เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2 3 ... 6
  พิมพ์  
อ่าน: 16519 วัฒนธรรมการดื่ม : นานาชาติ
NickyNick
พาลี
****
ตอบ: 290

ทำงานแล้วครับ


 เมื่อ 16 ส.ค. 06, 11:19

 .......... พระเจ้ามังตราชะเวตี้ถูกลอบปลงพระชนม์  เวลาประมาณ ๙.๐๐ น. ของวันพุธที่ ๑ พฤษภาคม ศักราชพม่าปี ๙๑๒ ตรงกับ ค.ศ.๑๙๕๐ (พ.ศ.๒๐๙๓)  ขณะที่พระองค์กำลังเสด็จไปคล้องช้างเผือกตามคำเพ็ดทูลของขุนนางมอญผู้หนึ่ง  เพื่อล่อให้พระองค์เสด็จออกจากเมืองหลวง (กรุงหงสาวดี)  เพื่อให้พระองค์ห่างไกลผู้ที่จงรักภักดีต่อพระองค์  น้องชายของผู้ลอบปลงพระชนม์พระเจ้ามังตราชะเวตี้คือ สมิงสอว์ทุต (Thamein Sawtut)  ซึ่งเป็นขุนนางมอญและเป็นเจ้าเมือง  Sittaung เป็นหัวหน้าวางแผนการปลงพระชนม์ทั้งยังได้รวบรวมสมัครพรรคพวกรักษาป้อมปราการที่เมืองของตนและประกาศตนเป็นกษัตริย์   ทรงพระนามว่า "พระเจ้าสมิง สกาวาว" ..................

............. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ทรงอธิบายว่าขุนนางเชื้อมอญชื่อ สมิง สอดวุธ (ฉบับหอแก้วว่า Thanmein Sawtut)  เป็นผู้ทูลลวงพระเจ้าหงสาวดี (ตะเบ็งชะเวตี้) ว่ามีช้างเผือกเข้ามาอยู่ในป่าที่ใกล้พระนคร  พระเจ้าหงสาวดีสำคัญว่าจริงก็เสด็จออกไปจับช้าง  เมื่อไปประทับอยู่ที่พลับพลาในป่า  พวกขุนนางช่วยกันจับพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ปลงพระชนม์เสีย  พงศาวดารพม่าฉบับหอแก้วระบุว่า  ผู้ลงมือปลงพระชนม์พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ คือ น้องชายของสมิง สอว์ทุต

ขอเล่าเพิ่มเติมว่า  ผู้ที่เป็นตัวการทำให้พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้เสวยสุราเป็นนิจสิน  คือ ชาวโปรตุเกสชื่อ ดีโก ซัวเรซ  เมื่อพระเจ้าแผ่นดินโปรดฯ แต่การเสวยสุราเป็นประจำก็ทำให้ฟั่นเฟือนไม่สามารถว่าราชการได้จนปี ค.ศ.๑๕๕๐ (พ.ศ.๒๐๙๓)  จึงได้ถูกลอบปลงพระชนม์  เรื่องพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้เป็นบทเรียนสอนอนุชนรุ่นหลังว่าการเสพย์สุราเป็นนิจสินย่อมมีโทษหลายสถาน   ทำให้ฟั่นเฟือน  เสื่อมเสียสติปัญญา  เสียเกียรติยศเกียรติศักดิ์  เสียราชบัลลังก์  และเสียชีวิต.........


(ภูมิหลังของไทยและแหลมทอง  โดย ไพโรจน์ โพธิ์ไทร วิจารณ์  โอเดียนสโตร์  มกราคม ๒๕๒๓  น.๒๖๘-๙)
บันทึกการเข้า
NickyNick
พาลี
****
ตอบ: 290

ทำงานแล้วครับ


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 16 ส.ค. 06, 11:25

 ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่  พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา  เอาว่าเป็นคนละเรื่องเดียวกันก็แล้วกัน
ที่จั่วหัวไว้อย่างงั้น  เพื่อให้เหมือนเป็นนักวิชาการคุยกันหน่อย   จะได้เป็นเกียรติกับเวปดีๆ ของเรา
เก๊าะอยากขอสิทธิ์ตั้งกระทู้นี้ในห้องเรือนไทย  ห้องศิลปวัฒนธรรม  ให้เกี่ยวกับวัฒนธรรมการดื่ม   เพราะปกติผมทำมาหากินประจำในห้องศิลป์นี่แหละ  ไม่อยากไปไหนไกล  เด๊วจะเกาะกุมตัวกันยาก  แต่พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว  เอาอยู่ในห้องหน้าต่างโลกนี่ดีกว่า  จะได้ไม่มีใครว่า   คนจะได้มาร่วมกันเยอะๆ  

ขอเป็นกระทู้สบายๆ สักหน่อยนะครับ
ต่อไปนี้จะเล่าเกี่ยวกับวัฒนธรรมการดื่มที่ได้พบประสบมาในชีวิต   ออกตัวไว้ก่อนครับ  ว่าไม่ได้เชี่ยวชาญ  แต่ชอบเล่ารายละเอียด   ไม่ถึงกับจู้จี้หรอก   เพราะพวกบ้านยังทนกับพฤติกรรมได้  นี่เป็นข้อพิสูจน์อย่างหนึ่ง

แล้วก็ตั้งคำว่านานาชาติไว้ด้วย  เผื่อใครมาร่วมด้วยช่วยกัน  จะได้ไม่ขัดเขิน  ผมชำนาญแค่ชาติสองชาติใกล้เคียงแค่นี้แหละ  ไทยกับลาว  เพราะผมก็เป็นลูกผสมเหมือนกัน  แต่มีโอกาสคบเพื่อนหลายชาติหลายภาษา  เลยเอาอะไรๆ มาคุยกันฟัง  แฮ่ะ แฮ่ะ  เรื่องจะได้ไม่สูญไปนะครับ
บันทึกการเข้า
NickyNick
พาลี
****
ตอบ: 290

ทำงานแล้วครับ


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 16 ส.ค. 06, 11:55

 ก่อนเข้าเนื้อหาหลัก  ขอเอาคติเตือนใจจากชีวิตจริงของบางท่าน  โดยเฉพาะท่านที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี  มาเล่าสู่กันฟัง  แล้วต่อไปเราจะเข้าเรื่องของเราอย่างราบรื่น  ถือเสียว่า  ผมเตือนท่านแล้ว

บอกด้วยตัวเองไม่ได้  ก็เอาจากที่คนอื่นเขียนนี่แหละ  มาบอกกัน

"ผมไม่เกลียดเหล้า  เพราะมันเป็นอาหารชนิดหนึ่งของร่างกายของมนุษย์เหมือนกัน  แต่ที่เหล้ามันฆ่าเพื่อนผม  ไม่ใช่ความผิดของเหล้า  เพราะเพื่อนผมดื่ม ๆ ๆ มันจนเกินขนาดจนร่างกายทนไม่ไหว  ถูกหามเข้าวัดไป  เหล้าไม่ใช่ของชั่วร้าย  เช่นเดียวกันกับอาหารทุกอย่างเหมือนกัน  ใครกินเข้าไปมากๆ ก็เป็นอันตราย"  นี่เป็นคำกล่าวของประยูร  จรรยาวงษ์


ประยูร จรรยาวงษ์  นักเขียนการ์ตูนผู้มีชื่อเสียงของไทย  ก็นับได้ว่าเป็นคอสุราขนานแท้  เคยนั่งดื่มเหล้าตั้งแต่สิบโมงเช้าจนถึงตีหนึ่งตีสองเป็นประจำทุกวัน  ไม่เว้นแม้วันพระหรือวันโกน  ทำเช่นนี้เป็นกิจวัตรมาเป็นเวลาหลายสิบปี  จนกระทั่งวันหนึ่งเขาตื่นขึ้นมาและรู้สึกทนสภาพอันน่าอนาถของตัวเองขณะเมาเหล้าไม่ไหว  จึงเลิกเหล้าเด็ดขาด  ประยูรมีชีวิตยืนยาวต่อมาอีกเป็นเวลานาน  ขณะที่เพื่อนสนิทที่ติดเหล้าอย่างหนักค่อยๆ ล้มตายไปด้วยวัยอันไม่สมควร  ไม่ต่างไปจากโกวเล้ง  หรืออีกหลายๆ ท่าน


(คัดจาก "โลกแห่งสุรา  สิ่งเสพย์ติดถูกกฎหมาย" วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์  นิตยสารสารคดี ก.ย.๔๔  น.๑๒๕  )
บันทึกการเข้า
NickyNick
พาลี
****
ตอบ: 290

ทำงานแล้วครับ


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 16 ส.ค. 06, 13:18

 แนะ แน๊ะ  เห็นเป็นกระทู้ฮ้อต  แอบหยอดโฆษณาสอนการบ้านกันซะเลย  เราต้องเอาอย่างบ้างแหละ

เมื่อสักครู่แวะเข้าไปอ่านกระทู้คุณ UP  เรื่องเครื่องสักการะที่ถูกลืม  เล่าเรื่องพุ่มเทียนให้ฟัง  ท่านเกริ่นไว้ว่านำมาคุยเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศเข้าพรรษา  ตายละวา  ลืมนึกไป  เราเอาเรื่องแบบนี้มาคุย  คนไทยถือเป็นอบายมุข  โดยเฉพาะตอนเข้าพรรษาอย่างนี้  เขาถือ

ต่อของเราเลย  เลยตามเลย  อย่างที่เคยเป็น
นี่ก็นำมาจากที่เดียวกันกับข้างบนครับ  นิตยสารสารคดีเจ้าเก่า
เริ่มเป็นนานาชาติตามหัวเรื่องแล้วล่ะ


"บนโลกนี้มีของเหลวที่ล้ำค่าอยู่เพียงชนิดเดียว  ของเหลวนี้คือสุรา  เพราะว่ามีเพียงสุราเท่านั้นที่สามารถทำให้คนลืมเลือนเรื่องราวบางเรื่องที่เขาไม่ควรจะคิดถึง"

"นอกเสียจากความตาย  มีพียงสุราเท่านั้นที่สามารถทำให้คนลืมเรื่องบางเรื่องได้"


ทั้งสองบทนี้เป็นคำกล่าวของโกวเล้ง  นักประพันธ์ชื่อดังของคนไต้หวัน  แล้วก็  ทั่วทั้งโลก
บันทึกการเข้า
NickyNick
พาลี
****
ตอบ: 290

ทำงานแล้วครับ


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 16 ส.ค. 06, 15:00

 โกวเล้งเป็นนักประพันธ์เอกที่คอนิยายบู๊ลิ้มทั่วโลกรู้จักกันดี  และหลายคนก็คงรู้ว่า  ตัวเอกในนวนิยายเรื่องดังของโกวเล้ง  ไม่ว่าจะเป็น  ฤทธิ์มีดสั้น  เซียวจับอิดนึ้ง  จอมโจรจอมใจ   ล้วนถอดแบบนิสัยบางประการมาจากโกวเล้ง  นั่นคือนิยมชมชอบรสชาติของสุราเป็นชีวิตจิตใจ  ทั้งยังถือคติว่า  คนคนหนึ่งหากยังรับประทานอาหารได้  ยังดื่มสุราได้  เขาผู้นั้นย่อมเป็นผู้ที่มีโชคดี

ช่วงบั้นปลายของชีวิต  โกวเล้งเวียนเข้าออกโรงพยาบาลอยู่หลายครั้งอันเนื่องมาจากเหล้า   ถึงกระนั้นเขาก็ยังดื่มเหล้าทุกครั้งที่มีโอกาส  แม้ว่าแพทย์จะสั่งให้เลิกดื่มเด็ดขาดแล้วก็ตาม   ครั้งสุดท้ายที่ชานกรุงไทเป   โกวเล้งดื่มเหล้าติดต่อกันสามวันสามคืน   เป็นเหตุให้อาการตับแข็งกำเริบและเสียชีวิตในที่สุด

โกวเล้งเลือกที่จะเป็นปีศาจสุราตัวจริง  กล้าเผชิญหน้ากับความตายเพียงเพื่อแลกกับความสุขที่สัมผัสได้  ยามเมื่อดื่มด่ำของเหลวชนิดนี้  ในโลงศพของโกวเล้ง   เหล่ามิตรสหายยังฝากเหล้าเฮนเนสซี่เอ็กซ์โอ ๔๘ ขวด   ตามอายุปีของโกวเล้ง  ไปให้เขาได้ดื่มในปรโลกด้วย  ...................  นี่ซิ  ถือว่าเป็นเพื่อนกันจริงๆ


โกวเล้งไม่ใช่บุคคลเดียวที่ยึดสุราเป็นเพื่อนตาย  มีคนอีกมากมายในโลกใบนี้ที่กำลังก้าวเดินตามเส้นทางแห่งความตายนี้ไปอย่างไม่พรั่นพรึง  ขณะที่อีกหลายคนก็เลือกที่จะหันหลังให้มันก่อนที่ความตายจะมาเยือน

(ลอกมาจากที่เดิม)
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 16 ส.ค. 06, 15:47

 ถ้าหากว่าโกวเล้งรู้ภาษาไทย ก็คงบอกว่ากลอนบทนี้โดนใจ

ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก
สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป
แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืน

แต่โกวเล้งแกเมาเหล้าไม่เคยหายไม่ว่าเช้าว่าสาย  
ตัวละครแกก็มักชมชอบสุรา เสียจนอ่านแล้วแทบจะเมาตามพวกนั้นไปด้วย
บันทึกการเข้า
NickyNick
พาลี
****
ตอบ: 290

ทำงานแล้วครับ


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 16 ส.ค. 06, 15:54

 โจโฉร่ายกลอนเมื่อตอนเมาว่า

นี่คือเหล้า               มาเรามารำร้อง
ชีวิตของคนเรา           นั้นมันสั้น
เหมือนกับหยาด          น้ำค้างรุ่งรางนั้น
วันดีดี                       แต่ละวันก็ล่วงไป
ฉะนั้นควร                  จะร่าเริงบันเทิงสุข
อันความทุกข์              แม้นยากจักลืมได้
อะไรเล่า                    ทำให้เราลืมเสียไซร้
เหล้ายังไง                  เล่าเหล้า  เหล้าเท่านั้น


ท่านกาญจนาคพันธุ์  อาจารย์ของผู้เขียน  ท่านถอดความจากสามก๊ก  ฉบับภาษาอังกฤษของ บริวิท เทย์เลอร์  ท่านเล่ากำกับไว้ด้วยว่า  โจโฉนั้นชอบแต่งกลอน  โดยเฉพาะเมื่อได้ดื่มสุราเต็มขนาด

กลอนของโจโฉบทนี้มีสิ่งที่ควรคิดอยู่หลายประการ  โจโฉว่าชีวิตของคนเรานั้นสั้น  ซึ่งเป็นความจริงอย่างยิ่ง  เพราะถ้าเปรียบกับอายุของโลกแล้ว  ชีวิตคนเรานี้แสนสั้นจริงๆ  โจโฉเปรียบชีวิตกับน้ำค้าง  พอตกสายฟ้าสว่างก็ระเหยไปหมด  วันคืนผ่านไปรวดเร็ว  ใครที่มัวคิดแต่ทุกข์  ชีวิตคงไม่สนุก  ฉะนั้นโจโฉจึงบอกเคล็ดลับว่า  ถึงแม้นว่าความทุกข์จะลืมยาก  แต่ถ้าได้ดื่มสุรา  ก็จะลืมความทุกข์ได้

คนเก่งอย่างโจโฉ  ใหญ่โตมีอำนาจจนเป็นถึงมหาอุปราช  คงไม่ดื่มสุราคุณภาพต่ำทำลายสุขภาพ  ขาดสติสัมปชัญญะ  ไม่อาจร่ายกลอนที่มีความหมายดังกล่าวมาแล้ว  สุราดีที่โจโฉเลือกดื่ม  อาจเป็นเหมาไต๊หรือใบไผ่เขียว  อาจใช่หรือไม่ใช่ทั้งเกาเหลียงหรืออึ้งกาเผ่  โจโฉน่าจะได้ดื่มไวน์หรือเหล้าองุ่นคุณภาพเยี่ยม  จึงเกิดอารมณ์กวีมีสุนทรียภาพจนเป็นที่เลื่องลือ  แต่เท่าที่เข้าใจนั้น  จีนชอบสุราแรงฤทธิ์มากกว่าเหล้าองุ่น  และก็ตรงนี้แหละที่อาจเป็นสาเหตุทำให้โจโฉเป็นใหญ่  แต่ไม่ถึงที่สุด .........

(คัดจาก "นี่คือเหล้า  มาเรามารำร้อง"  พิชัย วาศนาส่ง  นิตยสารสารคดี  พ.ย.๔๓  น.๑๐๒)

....................................

หากคุณ CrazyHOrse แวบผ่านมา  ช่วยบอกหน่อยเด้อว่าบทกวีข้างบนจัดอยู่ใน  ซือ  แบบไหน  ขอบคุณครับ

ต้องขออ้างคนดังๆ เป็นการฝากเนื้อฝากตัวไว้ก่อน
วันนี้มาแบบพระ  พรุ่งนี้ขอมาอีกแบบ  แต่ไม่ใช่แบบมาร
to be continued
บันทึกการเข้า
NickyNick
พาลี
****
ตอบ: 290

ทำงานแล้วครับ


ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 16 ส.ค. 06, 15:57

 ส่งแล้วเพิ่งเห็น
ขอประทานอภัยครับท่านอาจารย์เทาฯ
ที่มิได้ทักทายกันก่อนตามธรรมเนียม

พรุ่งนี้เชิญทุกท่านร่วมมา "เมา" กันต่อ
แต่ขอเมาในแง่ตัวหนังสือหรือวิชาการนะครับ

ส่วนคืนนี้  ใครจะเมาล่วงหน้าไปก่อน  เก๊าะไม่ว่ากัน
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1856



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 16 ส.ค. 06, 22:13

 อันนี้ครับ

 http://www.chinapage.org/caocao2n.html

ส่วนจะซือไหนนั้น ขอฟันธงว่า...




ไม่รู้




ภูมิไม่ถึงครับ
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
NickyNick
พาลี
****
ตอบ: 290

ทำงานแล้วครับ


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 17 ส.ค. 06, 09:16

 คุณ CrazyHOrse ภูมิไม่ถึง  ผมก็หมดปัญญาหาใครมาเฉลยได้แล้วครับ  อ้อ ชอบสุราด้วยเหรอ  เห็นตามหลังอาจารย์เทาฯ มาติดๆ

แปะลิ้งค์ภาษาจีนไว้ให้ด้วย  ขออนุญาตผมไปเรียนภาษาจีนสักปีสองปีก่อนครับ  แล้วจะมาเล่าต่อให้ฟัง  อ่านเขียนไม่ประสีประสา  เวอร์จิ้นครับ   พูดได้นิดหน่อย  เจียะจิ้ว
บันทึกการเข้า
NickyNick
พาลี
****
ตอบ: 290

ทำงานแล้วครับ


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 17 ส.ค. 06, 09:56

 พูดถึงเรื่องซือ  ก็ขอเอาบทเพราะๆ ที่เกี่ยวกับการร่ำสุราของเหล่ากวีจีนมาขยายให้ฟังกันอีกซักบท (ยาวยาว)  จะนำไปไว้ในกระทู้ของคุณ CrazyHOrse ก็กระไรอยู่  ที่นั่นมีแต่สาระดีๆ งามๆ

ลอกมาจากหนังสือศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษเมื่อ ๒๐ กว่าปีก่อนนู้นนนนน  เป็นผลงานของท่านอาจารย์ยง  อิงคเวทย์  กับอาจารย์ถาวร  สิกขโกศล  ประกอบคำอธิบาย  ซึ่งเป็นกลวิธีการแปลซือชนิดหนึ่ง  ในจำนวนการแปลที่แบ่งง่ายๆ ได้ ๔ แบบ  เอาเลยนะครับ

คัดลอกจากหน้า ๑๐๐ พอดี

.........................................

ดื่มเดี่ยวใต้จันทร์  โดย หลี่ป๋อ

จีนมีกวีขี้เหล้าหลายคนและได้ฉายาต่างๆ กัน  เช่น
เทพแห่งสุรา  หลี่ป๋อ
ปีศาจสุรา  หลิวหลิง
ปราชญ์สุรา  เถาหยวนหมิง
บัณฑิตสุรา  ตู้มู่

บทกวีนิพนธ์ของกวีเหล่านี้มีเรื่องเหล้ารวมอยู่ด้วยและได้สอดแทรกทัศนะไว้แตกต่างกัน  ดังตัวอย่างบทดื่มเดี่ยวใต้จันทร์ของหลี่ป๋อต่อไปนี้

เหล้าวางหว่างบุปผชาติ     ดื่มเดี่ยวขาดเพื่อนร่วมชิม
ชูจอกชวนจันทร์ลิ้ม        ต่อหน้าเงาเท่าสามชน
จันทราหารู้ดื่ม               เงาบ่ลืมตามสกนธ์
เงาเดือนต่างเพื่อนปรน    ยามวสันต์ควรบันเทิง
ฉันซอจันทร์รอรา           ฉันรำร่าเงายุ่งเหยิง
ยามตื่นร่วมรื่นเริง           ครั้นเมาต่างแยกห่างกัน
มั่นจิตผูกสัมพันธ์           นัดหมายมั่นเมฆนที

บทสอง

หากฟ้าไม่รักเหล้า          ฟ้าขาดดาวชื่อเมรัย
หากดินชังเหล้าไซร้        ดินคงไร้ธารสุรา
ฟ้าดินรักเหล้าได้            รักเหล้าไม่อายนภา
เคยยินใสเมธา               และว่าขุ่นคือเกาศัลย์
เมื่อปราชญ์ท่านดื่มได้     ไยต้องใฝ่หาเทวัญ
สามจอกลุมมหธรรม์        หนึ่งเทเหมาะธรรมชาติเรา
ขอเสพสุขยามเมา          อย่าบอกเล่าผู้ตื่นเลย


คำอธิบาย
๑ มีเงาเป็นเพื่อนร่วมกับดวงจันทร์  รวมทั้งผู้แต่งด้วยเป็นสามคน
๒ เมื่อฉันดื่ม  เงาก็ดื่มตาม  แต่พระจันทร์ไม่ยอมดื่ม
๓ เมื่อฉันร้องเพลง  พระจันทร์ไม่ร้องตาม  แต่พอฉันร่ายรำ  เงาก็ร่ายรำตามตัว
๔ เมฆนที  คือ ทางช้างเผือก
๕ ดาวเมรัย  ตามตำราจีนว่า  ดาวธงคือดาวเหล้าอยู่ในราศีสิงห์
๖ ธารสุราเป็นชื่อจังหวัดสมัยโบราณ  ปัจจุบันอยู่ในอำเภอจิ่วเฉียน มณฑลกานซู่  น้ำในลำธารที่นี่มีกลิ่นคล้ายสุรา
๗ สมัยโบราณมีขุนนางคนหนึ่งเมาสุราจนพระเจ้าแผ่นดินกริ้ว  ขุนนางอีกคนหนึ่งช่วยทูลแก้ให้ว่าเหล้าใสคือนักปราชญ์  เหล้าขุ่นคือผู้มีศีลธรรม
บันทึกการเข้า
NickyNick
พาลี
****
ตอบ: 290

ทำงานแล้วครับ


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 17 ส.ค. 06, 11:03

 เล่ากันไปเรื่อยๆ นะ  เหนื่อยก็หยุดดื่ม  ไม่อยากตั้งกฎเกณฑ์อะไรกับกระทู้นี้มาก  ไม่งั้นจะดื่มอย่างไม่มีความสุข  นึกอะไรขึ้นมาได้ก็จะพูดไปเรื่อยๆ   ใครอยากแจมอะไรก็ยินดีครับ  ถือว่าเล่าสู่กันฟัง  แต่หากจะถามอะไรที่ล้ำลึกหรือเป็นกฎเกณฑ์  ตอบไม่ได้ก็จะลากเพื่อนๆ นอกวงที่เก่งๆ มาช่วย  ไม่ว่ากันนะพรรคพวก

อะแฮ่ม  เริ่มที่ไวน์ก่อนละกัน  ไม่ได้ตั้งใจจะเปรียบมวยกับคุณ Wiwanda แห่งพันทิปหรอกครับ  มวยคนละรุ่น  รู้กันอยู่แล้ว  เรามาพูดกันเป็นภาษาชาวบ้านก็แล้วกัน  ชาวบ้านก็ดื่มไวน์ได้นี่  ไม่มีใครหวง

แบ่งไวน์เป็น ๒ โลก คือโลกเก่า กับโลกใหม่
โลกเก่า คือจากประเทศยุโรป  ยุโรปตะวันออก  และกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง  แถบริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
โลกใหม่ คืออาณาบริเวณที่ไม่เคยปลูกองุ่นทำไวน์กันมาก่อน  จะมีก็แต่องุ่นป่า  เช่นในทวีปอเมริกาเหนือและใต้ ออสเตรเลีย  นิวซีแลนด์  อย่างแถวเอเชียหรือพี่ไทยนี่ก็ถือว่าเป็นไวน์โลกใหม่นะครับ
บันทึกการเข้า
NickyNick
พาลี
****
ตอบ: 290

ทำงานแล้วครับ


ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 17 ส.ค. 06, 11:13

เขาเก็บไวน์กันไว้ที่ Cellar ครับ  หรือเป็นห้องใต้ดินนั่นแหละ  ในนั้นจะมีไวน์มากมาย  บ้านไหนชอบดื่มก็มีเป็นพันหรือหลายพันขวด  เก็บแยกประเภท แยกสถานที่ผลิต  แยกวันเดือนปีที่ผลิต  โอ้ยยย จาระไนไม่หวาดไหว  พวกฝรั่งเขาทำอะไรกันเป็นระเบียบดี  น่านับถือ

ในห้องใต้ดินเขาก็มีเชื้อเพลิงเก็บไว้ด้วย   ก็เป็นฟืนดุ้นเล็กดุ้นใหญ่หรือไม่ก็ถ่านหิน  แล้วแต่จะเป็นบ้านอยู่ในเมืองหรือชนบท   เขาเอาไว้ใส่กับเครื่อง Heater ไงครับ  เพราะอากาศหนาว  ต้องมีเซลลาร์กันทุกบ้านเลยครับ  เพื่อเก็บเชื้อเพลิง   ไม่งั้นหนาวตายแน่ๆ

ห้องเก็บไวน์ก็ต้องมืดตลอด  ไม่มีแสง  ก็พอเหมาะกับห้องใต้ดินอย่างงี้แหละ  จะเข้าไปเอาไวน์มาดื่มที  ก็เปิดไฟพราง  เป็นไฟหลอดของโธมัส แอลวา เอดิสันแบบนั้นแหละ  ไม่ใช้หลอดนีออนหรือฟลูออเรสเซนท์แบบบ้านเราหรอก  เดี๋ยวไวน์จะเสียรสชาติ  ช่างพิถีพิถันกันจริ๊ง

แต่วันนั้นพิเศษครับ  ต้อนรับเพื่อนที่ดีอย่างเรา  เลยเปิดเซลลาร์ไวน์ซะสว่างโล่งไปหมด
บันทึกการเข้า
NickyNick
พาลี
****
ตอบ: 290

ทำงานแล้วครับ


ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 17 ส.ค. 06, 12:24


ลงรูปให้ดูกันอีกที  มีปัญหาทางเทคนิค  ขอบคุณท่านเวปมาสเตอร์มากๆๆ ครับ ที่กรุณาแก้ปัญหา (ของผมคนเดียว) ได้ทันท่วงที  เป็นแฟนแล้วรักตายเลย

เป็นเซลลาร์ครับ  ส่วนที่เขาใช้เก็บไวน์  เป็นห้องใต้ดิน  อับๆ ทึบๆ  หายใจไม่คล่อง  พวกเราชินกับอากาศโล่งสบายๆ ลมโชยพัดเย็น  พอไปบ้านเค้า  ต้องปิดห้องหับกันหมด  ทุกที่เลย  ลมไม่เข้าบ้าน  ประตูบ้านก็เป็นแบบสองชั้น  ให้เปิดกันสองรอบ  หนักด้วย  ฝาฝนังบ้านก็หนาเป็นเมตร  เข้าบ้านกันแต่ละทีก็ยากหน่อย
บันทึกการเข้า
NickyNick
พาลี
****
ตอบ: 290

ทำงานแล้วครับ


ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 17 ส.ค. 06, 13:10

 การวางขวดไวน์ในชั้นเก็บ   ให้คว่ำๆหรือเอียงจุกลง เพื่อไม่ให้อากาศคั่งอยู่ปากจุก  แต่ไวน์ที่ขายกันตามบ้านเราไม่รู้เป็นไง  เอาด้านจุกขวดตั้งขึ้นกันโม้ด  หรือวางเอียงให้จุกตั้งขึ้น  ทำให้มีอากาศหรือพวกออกซิเจนมารุมเร้าอยู่ที่ระหว่างจุกไม้ก๊อก  พอทำปฏิกิริยากัน  ไวน์ดีๆ จะเสียรสชาติไปอีกนิ้ดหนึ่ง

แล้วเพื่อนก็โชว์วิธีการเปิดไวน์ชั้นดี  ได้ลองดื่มแล้วนะ  ไม่บอก  หลอกให้งง  ว่ารสชาติไวน์ชั้นเยี่ยมที่ผมได้ดื่มครั้งแรกของชีวิตเป็นยังไง

เพื่อนอุ้มขวดไวน์ออกจากชั้นวางอย่างกับลูกไม่ให้ท่านกระทบกระเทือนทางจิตใจ   เดี๋ยวตะกอนก้นขวดจะโบกโบยขึ้นมา
เปิดขวดแบบเบาๆ นิ่มๆ  ที่เปิดขวดไวน์ก็ต้องใช้แบบอย่างดี  จะมางัดแงะอย่างบ้านเราไม่ได้  บางทีเขาก็เปิดกันตอนขวดเอียงๆ ยังงั้นแหละ    ทนุถนอมกันเหลือเกิน  อ้อ  ระหว่างนี้เขาก็พรางไฟไว้เหมือนเดิม   กลัวรสชาติเสียอีกมั้ง
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 6
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.037 วินาที กับ 19 คำสั่ง