เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2] 3
  พิมพ์  
อ่าน: 11129 สัตว์ทั้ง 4 ณ สระอโนดาต
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 23 พ.ค. 06, 14:42

 ขอบพระคุณในน้ำใจไมตรีที่พี่ๆ ทุกท่าน มีให้น้อง

แบบนี้เห็นจะเก็บเบี้ยใต้ถุนร้านแถวนี้ได้อีกพะเรอเกียน
แต่ว่าคุณอั๊บเลิกเลี้ยงกาแล้วนา....
ผมเป็นโรคแพ้นกดำเสียด้วย โดยเฉพาะเจ้า black bird  sr 71 สุดสวยตัวนั้น

สัตว์ทั้งสี่นี้ ผมยังไม่เชื่อว่าหมายถึงประเทศหนึ่งประเทศใดทางภูมิศาสตร์ เพราะล้อมรอบพระเจดีย์อันเป็นประธานแห่งอาณาบริเวณ ในตำแหน่งที่เป็นไปตามคติโบราณ
ดูจากฝีมือช่างก็เห็นจะใหม่ แถวๆร้อยปีต้นๆ ไม่น่าจะข้ามไปถึงรัชกาลที่ 4
ใครมีตำนานวัดบวรฯ ช่วยค้นดูได้ใหมครับ ว่าสร้างสมัยใหน และหันทิศตามนี้ใหม
สิงห์ : สิงคโปร์ .............ทิศใต้
ม้า : พม่า ....................ทิศตะวันตก
นก : โยนก ..................ทิศเหนือ
ช้าง : ล้านช้าง ..............ทิศตะวันออก

โยนก คือ ประเทศเชียงใหม่ครับ
บันทึกการเข้า
นทีสีทันดร
ชมพูพาน
***
ตอบ: 165

นสพ. จุฬาฯ ปี 6 (extern) แล้วครับ


ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 23 พ.ค. 06, 22:18

 ตอบเท่าที่พอทราบก่อนนะครับ เรื่องทิศนี้พระอุโบสถวัดบวรฯหันหน้าไปทางทิศเหนือ พระเจดีย์องค์นี้อยู่ที่ด้านหลังพระอุโบสถ ตามแผนผังวัดซึ่งพบบ่อยในรัชกาลที่ 4 ตามแนวคิดที่ว่า นอกจากได้ไหว้พระพุทธรูปในพระอุโบสถแล้วยังได้สักการะพระบรมสารีริกธาตุในเวลาเดียวกันด้วย สัตว์ทั้ง 4 ที่อยู่รอบพระเจดีย์นั้นจะอยู่ที่มุมทั้ง 4 ของพระเจดีย์ดังนั้นทิศที่สัตว์ทั้ง 4 อยู่จะไม่ตรงทิศสักทีเดียวโดย
สิงห์ จะอยู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้
ม้า จะอยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้
นก จะอยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ช้าง จะอยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
แต่ก็เรียงตามประเทศซึ่งอยู่รอบประเทศไทยได้อย่างถูกต้องนะครับ
ส่วนมงกุฏเหนือนภศูลยอดปรางค์ที่คุณ up กล่าวถึงเป็นมณฑปยอดปรางค์ซึ่งประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ของรัชกาลที่ 4 ครับ
ปล. แหะๆประวัติวัดบวรฯอันนี้ลืมหมดแล้วคงต้องฝากคนอื่นตอบไปก่อนละครับ ถ้าว่างๆจะไปเปิดหนังสือดูครับ
บันทึกการเข้า
UP
แขกเรือน
องคต
*****
ตอบ: 516


ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 24 พ.ค. 06, 01:48

 ตอนนี้กาหาเลี้ยงยากขึ้นทุกวันครับคุณพิพัฒน์ เพราะท่านว่าที่อากาศบริสุทธิ์เท่านั้นกาถึงจะอยู่ได้ สมัยนี้หาได้เสียที่ไหน ตกลงว่าไม่ส่งกาไปแล้วครับ แค่เงื้อง่าจะเปิดกรง แหย่คุณพิพัฒน์เล่นเท่านั้นเอง ฉะนั้น สบายใจได้ ไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากมหาดเล็กไล่กาแต่อย่างใด เดชะบุญ พระเจดีย์วัดบวรนิเวศวิหารไม่มีรูปกาคาบข่าว ไม่งั้นคงต้องหาหน้ามาทางบ้านผม

ขอบคุณคุณนทีสีทันดรด้วยที่ช่วยอธิบายว่าปรางค์นั้นเป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ ผมไม่แน่ใจว่าปรางค์ดังกล่าวสร้างเมื่อไหร่ ดูแล้วไม่น่าจะเก่า แต่จำได้ว่าพระบรมราชานุสาวรีย์ในนั้นเป็นของใหม่ รู้สึกว่าผู้เป็นต้นคิดจัดการให้เชิญพระบรมรูปรัชกาลที่ ๔ มาประดิษฐานที่พระเจดีย์นี้คือ หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 24 พ.ค. 06, 09:17

 สร้างเมื่อสองพันห้าร้อยสิบกว่าๆ ครับ
ท่านหญิงพูนทรงระดมทุนซ่อมพระบรมรูปฝีมือพระเทพรจนาที่(ถูกฟ้าผ่า-ไม่แน่ใจ) ชำรุด แล้วเลยให้กรมศิลปากรหล่อเป็นโลหะ
เรื่องสร้างพระบรมรูป มีประเด็นน่าถกอยู่ไม่น้อย ผมพร้อมเมื่อไรจะชวนคุยเรื่องขรัวอินโข่ง จะมีเรื่องนี้แทรกด้วย
อันนี้เป็นการโฆษณาล่วงหน้า คุณนทีจะเก็บค่าป่วยการหรือเป่าก็ไม่รู้ ฮิฮิ
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 23 ก.ย. 06, 20:35

 สองสามวันนี้ คิดถึงคุณpipat และคุณนทีสีทันดร ขึ้นมาจับใจ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร เลยเรียกกระทู้เก่าๆขึ้นมาดู
ว่าแล้วก็ไปพบไปเจอกระทู้นี้ของคุณนทีเข้า ก็เลยเข้ามาอ่านทบทวนเรื่องสัตว์ทั้งสี่ดูซ้ำอีกรอบ
เพราะช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมานี้ผมมีโอกาสเดินทางไปนู่นมานี่อยู่หลายครั้ง เลยได้ภาพสัตว์ทั้งสี่มาเพิ่มอีกบ้าง
ขออนุญาตเอามาฝากคุณpipat กับคุณนทีสีทันดรให้หายคิดถึงซักหน่อยแล้วกันนะครับ



เริ่มจากภาพแรก สัตว์ทั้งสี่ ณ สระอโนดาต ณ วัดโบสถ์สามเสน ครับ น่าจะเป็นจิตรกรรมในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา มั้งครับ


.
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 23 ก.ย. 06, 20:37


.






จากวัดเดิม ช้างตัวนี้ดื่มน้ำจากปากช้างครับ
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 23 ก.ย. 06, 20:41

 .





และสิงห์คู่นี้ที่ดื่มน้ำจากปากสิงห์ครับ
(มีสมาชิกท่านหนึ่งในบอร์ดพูดไว้ว่า "สิงห์ตัวซ้ายเป็นภรรยา กำลังประกอบกิจวัตรประจำวันในการเป็นครูที่ดี-แต่น่าเบื่อ-อยู่ สิงห์ตัวขวาก็เลยต้องตกที่นั่งในบทสวามีตามระเบียบน่ะครับ อิอิ)
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 23 ก.ย. 06, 20:44


.



ภาพหลุดครับ ผมยังย่อไม่พอ

ก็ดีเหมือนกันครับ เพราะมีรายละเอียดสำคัญที่ลืมกล่าวถึงไปในความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 ครับ
เนื่องจากสัตว์ทั้ง 4 ในจิตรกรรมที่นี่ประกอบด้วยสัตว์ที่แปลกออกไปเล็กน้อย เนื่องจากใช้ "คชสีห์" แทนสิงห์" น่ะครับ
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 23 ก.ย. 06, 20:49


.





ภาพอีกชุดหนึ่งครับ จากชั้น 2 ของตำหนักพระพุทธโฆษาจารย์ วัดพุทไธสวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาครับ
ภาพจิตรกรรมชุดนี้เขียนอยู่บนผนังสะกัดเหนือบานหน้าต่าง ทางด้านที่หันออกสู่แม่น้ำครับ
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 24  เมื่อ 23 ก.ย. 06, 20:51


.




สิงห์ที่มาดื่มน้ำจากปากสิงห์ จากวัดเดิมครับ
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 25  เมื่อ 23 ก.ย. 06, 20:53


.




โคที่มาดื่มน้ำจากปากโค ครับ
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 26  เมื่อ 23 ก.ย. 06, 20:54


.





สิงห์อีกซักตัวครับ
บันทึกการเข้า
กุรุกุลา
พาลี
****
ตอบ: 235


ความคิดเห็นที่ 27  เมื่อ 25 ก.ย. 06, 10:53


มาช่วยคุณติบอขุดกระทู้ครับ อันนี้เป็นช้าง ม้า สิงห์ โค ในลังกา น่าจะสมัย โปลนนารุวะ ราวพุทธศตวรรษที่ 16

ช้าง ม้า สิงห์ โค เป็นสัญลักษณ์ของสระอโนดาตครับ ซึ่งเชื่อกันว่าน้ำในสระนี้ไหลออกจากปากสัตว์ทั้งสี่ นอกจากนี้ยังมีหงษ์ซึ่งเชื่อกันว่าประจำอยู่ทิศเบื้องบนด้วย


สระอโนดาตนี้เชื่อกันว่าสามารถรักษาโรคต่างๆได้ทั้งทางกายและทางใจ คิดว่าถ้าใครปวดใจนักแล้วคิดสั้นไปโดดสระอโนดาตก็คงจะคิดได้
บันทึกการเข้า
กุรุกุลา
พาลี
****
ตอบ: 235


ความคิดเห็นที่ 28  เมื่อ 25 ก.ย. 06, 10:55


บางคนก็บอกว่าลวดลายที่ปรากฏบนอัฒจันทร์นี้ หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิด ก็คงคล้ายๆภวจักรของพุทธศาสนามหายาน
บันทึกการเข้า
กุรุกุลา
พาลี
****
ตอบ: 235


ความคิดเห็นที่ 29  เมื่อ 25 ก.ย. 06, 11:10

 แต่ในความคิดของผม ถ้าสระอโนดาตเป็นที่ชำระบาดแผลได้ทั้งใจและกายจริง (เน่ามากเลย)

ก็น่าจะหมายถึงการอำนวยอวยชัย หรือชำระร่างกายและจิตใจก่อนเข้าสู่ศาสนสถานมากกว่า


ขอยอมรับผิดไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ ความคิดเห็นที่ 27 เป็นอัฒจันทร์สมัยอนุราธปุระ ไม่ใช่โปลนนารุวะ รีบร้อนไปหน่อยครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.052 วินาที กับ 19 คำสั่ง