เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
อ่าน: 11837 วังเจ้าลาวหรือวังบางยี่ขัน
นางมารน้อย
พาลี
****
ตอบ: 297


ทำงานแล้วค่ะ


 เมื่อ 02 ส.ค. 06, 11:52

 สวัสดีค่ะ ดิฉันติดตามอ่านกระทู้ต่างๆในเรือนไทยมานานแล้วค่ะ ได้รับความรู้มากมาย ขอบคุณอาจารย์ทุกท่านที่กรุณามาให้ความรู้ในเวปบอร์ดนี้นะคะ
พอดีดิฉันกำลังอ่านเรื่องบุญบรรพ์ บรรพ์2อยู่ค่ะ ก็เลยเกิดความสงสัยขึ้นเรื่องวังเจ้าลาวหรือวังบางยี่ขัน ไม่ทราบว่าปัจจุบันนี้ยังอยู่หรือไม่อย่างไร แล้วมีใครครอบครองต่อหรือขายไปแล้วค่ะ แล้วสกุลที่เป็นเจ้าของวังนี้ใช้สกุลอะไรคะ ยังคงอยู่ในเมืองไทยหรือกลับไปอยู่ทางล้านช้างกันหมดแล้วคะ เป็นสกุลของเจ้านายฝ่ายลาวใช่ไหมคะ  รบกวนอาจารย์ผู้รู้ช่วยไขข้อข้องใจหน่อยค่ะ ขอบคุณค่ะ ท่านใดมีรูปรบกวนช่วยโพสให้ดูได้ไหมคะ อยากเห็น ถ้ารื้อไปก่อนมีการถ่ายรูปไว้ก็ไม่เป็นไรค่ะ แต่อยากรู้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมเป็นแบบไหน เป็นแบบล้านช้างแท้ หรือผสมไทย-ลาวคะ อยากทราบจริงๆ เพราะดิฉันชอบชมสถาปัตกรรมของวังเก่าๆมากค่ะ
บันทึกการเข้า

สวัสดีทุกๆท่านค่ะ
raindeer
อสุรผัด
*
ตอบ: 4

สถาปัตยกรรม


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 02 ส.ค. 06, 14:19

 วังบางยี่ขัน กับโรงสุราบางยี่ขัน ไม่ทราบว่าใช่ที่เดียวกันหรือเปล่าค่ะ พอดีเมื่อวันก่อนนั่งเรือผ่าน เห็นอาคารเก่าทรุดโทรม ถามคนแถวนั้นเค้าบอกว่าเป็นโรงสุราบางยี่ขันเก่า ปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้ว อยากให้มีการปรับปรุงเพราะว่าอาคารมีขนาดใหญ่และสวยงามมาก เรียนถามท่านผู้รู้ค่ะ ว่าใช่วังเดียวกับวังบางยี่ขันหรือเปล่า
บันทึกการเข้า
Japonica
ชมพูพาน
***
ตอบ: 109

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 03 ส.ค. 06, 02:48


.
ขอตอบความเห็นที่ 1 คุณกวางน้อยก่อนอ่ะ
(ชื่อคุณถ้าเป็นชื่อเฉพาะก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นคำทั่วไปที่หมายถึงกวาง จะสะกดแบบนี้ "reindeer" )

บ้านบางยี่ขัน.....คนละอันกับวังบางยี่ขัน....และคนละโรงกับโรงสุรา 28 ดีกรี

ที่คุณเห็นอาคารขนาดจัมโบ้ สุดสวย สุดโทรม คือบ้านบางยี่ขัน
บ้านบางยี่ขัน เดิมเป็นบ้านของขุนนางไทยเชื้อสายจีน คือ อำมาตย์เอกพระยาชลภูมิพานิช (ไคตั๊ก)
และคุณหญิงส่วน ภรรยา อดีตข้าหลวงของพระพันปีหลวงในรัชกาลที่ 5 ต่อมาท่านทั้งสองได้ยกให้เป็น
มรดกตกทอดแก่บุตรชาย คือ นายปานจิตต์ อเนกวณิช อดีตข้าหลวงจังหวัดธนบุรีและจังหวัดพระนคร
ซึ่งได้ขายต่อให้กับผู้ดูแลมัสยิดปากคลองบางกอกน้อย เพื่อใช้เป็นอาคารโรงเรียนราชการุญ
เนื่องจากอาคารเรียนเดิมในบริเวณมัสยิดถูกระเบิดทำลายเมื่อคราวสงครามโลกครั้งที่สอง

โรงเรียนราชการุญดำเนินกิจการเรื่อยมาจนปิดตัวลงในปีพ.ศ.2521 ปัจจุบันอาคารหลังนี้อยู่ในความดูแล
ของคณะกรรมการมูลนิธิมุสลิมกรุงเทพวิทยาทาน
บันทึกการเข้า
Japonica
ชมพูพาน
***
ตอบ: 109

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 03 ส.ค. 06, 03:25


.
อาคารหลังนี้มีโครงสร้างของฐานอาคารแบบโบราณ คือฝังด้วยท่อนซุงขนาดใหญ่เป็นกริด (grid) เพื่อกันการทรุดตัว
ของดินอ่อนริมน้ำ การบูรณะน่าจะทำได้ (แต่ปัจจุบันเป็นสมบัติของเอกชน) เพราะเท่าที่เห็นจากภาพ โครงสร้าง
คอนกรีตยังไม่เลวนัก แต่ประตูหน้าต่าง และโครงหลังคา สภาพโทรม เกินเยียวยา ต้องเปลี่ยนใหม่ลูกเดียว

ตึกสมัยเก่า นิยมใช้ฐานรากเป็นไม้ เพราะเป็นวัสดุธรรมชาติที่ใกล้ตัวและหยิบฉวยได้ง่ายที่สุด
กรุงเทพฯ ซึ่งผืนดินอ่อนมาก ด้วยเคยเป็นทะเลโคลนที่ทับถมกันมาช้านาน เจอภูมิปัญญาชาวบ้าน
ที่ใช้ซุงทั้งต้นเป็นฐานราก อาคารก็สามารถยืนยงคงทนได้ร่วม 100 ปี

เสาไม้ที่ฝังอยู่ในดินโคลน ขี้โคลนจะช่วยรักษาเนื้อไม้ได้เป็นอย่างดี เวลาเทปูน ตามบ้านนอกนิยมใช้
ไม้รวกเป็นโครงแทนเหล็กเส้น กาลเวลาผ่านไปเป็นสิบๆปี เมื่อปูนกระเทาะ ทำให้เห็นโครงไม้ภายใน
แต่ไม้รวกยังเขียวอยู่เลย อะเมซิ่งจริงๆ

ที่อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี เวลาทำเหมืองพลอย รถแบคโคเคยจ้วงเจอซุงไม้ตะเคียนทองที่มีอายุ
นับร้อยๆปี หลายต้น แต่ละต้นมีสภาพสมบูรณ์จริงๆ ใครจะสร้างบ้านได้ไม้ตะเคียนทองทำวงกบประตู
หน้าต่างละก็ ทนหายห่วงชั่วลูกชั่วหลาน (แต่ไม้ตะเคียนเขาไม่เอาไปทำบานประตูกันหรอกนะ)  
บันทึกการเข้า
Japonica
ชมพูพาน
***
ตอบ: 109

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 03 ส.ค. 06, 03:29

 เจ้านายราชวงศ์จักรี ที่สืบเชื้อสายจากราชวงศ์ลาว


ราชวงศ์จักรีผูกพันกับ “วงศ์เวียงจัน” ของลาวมานานแล้ว เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๒ พระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ขณะที่ทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก
ได้ยกกองทัพ ไปตีได้เมืองเวียงจันทน์ และได้อัญเชิญพระแก้วมรกตพร้อมกับพระบาง มายังกรุงธนบุรี

ครั้งนั้นทัพไทยได้กวาดต้อนครัวเรือนจากลาวมากรุงเทพเป็นอันมาก และแรงงานลาวนี้เองได้เป็นกำลัง
สำคัญในการสร้างบ้านแปลงเมืองหลวงใหม่ “กรุงรัตนโกสินทร์” นั่นเอง

เจ้านาย "วงศ์เวียงจัน" มีความใกล้ชิดกับราชวงศ์จักรี มาตั้งแต่ก่อนสร้างกรุงเทพฯ เมื่อปี 2325 ดังนั้น
เมื่อสร้างกรุงเทพฯ เสร็จ เจ้านายลาวได้สร้างวังริมแม่น้ำ ชื่อว่า “วังบางยี่ขัน” ใกล้กับโรงสุราบางยี่ขัน
สำหรับไว้เป็นที่พำนักเมื่อมากรุงเทพฯ ปัจจุบันไม่เหลือซากให้เห็นแล้ว

พวกแรงงานลาวสองฝั่งโขง คือแรงงานคนลาวฝั่งซ้าย (อีสาน) และลาวฝั่งกระโน้นได้เป็นตัวจักรสำคัญ
ในการขุดคูเมือง สร้างกำแพงเมือง และป้อมปราการต่างๆ ในกรุงเทพฯ ต่อมาได้มีลูกมีหลาน
สืบทอดตระกูลอยู่บนแผ่นดินไทย ไม่ได้ยกครัวเรือนกลับเวียงจันทน์แต่อย่างใด
บันทึกการเข้า
Japonica
ชมพูพาน
***
ตอบ: 109

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 03 ส.ค. 06, 03:36

 เจ้านายไทยเชื้อสายลาวในรัชกาลที่ 1

รัชกาลที่ 1 มีเจ้าจอมเชื้อสายเจ้าลาว ทรงพระนามว่าเจ้านางคำสุก ซึ่งป็นพระธิดาพระเจ้ากรุงเวียงจันทน์
(เจ้าอินทวงศ์)  เจ้านางคำสุก สิ้นพระชนม์เมื่อพระธิดา คือพระองค์เจ้าจันทบุรี มีพระชันษาเพียง 5 ขวบ
ครั้นปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 1  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าจันทบุรี
ขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี  ด้วยว่าเจ้านางคำสุก  ควรถือเป็น “พระภรรยาเจ้า” ด้วย
ดังนั้นเมื่อมีพระประสูติกาล พระหน่อจึงควรเป็นเจ้าฟ้า ตามโบราณราชประเพณี ดังจดหมายเหตุความทรงจำ
ของเจ้าครอกวัดโพธิ์ ที่บันทึกไว้ว่า

“ณ วันเดือน 12 ขึ้น 15 ค่ำ ปีชวด ฉศก (พ.ศ. 2448) พระองค์เจ้าพระชันษา 7 ขวบตามเสด็จลงที่นั่งบัลลังก์
ตกหว่างเรือไม่จม ลอยพระองค์ได้ โปรดประทานพระนามใหม่ สมโภชเจ้าฟ้ากุณฑล 3 วัน เฉลิมพระขวัญ
พร้อมพระญาติวงศ์ข้าราชการ สมโภชทั่วหน้า”

การพระราชพิธีโสกันต์เจ้าฟ้ากุณฑลทิพวดี นับเป็นงานโสกันต์ครั้งแรกที่จัดทำอย่างยิ่งใหญ่ตามแบบอย่าง
ครั้งกรุงเก่า
บันทึกการเข้า
Japonica
ชมพูพาน
***
ตอบ: 109

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 03 ส.ค. 06, 03:46

 เจ้านายไทยเชื้อสายลาว ในรัชกาลที่ 2

พระบาทสมเด็จพุทธเลิศหล้านภาลัย ไม่ได้ทรงโปรดเกล้าสถาปนาโอรสและธิดาทั้ง 4 พระองค์
อันประสูติแต่เจ้าฟ้ากุณฑลทิพวดี ขึ้นเป็นเจ้าฟ้า ด้วยความเกรงใจเจ้าฟ้าบุญรอด พระมเหสีเอก แต่ข้าราชบริพาล
ต่างก็ออกพระนามพระหน่อว่าเจ้าฟ้า ดังนี้

เจ้าฟ้าใหญ่ หรือเจ้าฟ้าอาภรณ์ ทรงรับราชการที่กรมคชบาล และพัวพันร่างแหไปพร้อมกับหม่อมไกรสร
สิ้นพระชนม์ขณะจองจำ

เจ้าฟ้ากลาง หรือเจ้าฟ้ามหามาลา  ในรัชการที่ 4 โปรดเกล้าให้ทรงกรม เป็นกรมขุนบำราบปรปักษ์ฯ และ
ได้เลื่อนกรมยิ่งๆ ขึ้นในรัชกาลที่ 5

ส่วนเจ้าฟ้าหญิง ทรงมีพระชนม์ชีพไม่ยืนนัก และเจ้าฟ้าองค์เล็ก ชาววังออกพระนามว่าเจ้าฟ้าปิ๋ว
สิ้นพระชนม์ในวัยกำดัด
บันทึกการเข้า
Japonica
ชมพูพาน
***
ตอบ: 109

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 03 ส.ค. 06, 03:53

 เจ้านายเชื้อสายลาว ในรัชกาลที่ ๔
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีเจ้าจอมเชื้อสายลาวเช่นกัน คือเจ้าจอมมารดาดวงคำ
(เจ้าหนูมาน แห่ง เวียงจันทน์) ซึ่งเป็นหลานปู่เจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันทน์ มีพระเจ้าลูกเธอ ๒ พระองค์
•    พระองค์เจ้านารีรัตนา (พ.ศ. ๒๔๐๔-๒๔๖๘)
•    พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี (พ.ศ. ๒๔๐๘-๒๕๐๕) พระราชธิดาพระองค์สุดท้ายในรัชกาลที่ ๔

คุณพุ่ม หรือ “บุษบาท่าเรือจ้าง” [เดิมเป็นชาววังตำแหน่งพนักงานพระแสง ซึ่งมีหน้าที่ใกล้ชิดพระเจ้าแผ่นดิน
 เพราะต้องเชิญพระแสงตามเสด็จแต่บนที่พระบรรทม ไปทรงบาตร] ได้ประพันธ์นิราศบางยี่ขัน ซึ่งกล่าวถึง
เจ้านายในพระราชวงศ์จักรีที่มีเชื้อสายวงศ์เวียงจัน ดังนี้


แต่เจ้าเมืองมุกดาได้มาปะ……….......องค์พระดนัยนาถเสนหา
คือพระสายสุดกระษัตริยรัตนา..........เปนนัดดาเนื้อนพคุณนาม
เฉลิมวงศ์เวียงจันโดยอันดับ…….......สืบสลับในจังหวัดกระษัตริย์สยาม
พระน้องน้อยนงนุชนั้นสุดงาม..…......ทรงพระนามประดิษฐาสร้อยสารี
มิได้ตามบาทบงสุ์ พระองค์ใหญ่.......เสด็จอยู่ในตึกตําหนักเป็นศักดิ์ศรี
ได้มาชมสมถวิลก็ยินดี…….……….....จดบาญชีชื่อเสียงชาวเวียงวงศ์
เมื่อเดิมทีมีบุญสกุลสูง……………......กลายเปนยูงแล้วขยับกลับเปนหงส์
อันชาวศรีสัตนหุตสมมุติพงศ์............รวมพระวงศ์สมเด็จฟ้ามาลากร
คือกรมขุนบําราบปรปักษ์.................เฉลิมหลักโมลิศอดิศร
เปนวงศ์เวียงเรียงลําดับไม่ซับซ้อน.....กับสมรเสมอทรวงแม่ดวงคํา
แลนับเนื่องเบื้องยุคลกุณฑลฟ้า…..….วงศ์จังหวัดสัตนาเลขาขํา
เจ้ามุกดามาจําเพาะคราวเคราะห์กรรม ป่วยประจําจึงบอก “คุณ” ออกมา

“คุณ” ในที่นี้คือ คุณจอมมารดาดวงคํา

“เจ้าเมืองมุกดา” คือ เจ้าจันทรเทพสุริยวงศ์


(โปรดอ่านเพิ่มเติม "ชีวิตและงานของยอดกวีสตรี คุณพุ่ม"
บันทึกการเข้า
นางมารน้อย
พาลี
****
ตอบ: 297


ทำงานแล้วค่ะ


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 03 ส.ค. 06, 08:38

 ขอขอบคุณ คุณJaponica มากๆเลยนะคะ แต่บ้านบางยี่ขันหลังนี้ใหญ่โต และยังเหลือเค้าโครงความงามสง่าอยู่มากน่าเสียดายที่ปล่อยให้ทิ้งร้างไปนะคะ น่าจะหางบประมาณมาซ่อมแซมให้ได้ใช้ประโยชน์อีกต่อไป แต่ก็อย่างว่าละค่ะ บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้จะซ่อมให้คงสภาพเดิมคงต้องใช้งบประมาณสูงมากๆน่าเสียดายจริงๆ
บันทึกการเข้า

สวัสดีทุกๆท่านค่ะ
tony_hui
อสุรผัด
*
ตอบ: 32

เป็นพนักงานบัญชีครับ


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 03 ส.ค. 06, 10:55

 เท่าที่จำได้ เคยเป็นที่ตั้งของโรงเรียนช่างกล ช่วงเวลาหนึ่งเพราะฝั่งตรงข้ามก่อนที่จะเป็นสวนสันติไชยปราการ ในปัจจุบันจะมีท่าเรือข้ามฟากเล็ก ๆ อยู่1แห่งที่จะข้ามไปฝั่งที่อาคารแห่งนี้ ก็จะเห็นช่างกลตีกันบางครั้งยิงกันตกน้ำตกท่าให้เห็นกับตาก็หลายหน
พอหลังจากช่างกลนั้นย้าย หรือเลิกกิจการไปก็ไม่ทราบแน่ อาคารหลังนี้ก็ทรุดโทรมลงมากอย่างที่เห็นในปัจจุบันครับ
บันทึกการเข้า
sound engineer
อสุรผัด
*
ตอบ: 37

ทำงาน บ.ทอป ออดิโอ จก.


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 05 ส.ค. 06, 15:40

 จากข้อความ  "พวกแรงงานลาวสองฝั่งโขง คือแรงงานคนลาวฝั่งซ้าย (อีสาน) และลาวฝั่งกระโน้นได้เป็นตัวจักรสำคัญ
ในการขุดคูเมือง สร้างกำแพงเมือง และป้อมปราการต่างๆ ในกรุงเทพฯ ต่อมาได้มีลูกมีหลาน
สืบทอดตระกูลอยู่บนแผ่นดินไทย ไม่ได้ยกครัวเรือนกลับเวียงจันทน์แต่อย่างใด"

ตามที่ผมเข้าใจฝั่งซ้าย ฝั่งขวาเขายึดถือตามกระแสน้ำ หรือเปล่าครับ ถ้าเป็นอย่างนั้น ไทยเรา(ภาคอิสาณ)ต้องถือว่าอยู่ฝั่งขวานะครับ เพราะแม่ของ ไหลไปลงทะเล
บันทึกการเข้า
โพธิ์ประทับช้าง
องคต
*****
ตอบ: 399


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 10 ส.ค. 06, 03:12


เอามาฝากครับ
บันทึกการเข้า
โพธิ์ประทับช้าง
องคต
*****
ตอบ: 399


ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 10 ส.ค. 06, 03:12


.
บันทึกการเข้า
โพธิ์ประทับช้าง
องคต
*****
ตอบ: 399


ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 10 ส.ค. 06, 03:12


.
บันทึกการเข้า
โพธิ์ประทับช้าง
องคต
*****
ตอบ: 399


ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 10 ส.ค. 06, 03:13


.
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.037 วินาที กับ 19 คำสั่ง