอ เมื่อพระองค์ใดทรงมีปัญหาสำคัญ แก้ไขไม่ได้ด้วยพระองค์เอง มักจะขอร้องให้เจ้าจอมแว่นช่วย ซึ่งทุกพระองค์ก็จะได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มใจเสมอ จึงเป็นที่เกรงกลัวและนับถือของทุกพระองค์

และบุญคุณอันยิ่งใหญ่ของคุณเสือที่มีต่อรัชกาลที่ 2 ก็คือ เรื่องเจ้าฟ้าบุญรอดพระธิดาใน สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ พระพี่นางพระองค์น้อยของรัชกาลที่ 1 พระบิดาคือ เจ้าขรัวเงิน จึงนับเป็นพระประยูรญาติสนิทกันทีเดียว
รัชกาลที่ 2 ครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ทรงพบรักกับเจ้าฟ้าบุญรอด เมื่อครั้งสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ทรงพระประชวรและเสด็จทิวงคต ซึ่งทำให้ทั้งสองพระองค์มีโอกาสพบกัน เป็นจุดเริ่มต้นแห่งสัมพันธภาพที่งอกงามต่อมาถึงขั้น "...ถ้อยทีมีพระทัยรักใคร่กัน"  แต่ความรักของทั้งสองมีอุปสรรคขวางกั้น เพราะผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างไม่เห็นด้วย
"...พี่น้องเขายังอยู่เป็นก่ายเป็นกอง เขาไม่รู้ก็จะว่ากูสมรู้ร่วมคิดเป็นใจให้ลูกมากุมเหงเขาหนึ่งทำดูถูกเทวดารั้ววังไม่มีความเกรงกลัว" พระราชดำรัสของรัชกาลที่ 1 ที่ตรัสแก่เจ้าจอมแว่น ผู้เล่าเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งสองพระองค์ให้ฟัง และกรมหลวงเทพหริรักษ์ พระเชษฐาเจ้าฟ้าบุญรอด ตรัสด้วยความไม่เห็นชอบว่า
"ลูกเมียของพ่อฉิมก็มีอยู่มาก เกรงว่านานไปจะเกิดวิวาทกันก็จะต้องร้องไห้กลับมาหาพี่ จะได้รับความอัปยศแก่คนทั้งหลาย"
ทั้งสองพระองค์จึงต้องลักลอบพบปะกันโดยมิให้ผู้ใหญ่รู้เห็น ทั้งสองรักใคร่กันชนิด "สองปีสองปิดบัง แต่ลำพังสองต่อสอง" จนเจ้าฟ้าบุญรอดตั้งพระครรภ์ เมื่อเห็นว่าปิดบังต่อไปไม่ได้แล้ว สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรจึงทรงขอร้องให้คุณเสือช่วย เจ้าจอมแว่นได้ใช้ความกล้าและศิลปะในการเพ็ดทูล ทำให้รัชกาลที่ 1 ไม่ทรงพิโรธและทรงยอมพระราชทานอภัยโทษในที่สุด ทั้งสองพระองค์จึงสมรักสมปรารถนา เจ้าฟ้าบุญรอดพระองค์นี้ ต่อมาได้รับสถาปนาเป็น กรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตหรือ สมเด็จพระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี เป็นพระราชมารดาของ สมเด็จเจ้าฟ้าชายมงกุฎ(รัชกาลที่ 4) และ สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุธามณี

เจ้าจอมแว่นยังให้ความนับถือพุทธศาสนาอย่างแม้จริง โดยพระราชทานเงินส่วนพระองค์ในการบูรณะวัดสังข์จาย ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานพระวิสุงคามสีสาจากรัชการที่ ๑ และได้รับพระราชทานนามตามพระสังข์จายที่ขุดพบพร้อมหอยสังข์ เป็นเรื่องแปลกนักที่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการบูรณะวัดนี้ คือ นายสังข์ และนางจาย อีกด้วย  นอกจากนั้นวัดนี้ยังเป็นที่ให้กำเนิด มหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์ชูชก อีกด้วย  เพราะเมื่อครั้ง สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส กวีเอกของไทยได้ทรงนิพนธ์มหาชาติร่ายยาวนั้น ได้รจนากัณฑ์อื่นๆเป็นอันมากยกเว้นกัณฑ์นี้ เนื่องจากเห็นว่ามิสามารถนิพนธ์สู้ของเก่าได้
นอกจากความปราดเปรื่อง และความเข้มงวดแล้ว


เจ้าจอมแว่นยังมีความสามารถในการปรุงอากหารยิ่งนัก  ดังปรากฏเป็นตำนานว่า   พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช นั้นโปรดเสวยไข่เหี้ยเป็นอย่างยิ่ง อยู่มาวันหนึ่งก็โปรดจะเสวย แต่ไม่มีใครสามารถหาได้เลย เพราะไม่ใช่ฤดูกาลเหี้ยวางไข่ เจ้าจอมแว่น   จึงประดิษฐ์ "ขนมไข่เหี้ย" ขึ้นตั้งเครื่องถวายแทนต่อมาหลายท่านเรียกขนมไข่เหี้ยด้วยชื่อใหม่ที่ฟังดูหรูหราว่า"ขนมไข่หงส์"   เมื่อมื่อครั้งทำาบุญใหญ่ฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม รัชกาลที่ 1 ได้ทรงโปรดให้เลิกข้าวทาขนมจีนเลี้ยงพระสงฆ์นับพันรูปถึงวันละเกวียน  โดยเจ้าจอมแว่นผู้มีชื่อเสียงในการปรุงน้ำยาที่สุดในสมันนั้น ได้เป็นผู้ปรุงถวายพระในการเลี้ยงนี้เอง

เจ้าคุณเสือ ได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณสืบมาจวบจนวาระสุดท้ายในสมัชรัชการที่ ๒ โดยมิได้มีพระหน่อไว้ ดังปรารถนา โดยมีหลักฐานในพระวิหารพระโลกนาถด้านหลังพระโลกนาถ วัดพระเชตุพนฯ ที่มีรูปสลักเป็นรูปเด็กและโคลงจารึกว่า
"คุณเสือแสวงบุตร"

.....รจนาสุดารัตนแก้ว..............กุมารี หนึ่งฤา
เสนออธิบายบุตรี....................ลาภไซ้
บูชิตเชษฐชินศรี.....................เฉลาฉลัก หินแฮ
บุญส่งจงลุได้.........................เสร็จด้วยดั่งถวิล ฯ
.....กุมารหนึ่งพึงฉลักตั้ง............ติดผนัง
สถิตย์อยู่เบื้องหลัง...................พระไว้
"คุณเสือ" สวาดิหวัง..................แสวงบุตร ชายแฮ
เฉลยเหตุธิเบศร์ให้................สฤษดิแสร้งแต่งผล ฯ

โคลงจารึกไว้กับรูปกุมารกุมารีทั้ง ๒ บทนี้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพทรงพระวินิจฉัยไว้ว่า    โคลงจารึกไว้กับภาพกุมารในวิหารพระโลกนาถนั้น มักเข้าใจกันว่าเป็นพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ข้าพเจ้าได้พิจารณาดูเห็นเป็นแน่ว่า เปนพระนิพนธ์สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส จึงสันนิษฐานว่า ในรัชชกาลที่ ๑ เมื่อเจ้าจอมแว่นพระสนมเอก ซึ่งเรียกกันว่าคุณเสือ กราบทูลความปรารถนาใคร่จะอธิษฐานขอบุตรนั้น โปรดฯ ให้ทำแต่รูปกุมารติดไว้เรื่องเดิมของรูปกุมารเป็นแต่บอกเล่ารู้กันมา ชรอยพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงพระราชดำริเกรงคนทั้งหลายภายหลังเห็นว่า รูปกุมารไม่เกี่ยวข้องกับพระศาสนา จะรื้อทำลายเสีย จึงอาราธนาสมเด็จกรมพระปรมานุชิตฯ ให้ทรงพระนิพนธ์โคลงบอกเรื่องของภาพกุมารไว้ เห็นเป็นในคราวเดียวกับเมื่อทรงขนานนามพระพุทธรูปในพระวิหารทิศ สมเด็จกรมพระปรมานุชิตฯ จึงทรงใช้นามในโคลงว่าคุณเสือ ตามซึ่งพระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงเรียกก่อน แล้วคนทั้งหลายเรียกตามจนชินปากต่อมา ถ้าเป็นพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ก็จะหาทรงใช้นามว่าคุณเสือเช่นนั้นไม่ อันนี้เป็นหลักสำคัญในข้อวินิจฉัย
บันทึกการเข้า
ข้าบาท
อสุรผัด
*
ตอบ: 4


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 06 ธ.ค. 06, 19:04

 แหะๆ พิมพ์ผิกเต็มเลย แต่แก้ไม่ได้้ครับ ขออโหสิมา ณ ที่นี่ด้วย

ต่อไปจะเชิญพระประวัติ เจ้าจอมมารดาทองสุก ใน รัชการที่ ๑ นะครับ  
บันทึกการเข้า
ข้าบาท
อสุรผัด
*
ตอบ: 4


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 06 ธ.ค. 06, 19:31

 ขอบคุณ คุณไอซ์_เป็นคน มากครับที่แก้ขอผิดให้

ก่อนจะเล่าเรื่องท่านใหม่นะครับ พอดีไปเจอเกร็ดน้อยๆ เรื่องความหึงหวงของท่านผู้หญิงนาค (อัครมเหสีของรัชกาลที่ ๑ ตั้งแต่ดำรงพระยศเป็นเจ้าพระยามหา
กษัตรศึก โดยท่านผู้หญิงนาคนี้ต่อมา ร ๒ เฉลิมพระยศเป็นที่ สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี (พระบรมราชชนนี))

เรื่องมีอยู่ว่า

หลังกลับจากเวียงจันทน์แล้วท่านผู้หญิงนาคมาก มีปากเสียงกับสมเด็จเจ้าพระยาฯด้วยเรื่องคุณแว่นนี้อยู่บ่อยๆ จนคืนหนึ่งท่านผู้หญิงถือดุ้นแสมไปยืนคอยดักอยู่ในที่มืดบนนอกชานเรือน พอคุณแว่นเดินออกมาจากเรือนหลังใหญ่อันเป็นที่อยู่ของสมเด็จเจ้าพระยาฯ ท่านผู้หญิงก็เอาดุ้นแสมตีหัว คุณแว่นก็ร้องขึ้นว่า "เจ้าคุณเจ้าขา คุณหญิงตีหัวดิฉัน" สมเด็จเจ้าพระยาฯก็โกรธยิ่งนัก ฉวยดาบออกจากเรือนจะมาฟันท่านผู้หญิง ฝ่ายท่านผู้หญิงก็วิ่งเข้าเรือนแล้วปิดประตูลั่นดาลไว้ สมเด็จเจ้าพระยาฯยังไม่หายโกรธ ก็เอาดาบฟันประตูอยู่โครมๆ เมื่อคุณฉิมเห็นเจ้าคุณพ่อและคุณแม่ทะเลาะกันใหญ่โตเช่นนั้น ก็รีบหาหีบไม้ต่อที่ใต้หน้าต่าง รับตัวคุณแม่ลงมาพาหลบหนีออกจากบ้านไปอยู่ในพระราชวังของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ให้ซ่อนตัวอยู่ในตำหนักเจ้าจอมฉิมใหญ่ ซึ่งเป็นพระราชธิดาของท่านนาคเอง แม้จะกลับมาสู่ทำเนียบ แต่ท่านหาได้คืนดีกับสมเด็จเจ้าพระยาฯไม่ ต่างคนต่างอยู่ต่างเคารพในฐานะของกันและกัน เมื่อสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯได้ปราบดาภิเษก สถาปนาราชวงศ์ขึ้นใหม่ ทรงสร้างกรุงเทพมหานคร และพระบรมมหาราชวังขึ้น แต่สมเด็จพระอมรินทราฯก็มิได้เคยเสด็จเข้ามาประทับในพระบรมมหาราชวังเลย ประทับอยู่ที่บ้านเดิมจนสวรรคต เจ้าคุณเสือ - เจ้าจอมแว่น ในรัชกาลที่ 1 เจ้าจอมแว่น ต่างหากผู้ที่เป็นข้าบาทรับใช้ใกล้ชิดตลอดมา

ที่มา โดย พงษ์ศักดิ์ ไพรอังกูร หน้าประชาชื่น หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
บันทึกการเข้า
ทินกร
อสุรผัด
*
ตอบ: 4

บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 07 ธ.ค. 06, 15:06

 อ้างถึงช่วงต้นของกระทู้  ผมเข้าใจว่าเมืองพานพร้าว ศรีเชียงใหม่ น่าจะอยู่หนองคายนะ  เพราะปัจจุบันเป็นตำบลพานพร้าว  อ.ศรีเชียงใหม่  อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับเวียงจันทน์พอดี  จึงไม่น่าอยู่สกลนคร  

และสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่พระเทพจะเสด็จไปเปิดปลายปีนี้น่าจะเป็นแห่งที่ 2 ที่มุกดาหาร ไม่ใช่แห่งที่ 3 สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งแรกอยู่ที่หนองคาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปเปิดเมื่อปี 2534 แห่งที่ 2 ที่มุกดาหารเพิ่งสร้างเสร็จ
 
บันทึกการเข้า
ข้าบาท
อสุรผัด
*
ตอบ: 4


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 07 ธ.ค. 06, 19:01

 ใช่เลยครับ ผมรู้ตัวอีกทีก็ผิดไปแล้ว แก้ตัวไม่ทัน ปี พศ ด้วยครับ คือ 2549 ครับ

ขออภัยมา ณ ที่นี้ และขอบคุณที่แ้ก้ให้ครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.061 วินาที กับ 19 คำสั่ง