เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 9 10 [11] 12
  พิมพ์  
อ่าน: 29772 มดอยากรู้ สำรวจกรุภาพเก่า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 150  เมื่อ 13 มิ.ย. 06, 22:58


.
ขยายขึ้นอีก
คราวนี้น่าจะเห็นชัดแล้วนะครับ ฮิฮิ
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 151  เมื่อ 14 มิ.ย. 06, 00:44

 เอ่อ..........

จะเรื่องมากเกินไปใหมครับ ถ้าผมจะบอกว่า ผมมาจากสายลังกาวงศ์ แล้วก็ไหว้คนเขาไปทั่ว แถมยังชอบคำกลอนตอนจบของรามเกียรติ์พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 อีกด้วย

อยากจะเป็นเครื่องบินเหมือนเดิมง่ะ
เป็นไม่ได้ เป็นนกกระจอกก็ยังดี

นะครับ
บันทึกการเข้า
กุรุกุลา
พาลี
****
ตอบ: 235


ความคิดเห็นที่ 152  เมื่อ 15 มิ.ย. 06, 14:25

 เดาไม่ออกครับ ยอมแพ้ครับ อยากทราบเหมือนกันว่ามันคืออะไร
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 153  เมื่อ 15 มิ.ย. 06, 21:01


.
เอาเฉพาะตรงธรณีปราสาทหินก่อน
ผมเป็นมดตาถั่ว
เห็นเป็นถ้วยชา อาจจะเป็นเครื่องยศพระราชทานกระมัง
ท่านจิต เล่นถ่ายรูปไป จิบชาไป

สุนทรียรมณ์เหลือประมาณ  
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30933

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 154  เมื่อ 16 มิ.ย. 06, 08:38

จะเข้ามาทายว่าเป็นหีบเพชรพระอุมาของแงซายก็เกรงใจคุณพนมเทียนว่าเป็นการผจญภัยคนละเรื่องกัน

เรื่องนี้เป็นการผจญภัยของมิศฟะรันซิศจิต   ก็ขอทายว่าเป็นหีบสมบัติของท่านค่ะ

คุณพิพัฒน์ออกจากแพไปไกลถึงกลางป่า    ดิฉันยังพาลูกทัวร์เที่ยวอยู่แถวตำหนักแพ ท่าราชวรดิฐ  ตามมาไม่ทัน
กำลังลังเลว่าแดดชักร้อน    จะพาลูกทัวร์กลับแพ ระหว่างทางแวะซื้อขนมฝรั่งกะดีจีนกินกันรอเวลาไปก่อนดีไหม

แวะแพของอำแดงเหมือนกับนายริด    ขอให้ช่วยพาไปซื้อขนมกระดีจีนให้หน่อย  ดิฉันไม่รู้ทาง
ก็เลยได้แกเป็นไกด์ท้องถิ่น อธิบายให้ฟังว่า

" ขนมกระดีจีนหรือเจ้าคะ   ขายกันถมถืดไปเจ้าค่ะแถวบ้านของพ่อจิตเขา   กระดีจีนก็เรียก  กุฎีจีนก็เรียก นะเจ้าคะ    อิฉันก็ทำเป็นเจ้าค่ะ
อ่อ  ถามว่าทำจากสิ่งใดฤๅเจ้าคะ   เขาทำด้วยแป้งฝรั่งเจ้าค่ะ เรียกว่าแป้งสาลี  ผสมน้ำตาล แลไข่เป็ด   อย่าเผลอไปหยิบไข่ไก่มาล่ะเจ้าคะ   ต้องตัดนมตัดเนยออก   ชาวบ้านเขาเหม็นนมเหม็นเนย  ขืนใส่ก็ไม่มีใครซื้อ
ปรุงแบบดั้งเดิมสืบมาจากกรุงเก่านู่นแน่ะเจ้าค่ะ    เขาว่ากันว่าเป็นตำรับท้าวทองกีบม้ามาจากในวังหลวง
คนรุ่นอิฉันรู้จักท้าวทองกีบม้าเหมือนรุ่นคุณๆรู้จักท้าวแดจังกึมน่ะแหละเจ้าค่ะ

อ้าว คุยเพลิน  ไหนเจ้าคะ ถามว่ากระไร ไม่ทันฟัง
อ๋อ  ถ้าจะให้กะว่าแป้งกี่ถ้วย  น้ำตาลกี่ช้อน อิฉันบอกไม่ถูกดอกเจ้าค่ะ  ก็กะๆเอาตามเคยชิน   คะเนว่ากลมกล่อมดีก็ใช้ได้  
หยอดลงพิมพ์เอาเข้าเตาอบ   ใส่ฟืนไม้ตะบูนทั้งข้างล่างข้างบน  เผาแล้วกลายเป็นถ่าน ขนมจะหอมหวนทวนลมเจ้าค่ะ  เดี๋ยวนี้ถ่านหายากยิ่งกว่าทอง
ของแต่งหน้าขนมฤๅเจ้าคะ  ก็หลายอย่าง  ลูกพลับแห้งเอย  ลูกเกดเอย  ฟักเชื่อมเอย  โรยน้ำตาลทรายขาวบางๆ   แค่นี้ก็รับกันไม่หวัดไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ  คุณเจ้าขา"
บันทึกการเข้า
กุรุกุลา
พาลี
****
ตอบ: 235


ความคิดเห็นที่ 155  เมื่อ 16 มิ.ย. 06, 13:20

 ขนมฝรั่งกุฎีจีนสมัยนี้ผมว่าไม่พิสมัยแล้วล่ะครับ วันก่อนไปชมวิวอยู่หน้าวัดซางตาครูส เห็นคุณยายขายขนมตรงศาลาหน้าวัดก็หมายใจไว้ว่าคงอร่อยลิ้น

ซื้อกลับมาสองห่อ.........

ปรากฏว่าไม่ไหวครับ แห้งจนต้องดื่มน้ำตาม

ขออนุญาตบังอาจแนะนำว่านอกจากซางตาครูสแล้ว ที่บ้านเขมรเองก็ยังมีการทำขนมฝรั่งเชื้อสายโปรตุเกสเช่นเดียวกัน

ชื่อแปลกๆก็อย่าง กุสรัง ปาสแตน ขนมฝรั่งแบบกุฎีจีนก็มีแต่ทำเป็นฤดุกาลช่วงคริสตมาส เคยกินแล้วนุ่มกว่าหลายครับ ข้างนอกกรอบแต่ข้างในแป้งยังเหมือนทำไม่สุก นุ่มๆนิ่มๆเนื้อนวลดี
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30933

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 156  เมื่อ 17 มิ.ย. 06, 12:03

 ยอมรับเหมือนกันว่า ด้วยลิ้นยุค 2006 ขนมฝรั่งกุฎีจีนแห้งไปค่ะ  กลิ่นไม่หอม เนื้อไม่นุ่มเหมือนขนมเค้ก
คงเป็นเพราะขาดนมเนยซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญไป
แต่เมื่อร้อยสี่สิบปีก่อน   ลิ้นกินหมากของไทยคงรับรสแป้งและน้ำตาลได้ง่ายดายกว่านมเนย  เขาเหม็นนมเหม็นเนยกันพอๆกับปลาร้า

ไกด์ตัวจริงกลับจากพิมายมาชั่วคราว  ถามถึงเตาอบและพิมพ์ขนม ว่าสมัยใหม่ไปหรือเปล่า
ดิฉันไม่เคยเห็นเตาอบสมัยโบราณ   อำแดงเหมือนเธอก็ไม่มีรูปให้ดู  ท่านจิตไม่ได้ชักเงารูปเตาอบไว้   มัวแต่ชักเงารูปลูกค้าผู้ลากมากดี ก็ไม่มีเวลาว่างแล้วละค่ะ
เท่าที่รู้คือเตาอบโบราณของไทย ออกแบบให้เกลี่ยถ่านไว้ทั้งข้างบนและล่าง เพื่อให้ขนมสุกทั่วถึงกันดี    ไม่ใช่ลังถึงนึ่งขนม

เตาแบบนี้เดาว่ามีมาตั้งแต่อยุธยา  เพราะคุณท้าวทองกีบม้าต้องใช้นึ่งขนมด้วย  แล้วสืบทอดกันมาถึงรัตนโกสินทร์

ส่วนพิมพ์ขนม  ดูจากรูปร่างหน้าตาของขนมฝรั่งกุฎีจีน  ดิฉันเดาว่าเดิมคงเป็นถ้วยปากกว้าง เป็นเครื่องกระเบื้องของจีน แบบหนาๆ ทนทานต่อความร้อน  ยุคก่อนมีพิมพ์สังกะสี
เพราะขนมที่ใช้ถ้วยกระเบื้องเป็นพิมพ์ก็ยังมีร่องรอยให้เห็นมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างพวกขนมถ้วยไงคะ
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 157  เมื่อ 17 มิ.ย. 06, 13:06

 ขออนุญาตคุณpipat แวะออกจากเรื่องภาพมาคุยเรื่องขนมกับอาจารย์เทาชมพู และคุณกุรุกุลา ซักความเห็นนะครับ


ผมเดาว่าอย่างนึงที่ทำให้ขนมฝรั่งกระดีจีน มีรสชาติเปลี่ยนไป (แห้งมากขึ้น ?) น่าจะมาจากเนื้อแป้งที่ใช้ทำขนมครับ
สมัยก่อน แป้งสาลีที่ใช้ คงสั่งเข้ามาขายกันเป็นถุงๆมีแค่เนื้อหนักแบบที่ใช้ทำขนมปัง และเนื้อเบาที่น่าจะใช้ทำขนมกระดีจีน
แต่ทุกวันนี้ เนื้อแป้งที่ใช้ถูกแยกเพิ่มขึ้นอีกหลายชนิด ซึ่งใช้ทำขนมที่แตกต่างกันออกไป เช่น เค้กเนื้อหนัก เค้กเนื้อเบา คุ้กกี้ หรือขนมปังเป็นต้น

คนขายขนมในยุคปัจจุบันก็คงใช้วิธีเลือกเอามาซักเนื้อนึง แล้วทำเป็นขนมออกมาเลย
ไม่ได้มาหาอัตราส่วนการผสมแป้งที่เหมาะสม เนื้อขนมก็เลยออกมาแห้งๆอย่างที่อาจารย์และคุณกุรุกุลาตั้งข้อสังเกตไว้


ถ้าไม่อยากให้เนื้อขนมแห้ง วิธีแก้ที่ถูกคือการนำแป้งเนื้ออื่นที่หนักกว่ามาเจือลงไปในอัตราส่วนที่เหมาะสม
เหมือนเวลาที่เราทำเค้กใส่ผลไม้แห้งแล้วอยากให้ชิ้นผลไม้เล็กๆลอยแทรกอยู่ในเนื้อได้อย่างเสมอตัวไงครับ
แต่กว่าจะหาอัตราส่วนของแป้งที่เหมาสมได้เนี่ยะยากน่าดูล่ะ แล้วก็เสียขนมที่ไม่ตรงสูตรไปอีกเยอะเลย

ผมเลยขอเดาเอาว่าคนขายขนมเดี๋ยวนี้อาจจะใช้วิธีการอบขนมไม่ให้แห้งสนิท เนื้อขนมก็จะมีความชื้นมากขึ้นหน่อย
แต่วิธีนี้คนชิมที่ช่างสังเกตชิมเข้าไปจะทราบทันที ว่ามีกลิ่นขาวของไข่แดงมากเกินไป เพราะเนื้อขนมไม่แห้งพอ
คนขายก็ต้องมานั่งแก้เรื่องกลิ่นคาวของไข่แดงอีกรอบ อาจจะใช้วิธีเติมกลิ่นสังเคราะห์ลงไปอีกซักกลิ่น เช่นกลิ่นนมแมว ก็ได้
(แต่วิธีนี้ผมมไค่อยชอบล่ะครับ เพราะกลิ่นสังเคราะห์แรงๆดมแล้วทราบได้นะครับ ว่ากลิ่นนี้น่ะ "ของปลอม")



เสียดายครับ ผมทำขนมกระดีจีนไม่เป็น คนที่ทำเป็นผมก็ไม่รู้จักซักคน ไม่งั้นจะลองทำดูซักหน่อยแล้วล่ะครับ แหะ แหะ
บันทึกการเข้า
Oam
แขกเรือน
ชมพูพาน
***
ตอบ: 168



ความคิดเห็นที่ 158  เมื่อ 19 มิ.ย. 06, 12:34

 แวะเข้ามาทักทายคุณ pipat หลังจากได้เจอตัวเป็นๆ ประทับใจกับงานของคุณ pipat มากๆ แล้วจะหาโอกาสมาร่วมวงคุยด้วยครับ
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 159  เมื่อ 19 มิ.ย. 06, 13:57

 ยินดีครับ ที่ได้มาเจอตัวเป็นๆ ของผม
ตัวเป็นๆ ของผม ก็ยินดีที่ได้เจอตัวเป็นๆ ของคุณ Oam เช่นกัน

เอ .... ผมว่าทักทายกันอย่างนี้ มันแม่งๆ อยู่นา 5555
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 160  เมื่อ 19 มิ.ย. 06, 14:05

 คราวนี้ ขอย้อนกลับไปดูรูป 151 กันอีทีนะครับ
ท่านที่ตาดีหน่อย น่าจะเห็นกล่องอะไรสักอย่างที่ตั้งอยู่ในหลีบประตู เป็นกล่องสี่เหลี่ยม มีผ้าคลุมเสียด้วย
ถามคนเดี๋ยวนี้ อาจจะมีบางคนนึกว่าเป็นห้องอบสมุนไพรอะไรประมาณนั้น รับประกันซ่อมฟรีว่าไม่ใช่นะครับ

ท่านจิตของผม ไม่อุตริไปตั้งสปารารมณ์กลางป่าหิมพาต์ เอ้ย กลางพิมายเป็นอันขาด

แต่จะเป็นกล่องอะไร ลองทิ้งท้ายให้พ่อแม่พี่น้องลองเดาเล่น
ใครเดาถูกก็อนุญาตให้ไปซื้อขนมกระดีจีน ที่หน้าประตูธรรมศาสตร์ด้านท่าพระจันทร์ รับประทานเล่น อร่อยพอประมาณ

แต่จะเลิกกิจการไปแล้วหรือยังก็ไม่ทราบ
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 161  เมื่อ 19 มิ.ย. 06, 15:43

 เคยได้ยินคุณpipat เฉลยไปแล้วครับ ว่าไอ้เจ้ากล่องที่ว่าน่ะคืออะไร เลยตอบไม่ได้เดี๋ยวโดนเตะก้นเอา
แต่ย้อนกลับไปดูภาพที่ 151 ใหม่แล้วเห็นอะไรแปลกๆครับ

พ่อหนุ่มคนที่นั่งยองๆในภาพน่ะ ตัวใสๆยังไงก็ไม่รู้นะครับ (อย่างน้อยก็ใสจนมองเห็นกรอบประตูด้านหลังได้ล่ะ กรึ๋ยๆ)
เขาเป็นใครน๊อ เป็น ผะ ผะ ผะ ผี๋ ในรูปถ่ายหรือเปล่าอ่ะครับ คุณpipat
หรือแค่คนธรรมดาที่เข้ามาอยู่ในรูปช้าไปหน่อยหรือเปล่าครับ ภาพเลยบันทึกเอากรอบประตูเข้าไปด้วยบางส่วนครับ
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1883



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 162  เมื่อ 19 มิ.ย. 06, 17:48

 เปิดหน้ากล้องนานมากครับ พ่อหนุ่มคนนั้นคงถอดใจเสียก่อนเลยเดินออกมาระหว่างกระบวนการ หรือม่ายก็อย่างที่คุณติบอสงสัย คือเขาเดินเข้าไประหว่างที่กล้องถ่ายรูปอยู่

ถ้าเป็นกรณีนี้ ตอนจบอาจมีรายการเบิ๊ดกระโหลกกันมั่ง

ส่วนเจ้ากล่องนั้น ขอเดาดูสักตั้งว่าเป็นห้องมืดเคลื่อนที่หรือเปล่าครับคุณ pipat
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 163  เมื่อ 19 มิ.ย. 06, 18:36

 อย่างนี้เขาไม่เรียกว่าเดาแล้วละครับ
ตอบถูกอย่างไม่มีข้อให้บิดพริ้ว นั่นคือห้องมืดเคลื่อนที่ของช่างภาพทุกคน ในยุค 150 ปีก่อน

ยุคนั้น มิสเตอร์โกดัก ยังไม่เกิด ฟิล์มสำเร็จรูปก็ยังไม่มี แม้แต่ฟิล์ม ก็ยังไม่ถูกผลิตนะครับ

มิศฟะรันซิศ จิต ก้อเลยต้องทำวันสะต็อป เซอร์วิศ ครับ
ชงเองกินเอง เอ้ย...ไม่ใช่ ต้องทำทุกอย่างที่จำเป็นเอง แล้วเวลาถ่ายรูปทีนะครับ จะต้องมีลูกหาบอย่างกะนักร้องลูกทุ่ง
คือนำหีบติดตัวไป 5 ใบ  3 ใบเป็นหีบกล้อง 2 ใบเป็นหีบน้ำยา
ผู้ช่วยอีก 2-3 คน
ดูรูปก่อนดีกว่า
เป็นรูปห้องมืดแบบอยู่กับบ้านหรือสะตูดิโอครับ

.
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 164  เมื่อ 19 มิ.ย. 06, 18:53


.

อันนี้เป็นกระโจมห้องมืด
มาจากตำราถ่ายรูปรุ่นต้นรัชกาลที่ 5
หลังท่านจิตของผมไปถ่ายรูปพิมายครั้งนี้ ห้าหกปี

ผู้แต่งออกจะเว่อร์สักหน่อยนะครับ แทบจะย้ายบ้านไปทำงานนอกสถานที่
เปรียบเทียบห้องมืดนี้กับของท่านจิต อันนี้รุ่มร่ามกว่าแยะครับ  
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 9 10 [11] 12
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.036 วินาที กับ 19 คำสั่ง