เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
อ่าน: 5419 มองต่างมุมกับพระเวสสันดร
ยู้
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 01 ธ.ค. 00, 07:50

คุณ  ถาวภักดิ์ มาแล้วไม่เห็นมานานค่ะ รู้ละเอียดจริงๆ ขอยกย่องค่ะ ติดใจ
ตั้งแต่เขียนเรื่องธรรมะค่ะ แหะๆ ยังไม่ได้เอารูปพระพุทธทาส ตรงคำสอนมา่
โพสต์เลย รูปใหญ่ไป โพสต์ยังไงก็ไม่ได้นอกจากจะตัดให้เล็กลงซึ่งก็จะทำให้เนื้อหา
บางอย่างหายไปเลยไม่ทำ  เคยดูเรื่องพระเวสสันดร ตอนประถมน่ะค่ะ มาอ่านกระทู้นี้
แล้วเรียกความจำกลับมาเชียวค่ะ

ได้ยินมาว่าการบริจาคทานนี่คือการเสียสละจริงๆ เพราะทำให้เราละความโลภไปได้
แต่ก็ไม่แน่ใจว่ายังมีใครเหมือนพระเวสสันดรในสังคมปัจจุบันมั้ย ไม่รวมพระที่ท่านตรัสรู้นะคะ
เพราะว่าการบริจาคของพระเวสสันดรเท่าที่รู้และอ่านจากกระทู้นี้ช่างมากเกินคำบรรยาย
ถ้าในสังคมไทย มีคนคิดทำเพื่อส่วนรวมมากๆ แค่ส่วนหน฿ึ่งใน ๔ ของพระเวสสันดรก็คงจะดีกว่านี้นะคะนี่
บันทึกการเข้า
ถาวภักดิ์
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 01 ธ.ค. 00, 08:43

สวัสดีครับ คุณยู้

พระเวสสันดรเป็นพระโพธิสัตว์ชาติสุดท้าย  ก่อนจะได้ตรัสเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   ซึ่งได้บำเพ็ญบารมีในฐานะพระนิตยโพธิสัตว์มาแล้วถึง 4 อสงไขยกับ 1 แสนกัป  นับตั้งแต่ครั้งเสวยพระชาติเป็นสุเมธดาบสและได้รับลัทธิพยากรณ์เป็นครั้งแรกจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในครั้งนั้น  ซึ่งผมไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นองค์ใด  คิดว่าน่าจะเป็นสมเด็จพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า

โดยธรรมชาติของพระโพธิสัตว์ แม้จะบำเพ็ญบารมีมาไม่นานจนถึงขั้นเป็นนิตยโพธิสัตว์  ก็ย่อมต้องมีกำลังใจเข้มแข็งมาก  เพราะมีความปราถนาจะช่วยเหล่าสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์  จึงจะต้องมีน้ำใจสละได้ทุกอย่าง
บันทึกการเข้า
ถาวภักดิ์
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 01 ธ.ค. 00, 08:52

ผู้ที่มีปฏิปทาเหมือนพระโพธิสัตว์อย่างโดดเด่นที่สุด  ก็คือ  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรานั้นเอง
บันทึกการเข้า
ถาวภักดิ์
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 01 ธ.ค. 00, 09:11

แต่อย่างไรก็ดีพระโพธิสัตว์ก็ยังมีกิเลส  ผู้ที่จะมีกิเลสเบาบางเป็นลำดับจนสิ้นกิเลสได้  ก็แต่เฉพาะพระอริยะบุคคลเท่านั้น

พระพุทธเจ้าของเราเมื่อครั้งยังไม่ได้เป็นพระนิตยโพธิสัตว์  เสวยพระชาติเป็นนายช่างทองประพฤติล่วงละเมิดศีลข้อ 3  ต้องเสียเวลาบำเพ็ญบารมีไปตกนรก ไปเป็นเดรัจฉานอยู่นับชาติไม่ถ้วน
บันทึกการเข้า
ถาวภักดิ์
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 01 ธ.ค. 00, 09:17

จึงเห็นได้ว่าการหวังพึ่งผู้อื่นนั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่ง   พระพุทธองค์จึงตรัสสอนไว้ว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน


สังคมใดจะดีได้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ  คนเพียงคนเดียว  หรือคณะเดียว   หากขึ้นอยู่กับคนทุกคนในสังคมนั้น  ที่จะต้องอยากดี  ทำดี  และช่วยกันกำจัดความชั่วด้วยตัวเอง
บันทึกการเข้า
ยู้
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 01 ธ.ค. 00, 18:17

ว้าวคุณ  ถาวิภักดิ์ ตอบมาได้ดีมากเลยค่ะ ใช่ในหลวงของเรานี่เอง
่ที่ใครๆ ก็ยกย่องเสียดายยังไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้า  เลยค่ะ เมื่อเร็วๆ นี้ทางมหาลัย
 uc berkeley in CA ก็ประกาศให้ประกาศนียบัตรในหลวงของเรา แบบไม่เคยให้ใคร
ในรอบร้อยกว่าปีได้ ค่ะ ยิ้ม
บันทึกการเข้า
ยู้
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 01 ธ.ค. 00, 22:48

ิโอ๋สะกดชื่อคุณ  ถาวภักดิ์-ผิดค่ะ มาแก้หน่อยแล้วกัน ว่างๆ ก็เขียนบทความทางพระพุทธศาสนา
มาลงอีกนะคะ คิดว่าท่านอื่นๆ คงอยากอ่านเหมือนกันค่ะ
บันทึกการเข้า
ถาวภักดิ์
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 04 ธ.ค. 00, 14:09

ขออภัยคุณยู้ครับ ที่เงียบไปไม่ได้ตอบ เนื่องจากไปต่างจังหวัด เพิ่งกลับมาเมื่อเช้า

ถ้าชอบเรื่องธรรมะ  อยากแนะนำให้อ่านจากWeb sites หลายๆแห่ง  เช่น smart.in.th/buddhist/link_buddha.html จะเป็น link รวม Web Sites ไว้จำนวนมาก  นอกจากนี้ ถ้าชอบแบบกระดานสนทนา ลองดู dharma.school.net.th/cgi-bin/bd_list.pl

แต่ถ้าสนใจธรรมะขั้นสูงละก้อ  ต้องเรียนจากครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นพระอริยสงฆ์แล้วเท่านั้น  หากศัทธาท่านพุทธทาสอยู่แล้ว  ก็น่าหาหนังสือของท่านมาอ่านเพิ่มเติม

ผมเป็นเพียงผู้ใฝ่รู้เท่านั้น  ยังไม่ใช่ผู้รู้จริง  ธรรมะที่ผ่านผมจึงเป็นเพียงการจดจำมาเล่าต่อ  และอาจบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนไป ด้วยทิฐิ และความจำอันกระพร่องกระแพร่งส่วนตนได้

แต่อย่างไรก็ขอขอบคุณในคำชมครับ   ดังระบุเป็นนัยยะข้างต้นว่ายังเต็มไปด้วยกิเลส  เป็นเหตุให้ชอบคำชมที่คุณยู้มอบให้เป็นอย่างยิ่งครับ
บันทึกการเข้า
ยู้
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 06 ธ.ค. 00, 06:10

ขอบคุณ คุณ ถาวภักดิ์ มากค่ะสำหรับเวบเพจ เข้าไปดูมาแล้วแต่ยังไม่ได้อ่านรายละเอียดมากนักค่ะ
แต่ชอบมากกกกกกกกกค่ะ  ยิ้ม  ขอบคุณค่ะ
บันทึกการเข้า
ถาวภักดิ์
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 24  เมื่อ 07 ธ.ค. 00, 09:11

มีข่าวดีสำหรับผู้ฝักใฝ่ธรรมะครับ

เพื่อนของผมท่านหนึ่งเป็นตัวตั้วตัวตีจัดทำหนังสือรวบรวมธรรมของหลวงปู่มั่น    เมื่อได้ยินได้ฟังถึงความวิริยะอุตสาหะของคณะผู้จัดทำแล้ว   สำนึกได้ว่าไม่ไช่สิ่งที่จะทำขึ้นได้ง่ายๆ     เฉพาะธรรมะของหลวงปู่มั่น ก็เปรียบเหมือนแก้วมณีโชติที่ประเมินค่าไม่ได้   จะเสียดายมากหากตกไปอยู่ในมือวานร

ฉะนั้นหากท่านใดคิดว่าจะสามารถใช้ธรรมะของท่านให้เป็นประโยชน์สมคุณค่าได้  ก็โปรดส่งชื่อที่อยู่ให้ผมตาม email ข้างต้น   เพื่อนของผมท่านนี้มีความประสงค์จะจัดส่งให้เป็นธรรมทานโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

แต่ขอความกรุณาวานรทั้งหลายโปรดอย่าก่อกรรม  ตัดรอนความก้าวหน้าทางธรรมของท่านอื่นด้วยการขอหนังสือไปอย่างไม่รู้จักใช้ให้เต็มคุณค่าเลยครับ
บันทึกการเข้า
ยู้
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 25  เมื่อ 07 ธ.ค. 00, 18:32

อยากได้นะคะ แต่ว่าอยู่ต่างประเทศ ไม่อยากให้เสียตังค์ส่งมาให้ฟรีๆ
เอาเป็นว่า ตอนกลับเมืองไทยไปเอาเองได้มั้ยคะ แต่ต้อง พค ปีหน้านะคะ
กลับบ้านแน่ๆ อยากกลับ คริสมาสตร์นี้ด้วยที่จริงแล้ว แต่ว่าต้องส่งใบสมัครต้น
มคนี้ ยังไม่เสร็จเลยค่ะ เอาเป็นว่า ถ้าคุณ    ถาวภักดิ์  สามารถเก็บไว้ได้จนตอนนั้น
ก็จะขอบคุณมากค่ะ ไปเอาเองหรือเสียค่าส่งตอนอยู่เมืองไทยคงจะถูกกว่าค่ะ

แค่ไม่เสียเงินค่าหนังสือแบบธรรมะนี่ก็รู้ส฿ึกแย่แล้วค่ะ ยังต้องมาส่งฟรีให้อีก รู้สึกแย่ๆเข้าไปใหญ่
บันทึกการเข้า
ถาวภักดิ์
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 26  เมื่อ 08 ธ.ค. 00, 08:13

ขอโมทนาในความใฝ่ในธรรมของคุณยู้ครับ

ถ้ารู้สึกเช่นนั้น  ก็ส่งที่อยู่ที่เมืองไทยมาเลยดีกว่าครับ  ผมกำลังรวบรวมส่งให้เพื่อนท่านนั้นอยู่  รอไว้ทีหลัง  เกรงจะขลุกขลัก
บันทึกการเข้า
ยู้
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 27  เมื่อ 08 ธ.ค. 00, 13:19

ไม่ทราบว่าเบอร์อีเมลล์คุณ ถาวภักดิ์ผิดเปล่าคะ ส่งไม่ได้คะได้ข้อความกลับมาค่ะว่าที่อยู่ผิดค่ะ
ขอรบกวนโพสต์อีเมลล์อีกรอบนะคะ ขอบคุณค่ะ
บันทึกการเข้า
ถาวภักดิ์
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 28  เมื่อ 08 ธ.ค. 00, 17:01

ลอง address นี้ดูนะครับ
บันทึกการเข้า
เชาว์
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 29  เมื่อ 13 ธ.ค. 00, 13:08

ขอแจมหน่อยครับ พอดีชอบตอนนี้:)
ผมว่า การให้ลูก เมียเป็นทานได้เนี่ยแสดงว่าใจแข็งสุดๆแล้วนะครับ เพราะ ลูกและเมียเป็นบุคคลที่เราย่อมรักสุดๆอยู่แล้วนะครับ
และผมว่า ท่านคงมีใจที่พร้อมจะให้ทานที่ยิ่งใหญ่สุด (สละลูกเมีย)
ข้อคิดที่น่าจะได้จากชาตินี่น่าจะเป็นเรื่องใจนะครับ การให้ทานน่าจะเริ่มจากใจ ให้ด้วยใจ
พอวกกลับไปอ่านของคุณเทาชมพู ก็ดูคล้ายๆกัน
แต่ถ้าผมว่าระหว่างให้ตัวเอง กับ ให้ลูกนี่ ให้ตัวเองคงจะง่ายกว่า นะครับ เพราะ การทนเห็นลูกทนทรมาน มันคงบาดใจสุดๆสำหรับพระเวสสันดรแล้ว ขนาดท่านยังเกือบที่จะชักมีดออกมาฟันชูชกเลยแต่ยังมีสติเตือนตัวได้
แต่ถ้าเป็นตัวเองถูกทรมานยังไงก็พอกัดฟันทนได้
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.034 วินาที กับ 17 คำสั่ง