เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 8
  พิมพ์  
อ่าน: 54837 ขนมไทย
tuka007
พาลี
****
ตอบ: 291


คนจับจอบจับเสียม


ความคิดเห็นที่ 60  เมื่อ 12 ส.ค. 06, 14:16

คุณติบอ เจ้าขา นั่นน่ะ รองเท้านารีเหลืองกระบี่  หรือปล่าวคะ  

ขอเปลี่ยนเป็น ดอกนี้ได้มั้ยคะ

.
บันทึกการเข้า

จงยิ้มให้โลก...แล้วโลกจะยิ้มให้เรา
tuka007
พาลี
****
ตอบ: 291


คนจับจอบจับเสียม


ความคิดเห็นที่ 61  เมื่อ 15 ส.ค. 06, 22:24

 ขนมไทยๆ ที่ตูก้าคิดว่ามีให้กินที่เมืองเพชรที่เดียว เห็นจะเป็น ขนมโค  ซึ่งก็หากินยากแล้วเห็นมีแต่ร้านเจ้เล็ก ท่าหิน เท่านั้นที่ทำขาย แต่เดิมนั้น ขนมโค ชาวบ้านจะนำมาตักแจก ในวงแข่งขันวัวลาน  ในการทำต้องทำใส้ก่อนนะคะ โดยใช้มะพร้าวทึนทึกกวนกับน้ำตาลโตนดและถั่วทองคั่ว กวนจนเหนียวพอปั้นได้ แล้วปั้นเป็นลูกกลมๆขนาดประมาณไข่นกกระทา แล้วอบด้วยดอกมะลิ อบเทียน ใส้นี้ควรทำไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 2 วัน

ตัวแป้งนั้นให้นวดด้วยน้ำอบดอกมะลิ นวดจน นิ่มเนียนมือถ้าต้องการเพิ่มรสชาดต่างๆก็ใช้น้ำใบเตยบ้าง ดอกอัญชันบ้างผสมเข้าไป  นำมาปั้นให้หุ้มใส้จนมิด แล้วนำไปต้มในน้ำที่เดือดพอสุก  ขนมลอยขึ้นมาก็ตักใส่หม้อ น้ำกระทิ เวลากินใส่ถั่วทองคั่วไปหน่อยจะอร่อยหอมดีค่ะ

ไปเพชร คราวที่แล้ว ซื้อ ขนมโค ติดมือมาด้วยตั้งใจจะนำมาเก็บภาพก่อน แต่ลืมบอกคนที่บ้าน กลับจากทำงานหมดไปซะแล้ว ไว้สิ้นเดือนไปเมืองเพชรอีกทีจะเก็บภาพมาให้ดูค่ะ
บันทึกการเข้า

จงยิ้มให้โลก...แล้วโลกจะยิ้มให้เรา
กุรุกุลา
พาลี
****
ตอบ: 235


ความคิดเห็นที่ 62  เมื่อ 16 ส.ค. 06, 09:33

 แหม น่าเสียดานะครับ คุณตูก้า แต่แค่บรรยายผมก็น้ำลายสอเสียแล้ว อยากกินไปหมด นึกถึงขนมครกหน้าวัดกษัตราธิราช อยุธยาขึ้นมาแล้วก็ขำไม่หาย กินเข้าไปแล้วถึงได้รู้ว่ามันบูดเหม็นเปรี้ยว เลยต้องทิ้ง ขนาดซื้อเช้าๆนะเนี่ย

ถ้าให้อร่อยอีกที่ก็ต้องขนมครกวัดเจ้าย่าครับ  ที่เคยโพสไปแล้ว อันนั้นต้องไปเช้าๆ เพราะคุณย่าแกตื่นเช้า ไปสายก็อดกิน

อินทนนท์เผือกของคุณติบอไม่ต้องชุบน้ำตาลหรอกครับ ตัดดอกเก็บไว้แล้วยกมาให้ผมกินทั้งต้นเลยดีกว่า
บันทึกการเข้า
กุรุกุลา
พาลี
****
ตอบ: 235


ความคิดเห็นที่ 63  เมื่อ 16 ส.ค. 06, 09:46

 สำหรับ ขนมปัง ผมว่าเป็นอาหารหลักของฝรั่งอยู่แล้ว เมื่อเข้ามาในอยุธยาก็อาจจะคิดถึง "ข้าว" ของตัวเอง เคยอ่านมาได้ความว่า ขนมปังนั้นต้องสั่งเข้ามาจากญี่ปุ่น ก็คงค่อนข้างทุลักทุเลทีเดียว นอกจากนี้ ขนมปังยังเป็นสิ่งที่ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาคริสต์ด้วย เป็นอาหารที่จำเป็นไม่น้อย และคงเข้ามาพร้อมกับมิชชันนารีครับ (แต่ก็เคยได้ยินว่าถ้าไม่มีขนมปังก็อาจใช้อย่างอื่นที่สามารถทดแทนได้เช่นเดียวกัน เช่น ข้าว )
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30545

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 64  เมื่อ 16 ส.ค. 06, 11:24

 ดิฉันเห็นเหมือนคุณกุรุฯคือขนมปัง คือ"ข้าว"ของฝรั่ง   กินกับเนื้อ ผัก ฯลฯ ทำนองเดียวกับคนไทยกินข้าว กับ กับข้าว
แต่แปลกใจว่าคนไทยไม่ยักเรียกว่า "ข้าวปัง" กลับเรียกว่า "ขนมปัง"  
ยังตีโจทย์ไม่แตกว่าทำไมเรียก "ขนม" ปัง     เพราะเราเอาข้าวฝรั่งมากินเป็นของว่างหรืออย่างไร
บันทึกการเข้า
pon2829
อสุรผัด
*
ตอบ: 1


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 65  เมื่อ 16 ส.ค. 06, 12:09

ขอลบข้อความนี้ค่ะ กรุณาอย่าเข้ามาโฆษณาเว็บในเรือนไทยอีกนะคะไม่ใช่จุดประสงค์ของเรือนไทย-เทาชมพู
บันทึกการเข้า
นางมารน้อย
พาลี
****
ตอบ: 297


ทำงานแล้วค่ะ


ความคิดเห็นที่ 66  เมื่อ 16 ส.ค. 06, 14:19


อ่านเรื่องขนมแล้วอยากไปเมืองเพชรจังค่ะ เมื่อ 2 วันก่อนพี่สาวที่รักมากที่ทำงานเห็นว่าดิฉันชอบหม้อแกงมาก ซื้อทานชิ้นละ 5 บาทกับนมเป็นมื้อเช้าเกือบทุกวัน และบ่นถึงหม้อแกงเมืองเพชรบ่อยๆ เธอเลยกรุณาซื้อหม้อแกงหนองมน-ชลบุรีมาให้แทน ก็อร่อยค่ะแต่สู้ที่เมืองเพชรไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว นึกแล้วดิฉันยังอยากไปเที่ยวเมืองเพชรอีก อยากไปมากๆๆๆๆๆเลยค่ะ
บันทึกการเข้า

สวัสดีทุกๆท่านค่ะ
tuka007
พาลี
****
ตอบ: 291


คนจับจอบจับเสียม


ความคิดเห็นที่ 67  เมื่อ 16 ส.ค. 06, 23:07

 โอเคค่ะ คุณนางมารน้อย เดี๋ยวตูก้าจัดไปทัวร์กินขนมเมืองเพชรกัน อิอิ..

เสาร์ - อาทิตย์ ต้นเดือนหน้า ตูก้า จะลงไปเมืองเพชร มีใครสนใจจะเกาะล้อไปด้วยกันมั้ยคะ ((หาคนหารค่าน้ำมัน..ฮ่าๆๆ))  แล้วจะเอาขนมหม้อแกงมาฝากค่ะคุณนางมารน้อย
บันทึกการเข้า

จงยิ้มให้โลก...แล้วโลกจะยิ้มให้เรา
tuka007
พาลี
****
ตอบ: 291


คนจับจอบจับเสียม


ความคิดเห็นที่ 68  เมื่อ 22 ส.ค. 06, 20:50

 วันนี้ พี่สาวทำแตงไทย น้ำกระทิให้ทานค่ะ เลยนึกถึงขนมเก่าเมืองเพชรอีกชนิดหนึ่ง  ซึ่งปัจจุบันนี้ ไม่มีขายโดยทั่วไปแล้วค่ะ นอกจากจะทำกินกันเองที่บ้าน

คิดว่าทุกท่านคงเคยกินกระยาสารท กันแล้ว หนึ่งในส่วนผสม คือข้าวตอก ชาวเมืองเพชรจะนำข้าวตอกนี้แหละค่ะ มาทำขนมหวาน เรียกกันว่า ข้าวตอกน้ำกระทิ บางที ตูก้าจะผสมข้าวโพด หรือไม่ก็เผือกด้วยค่ะ ผสมกับน้ำกระทิหอมหวาน มีน้ำแข็งป่นเกล็ดเล็กๆ โรยหน้า อร่อยอย่าบอกใครเลยเชียว

วิธีทำข้าวตอกน้ำกระทิ  จะใช้ข้าวเปลือกที่เป็นข้าวเจ้าหรือข้าวเหนียวก็ได้ค่ะ  แช่น้ำทิ้งไว้ ประมาณ 2 ชั่วโมง ล้างน้ำออกแล้วผึ่งให้แห้ง  จากนั้นนำมาคั่วให้สุกในกระทะ (สมัยก่อนใช้คั่วในหม้อดินค่ะ  แต่เดี๋ยวนี้ ไม่มีแล้ว) พอข้าวปะทุ เมล็ดพองทั่วกัน เป็นข้าวตอก แล้ว นำมาเลือก กากข้าว(ข้าวเปลือกที่ประทุไม่หมด) ออกให้หมด  ให้เหลือข้าวตอกที่เป็นสีขาวล้วน สำหรับไปกินกับน้ำกระทิ...

น้ำกระทิที่ทำ ต้องใช้น้ำตาลใหม่ๆค่ะ น้ำกระทิจึงจะหอมน่ากิน
บันทึกการเข้า

จงยิ้มให้โลก...แล้วโลกจะยิ้มให้เรา
นางมารน้อย
พาลี
****
ตอบ: 297


ทำงานแล้วค่ะ


ความคิดเห็นที่ 69  เมื่อ 23 ส.ค. 06, 09:17


อุ้ยคุณตูก้าขา พูดแล้วก็อยากกินค่ะ ข้าวตอกน้ำกะทิน่าอร่อยเนาะ เมื่อเช้าพี่สาวสุดที่รักก็ซื้อหม้อแกงถั่วจากหนองมนมาให้ค่ะอร่อยดีเหมือนกัน แต่คิดถึงหม้อแกงเมืองเพชรอ่ะ
บันทึกการเข้า

สวัสดีทุกๆท่านค่ะ
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30545

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 70  เมื่อ 23 ส.ค. 06, 09:30

 กระทู้นี้ไม่เกรงใจน้ำหนักตัวมั่งเล้ย
บันทึกการเข้า
ทามะ
อสุรผัด
*
ตอบ: 23

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 71  เมื่อ 26 ส.ค. 06, 12:00

 โหน่ากินทุกอย่างเลยไม่เกรงใจน้ำหนักแล้วขอบอก(ของโปรดมากๆขนมหวานของไทยนี่
บันทึกการเข้า
tuka007
พาลี
****
ตอบ: 291


คนจับจอบจับเสียม


ความคิดเห็นที่ 72  เมื่อ 26 ส.ค. 06, 19:43

 ขนมที่คนมาเยือนเมืองเพชรมักซื้อติดไม้ติดมือกลับไปเป็นของฝากอีกชนิดหนึ่ง คือ ขนมบ้าบิ่น  ส่วนใหญ่ทุกเจ้าก็จะอร่อยเหมือนๆกัน แต่ ตูก้า ชอบ ของสงวนโพธิ์พระที่สุด

ขนมบ้าบิ่นนี่ ถ้าจะให้อร่อยเคล็ดลับอยู่ที่ มะพร้าวที่ใส่ต้องเป็นมะพร้าวอ่อนเกือบทึนทึก และน้ำใช้คลุกเคล้าส่วนผสมควรเป็น น้ำมะพร้าวน้ำหอมค่ะ แล้วเวลาอบใช้ไฟล่างอ่อนๆ ส่วนไฟบนเป็นไฟปานกลางเพื่อให้หน้าขนมสวยงาม
บันทึกการเข้า

จงยิ้มให้โลก...แล้วโลกจะยิ้มให้เรา
tuka007
พาลี
****
ตอบ: 291


คนจับจอบจับเสียม


ความคิดเห็นที่ 73  เมื่อ 26 ส.ค. 06, 19:49

 "ขนมแม่เอ้ย" หนังสือรวบรวมสาระเรื่องราวขนม โดย ส.พลายน้อย อธิบายว่า ขนมนี้เมื่อในสมัยรัชกาลที่ 5 เคยมีคนเขียนไปถาม ก.ศ.ร.กุหลาบ เอดิเตอร์หนังสือสยามสมัยประเภท ว่าทำไมจึงเรียกขนมชนิดนี้ว่าขนมบ้าบิ่น ก.ศ.ร.กุหลาบตอบว่าที่เรียกว่าอย่างนี้ เพราะเมื่อก่อนนั้น "ป้าบิ๋น" แกเป็นคนทำขึ้น เลยเรียกว่า "ขนมป้าบิ๋น" ต่อมาเลยเรียกเพี้ยนเป็น "ขนมบ้าบิ่น"

ขณะหนังสือซองคำถามของสารคดี อธิบายความโดยนำคำสัมภาษณ์ คุณยายเป้า (ประสาทพร) มณีประสิทธิ์ ซึ่งเป็นชาวกุฎีจีน ชุมชนนานาชาติย่านฝั่งธนบุรี (คำว่า กุฎี หรือ กุฏิ หมายถึงเรือนที่อยู่อาศัยของนักบวช ส่วนที่คนทั่วไปเรียกกันว่า กุฎีจีน จริงแล้วคือวัดซางตาครู้ส เป็นชุมชนที่สืบเชื้อสายมาจากชาวโปรตุเกส) คุณยายเป้ายืนยันว่าบ้าบิ่นเป็นขนมที่คิดขึ้นในเมืองไทย เกิดมีขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ ท่านว่าญาติผู้ใหญ่ของมารดาชื่อ "แม่บิ่น" เป็นผู้ประดิษฐ์คิดทำขนมนี้ขึ้น แต่เดิมคงเรียกว่า "ขนมป้าบิ่น" แต่แล้วอย่างไรกลายเป็นขนมบ้าบิ่นไปก็ไม่ทราบ อาจเป็นเพราะคนถนัดปากกับคำบ้าบิ่นมากกว่า

ที่มาของชื่อ "บ้าบิ่น" อีกสายมาจาก ไพโรจน์ บุญผูก นักเขียนสารคดี ซึ่งให้ความเห็นแย้งว่า ขนมบ้าบิ่นที่เคยได้ยินคนพูดว่าชื่อมาจากคุณป้าบิ่นต้นตำรับ ฟังดูแล้วเป็นคำอธิบายที่ง่ายเกินไป ไม่ค่อยอยากจะเชื่อ เพราะดูจากลักษณะของขนมบ้าบิ่นแล้วน่าจะได้มาจากต่างประเทศ จึงค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต พบว่าที่โปรตุเกสมีขนมชื่อ "เกลชาดาซ เดอ กรูอิงบรา" (Queijadas de Coimbra) ซึ่งใช้เนยแข็ง ส่วนบ้านเราใช้มะพร้าวแทน

ชื่อ บ้าบิ่น จึงน่าจะมาจากคำว่า bra อันเป็นคำท้ายสุดของ Queijadas de Coimbra ไทยคงจะเรียกสั้นๆ ว่า ขนมบ้า แล้วก็เติม บิ่น เข้าไป กลายเป็นชื่อขนมบ้าบิ่น มาจนทุกวันนี้

และในงาน นิทรรศการขนมนานาชาติ จัดโดยภาควิชาภาษาตะวันออก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ.2541 ได้จำแนกกลุ่มขนมหวานของไทยที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมโปรตุเกส คือ ทองหยิบ ฝอยทอง ทองหยอด บ้าบิ่น ลูกชุบ ขนมผิง ทองม้วน ขนมหม้อแกง ขนมไข่ กะหรี่ปั๊บ และมีหลักฐานพบว่าในโปรตุเกส ขนมที่ชื่อ ตรูซูช ดาช กัลดัช (Trouxos das caldas) คือต้นตำรับทองหยิบ ขนม Fios de Ovos คือฝอยทอง และขนม เกลชาดาซ เดอ กรูอิงบรา เป็นต้นตำรับขนมบ้าบิ่น

ที่มา:รู้ไปโม้ด มติชน
บันทึกการเข้า

จงยิ้มให้โลก...แล้วโลกจะยิ้มให้เรา
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 74  เมื่อ 27 ส.ค. 06, 01:08

 สองสามวันมานี้ ได้ยินชื่อ "กุหลาบแก้ว" อยู่หลายหน ฟังแล้วนึกถึงกุหลาบแก้วตำหนักสวนบัวจังครับ
แต่กุหลาบแก้วดอกใหม่ รสชาติจะหวานหอมชื่นใจเหมือนกุหลาบแก้วดอกเก่าหรือเปล่าก็ไม่ทราบนะครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 8
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.035 วินาที กับ 19 คำสั่ง