เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
อ่าน: 5475 มองต่างมุมกับพระเวสสันดร
คุณพระนาย
บุคคลทั่วไป
 เมื่อ 13 ธ.ค. 00, 01:00

เห็นกระทู้นึงพูดเรื่องชักแม่น้ำทั้งห้าแล้วก็พูดถึงชูชกมาขอพระกัณหา ชาลี
สำหรับเรื่องพระเวสสันดรนั้นเป็นเรื่องที่ผมติดใจมาจนบัดดนี้ว่า
การให้ทานของพระเวสสันดรท่านนั้นถูกหรือผิด อย่างไร การที่ท่านจะได้เป็นพระพุทธเจ้า จนต้องสละซึ่งลูกเมีย ให้เป็นทานเพื่อถือว่าจะตัดกิเลสทั้งหมด ผมมองว่าเป็นการเห็นแก่ตัวอย่างหนึ่งหรือเปล่า
สำหรับผมรู้สึกว่าน่าจะบาปด้วย ลูกของท่าน ท่านกับไปยกให้คนอื่น ทนเห็นคนอื่นทำร้าย ลูกตัวเอง
ไม่ยอมช่วยเหลือ เหมือนตอนประทานช้างคู่บ้านคู่เมืองเช่นกัน เพราะเหมือนจะทำให้บ้านเมืองแล้งไปทันทีทันใด นี่ยังดีที่พระอินทร์ ปลอมมาขอภรรยา ไม่งั้นภรรยาของพระองค์ก็คงต้องไปทรมานกับคนอื่นอีก ผมอาจจะไม่เข้าใจพุทธศาสนาลึกซึ้งพอแต่จากมุมมองของผม ผมไม่เห็นด้วยเลย
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30945

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 29 พ.ย. 00, 08:51

เรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงกันมานานมาแล้ว
การเมือง ๑ ศาสนา๑  ลองจุดประเด็นขึ้นมาเมื่อไร เป็นได้พูดกันยาว   ถ้าเอาจริงเอาจังมากก็ทะเลาะกันได้ง่าย กลายเป็น คน vs คน  ไม่ใช่ คน vs ปัญหา

ถ้าเราเอาความรู้สึกของคนต่างยุคไปวัดเหตุการณ์ในอีกยุค   ผลออกมาอาจเป็นว่าทำยังไงก็ไม่เข้าใจความคิดของเขา
ในสมัยนั้นถือว่าลูกเมียเป็นสมบัติของผู้ชาย-เคยได้ยินมาอย่างนี้   ทำให้พระเวสสันดรบริจาคได้
อีกข้อคือ ในเรื่องบอกว่า ความรักลูกเป็นสิ่งที่ผูกพันพ่อแม่ได้เหนียวแน่นที่สุด   จะตัดความยึดเหนี่ยวข้อนี้ให้ได้ก็ต้องสละให้ได้  เหมือนพระเวสสันดรสละกัณหาชาลี   ต่อให้ลูกร้องอุทธรณ์ยังไงก็ต้องตัดให้ได้ เป็นทานบารมีขั้นสูง   เป็นสิ่งยากเย็นที่สุดเท่าที่มนุษย์พึงทำ

ส่วนตัวนะคะ...ไม่เข้าใจอยู่ข้อเดียว   บำเพ็ญทานบารมี ให้ลูกให้เมียเพื่อสละสิ่งที่รักมากได้นี่ก็พอเข้าใจ    แต่ทำไมพระเวสสันดรไม่สละขั้นสุดท้าย คือสละตัวเองเป็นทาสของใครสักคนให้เขาทารุณแบบลูกๆโดน  เพราะความรักใดจะเสมอรักตัวเองเป็นไม่มี   เพราะฉะนั้นการบริจาคตัวเองเพื่อทารบารมีก็น่าจะยิ่งใหญ่ที่สุด
จะว่าไปซ้ำกับอีก ๙ ชาติก่อนหน้านี้ ก็ไม่ได้ซ้ำนะ
บันทึกการเข้า
คุณพระนาย
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 29 พ.ย. 00, 09:27

เห็นด้วยกับคุณเทาชมพู ทุกข้อครับ
โดยเฉพาะข้อสุดท้าย ฟังแล้วก็คิดเหมือนกัน ทำไมพระเวสสันดรท่านไม่สละตัวเองแทนลูกเมีย แต่รู้สึกจะมีชาติหนึ่งที่พระองค์ สละชีวิตแล้วเช่นกันครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30945

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 29 พ.ย. 00, 09:44

เคยมีชาติหนึ่งค่ะ  ในทศชาติ แต่จำไม่ได้ว่าชาติไหน
แต่นี่บำเพ็ญทาน คือให้    ไม่ต้องถึงตายค่ะ ให้ตัวเองเป็นทาน เพื่อเป็นทาสคนอื่น เหมือนยกลูกเมียให้เป็นสิทธิ์ของเขา
ดิฉันว่าถ้าท่านยกลูกเมียให้เป็นสมบัติคนอื่นตามที่ขอ   ยกตัวเองให้   เป็นรายการสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด    ก็น่าจะขจัดข้อเคลือบแคลงได้   แต่ไม่มีข้อนี้  เลยทำให้เกิดคำถามค้างคามาเรื่อย
บันทึกการเข้า
แจ้ง ใบตอง
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 29 พ.ย. 00, 12:36

ผมว่าต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในยุคนั้นครับ  แล้วจะพบว่าเป็นความชอบธรรมอย่างที่สุด(ที่สมัยนี้ไม่อาจยอมรับได้) ที่พระเวสสันดรทรงบริจาคลูกเมียเป็นทาน  เนื่องจากในสมัยนั้น ลูกเมียจะถือว่าเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของสามี (เหมือนที่คุณเทาชมพูได้ชี้แจงไว้) แม้แต่ชีวิตก็สามารถฆ่าได้ ดังจะเห็นได้จาก กฎหมายตราสามดวง ในรัชสมัย ร.๑  ได้บัญญัติไว้ตอนหนึ่งว่า
"ภรรยามีชู้ ให้ส่งหญิงและชายชู้ให้เจ้าผัวฆ่า ถ้าไม่ฆ่าจึงให้ปรับ"
แม้ในพุทธศาสนาเอง ก็ยังกำหนดสิทธิหน้าที่ของหญิงไว้ต่ำกว่าชาย เช่น ห้ามสตรีบวชเป็นพระสงฆ์ หรือ ทิศ ๖ ที่กำหนดไว้ว่า สามีพึงอนุเคราะห์ภรรยา ๕ ประการ  ภรรยามีหน้าที่บำรุงสามี ๕ ประการ  (สามีจะทำหรือไม่ก็ได้ แต่สำหรับภรรยาแล้วให้ถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องปฎิบัติ)  การที่พระเวสสันดรบริจาคลูกเมีย จึงถือเป็นเรื่องโดยชอบธรรมในสมัยนั้นครับ..

ส่วนในประเด็นที่ว่าทำไมพระเวลสันดรไม่อุทิศตนเป็นทาน ผมเห็นว่า เป็นการมองต่างมุมกัน ระหว่างการอุทิศตนให้เป็นทาน กับบริจาคลูกเมียให้เป็นทาน ว่าประการใดจะ
แสดงให้เห็นถึงความเสียสละอันสูงสุดมากกว่ากัน   แต่เราต้องเข้าใจว่าการบริจาคในที่นี้หมายถึงการบริจาคทรัพย์สิน  ถ้าพระเวสสันดรบริจาคตนเองก็ไม่ใช่การบริจาคทรัพย์สิน ถือว่าผิดจุดประสงค์ของการบริจาคทาน   แต่บุตรภรรยาเป็นทรัพย์สินที่พระเวสสันดรสามารถทำอะไรก็ได้  ดังนั้น ผมขอสรุปสั้นๆ เลยครับว่า การที่พระเวสสันพรได้บริจาคทรัพย์สินเป็นทานนั้น บุตรภรรยาถือว่าเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตของพระเวสสันดรที่จะทรงบริจาคได้ครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30945

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 29 พ.ย. 00, 13:00

อืมมม  น่าฟังและน่าคิด

ถ้าพระเวสสันดรบริจาคตัวเองก็ไม่ใช่การบริจาคทรัพย์สิน
ทรัพย์สินมีค่าที่สุดคือลูกเมีย  เรียกว่าของนอกกายงั้นมั้งคะ
ส่วนกายของเราไม่ใช่  จึงไม่ได้อยู่ในขอบเขตการบริจาคทาน

ถ้าหากว่าเป็นยุคนี้  บุคคลอย่างพระเวสสันดรสามารถจะบำเพ็ญทานบารมีในลักษณะเดียวกันได้รึเปล่านะ
ดิฉันว่าไม่ได้  ต่อให้มีจิตใจอย่างพระเวสสันดรก็เถอะ
มันน่าจะก่อปัญหาตามมาอีกไม่น้อยเลย ทั้งด้านกฎหมายและศีลธรรม

คนที่บริจาคร่างกายเป็นทาน  ให้เป็นอาจารย์ใหญ่ น่าจะได้ทานบารมี (มากน้อยอีกเรื่อง)นะคะ  คุณๆว่ายังไง
บันทึกการเข้า
B
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 29 พ.ย. 00, 13:28

I heard that even you do not donate body but blood or any organ of the body, you make the most merit and virtue ka.
บันทึกการเข้า
ทิด
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 29 พ.ย. 00, 18:48

ผมกลับมองว่าที่พระเวสสันดรไม่บริจาคตัวเองเป็นทานเพราะไม่มีใครขอครับ
ถึงแม้ว่าตัวเองจะไม่ใช่ทรัพย์สิน แต่ถ้ามีผู้ร้องขอให้พระเวสสันดรบริจาค "อิสรภาพ"
ผมว่าท่านก็คงจะให้เหมือนกัน
บันทึกการเข้า
ภูมิ
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 29 พ.ย. 00, 21:03

เท่าที่จําได้
มีทีเป็นกระต่ายกระโดดเข้ากองไฟ (สละชีพเป็นอาหาร)
กับเเล่เนื้อชั่งกับนกพิราบ
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 29 พ.ย. 00, 21:57

กระต่ายโพธิสัตว์โดดเข้ากองไฟ เคยได้ยินครับ แต่เชือดเนื้อตัวเองชั่งแลกกับชีวิตสัตว์อีกตัวหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าเป็นพระโพธิสัตว์ (พุทธ) ยังกับว่าจะเคยอ่านว่าเป็นนิทานสันสกฤตทางศาสนาฮินดู จะเป็นท้าวอัชบาลในรามเกียรติหรือยังไงนี่แหละ ผมยังจำกลอน (ที่ไม่รู้ใครแต่ง) ได้เลยว่า
- ครั้นสิ้นมังสะในพระองค์ มิอาจดำรงพระกายได้
เสด็จสวรรคคัลไลย ไปยังชั้นฟ้าสวัสดีฯ

เรื่องพระเวสสันดร สุดแต่คนจะตีความครับ นานแล้ว ผมเคยอ่านงานของพระสายสวนโมกข์รูปหนึ่ง ดูเหมือนท่านใช้นามปากกาว่า ภิกขุโพธิแสนยานุภาพ ตีความชาดกเรื่องนี้ใหม่หมดว่าเรื่องนี้ทั้งเรื่องเป็นปริศนาธรรม ตัวละครทุกตัวเป็นสัญลักษณ์แทนนามธรรม คือไม่ใช่เจ้าชายชื่อเวสสันดร เจ้าหญิงชื่อมัทรี เด็กสองคนชื่อกัณหากับชาลี ฯลฯ แต่เป็นสภาวธรรมที่เกิดขึ้นในจิตมนุษย์ทั้งหมด ชูชกเป็นกิเลสตัวหนึ่ง มัทรีเป็นสัญลักษณ์อะไรอีกตัวหนึ่ง ฯลฯ เข้าท่ามากครับ แต่เสียดาย ผมจำรายละเอียดไม่ได้แล้ว
แต่ประเด็นก็คือว่า ถ้าไม่มีตัวตนสัตว์บุคคล เสียแล้ว ประเด็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนของนางมัทรี หรือสองกุมาร ก็จะไม่มี เพราะการที่พระโพธิสัตว์หรือผู้มุ่งในธรรมจะบำเพ็ญเพียรเพื่อสลัดตัดกิเลสตัวใดตัวหนึ่งในจิตใจ มันไม่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยขนของบุคคลจริงๆ
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 29 พ.ย. 00, 22:15

ใครเคยอ่านนิทานแขกฮินดูเรื่องท้าวหริศจันทร์บ้างครับ เรื่องนั้นเป็นต้นตระกูลหนังอินเดียโศกเศ้าเคล้าน้ำตาที่เราเห็นสมัยนี้เลยแหละ ท้าวหริศจันทร์เป็นกษัตริย์ที่ยึดถือวาจาสัตย์ยิ่งนัก วันหนึ่งเกิดเหตุให้ทำอะไรที่ขัดใจฤษีวิศวามิตร แล้วทรงตกปากรับคำพระมหาฤษี (ซึ่งผมเองไม่ชอบแกเท่าไหร่ เรื่องนี้ แกเป็นผู้ร้าย ไม่ค่อยเหมือนฤาษีเลย) ว่าจะถวายทักษิณาทานให้ ฤษีวิศวามิตรได้ทีก็เรียกร้องราชสมบัติทั้งหมด ให้พระราชาออกจากเมืองของพระองค์เองไป แล้วก็ยังเรียกร้องทักษิณาทานอีก พระราชาไม่มีให้ ก็จำต้องขายพระมเหสีและพระราชบุตเป็นทาสเอาเงินมาทำบุญกับฤษีตามที่ลั่นปากไว้แล้ว (คล้ายๆ วัดไหนก็ไม่รู้สมัยนี้ ...) จนถึงที่สุด ยังไม่หนำใจฤษียังตามมาทวงบุญอีก ก็ขายพระองค์เองลงเป็นทาสให้กับคนวรรณะต่ำสุด คือนายป่าช้า ทนทุกข์ทรมานรับใช้สัปเหรอรายนั้นอยู่ปีหนึ่ง เพราะยึดมั่นวาจาสัตย์ จนทนไม่ไหวก็จะปลงพระชนม์องค์เอง เพราะได้ทรงพบอดีตพระราชินีที่เอาศพเด็ก คือพระกุมาร ซึ่งถูกงูกัดสิ้นพระชนม์ มาเผาที่ป่าช้า พอสองพระองค์พร้อมใจกันจะเสด็จเข้ากองไฟที่เผาพระโอรส ก็ร้อนไปถึงเทวดา ต้องลงมาบอกว่า ทั้งหมดเป็นการลองใจพระองค์ คนที่มาซื้อพระองค์และพระราชวงศ์ไปเป็นทาสก็ล้วนเป็นเทวดาจำแลงมาดูใจทั้งนั้น เห็นใจแล้ว ทั้งพระวิศวามิตรก็หายโกรธแล้ว เชิญเสด็จขึ้นสวรรค์เถิด...
เหมือนหนังแขกไหมครับ
แต่เรื่องนี้คุณเทาชมพูคงชอบ เพราะพระราชาหริศจันทร์ในที่สุดก็ขายพระองค์เองเป็นทาสเองด้วย (แต่ขายเมียกับลูกก่อน)
บันทึกการเข้า
ถาวภักดิ์
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 30 พ.ย. 00, 13:04

ผมเคยอ่านที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำตอบ

พระเวสสันดรเกิดมาเพื่อบำเพ็ญทานบารมีให้เต็มและเป็นชาติสุดท้ายด้วย  จึงมีกำลังใจสูงมากในการบริจาคทาน  แม้ปกติท่านยังมีปรารภว่าทำไมไม่มีใครมาขออวัยวะหรือชีวิต   ท่านจะยินดีให้ทันที

การที่ท่านได้ให้ช้างวิเศษไปก็ด้วยความเมตตาต่อมวลมนุษยชาติโดยไม่แบ่งประเทศ หรือเชื้อชาติ  เมื่อประเทศของพระองค์มีความบริบูรณ์แล้ว จึงมอบช้างให้ชาติที่กำลังเดือดร้อนและต้องการจริงๆ  เพราะทรัพยากรใดหากเก็บไว้เฉยๆไม่ได้ใช้  แม้จะราคาสูงสักเพียงใดก็ไร้ค่า
บันทึกการเข้า
ถาวภักดิ์
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 30 พ.ย. 00, 13:16

หากประชาชนไม่เข้าใจจึงขับไล่ท่านออกจากเมือง

ซึ่งท่านรู้ตัวว่าจะลำบาก  ได้ห้ามปรามลูกเมียไม่ให้ตามไป  แต่ลูกเมียท่านก็ยังขอติดตามและปฏิญาณมอบชีวิตให้เป็นสิทธิขาดของท่าน

การที่ท่านมอบลูกให้ชูชกนั้นก็ด้วย  ทั้งไม่ต้องการให้ลูกต้องทนลำบากอยู่ในป่าต่อไปอีก  และที่สำคัญท่านทราบว่าชูชกเป็นคนโลภมาก  ท่านจึงกำหนดให้ชูชกไว้เสร็จว่าลูกท่านมีราคาต้องไม่น้อยกว่าเท่าไร   ซึ่งเงินขนาดนั้นก็มีเพียงกษัตริย์หรือก็คือพระบิดาของท่านเท่านั้นที่จะมีทรัพย์มาไถ่ได้    

ฉะนั้นเมื่อชูชกได้ลูกท่านไปแล้ว  อย่างไรลูกท่านก็ต้องได้กลับไปอยู่ในวังแน่นอน   มิฉะนั้นลูกก็จะไม่ยอมจากท่านไป
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30945

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 30 พ.ย. 00, 13:18

รับฟังอย่างตั้งใจทุกเรื่องค่ะ ทุกท่าน

อ้าวคุณนกข.  ทำไมเล่นมาเดาใจว่าชอบ เพราะใครขายตัวเองเป็นทาสล่ะคะ    
อืมม์  ถ้าพระราชาหล่อๆยอมเป็นทาสก็น่าซื้อนะ   กลัวอย่างเดียว  เอาเข้าจริงกลายมาเป็นนาย   เรากลายเป็นนางทาส ...เห็นมาเยอะแล้ว

คุณถาวภักดิ์ หายไปพักใหญ่ก่อนserver  ล่ม  ขอต้อนรับค่ะ
บันทึกการเข้า
ถาวภักดิ์
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 30 พ.ย. 00, 13:33

ครั้งพระพุทธองค์เสวยพระชาติเป็นพระดาบส  เมื่อยังเป็นพระอนิตยโพธิสัตว์ก็เคยกระโดดลงจากหน้าผาให้ร่างกายเป็นทานแก่เสือที่กำลังอดโซมาแล้ว

ขอบคุณคุณเทาชมพูครับที่ให้การต้อนรับอบอุ่นเหมืนเคย   ผมไปอยู่บ้านนอกมาเกือบเดือนเลยไม่ค่อยได้เข้ามาครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.058 วินาที กับ 19 คำสั่ง