เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
อ่าน: 11045 ขนมไทย
olala
บุคคลทั่วไป
 เมื่อ 03 ก.ย. 00, 12:00

ทราบไหมคะว่าขนมทองหยิบ ทองหยอด และ ฝอยทอง เนี่ย
จริงๆแล้วมีต้นกำเนิดมาจากโปรตุเกสค่ะ (เพิ่งทราบเหมือนกัน นึกว่าเป็นขนมไทย
แท้ และดั้งเดิม)
ไปแวะเยี่ยมชม ขนมไทย,คอม มาค่ะ (kanomthai.com)
เลยขอคัดบทความที่เค้าเขียนไว้มาฝาก "ต้นตำรับขนมไทย"ค่ะ ยาวนิดนึง
ใส่ไว้เป็นข้อความถัดไปละกันนะคะ

บันทึกการเข้า
olala
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 27 ส.ค. 00, 00:00

คัดมาจาก ขนมไทย,คอม

สมัยอยุธยา
เริ่มมีการเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับต่างประเทศทั้งชาติตะวันออกและตะวันตก
ไทยเรายิ่งรับเอาวัฒนธรรมด้านอาหารของชาติต่างๆ มาดัดแปลงให้เหมาะสม
กับสภาพความเป็นอยู่ เครื่องมือเครื่องใช้ วัตถุดิบที่หาได้ ตลอดจนนิสัย
การบริโภคของคนไทยเอง จนบางทีคนรุ่นหลังแทบจะแยกไม่ออกเลยว่า
อะไรคือขนมไทยแท้ๆ อะไรที่เรายืมเค้ามา เช่น ทองหยิบ ทองหยอดและฝอยทอง
หลายท่านอาจคิดว่าเป็นของไทยแท้ๆ แต่ความจริงแล้วมีต้นกำเนิด
จากประเทศโปรตุเกส โดย "มารี กีมาร์" หรือ "ท้าวทองกีบม้า"
 
กำเนิด "ท้าวทองกีบม้า"
"ท้าวทองกีบม้า" หรือ "มารี กีมาร์" เกิดเมื่อ พ.ศ. 2201 หรือ พ.ศ. 2202
แต่บางแห่งก็ว่า พ.ศ. 2209 โดยยึดหลักจากการแต่งงานของเธอที่มีขึ้นในปี
พ.ศ. 2225 และขณะนั้น มารี กีมาร์ มีอายุเพียง 16 ปี บิดาชื่อ "ฟานิก (Phanick)"
 เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นผสมแขกเบงกอล ผู้เคร่งศาสนา ส่วนมารดาชื่อ "อุรสุลา ยามาดา
(Ursula Yamada)" ซึ่งมีเชื่อสายญี่ปุ่นผสมโปรตุเกส ที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในอยุธยา
 ภายหลังจากพวกซามูไรชุดแรกจะเดินทางเข้ามาเป็นทหารอาสาในแผ่นดิน
พระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไม่นานนัก

รู้จัก "ท้าวทองกีบม้า"
"มารี กีมาร์" เป็นสตรีที่มีรูปโฉมงดงามมาก เป็นที่ต้องตาต้องใจของ
ชายหนุ่มชาวยุโรปในกรุงศรีอยุธยาทั่วไป นอกจากจะมีความงดงามกว่าสตรีอื่นแล้ว
ยังเป็นผู้ที่มีจิตใจงดงาม ซื่อสัตย์ ใจบุญสุนทาน มีเมตตาอยู่ตลอดเวลา
"มารี กีมาร์" แต่งงานกับ "คอนสแตนติน ฟอลคอน" เชื้อสายกรีกที่เข้ามารับราชการ
อยู่ในกรุงศรีอยุธยา และได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้าแผ่นดิน
"สมเด็จพระนารายณ์มหาราช" อย่างสูง เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2225 ซึ่งเวลานั้น
คอน สแตนติน ฟอลคอน เริ่มมีชื่อเสียงในหมู่ขุนนาง ในฐานะผู้ใกล้ชิดและไว้วาง
พระทัยของพระเจ้าแผ่นดินสยาม และเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่ราชการมาก
จน 6 ปีต่อมาก็ได้ก้าวถึงจุดสูงสุดแห่งอำนาจของขุนนางสยาม นั่นคือ
ตำแหน่งสมุหนายก อัครเสนาบดีชื่อ "ออกญาวิไชเยนทร์"

"ท้าวทองกีบม้า" เจ้าตำรับอาหารไทย
ชีวิตช่วงหนึ่งของ "ท้าวทองกีบม้า" ได้เข้าไปรับราชการในพระราชวังตำแหน่ง
"หัวหน้าห้องเครื่องต้น" ดูแลเครื่องเงินเครื่องทองของหลวง เป็นหัวหน้าเก็บ
พระภูษาฉลองพระองค์ และเก็บผลไม้ของเสวย มีพนักงานอยู่ใต้บังคับบัญชา
เป็นหญิงล้วน จำนวน 2,000 คน ซึ่งเธอก็ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
เป็นที่ชื่นชม ยกย่อง มีเงินคืนทองพระคลังปีละมากๆ ระหว่างที่รับราชการนี่เอง
มารี กีมาร์ ได้สอนการทำขนมหวานจำพวก ทองหยอด ทองหยิบ ฝอยทอง
ทองพลุ ทองโปร่ง ขนมผิงและอื่นๆ ให้แก่ผู้ทำงานอยู่กับเธอและสาวๆ เหล่านั้น
ได้นำมาถ่ายทอดต่อมายังแต่ละครอบครัวกระจายไปในหมู่คนไทยมาจนปัจจุบันนี้

ระลึกถึง "ท้าวทองกีบม้า"
ถึงแม้ว่า "มารี กีมาร์" หรือ "ท้าวทองกีบม้า" จะมีชาติกำเนิดเป็นชาวต่างชาติ
แต่เธอก็เกิด เติบโต มีชีวิตอยูในเมืองไทย จวบจนหมดสิ้นอายุขัย นอกจากนั้น
ยังได้ทิ้งสิ่งที่เธอค้นคิดให้เป็นมรดกตกทอดมาสู่คนรุ่นหลัง ได้กล่าวขวัญถึงด้วย
ความภาคภูมิ "ท้าวทองกีบม้า เจ้าตำรับอาหารไทย"

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30539

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 28 ส.ค. 00, 00:00

ขอบคุณค่ะคุณ olala เปิดเข้าไปดูเว็บนี้แล้วค่ะ เรื่องท้าวทองกีบม้า  เห็นเรื่องขนมในนั้นแล้วน่าลองทำบ้าง
ความเห็นส่วนตัว  ดิฉันคิดว่า เธอน่าจะเป็นเจ้าตำรับขนมฝรั่งดัดแปลงเป็นไทยมากกว่า เจ้าตำรับอาหารไทย นะคะ
เพราะอาหารไทยมีมานานแล้วก่อนท้าวทองกีบม้าจะมาเป็นผู้ทำอาหารในวังสมัยพระเพทราชา
เคยได้ยินจากคนไทยที่เคยไปเที่ยวโปรตุเกส เล่าว่าที่นั่นฝอยทองเขากินกับเนื้อย่าง เป็นของคาว ไม่ใช่ของหวาน  ยังไม่เคยไปเลยไม่ทราบว่าเป็นยังไง

ขนมไทยๆที่ไม่ได้เอามาจากฝรั่งมีอีกมากค่ะ  อย่างในกาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวาน พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ ก็เอ่ยถึงขนมไทยไว้หลายชนิด  
อย่างข้าวเหนียวสังขยา  ขนมลำเจียก  ขนมมัสกอด(ชื่อนี้น่าจะมาจากแขก) ขนมจีบ  ขนมเทียน ชิดแช่อิ่ม  ช่อม่วง รังไร  จ่ามงกุฎ  พลับเชื่อม  ส้าหริ่ม บัวลอย ส้มฉุน และพวกผลไม้ลอยแก้ว

ถ้าสนใจเรื่องอาหารไทยในอดีต  จะไปค้นมาให้ค่ะ ขอเวลาหน่อย
บันทึกการเข้า
olala
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 28 ส.ค. 00, 00:00

ขอบคุณ คุณเทาชมพูมากค่ะ
เห็นด้วยมากๆค่ะ
แต่ขนมไทยแท้ๆเดี๋ยวนี้หาทานยากจริงๆค่ะ
(หรืออาจไม่ทราบแหล่งที่ทำขายในเมืองไทยก็เป็นได้ค่ะ)
ได้ยินแค่ชื่อ บางทีก็ไม่ทราบจริงๆว่าหน้าตาขนมนั้นเป็นยังไง
เคยได้เรียน กาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวาน ตอนสมัยมัธยมต้นค่ะ
จำได้แต่ตอนต้นๆที่ว่า
มัสมั่นแกงแก้วตา  หอมยี่หร่ารสร้อนแรง
ชายใดได้กลืนแกง  แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา
ยำใหญ่ใส่สารพัด   วางจานจัดหลายเหลือตรา
รสดีด้วยน้ำปลา    ยี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ
ตับเหล็กลวกหล่อนต้ม เจือน้ำส้มโรยพริกไทย
โอชาจะหาไหน     ไม่มีเทียบเปรียบมือนาง,,,
กว่าจะไปถึงตอนที่กล่าวถึงขนม ลืมหมดจริงๆค่ะ
สนใจค่ะ ทั้งอาหารไทย ขนมไทย ในอดีต
ขอบคุณคุณเทาชมพูล่วงหน้านะคะ

บันทึกการเข้า
เด็กในสวน
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 28 ส.ค. 00, 00:00

เกิดมาตึ้ง 25 ปีแล้วค่ะยังไม่เคยได้ยินชื่อขนมที่คุณเอ่ยถึงเลย เอ้อรู้สึกว่าเป้นตนที่โลกแคบจัง อยากทานค่ะ ยิ้ม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30539

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 28 ส.ค. 00, 00:00

ไปค้นเว็บขนมมาให้  ตำรับขนมไทยอยู่นี่ค่ะ
http://www.kularbnon.hsin.ac.th/skl/project/swee65/index.htm

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30539

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 28 ส.ค. 00, 00:00

นอกจากนี้ถ้าอยากอ่านกาพย์เห่เรือ และดูขนมไทยตามที่ปรากฎในกาพย์เห่เรือรัชกาลที่ ๒ มีภาพประกอบและวิธีทำขนม  เปิดเข้าไปดูที่นี่ค่ะ
http://www.kanomthai.com/poem/swpoem.htm
บันทึกการเข้า
เด็กในสวน
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 28 ส.ค. 00, 00:00

อยากทาน ยำใหญ่ กับตับเหล็ก มาก มากเลยค่ะ หิวข้าวจัง
บันทึกการเข้า
olala
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 28 ส.ค. 00, 00:00

เห็นสูตรขนมมากมาย อยากทำทานเองมั่งเหมือนกันค่ะ
แหะ แหะ แต่กลัวจะไม่รุ่ง
เคยลองพยายามทำทองหยอดดู แต่มันไม่ยอมออกมาเป็นหยดทองหยอด
อย่างที่ต้องการค่ะ มันกลายเป็นแพไป ไม่กล้าลองอีกเลยค่ะ
ขนมผิงก็เคยลองค่ะ พยายามให้มันเป็นก้อนๆ พออบๆไปมันแบนลงแบนลง
เป็นแผ่นแทนค่ะ แต่รสชาติยังพอไหว เดี๋ยววันหลังจะลองใหม่ค่ะ ยิ้ม
คิดถึงขนมไทยจัง แลบลิ้น~~~ กลับเมืองไทยจะทานให้หนำใจเลยค่ะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30539

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 28 ส.ค. 00, 00:00

ยุคสองพัน คนไทยนิยมเบเกอรี่มากกว่า   แม้ในต่างจังหวัด ก็จะเจอเบเกอรี่ในอำเภอเมือง หลายร้านค่ะ
ขนมไทยโบราณย้ายไปอยู่ตามตลาดในวัดต่างจังหวัด เคยไปเจอที่ตลาดวัดดอนหวาย  นครปฐม  มีจ่ามงกุฎ  กับขนมหม้อตาล  ทำเป็นกระเช้าเล็กๆ ทานคำเดียวหมด  น่ารักมาก
ลูกชุบเคยซื้อตามซุปเปอร์มาเก็ต
ช่อม่วงเคยซื้อเจ้าเดียว แถวบางซื่อ  ทำแบบโบราณใส่สีม่วง แต่สงสัยจะเป็นสีอาหาร ไม่ใช่สีคั้นจากดอกอัญชัน  เดี๋ยวนี้ยังทำอยู่หรือเปล่าก็ไม่ทราบ
ตอนนี้กำลังค้นเรื่องขนมค้างคาวค่ะ อยากเล่าถึงเจ้าของคือเจ้าครอกทองอยู่ให้ฟังด้วย
พูดถึงตับเหล็ก ลวกพอดีๆ   แล้วจิ้มเครื่องจิ้มปรุงด้วยน้ำส้มสายชู...น้ำลายหก  ไม่ได้ทานมาหลายปีแล้ว
บันทึกการเข้า
olala
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 29 ส.ค. 00, 00:00

อยากรู้น่ะค่ะ ไม่เคยทานตับเหล็ก (หรือเคยทานแต่ไม่รู้จักชื่อน่ะค่ะ)
มันคืออะไรเหรอคะ เป็นตับลวกธรรมดาหรือเปล่า ใช้ตับทำอะไรคะ?
ยังไม่ได้ทานข้าวเลยวันนี้ ชักหิวๆแล้วเหมือนกัน
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30539

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 29 ส.ค. 00, 00:00

ตับเหล็ก คือเครื่องในหมู   เป็นม้ามไม่ใช่ตับ
เคยทานแกงจืดหรือเกาเหลาเครื่องในหมูไหมคะ
บันทึกการเข้า
Tethys
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 04 ก.ย. 00, 00:00

น่าอร่อยด้วยจัง
แต่ม่ายชอบเครื่องในหมู
ขออาหารโบราณประมาณอื่นนะคะ

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30539

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 04 ก.ย. 00, 00:00

คุณ Tethys ดิฉันส่งบทความตามคำขอให้ทีมงานแล้วค่ะ  ชื่อ " ดอกไม้กินได้" รับรองไม่มีเครื่องในหมู
หวังว่าคงชอบนะคะ
บันทึกการเข้า
Tethys
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 04 ก.ย. 00, 00:00

<<ยิ้มหวานแก้มปริ>>
ขอบคุณนะคะคุณเทาชมพู
ไว้รอตามอ่านค่ะ

ดอกโสนหรือเปล่าเอ่ย
หรือว่าดอกแค..
เอ! ว่าไปดอกไม้ที่ทานได้นี่มีเยอะนะคะ
รออ่านค่ะ...  
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.051 วินาที กับ 19 คำสั่ง