เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
อ่าน: 33522 ยายกะลี ตากะลา
Hotacunus
องคต
*****
ตอบ: 613


AD FRANCIAM


ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 07 มิ.ย. 06, 03:03

 อ้าว ลืมเปิด / ที่ b อิอิ
ฝ่ายเทคนิคช่วยแก้ให้ด้วยนะครับ  [/b]
บันทึกการเข้า
Hotacunus
องคต
*****
ตอบ: 613


AD FRANCIAM


ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 07 มิ.ย. 06, 03:12

 ต่อไปเป็นนิทาน ปู่สังกะสา-ย่าสังกะสี ฉบับอีสาน
จากเนื้อหา จะเห็นได้ชัดเจนว่า นิทานเรื่องนี้ ผูกขึ้นมาหลังจากที่ลัทธิบูชาผีบรรพบุรุษ ได้ผสมเข้ากับพุทธศาสนาแล้ว ดังนั้น โครงเรื่องที่ใช้จึงนำมาจากคัมภีร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการสร้างจักรวาล การสร้างโลก (ซึ่งพุทธศาสนาเองก็ได้อิทธิพลทางปรัชญานี้มาจากศาสนาพราหมณ์โบราณ) ซึ่งสามารถหาอ่านได้ใน จักกวาฬทีปนี หรือ ไตรภูมิพระร่วง


--------------------------------------------------
บทความนี้มาจาก อนุรักษ์อีสานบ้านเฮา http://www.easan.org  (ปัจจุบันไม่อยู่แล้วครับ แต่โชคดีที่ Google สำรองข้อมูลไว้)
วัน อังคาร 02 พ.ย. 04@ 10:49:31 ICT
หัวข้อ: ตำนานอีสาน

ตำนานความเชื่อ เรื่อง ปู่สังกะสา-ย่าสังกะสี

กาลครั้งหนี่งนานมาแล้ว ได้เกิดแผ่นดินและสิ่งมีชีวิตขึ้นในโลกนี้ มีทั้งสวรรค์นรก อเวจี ครุฑ นาค เทวดา พระอินทร์ พระพรหม และพระอาทิตย์พระจันทร์แต่ยังไม่มีแสงส่องพื้นโลก ได้บังเกิดมีอากาศแปรปรวน มืดมัว นานเข้าก็บังเกิดมีเมฆ ควันลอยอยู่ในอากาศ มีลมแรงพัดเมฆควันลอยไปมา เคว้งคว้างไปทางเหนือทีหนึ่ง แล้วก็ลอยมาทางใต้หาทิศทางไม่ได้ เป็นอย่างนั้นอยู่นานแสนนานจึงได้บังเกิดเป็นน้ำ มหาสมุทร ในคัมภีร์เรียกว่า " ปฐมมูล ปฐมกัป "

ก่อนที่จะมีปลาอานนท์หนุนแผ่นดินนั้น มีเพียงมหาสมุทรลอยไปมาอยู่ในอากาศ ลมพัดลอยเคว้งคว้างไปมาหาทิศทางไม่ได้ ลมพัดน้ำอยู่นานจนเกิดเป็นแผ่นดินเล็ก ๆ คือ "แผ่นดินท่อฮอยไก้ ต้นไม่ ท่อลำเทียน" (เป็นคำในภาษาอีสาน หมายถึง แผ่นดินเท่ากับรอยกระจง และต้นไม้เท่าลำเทียน) ลมพัดจนแผ่นดินเล็ก ๆ นี้แยกออกเป็นสองส่วน ลอยไปในมหาสมุทร ล่วงเวลาต่อมาอีกนานแผ่นดินทั้งสองก็เริ่มขยายตัวใหญ่ขึ้น บังเกิดมนุษย์ผู้ชายอยู่บนแผ่นดินหนึ่งชื่อว่า "ปู่สังไกยสา" และเกิดมนุษย์ผู้หญิงอีกแผ่นดินหนึ่งชื่อว่า "ย่าสังไกยสี"

มนุษย์คู่แรกทั้งสองนี้เกิดจากการรวมตัวของสรรพสิ่งต่างๆ ปั้นรูปสัตว์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตจริงๆ มนุษย์คู่แรกทั้งสองนี้ได้สร้างสรรพสิ่งขึ้นในโลก

อยู่ต่อมาเกิดลมพายุพัดพาแผ่นดินทั้งสองลอยไปตามน้ำมาพบกัน ปู่สังไกยสา ย่าสังไกยสี ก็ได้พูดคุยกัน และอยู่ด้วยกัน แล้วจึงคิดจะสร้างมนุษย์ชายหญิงเพิ่มเติมเพราะรู้ว่าการที่มีผู้คนมาก ๆ จะสนุกสนานกว่าอยู่ผู้เดียวเหมือนแต่ก่อนที่แผ่นดินยังแยกกัน มนุษย์ชายหญิงที่ปู่สังไกยสา ย่าสังไกยสี สร้างขึ้นมามากมาย รวมกันอยู่

ครั้นอยู่รวมกันนานวันเข้า ธรรมชาติก็ดลใจให้เกิดตัณหาแก่มนุษย์ทั้งหลาย คนที่มีตัณหาสมสู่กันจึงมีลูกหลานสืบต่อมา เพราะมีตัณหาสมสู่กันมนุษย์ที่ปู่สังไกยสา ย่าสังไกยสี สร้างมานั้นจึงมีรูปร่างเปลี่ยนเป็นแก่ชรา และมนุษย์ชายหญิงก็ยิ่งมากทวีคูณสืบต่อมาถึงทุกวันนี้

ในตำนานยังเล่าถึงการสร้างโลกสร้างจักรวาลของปู่ย่าทั้งสองว่า ครั้นสร้างมนุษย์ชายหญิงแล้ว ปู่ย่าทั้สองก็สร้างเขาพระสุเมรุเป็นแกนกลางของจักรวาล มีทวีปทั้งสี่ คือ

=> ชมพูทวีป

=> อุตรกุรุทวีป

=> บรพวิเทหทวีป

=> และ อมรโคยานทวีป

อยู่ทั้งสี่ทิศของเขาพระสุเมรุ สร้างเขาสัตภัณฑ์คีรี 7 เทือกเขาล้อมรอบเขาพระสุเมรุ (มี เนมินธร ยุคธร อิสินธร กรวิก สุทัสน์ อัสกัณ และวิตกคีรี) มีแม่น้ำล้อมรอบเขาทั้งเจ็ดคาดว่าจะเป็นทะเลสีทันดร หลังจากนั้นก็ให้พระอาทิตย์และพระจันทร์ส่องแสงและเดินรอบจักรวาล ทวีปทั้งสี่ก็ได้รับแสงอาทิตย์โดยครบถ้วน แล้วจึงเกิดราศี 12 ราศี และฤดูทั้งสาม มีพระอาทิตย์เป็นตาโลกมาตั้งแต่ปฐมกัป ชักรถผ่านเขาพระสุเมรุผ่านจักรวาลโดยรอบ และเดินเร็วกว่าพระจันทร์ พระจันทร์จึงถูกพระอาทิตย์บังแสงเกิดเป็นเดือนดับ (ข้างแรม) และหากพระอาทิตย์ไม่บังแสงจันทร์จะเกิดเดือนเพ็ญ (เดือนเต็มดวงในวันเพ็ญ)

ณ ... ชมพูทวีป ที่เชิงเขาพระสุเมรุมีทางน้ำไหลออกมา 4 ทาง คือ ทางปากราชสีห์ ทางปากช้างแก้ว ทางปากม้าและทางปากวัวอุสุภราช ไหลรอบเขาพระสุเมรุออกมาผ่านโขดหิน ภูผาจนมาเป็น แม่น้ำมูล แม่น้ำโมง และแม่น้ำอโนมา มีสระอโนดาตน้ำใสสะอาด พื้นเป็นทรายเงินทรายทองริมท่าน้ำ ปู่สังไกยสาย่าสังไกยสีได้ตกแต่งเป็นที่บำเพ็ญเพียรของพระพุทธเจ้า และพระปัจเจกพุทโธ (พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้แต่ไม่ได้ตั้งตนเป็นศาสดาสั่งสอนพระธรรม) และพวกฤาษี

ณ ที่แห่งนั้นได้เกิดดอกไม้งามสะพรั่งในบริเวณฝั่งน้ำ ทั้งแม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหิมหาสาคเรศ น้ำไหลเรื่อยต่อไป แผ่กว้างสาขาอยู่ในชมพูทวีป มีแม่น้ำของ(โขง) เป็นเค้าในภาคพื้นชมพูทวีปและมีเกาะลังกาอยู่ฟากน้ำ ปู่สังไกยสาย่าสังไกยสี เป็นสามีภรรยาที่สร้างสรรพสิ่งในโลก และได้สั่งสอนให้มนุษย์โลกตั้งตนอยู่ในศีล สร้างกุศลบำเพ็ญ เพื่อจะได้ไปเกิดในสวรรค์ หากใครอยากจะไปเกิดอยู่ในนรกอเวจี ก็ให้สร้างกรรมเวร จะได้จมอยู่ใต้นรกอเวจี


-------------------------------------------------------------
บันทึกการเข้า
Hotacunus
องคต
*****
ตอบ: 613


AD FRANCIAM


ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 07 มิ.ย. 06, 03:19

 นอกจากนี้ ความเชื่อเรื่อง ผีปู่-ย่า ได้ถูกนำไปผูกเป็นนิทาน อธิบายเรื่องแปลกๆ ของธรรมชาติ ตามแต่ละท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น หอยขมก้นตัด ก็อธิบายว่า ย่าสังกะสี นี่แหละที่เป็นคนตัด เพราะปู่สังกะสาเจ้าชู้ เป็นต้น

---------------------------------------------------------


หอยก้นตัดลำน้ำเข็ก มหัศจรรย์จากฤทธิ์หึงย่า... เมื่อปู่เจ้าชู้
โดย ก้อง กังฟู
ไทยรัฐ
ปีที่ 57 ฉบับที่ 17583 วันจันทร์ที่ 13 มีนาคม 2549

ลำน้ำเข็ก........เป็นลุ่มแม่น้ำ ในพื้นที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้สร้างประวัติศาสตร์ ด้วยการ......... กลืนกินชีวิตมนุษย์และสัตว์มา แล้วนับจำนวนไม่ถ้วน

.....เมื่อครั้งเกิดความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต พื้นที่แห่งนี้ได้กลายเป็นเวทีชำระความขัดแย้ง ....ซึ่งต้องใช้ “ชีวิต” เข้าสังเวย

มาอีกช่วงระยะหนึ่งสดๆร้อนๆ เมื่อปี 2544 ที่เพิ่งผ่าน ลุ่มน้ำแห่งนี้ก็ได้ กลืนชีวิตมนุษย์ไปถึง 137 ราย และชีวิตสัตว์อีกจำนวนไม่น้อย...ด้วยอุทกภัย

แต่ในอดีตอันไกลโพ้น..... ได้มีหลายชีวิตที่อาศัยอยู่บนพื้นที่แห่งนี้ ที่กำลังจะถูกปลิดชีวิตทิ้งไป ในช่วงของเสี้ยวนาที แล้วก็เกิดสถานการณ์วิกฤติ ทำให้ สืบเผ่าพงศ์ ถ่ายทอดมีลูกหลานเหลนมาได้จนกระทั่งทุกวันนี้......ท่านเชื่อหรือไม่...

O O O

“เหนือฟ้า ใต้บาดาล”.......ได้เดินทางเข้า สู่เขาค้อ ทวนลำน้ำเข็กขึ้นไปจนถึง “แก่งบางระจัน” ซึ่งบริเวณนั้นโขดหินสลับซับซ้อนกัน ด้านบนมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่ อันเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ น้ำนานาชนิด

เส้นทางเดินจากบนฝั่งลงไปสู่ พื้นน้ำแก่งบางระจัน มี ศาลเจ้า 2 หลัง ตั้งติดกันอยู่ภายใน ร่มของ ต้นไม้ใหญ่อันร่มรื่น “จ.ส.อ.เกรียงไกร สมนรินทร์” ประธานชมรมคนรักป่า อดีตทหารผู้เจนจัด ในสมรภูมิแห่งนี้บอกว่า.......

.......ตรงนี้คือศาลเจ้าย่า ในอดีตนั้นก่อนจะเข้าป่า จะมากราบที่ศาลเจ้าย่าก่อน เพื่อให้ ท่านปกป้องคุ้มภัย เข้ารบให้ได้ชัย ชนะ.....

ด้วยความเลื่อมใสว่า เจ้าย่านี้ในอดีต ได้เป็นผู้คืนชีวิตให้สัตว์รอดตาย จึงจะต้องช่วยให้สิ่งต่างๆที่มีชีวิตนั้นได้อยู่อย่างปลอดภัย ซึ่งจะสังเกตได้ว่าในแอ่งน้ำแห่งนี้จะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ชนิดต่างๆมากมาย

โดยเฉพาะสัตว์ บางอย่างที่ไม่เคยมีและหายากสุดๆบนโลกสีฟ้าใบเขื่อง จะมีให้พบเห็นที่นี่ อย่างเช่น “แมงกะ-พรุนน้ำจืด”

O O O

และที่ พิสดารที่ สุดแห่งลุ่มน้ำเข็ก ก็คือ หอยขม ชนิดหนึ่งที่ไม่ เหมือนกับตัวอื่นๆ ทั้งๆ ที่มีขนาดเท่ากัน แต่ว่าตรง ก้นของมันจะถูกตัด ทิ้งออกไป ลักษณะคล้ายกับหอยขม ที่เขาจะนำมาปรุงอาหารแล้วตัดก้นออก (เมื่อ สุกแล้วจะได้ดูดเอาตัวหอยออกมา รับประทานได้ง่าย ......ยังไงก็ยังงั้น)

พอได้รับคำบอกเล่า คุณสัญญา ลีชัยภูมิ ทีมงาน “เหนือฟ้าฯ...” ผลัดผ้าขาวม้ากระโดด ลงไปในแก่ง สักพักก็ได้หอยขมขึ้นมา 1 กำมือ หอยเหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับ หอยทั่วไปที่เปลือก เป็นเกลียว ปากหอยจะมีฝาปิดเหมือนกับหอยขม ตามขอบเปลือกจะมีปุ่มขึ้นเป็นแถวคู่ แต่ละตัวถูกตัดก้นทิ้ง........ดั่งคำบอกเล่า

ด้วยลักษณะที่แปลก นี้ ทำเอานักประมงน้ำจืด จำเป็นที่ลงไปงมหอยในครั้งนี้ เอามืออีกข้างตบ หน้าผากตัวเองแล้วอุทานว่า “...งึดหลายเด๊...

.....มันก็น่าแปลกอีกอย่างที่ชาวบ้านในย่าน นั้นบอก.....จะมีอยู่ในบริเวณนี้คือ ที่แก่งบางระจัน น้ำตกศรีดิษฐ์ แล้วลงมาตามลำน้ำเข็ก จนถึงบริเวณหมู่บ้านสระแก้ว และล่างลงมาจากนั้นก็ไม่มีหอยชนิดนี้...ถึงมีก็น้อยมาก

ประชากรของ “หอยตัดก้น” ในอดีตนั้นมีกันในบริเวณแก่งบางระจันหนาแน่นมาก ชาวบ้าน เพียงแค่กวาดมืองม 4-5 ครั้ง ก็พอหม้อแกง......

........ด้วยความสะดวกและง่ายต่อการที่จะนำไปเปิบอร่อย เลยเป็นที่นิยมของชาวบ้าน ปัจจุบันประชากรหอยตัดก้นจึงร่อยหรอลงไปทุกที ีก็ยังพอกล้อมแกล้มที่จะหาไปเป็นอาหารของชาวบ้าน ในย่านนั้นอยู่

O O O

“หอยตัดก้น”.......ที่เกิดขึ้นในบริเวณลุ่ม

น้ำเข็กแห่งนี้ มีความผูกพันกับศาลเจ้าย่า ที่ตั้งอยู่บนฝั่ง คุณเสวี เพชระบูรณิน อดีตพัฒนากรจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่เคยเข้านอกออกในกับชาวบ้าน ถ่ายทอดมาว่า......

อดีตมี ปู่สังกะสา ย่าสังกะสี 2 คนผัวเมีย เป็นผู้ที่นับถือของชาวบ้านอาศัยอยู่ในเมืองเพชร ปู่ เป็นหมอแผนโบราณที่เป็นคนรูปงาม และมีอัธยาศัยดีเป็นที่พออกพอใจของบุคคลทั่วไป.....ย่าเป็นแม่บ้าน แม่เรือนที่ดีมีเมตตา

วันหนึ่งปู่กับย่าเดินทางไปเขาค้อ เพื่อหาหน่อไม้ และสมุนไพร ช่วงที่พักนั้น ปู่จึงได้งม “หอยเขา” จากแม่น้ำเข็กเพื่อให้ย่าปรุงอาหาร......ซึ่งย่าก็ไม่เต็มใจ นัก เนื่องจากจะต้องตัดก้นหอยอันเป็นการทรมานสัตว์ ...แต่ก็เลี่ยงไม่ได้จึงยอมตัดก้นหอยเพื่อทำอาหาร

ขณะที่กำลังเตรียมทำอาหารนั้น มีการพูดคุย กันบ้างตามประสาผัวเมีย และมีตอนหนึ่งที่พาดพิงไปถึง “นางขอนดอก” หญิงงามคนหนึ่งที่หลงรักปู่ (คงจะมีแนวโน้มว่าปู่ก็กิ๊กนางขอนดอกด้วย)...จึงเกิด การทะเลาะกัน

ย่าโมโหสุดขีด (และมีความสงสารหอยอยู่ด้วย)...เลยเอาหอยตัดก้นนั้นเทลงคืนแม่น้ำ

O O O

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา หอยตัดก้นได้แพร่ ขยายพันธุ์ออกลูกหลานเหลน มาจนกระทั่งทุกวันนี้...และแต่ละตัวก็ถูกตัดก้นพร้อมที่จะถูกแกง........

......จากวันนั้น วันที่เกิดตำนาน “ปู่อดกินแกงหอย” ทำให้เหลนๆได้มีหอยที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “หอยย่าก้นตัด” กิน จากความเมตตาและแรง หึงของย่า.....

......ท่านเชื่อในความเป็นมาของ “หอย” ตัวนี้หรือไม่... !

----------------------------------------------------------
บันทึกการเข้า
Hotacunus
องคต
*****
ตอบ: 613


AD FRANCIAM


ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 07 มิ.ย. 06, 03:26

 บทต่อไป คัดมาจาก ประมวลสาระวิชา มนุษย์กับสังคม  202205 http://www.sut.ac.th/ist/ge/web/man_3_47/texts/man_so_text1.doc



โดย อาจารย์สุริยา สมุทคุปติ์  และอาจารย์ ดร.พัฒนา  กิติอาษา



-------------------------------------------



1.4 ตำนานกำเนิดโลกและมนุษย์ของกลุ่มชาติพันธุ์ไตหรือไท



ตำนานกำเนิดโลกและมนุษย์ของกลุ่มชาติพันธุ์ไต หรือไท มีหลายสำนวน กลุ่มชาติพันธุ์ไต/ไท โดยเฉพาะกลุ่มที่อาศัยอยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย และดินแดนส่วนใหญ่ของลาวในปัจจุบัน เชื่อว่าผีฟ้า หรือผีแถนเป็นผู้สร้างโลก ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่าเทพยดาสูงสุด หรือผู้สร้างโลกว่าพญาแถน  



ชาวบ้านที่เรียกตัวเองว่า "ลาวข้าวเจ้า" ในเขตอำเภอสูงเนิน สีคิ้วและปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เชื่อว่ากำเนิดโลก และมนุษย์มาจากแถน "[เพราะ] แถนเป็นคนแต่งโลกขึ้นมา โดยการปั้นรูปผู้หญิงหงาย ปั้นรูปผู้ชายคว่ำ ปั้นไว้เฉพาะวิญญาณ ยังไม่มีตัณหา ลมพัดกระจัดกระจายตกไปอยู่คนละแห่ง ต่างคนต่างอยู่ ต่อมาเกิดไฟไหม้แผ่นดิน กลิ่นหอมโชยขึ้นไปถึงแถน กลิ่นหอมไปถึงคู่ชาย-หญิงที่แถนปั้นไว้ แถนก็พูดว่า 'โลกทางลุ่ม [ข้างล่าง] คือหอมแท้' ว่าแล้วชาย-หญิงคู่นั้นก็ลงไปกินดินที่ถูกไฟไหม้ในโลกมนุษย์ จากนั้นทำให้คนเกิดตัณหาขึ้นมา พอสมสู่กันแล้วก็ไม่สามารถกลับคืนไปอยู่สวรรค์ได้อีกต่อไป…" (อ้างในสุริยา สมุทคุปติ์และคณะ 2540:93)



คำบอกเล่าของชาวบ้านข้างต้นนี้ใกล้เคียงกับตำนานการเกิดมนุษย์ที่ปรากฎในคัมภีร์ทางพุทธศาสนาเล่มสำคัญ และเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ได้แก่ หนังสือเรื่อง "ไตรภูมิพระร่วง" ซึ่งแต่งโดยพญาลิไทแห่งกรุงสุโขทัย ปฐมบทของมนุษย์ในโลกเกิดจากการที่อภัสรพรหมลงมากินง้วนดินในโลกมนุษย์แล้วทำให้เกิดราคะขึ้นมา (อ้างใน ส. ศิวรักษ์ 2538:10)



อย่างไรก็ตามตำนานการเกิดมนุษย์ของชาวบ้านอีสานหรือกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-ลาวบางสำนวนก็บอกว่ามนุษย์ไม่ใช่ประดิษฐกรรมของพญาแถน เพราะมนุษย์ในโลกทัศน์ของคนเชื้อสายไทย-ลาว เกิดจากคราบไคลของน้ำในห้วงน้ำใหญ่ ซึ่งเรียกว่า "ขี้ตมปวก" หรือ "ขี้ไคน้ำ" มนุษย์คู่แรก เรียกว่า "ปู่สังไคสา-ย่าสังไคสี" (ต่อมาเรียก ปู่สังกะสา-ย่าสังกะสี)




-------------------------------------------------------------
บันทึกการเข้า
Hotacunus
องคต
*****
ตอบ: 613


AD FRANCIAM


ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 07 มิ.ย. 06, 03:31

 สุดท้าย ครับ ตำนานของทางไทลื้อ ได้มาจากเว็บของ สมบัติทัวร์ http://www.sombattour.com  จะเห็นว่า ฉบับนี้ มีการนำเอา "น้ำเต้า-พญาแถน" มาผสมกับ "ปู่-ย่า" ด้วยครับ

---------------------------------------

ตำนานการสร้างโลกของไทลื้อ

เรื่องราวเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม ประเพณี
Date: Sep 17, 2005 - 03:14 PM

       ไทลื้อเป็นชนกลุ่มที่อาศัยอยู่ทางประเทศจีนตอนใต้ในแคว้นสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน นอกจากนี้ยังอยู่กระจัดกระจายตามถิ่นต่าง ๆ เช่น เมืองสิงห์ในประเทศลาว เมืองยอง ประเทศพม่า จังหวัดน่าน พะเยา ลำพูน เชียงรายในประเทศไทย

       ชาวไทลื้อมีศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตนเอง ศิลปหัตถกรรมที่รู้จักกันดีคือผ้าทอลายน้ำไหล นอกจากนี้ชาวไทลื้อยังมีวรรณกรรม ทั้งเป็นแบบจารึกและแบบมุขปาฐะอีกมากมายให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาดังเรื่องที่จะกล่าวถึงนี้เป็นเรื่องราวที่บันทึกไว้เป็นธรรมใบลานใช้อ่านในวันธรรมสวนะ และโอกาสพิเศษอื่น ๆ

       ตำนานกล่าวถึงยุคก่อนที่จะมีดวงอาทิตย์ และสรรพสิ่งอันใด จอมแถนฟ้า (พระอินทร์) จึงได้สั่งให้ปู่สังกะสา ย่าสังกะสี (บางตำนานจะเรียกปู่สังไกไส้ ย่าสังไกสี) ซึ่งเป็นแถนฟ้า (เทวดา) นำเอาน้ำเต้าวิเศษมายังบนโลก

       เมื่อลงมายังบนโลกแล้วปู่สังกะสาย่าสังกะสีจึงทุบน้ำเต้าแล้วนำเอาเมล็ดหว่านไปทั่วผืนแผ่นโลก และท้องฟ้าทำให้เกิดดวงดาวและดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์

       ส่วนมนุษย์โลกและสัตว์ยังไม่เกิดขึ้น ปู่สังกะสาและย่าสังกะสีจึงนำเอาดินเหนียวปั้นเป็นรูปคนเพศชาย หญิงและปั้นรูปสรรพสัตว์ทั้งหลายขึ้นโลกจึงมีสิ่งชีวิตขึ้น ณ บัดนั้น


--------------------------------------------------------------
บันทึกการเข้า
TNT108
อสุรผัด
*
ตอบ: 15

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 07 มิ.ย. 06, 11:20

 ขอบคุณ คุณ  Hotacunus อย่างมากเลยครับ
บันทึกการเข้า
ลำดวนเอ๋ยพี่จะด่วนไปก่อนแล้ว
ชมพูพาน
***
ตอบ: 175

ความสุขที่แท้อยู่ที่ใจ


ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 09 มิ.ย. 06, 10:41

 ยายกะลา ตากะลี เท่าที่เคยได้ยิน เป็นเจ้าที่ผีป่าช้า แต่ก็มีบางคนบอกว่า ยายกะลา ตาละลี เป็นชื่อเรียกผีเจ้าที่เจ้าทางทั่วไป ซึ่งผม ก็ขอสรุปเอาเองว่า ตามความเชื้อพื้นเมืองของไทย และชนชาติในภูมิภาคนี้ เชื่อเรื่องผีอยู่อย่างลึกซึ้ง แม้นว่าพระพุทธศาสนาจะเข้ามาเผยแผ่พระศาสนาแล้วก้ตาม ความเชื่อเหล่านี้ก็ยังคงอยู่แนบแน่นกับชนชาติ ดังนั้นการที่จะออกชื่อผีที่เชื่อถือกันว่าเป็นผีที่สิงสู่อยู่ในสถานที่นั้นมาก่อน ก็ได้เกิดการคิดที่จะเรียกขานชื่อออกมา ซึ่งก็คือ การออกชื่อ ยายกะลา ตากะลี ซึ่งเป็นการเรียกชื่อรวมๆ เหมือนกับที่ เราออกชื่อพระภูมิ ว่าพระชัยมงคล ทั้งๆที่ถ้าดูตามตำนานแล้ว พระชัยมงคล เป็นโอรสของท้าวทศราชเจ้ากรุงพลี ซึ่งก็มีโอรส ๙ องค์และแบ่งสถานที่ให้โอรสไปดูแล ต่างกัน แต่ภายหลัง คนก็รู้จักคุ้นแต่พระชัยมงคลเท่านั้น
บันทึกการเข้า
ลำดวนเอ๋ยพี่จะด่วนไปก่อนแล้ว
ชมพูพาน
***
ตอบ: 175

ความสุขที่แท้อยู่ที่ใจ


ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 09 มิ.ย. 06, 10:45

 จากตำนานโบราณ   มาจากอารยะธรรมของฮินดู    ศาสนาพราหมณ์  ตำนานพระนารายณ์อวตาร ๑๐ ปาง   ปางที่ ๕  พระนารายณ์อวตาร  ลงมานามว่า วามนพราหมณ์

              ความเดิมมีอยู่ว่า   มียักษ์ตนหนึ่งชื่อพลี   ถูกเทวดาฆ่าตาย  ในสงครามกวนน้ำทิพย์   พวกพ้องพาศพไปให้  พราหมณภาร์ควะ    ชุบให้กลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา    ท้าวพลี (เจ้ากรุงพาลี)   ซึ่งบำเพ็ญตะบะจนกระทั้ง   บังเกิดอิทธิฤทธิ์แก่กล้า     จึงยกกองทัพขึ้นไปรบ    กับพระอินทร์และเหล่าเทวดาทั้งหลาย     เพื่อล้างแค้นและแก้กลโกงของเทวดา   ที่ได้กระทำตน   ในคราวกวนน้ำอมฤตนั้น      

               ท้าวพลีได้รับชัยชนะ  เป็นผู้เข้าครองโลกทั้ง 3 คือ สวรรค์ มนุษย์ และบาดาล อยู่ระยะหนึ่ง   จนกระทั่งเทวดาทั้งหลายพากันไป   อัญเชิญพระนารายณ์        พระนารายณ์ทรงอวตารลงมา   นามว่า  "วามนพราหมณ์"

               วันหนึ่งวามนพราหมณ์  ได้ข่าวว่า   เจ้ากรุงพลี เตรียมจะทำยัญญะกิจพิธี    จึงเดินทางไปหาท้าวพลี    ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี   และออกปากว่าจะให้ทุกอย่าง  ที่มีแก่ วามนพราหมณ์  ๆ ได้ช่องจึงทูลขอที่ดิน   เพียงสามย่างก้าวเท่านั้น   ท้าวพลีก็ตกปากรับคำให้โดยทันที   ปราศจากการไตร่ตรองใดๆ  ทั้งสิ้น   วามนพราหมณ์ ได้ที   จึงแผลงฤทธิ์เหยียบพื้นดิน  ไปเพียงสองย่างก้าวเท่านั้น   ก็ตลอดหมดโลก แล้วกลายร่างเป็น "พระนารายณ์"

                 ท้าวพลี ได้แต่นั่งตะลึง   คอตกพูดอะไรไม่ออก   เพราะได้เอ่ยวาจาจะให้    ตามที่วามนพราหมณ์ขอไว้แล้ว    บัดนี้ย่างไปเพียงสองก้าว    ก็ตลอดจดหมดโลกแล้ว   ยังอยู่อีกก้าวหนึ่ง   ก็ไม่รู้จะเอาที่ไหน    ฉะนั้นท้าวพลีจึงไม่มีสิทธิ   ที่จะอยู่โลกนี้ต่อไป  

                 ท้าวพลีก็ถูกลงโทษ     ให้ไปอยู่ในโลกบาดาล    ท้าวพลีทูลอ้อนวอน    ของประทานอภัยโทษแก่พระนารายณ์  ๆ    ทรงโปรดประทานยกโทษ    และให้ไปครองแดนสตุล   คือภาคสูงของบาดาล

                 ท่านเจ้ากรุงพาลี มีโอรส  ๙  พระองค์    ได้มีการของร้องแต่องค์พระนารายณ์ว่า   ขอแบ่งที่เล็กน้อยให้แก่บรรดาลูก ๆ   ของท้าวพลี บ้าง   จึงกลายมาเป็นที่มา   ของการตั้งศาลพระภูมิ   ว่าเป็นการอัญเชิญบรรดาลูก  ๆ    ของท้าวพลี   ลงมาสถิตอยู่   โดยแต่ละพระองค์   จะถูกอัญเชิญไปตามสถานที่ต่าง  ๆ      แตกต่างกันดังนี้

                                   รายพระนามเทวาบุตร  ทั้ง  ๙  พระองค์    ซึ่งเป็นบุตรของพระเจ้ากรุงพาลี

๑.  พระชัยมงคล                                       รักษาเคหะสถาน ร้านโรง(สมาคม) หอการค้า

๒. พระนครราช                                       รักษาค่ายทหารและบันได

๓.  พระเทวเกร                                         รักษาคอกสัตว์

๔.  พระชัยสพ                                          รักษา ยุ้งฉางข้าว  เสบียงคลัง

๕.  พระคนธรรพ์                                     รักษาโรงพิธี  อาวาห์และวิวาห์  เรือนหอบ่าวสาว

๖.  พระธรรมโหรา                                   รักษา ที่นา ทุ่งนา ลานและป่าเขา  ตามคันนา (เจ้าพ่อทุ่งดำ)

๗.  พระวัยทัต                                            รักษา วัดวาอาราม  วิหาร  และปูชนียวัตถุ

๘.  พระธรรมมิกะราช                             รักษา  อุทยาน  สวนผลไม้ พืชพันธุ์

๙.   พระทาษราช                                       รักษาห้วย หนอง คลอง คู บึง แม่น้ำ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.042 วินาที กับ 19 คำสั่ง