เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6
  พิมพ์  
อ่าน: 15192 คุณมีสิทธิ์อะไร มาทำอย่างนี้กับบ้านเมืองผม...
หมูน้อยในกะลา
พาลี
****
ตอบ: 392

อะแฮ่ม!!


ความคิดเห็นที่ 45  เมื่อ 20 พ.ค. 06, 18:41

 ตรงถนนเส้นลาดพร้าวตัดกับเส้นรัชดา(ใกล้ๆกับศาลอาญา)ไม่รู้เรียกว่าแยกอะไร
เมื่อวานผมผ่านไป  กลางสี่แยกมีป้ายคัทเอาท์ขนาดประมาณ1.5 คูณ 2 เมตร ติดอยู่ที่เสาของทางยกระดับอยู่ป้ายหนึ่งมีภาพครึ่งตัวของสาวนางหนึ่งกำลังอาบน้ำเปลือยกายจากฝักบัวท่าทางสดชื่น ชวนให้เคลิบเคลิ้ม(ไม่รู้เป็นโฆษณาอะไร.....เพราะผมไม่ได้สนใจตัวหนังสือโฆษณามัวแต่....)  กายเธอไม่มีอะไรปิดเลยนอกจากท่อนแขนของตัวเองและละอองน้ำจากฝักบัว


เลยอนุสาวรีย์ชัยฯไปทางประตูน้ำสักหน่อยเคยเห็นป้ายที่มีขนาดใหญ่กว่าที่เห็นประมาณ10เท่าปิดอยู่บนตึก มีสปอร์ตไลท์ส่องให้เห็นชัดๆ มีรูปครึ่งตัวของหญิงสาวที่ยืนหันหลังให้
เธอใส่ยกทรงตัวเดียว..ตรงตะขอเกี่ยวมีคลิปหนีบกระดาษหรืออะไรสักอย่างเกี่ยวไว้2-3อันเพื่อต่อความยาวให้สายเกี่ยวตะขอ มันเป็นโฆษณาประมาณว่า หากใช้บริการของเรา(หรือของครีม.?) ก็จะสามารถเพิ่มขนาดของทรงอกได้อย่างเห็นผม ขนาดเสื้อยกทรงขนาดไซด์ใหญ่ๆก็ยังแทบไม่พอประคองเกี่ยวไว้หมดจนต้องใช้อย่างอื่นมาเพิ่มขนาดและความยาวของยกทรง อะไรเทือกนั้น
ผมก็ไม่ได้ดูรายละเอียดของถ้อยคำที่โปรยไว้ล่อ เพื่อโฆษณาสินค้าของเขาอีกเช่นกัน แค่แหงนหน้าขึ้นมองก็แทบถูกรถชนตายแล้ว.
(.เดี๋ยวมันก็ต้องมีอุบัติเหตุเข้าสักวันเพราะไอ้แผ่นป้ายแผ่นนี้แน่....คอยดู )

จำได้..ก่อนหน้านั้นหลายปีมีครั้งหนึ่งขณะยืนรอรถเมล์  หน้าโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง มีคัทเอาท์โฆษณาที่ติดอยู่กับผนังของศาลาบังแดดตรงเก้าอี้นั่ง มีโฆษณาเสื้อชั้นใน มีสาวฝรั่งหุ่นสบึม 3-4รายยืนโพสท่าใส่เพียงเสื้อยกทรงและกางเกงชั้นใน
อยู่ในภาพ เด็กนักเรียนม.ปลายผู้ชายจับกลุ่มยืนมองอยู่ใกล้ๆและแซวเพื่อนผู้หญิงที่มาด้วยว่าของเธอประมาณนี้รึเปล่า ทั้งกลุ่มหัวเราะเฮฮา พากันมองหน้าอกเด็กหญิงคนนั้น....


......เด็กพวกนี้ติดกับของยาพิษที่ถูกปล่อยไว้แล้วใช่ไหม ?

คุณคิดยังไง... กับป้ายโฆษณานี้ที่ติดไว้หน้าโรงเรียน ฮืม
บันทึกการเข้า
เฟื่องแก้ว
พาลี
****
ตอบ: 327

เลขานุการ


ความคิดเห็นที่ 46  เมื่อ 21 พ.ค. 06, 21:08

 คุณภู เฟื่องก็ไปดูดาวินชี โค้ด มาเมื่อคืนเหมือนกัน
เรียกว่า ทำหนังออกมาถ่ายทอดสาสน์ในหนังสือได้ไม่ขาดตกบกพร่อง
เพียงแต่ในหนังสือ รายละเอียดความรู้เกร็ดต่างๆ เยอะกว่ามากๆ
ก็เรียกว่า ทำออกมาได้ดีนะคะ ดำเนินเรื่องรวบรัดดี เพลงดี
แม้ว่า เฟื่องไม่เห็นด้วยแต่แรกที่แคสต์ทอม แฮงค์ เป็นแลงดอนก็ตาม
ในหนังแลงดอนไม่ได้สวมสูทผ้าทวีด ซึ่งคาดว่าทอม แฮงค์สวมไม่ขึ้น อิอิ
อาจจะทำให้ดูเชย หรือแก่ สมอายุจริงของแฮงค์ (ห้าสิบขวบ)
ในขณะที่ แลงดอนตามบท อายุสี่สิบกว่า มีรูปลักษณ์ของนักวิชาการ
ที่เป็นนักว่ายน้ำ และนักโปโล ด้วย
ไม่บ่นต่อละ เอาเป็นว่ารวมๆ แล้วหนังก็ทำได้ดีพอใช้
คนดูหนังแล้วออกมาก็มีปฏิกิริยาต่าง ๆ กันออกไป
ตามแต่ศรัทธาและรสนิยมของคนดู

หนังเรื่องนี้ ขายโฆษณาได้เยอะมาก (คนสนใจมาก โฆษณาก็เพิ่มขึ้นตามส่วน)
เหมือนช่วงไพรม์ไทม์ในทีวี ที่มีผู้ชมทางบ้านมากที่สุด เวลาแพงเป็นทองทีเดียว
ตั้งแต่เข้าโรงหนังไปปุ๊บหนังโฆษณาก็คอยอยู่แล้วทีเดียว ฉายอยู่ครึ่งชั่วโมง
ปกติที่บ้านจะไม่ค่อยดูทีวี นอกจากข่าวหรือหนัง หรือสารคดี
พอจำต้องมานั่งดูโฆษณาแล้วก็คิดๆ ถึงกระทู้นี้ เหมือนกัน
เพราะนั่งๆ ดูหนังโฆษณาไป ตลอดเวลาเพื่อนที่นั่งข้างๆ ก็บ่นไปด้วย
บ่นนี่คือ บ่นอยากได้นั่น ได้นี่ ตามโฆษณาแต่ละชิ้น
คนที่ว่าไม่ใช่เด็กสามขวบ อายุเกินเบญจเพสแล้วด้วยซ้ำ

การเลือกภาพเผยแพร่สื่อโฆษณาในอดีตเคยมีการควบคุมกวดขัน
มากกว่าในปัจจุบัน
เคยดูรายการในเคเบิลทีวีที่นำสื่อโฆษณาในบางประเทศ
ที่ถูกแบนในหลายๆ ประเทศมาให้ดู
พอดูก็เห็นว่า อื้อหือ โลดโผนจัง แต่ก็ทำออกแนวสัปดี้สีปดน พอขำๆได้
ก็เข้าใจว่าละ ทำไมถึงโดนแบนในหลาย ๆ ประเทศ
อย่างไรก็ตาม มันเป็นจุดที่ทำให้คนจำสินค้าได้จากโฆษณา
เป็นการจูงใจอย่างหนึ่ง
เหมือนการสอนสาระ หรือคุณธรรมให้เด็กผ่านนิทานหรือการ์ตูน

ทุกวันนี้ อย่าว่าแต่โฆษณาเลย ละคร หนัง หรือ นักร้องนักแสดง
ยังต้องดึงดูดความสนใจจากคนดูด้วยการอวดเนื้อหนังมังสา
(ไม่เคยติดตามดู แค่อ่านๆ เอาตามอินเตอร์เน็ตก็พอทราบบ้าง)
นักแสดงสมัยก่อนถ้ามีเรื่องอื้อฉาวจะดับ
แต่ทุกวันนี้ ต้องมีการกุข่าว สร้างข่าวให้อื้อฉาว
แปลกที่ว่า ยิ่งอื้อฉาวยิ่งดัง ยิ่งได้รับความสนใจ
มากกว่าเวลานักแสดงมีข่าวดี ๆ ออกมาเสียอีก

สิ่งเหล่านี้ ส่งผ่านความหย่อนศีลธรรมจรรยาแก่ประชาชน
หรือเป็นสิ่งสะท้อนความหย่อนศีลธรรมจรรยาของสังคม ?

ทุกวันนี้ การที่รัฐบาลไม่ค่อยเข้มงวดกวดขันกับสื่อโฆษณา
อาจจะเป็นเพราะว่า โฆษณาเหล่านี้มีประโยชน์กับทางการเมือง
หรือ การบริหารบ้านเมืองอย่างหนึ่งคือ ทำให้ประชาชนฉลาดน้อยลง
พอคนเห็นโฆษณาจูงใจให้อยากได้นั่นอยากได้นี่
พออยากได้ก็เป็นการกระตุ้นให้คนต้องทำงาน หาเงิน จับจ่ายใช้สอย
เพื่อซื้อหาสินค้าตามโฆษณามาบำรุงความสุขส่วนตัวยิ่งๆ ขึ้น
พอสื่อโฆษณาช่วย keep them busy  หมกมุ่นกับความต้องการของตัวเอง
พอประชาชนส่วนหนึ่งที่มัวเมากับสื่อ ก็ไม่ค่อยมองสังคมโดยรวม
อย่างน้อยก็ผ่อนภาระของรัฐบาลไปได้บ้าง เพราะไม่ต้องรับมือกับคนพวกนี้
การเงินสะพัด เศรษฐกิจเดิน โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจกนำการเมืองอย่างทุกวันนี้
อาจเป็นเพราะเหตุนี้ รัฐ (ไม่เพียงแต่ในประเทศไทย แต่ในหลายๆ ประเทศ)
จึงไม่เข้มงวดนักกับแนวทางการนำเสนอสื่อโฆษณาแบบงี่เง่า ๆ
ที่ผลิตออกมาเกลื่อนตลาด
เพราะมันเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งในการครอบงำประชาชนนั่นเอง
บันทึกการเข้า
elvisbhu
แขกเรือน
พาลี
****
ตอบ: 215

เป็นคนเขียนรูป


ความคิดเห็นที่ 47  เมื่อ 22 พ.ค. 06, 11:27

 คุณเฟื่องครับ ที่จริงไม่อยากจะบอกเล้ย ว่านอกจากจะ(กำลัง)ทำงานศิลปะแล้ว
ผมน่ะเป็นนักโฆษณาคนหนึ่งกับเขาเหมือนกัน จะบอกว่าเป็นอดีตก็ไม่ได้ เพราะถ้ามีคนยังจ้างก็จะทำอยู่
อ่านที่มีท่านหนึ่งบอกว่า เว็บนี้ พวกครีเอทีฟเขาไม่เข้ามาหรอก เพราะไม่มีสิ่งที่เขาชอบ นั่นผิวเผินครับ
เพียงแต่ไม่แสดงตัว หรือไม่ก็ทำเฉยๆเท่านั้น
การทำโฆษณายุคไหนๆก็ตามเป็นเรื่องของคนที่หนุ่มๆสาวๆ เป็นพวกพยายามหนีคำ หรือภาพเก่าๆที่คนชิน บางคนหนีเก่ง ลูกค้ายอมรับ คนดูชอบ ของขายได้ โฆษณาได้รางวัล ก็มีความสุขกันไป
บางคนชีวิตทั้งชีวิต ไม่ชอบพูด ไม่ชอบอธิบาย ทำออกมา ชอบก็ชอบ ไม่ชอบก็ไม่เป็นไร ขอแค่มีเงินเดือนกิน มีอาชีพเป็นพอ
บันทึกการเข้า
elvisbhu
แขกเรือน
พาลี
****
ตอบ: 215

เป็นคนเขียนรูป


ความคิดเห็นที่ 48  เมื่อ 22 พ.ค. 06, 11:39

 ลองดูโฆษณาของบ้านเราสิครับ งานดีๆไม่ค่อยอยู่กับบริษัทใหญ่ๆหรอกครับ เพราะมันมีพวกยิงไอเดียเยอะ ทั้งหัวหน้ากลุ่ม ทั้งฝ่ายติดต่อลูกค้า และตัวลูกค้าเอง

ยุคนี้ มีงานดีๆหลุดออกมาก็ยากครับ เพราะสินค้าที่ทำโฆษณาให้ดีได้มันไปอยู่ในมือของบริษัทเส้นเสียเยอะ และไอ้บริษัทพวกนี้ มันไม่ค่อยจะใส่ใจเรื่องความคิด เพราะผลกำไรมันอยู่ที่งบสื่อโฆษณาครับ

ผมไม่อยากพูดอะไรที่ไปอิงการเมือง
แต่คุณเฟื่องครับ ศิลปะ หรืองานความคิดสร้างสรรค์นี่บางครั้ง จะดีได้มันต้องมีสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อใจของคนคิดนะครับ
เพื่อนผมคนหนึ่ง เธอชินกับความกดดัน ไม่กดดันคิดไม่ออก
แต่เพื่อนอีกคน ถ้าเครียดไปก็คิดไม่ออก..

โฆษณาที่พยายามครอบงำประชาชน ก็เพื่อให้ซื้อของหรือบริการ
ผมว่าไม่เลวร้ายเท่ารายการทีวีและละครที่ขายความเพลิดเพลินแต่ทำให้คนเห็นแต่มารยาททรามๆ การแต่งตัวที่บอกรสนิยมอันไม่ศิวิไลซ์
และภาษาไทยที่ไม่ชัดถ้อยชัดคำซึ่งคนจะเผลอซึมซับเข้ามาในตัวเองครับ

อ้าว นี่ ผมพูดมาก จนลืมว่าไม่ใช่กระทู้ตัวเอง
ขอโทษครับ คุณpipat
บันทึกการเข้า
เฟื่องแก้ว
พาลี
****
ตอบ: 327

เลขานุการ


ความคิดเห็นที่ 49  เมื่อ 22 พ.ค. 06, 18:07

 คุณภูคะ ที่เฟื่องพูดข้างบนน่ะ ไม่ได้ตำหนิครีเอทีฟ ที่ผลิตโฆษณานะคะ

แต่มันอยู่ที่ผู้กำหนดนโยบายต่างหาก
คือ บรรดาเจ้าของธุรกิจที่มุ่งเอาใจตลาด เพื่อตีตลาดนั่นแหละ
ส่วนรายการทีวี หรือละคร ต่าง ๆ นั้น การจัดเสื้อผ้าของรายการ
ก็เป็นส่วนหนึ่งในการโปรโมท หรือโฆษณาเหมือนกันนะคะ
มันแทรกซึมอยู่ทุกหัวระแหงเลยละ

เฟื่องชอบลักษณะการสร้างสรรค์งานโฆษณาค่ะ
เพราะบอกไว้แต่ต้นแล้วว่า การผลิตสื่อในเวลาไม่กี่วินาทีให้คนเข้าใจวัตถุประสงค์นั้น
เป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง (คหพต. ที่ 6)
และงานหลายๆ ชิ้นก็เสนอความคิดได้ดีและสร้างสรรค์มาก
มีอันนึง รู้สึกจะขายรถแต่ตัวโฆษณาเป็นการส่งเสริมให้คนคาดเข็มขัดนิรภัย
โฆษณาฉายให้เห็นภาพหลังอุบัติเหตุ มีคนในรถสี่ห้าคนได้
วิญญาณก็ล่องลอยออกไปหมด
เหลือพ่อหนุ่มคนนั่งหน้า วิญญาณไปไหนไม่ได้ เพราะติดเข็มขัดนิรภัย
เลยวูบกลับเข้าร่างเหมือนเดิม รอดตาย
บันทึกการเข้า
ศรีปิงเวียง
องคต
*****
ตอบ: 566

เรียนจบแล้ว


ความคิดเห็นที่ 50  เมื่อ 22 พ.ค. 06, 18:12

 โฆษณาที่พยายามครอบงำประชาชน ก็เพื่อให้ซื้อของหรือบริการ
ผมว่าไม่เลวร้ายเท่ารายการทีวีและละครที่ขายความเพลิดเพลินแต่ทำให้คนเห็นแต่มารยาททรามๆ การแต่งตัวที่บอกรสนิยมอันไม่ศิวิไลซ์
และภาษาไทยที่ไม่ชัดถ้อยชัดคำซึ่งคนจะเผลอซึมซับเข้ามาในตัวเองครับ

สวัสดีทุก ๆ ท่านครับ
จริง ๆ ผมเห็นด้วยกับข้อสุดท้ายของคุณเอลวิสภูครับ
สังเกตง่าย ๆ ในสมัยนี้ ไม่เชื่อลองฟังคนพูดว่า ครับ ก็จะเห็นได้ชัดทีเดียว
ผมฟังทีไร ก็ได้ยินว่า คับ หรือออกเสียงไม่ชัด ไพล่เป็น ง(ฮ-ข-ค)อับ
ด้วยเหตุนี้ เรามารณรงค์การใช้ภาษาไทยที่ถูกต้องดีกว่าครับ
พอดีผมพบกระทู้นี้น่าสนใจดี ขออนุญาตฝากไว้นะครับ
 http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=92&Pid=40551
คราวหลังอาจจะแวะมาใหม่ครับ
บันทึกการเข้า

ไม่เห็นใครแน่นอน
viva
อสุรผัด
*
ตอบ: 15


ความคิดเห็นที่ 51  เมื่อ 22 พ.ค. 06, 18:23

 ถึงคุณpipatคุณบอกว่าคุณเกลียดทีวีคุณไม่ชอบโฆษณาบางเรื่องเเต่vivaอยากจะบอกว่าแทนที่คุณจะเอาเวลามานั่งวิจารณ์โฆษณาเอาเวลาไปแนะนำลูกคุณให้รู้จักว่าเค้าทำโฆษณาเพื่ออะไร   สอนให้ลูกของคุณได้คิดว่าโฆษณาตัวไหนที่เรียกว่าสร้างสรรค์หรือว่าตัวไหนมันไม่ดีทำลายสังคมแทนจะดีกว่ามั้ย  เพราะมันเป็นเรื่องยากนะที่จะห้ามโฆษณาไม่ให้ออกอากาศ
บันทึกการเข้า
เฟื่องแก้ว
พาลี
****
ตอบ: 327

เลขานุการ


ความคิดเห็นที่ 52  เมื่อ 22 พ.ค. 06, 18:25

 โฆษณาอันข้างบนเนี่ย รู้สึกจะได้รับรางวัลด้วยละ

ที่นึกถึง “ผู้กำหนดนโยบาย” หรือวางนโยบายนี่ เฟื่องนึกถึงรวมๆ ไปทั้งภาคเอกชนและรัฐบาลนะคะ
คือ ผู้กำหนดนโยบายการผลิตสื่อ และผู้กำหนดนโยบายการควบคุมสื่อ

ตอนนี้ กำลังเขียนรายงานเรื่องโครงการการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งนักวิชาการเห็นว่า
เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ของสังคม
และสมควรได้รับการแก้ไขให้ถูกจุด รัฐบาลควรเข้าใจปัญหาของสังคมให้มากขึ้น
ดังนั้นจึงผลิตงานวิจัยออกมาหลายๆ ด้าน แต่สุดท้าย กลับไม่ได้รับการสนใจจากผู้กำหนดนโยบาย คือ ฝ่ายการเมือง
การประชุมครั้งนี้เลยเกิดขึ้น เป็นการจับผู้กำหนดนโยบายกับนักวิชาการมาหันหน้าเข้าหากัน
เพื่อให้นักการเมือง หรือผู้กำหนดนโยบายนำงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์ไปใช้แก้ปัญหา
แต่ห้ามมาควบคุมแนวทางการทำวิจัย เพื่อรักษามาตรฐานงานวิจัยที่ดี
รวมทั้ง ตั้งเครือข่ายข้อมูลเพื่อให้ภาครัฐเข้าถึงงานวิจัยได้ง่ายขึ้น
ช่วยกันคนละไม้ละมือ ว่างั้นเถอะ

แต่พอเอาเข้าจริงในทางปฏิบัติมันก็ทำได้ยาก เพราะแนวทางแก้ปัญหามันไปคนละทาง
นักวิชาการมุ่งแก้ปัญหาเชิงลึก แต่นักการเมืองต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
นักการเมืองเขาก็ตระหนักในความสำคัญและประโยชน์ของงานวิจัยต่าง ๆ ทางสังคมศาสตร์
และสามารถนำมาช่วยแก้ไขปัญหาได้ แต่บางทีผลสำเร็จมันไม่เกิดขึ้นทันท่วงที
ก็เท่ากับเขาเสียสัญญากับประชาชน (ปัญหายังไม่ทันแก้ หมดวาระเสียก่อน)

เรียกว่า มองกันคนละมุม แม้ว่าจะตั้งใจดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่ก็ตกลงกันได้ยาก
ทั้ง ๆ ที่มีจุดมุ่งหมายดี ๆ ร่วมกันแท้ๆ

เฟื่องอาจจะบ่นๆ นอกประเด็นไปเล็กน้อย ต้องขอโทษพี่พัฒน์อีกคนค่ะ
บันทึกการเข้า
elvisbhu
แขกเรือน
พาลี
****
ตอบ: 215

เป็นคนเขียนรูป


ความคิดเห็นที่ 53  เมื่อ 22 พ.ค. 06, 20:43

 โอยยยย...
เขียนซะเครียดจังครับ คุณเฟื่องครับ
บันทึกการเข้า
111
มัจฉานุ
**
ตอบ: 55


ความคิดเห็นที่ 54  เมื่อ 22 พ.ค. 06, 21:28

 โฆษณาเครื่องดื่มชูกำลัง และเบียร์เอย สุราเอย ที่ว่าไม่เหมาะสมกับเด็ก

ดูมีสาระและความงามในเนื้อหามากกว่าโฆษณาบางตัวที่เน้นที่กลุ่มผู้บริโภคเด็ก และวัยรุ่นซะอีก ....

ประเทศชาติหนอ............
บันทึกการเข้า
เฟื่องแก้ว
พาลี
****
ตอบ: 327

เลขานุการ


ความคิดเห็นที่ 55  เมื่อ 22 พ.ค. 06, 23:13

 เผลอไปค่ะ คุณภูๆๆ ตอนคิดเรื่องนี้น่ะ เฟื่องกำลังแปรงฟันนา อิอิ

ไม่เครียดค่ะ ไม่เครียด

(กะเดี๋ยวต้องมีคนมาแซว ว่าอิชั้นเรื้อยเจื้อยเป็นนกแก้วนกขุนทองอีกแน่เลย)
บันทึกการเข้า
paganini
องคต
*****
ตอบ: 430

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 56  เมื่อ 23 พ.ค. 06, 00:11

 คุณวิว่าครับ
ผมขออนุญาต พูดแทนคุณ pipat นะครับ ว่าที่นี่เป็นที่สำหรับการแบ่งปันความคิดกันน่ะครับ แกจะบ่นอะไรก็เผื่อว่าคนอื่นอยากบ่นเหมือนกันหรือคนที่ไม่เคยคิดเรื่องนี้จะได้ฉุกคิดน่ะครับ อย่าไปไล่แกไปเลี้ยงลูกเลย ดูจากความคิดคุณ pipat แล้วผมแน่ใจว่าลูกแกได้รับการเอาใจใส่อย่างดีแน่ๆครับ

คุณเฟื่องครับที่คุณบอกว่าใครบางคนต้องการมอมเมาให้ลุ่มหลงงมงายในค่านิยมฟุ้งเฟ้อต่างๆน่ะ เห้นด้วยครับ เพียงแต่อยากจะบอกว่า  ผมรู้มานานแล้ววววววววววววววววววววว
แต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวววววววววววววววววววว

ช่วงที่การเมืองมันหมิ่นเหม่ มองไม่ออกว่าฝ่ายไหนผิดถูกผมพยายามอย่างยิ่งที่จะไปสื่อสารที่เวปบอร์ดของปัญญาชนต่างๆ เพราะว่าสื่อต่างๆเป็นอัมพาตไปหมดมีแต่เรื่องมอมเมาและบิดเบือน  
เพื่อนร่วมสังคมของผมต้องมีโอกาสได้รับข้อมูลข่าวสาร ได้รับความคิดเห็นอีกด้านหนึ่ง แม้จะไม่ใช่วงกว้างแต่ก็ขอทำเท่าที่จะทำได้ แต่อย่างว่าแหละครับ โดนด่าโดนไล่มาทุกบอร์ด รวมถึงที่นี่ด้วย

ผมว่าตอนนี้อะไรๆมันน่าจะแจ่มแจ้งพอสมควรแล้วนะครับ
บันทึกการเข้า
เฟื่องแก้ว
พาลี
****
ตอบ: 327

เลขานุการ


ความคิดเห็นที่ 57  เมื่อ 23 พ.ค. 06, 05:58

 หวัดดีค่ะ คุณปากกา จริงๆ เฟื่องเป็นคนมองโลกในแง่ดี แล้วก็พยายามเข้าใจทุก ๆ ฝ่าย
และทุกๆ อย่างบนโลกนี้ ตามธรรมชาติของคน ๆนั้น หรือของสิ่งนั้นๆ น่ะค่ะ
แต่ก็ยังมองโลกในพื้นฐานความเป็นจริงนะ

ต้องบอกแนวเดียวกับคุณภู มั่ง อิิอิ
แต่ก่อนเฟื่องก็เคยเป็นสื่อมวลชนมาก่อนนา
(ตอนนี้ ก็ยังเขียนข่าวเล็กๆ น้อยๆ บ้าง)
เห็นทั้งการเมือง ทั้งสื่อมวลชนมาแบบคลุกวงในมาบ้างพอตัว
ทั้ง ๆ ที่ทำใจแล้วนะ แต่ก็ทำไม่ลงเท่าไหร่ค่ะ

ไม่ค่อยอยากพูดถึงด้วยละ เดี๋ยวพื้นเสีย แหะๆ
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 58  เมื่อ 23 พ.ค. 06, 20:51

 ข้อความต่อไปนี้ค่อนข้างยาว ไม่ชอบใจก็ข้ามไปนะครับ

ผมเป็นคนปากไม่ดี ถนัดในทางพูดไม่เข้าหูคน มาสังสันท์ที่นี่ไม่นาน ก็มีคนไม่ชอบหลายคน
นั่นเป็นกรรมที่ผมก่อ ผมยอมรับและพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง
แต่สื่อต้องทำมากกว่าที่ผมพยายามหลายร้อยเท่านะครับ เพราะผมเป็นเพียงเสียงหนึ่ง ที่กระทำการในบริเวณและเวลาอันจำกัด และไม่หมายมุ่งจะครอบสำนึกมหาชน ไม่ได้ถูกชุบตัวด้วยมนตร์จูงใจผ่านโปรดั๊กชั่นนับล้านๆ  รัศมีทำการกินอาณาบริเวณทั้งโลก ปราศจากตัวตนให้ระมัดระวังแต่ทรงพลานุภาพ อานุภาพการทำลายล้างมีตั้งแต่บำเรออารมณ์อย่างอ่อนๆ เพียงเสียงหัวเราะ ไปจนถึงขั้นล้างสมอง สาปมนุษย์เป็นอีกเผ่าพันธ์หนึ่ง ที่เลวลงกว่าต้นกำเนิดของตนเอง

เรื่องสื่อ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะพิษของมันซึมลึกและเปลี่ยนเราโดยเราไม่รู้ตัว ที่แย่คือผมไม่เคยเห็นสื่อเปลี่ยนคนไปในทางที่ดีเลย และถ้าสื่อดีจริงอย่างที่ตัวเองอ้าง ทำไมยังไม่มีสภาฯ ออกมาคุมประพฤติสื่อเลวเสียที  องค์กรสงฆ์ที่เก่าแก่งุ่มง่าม ยังมีปราชิก 4 กำกับมาตั้งสองพันห้าร้อยกว่าปี ใช้หลักการพื้นๆที่เป็นอมตะ "เข้ายากออกง่าย" ทำให้พระธรรมผุดผ่อง ตราบเท่าทุกวันนี้

เลนินคงเป็นคนแรกที่เห็นศักยภาพของสื่อ และรัสเซียเป็นประเทศแรกที่รัฐะ เล่นสื่อเสียเอง ฮิตเลอร์ยังเป็นได้แต่ผู้ตาม และโชคดีที่ถูกกำจัดเสี่ยก่อน แต่เชื้อชั่วมาถูกรับไปเพาะบ่มโดยพวกแยงกี้ ซึ่งทำจนกระทั่ง “สื่อ” คือยอดปรารถนาแห่งชีวิต (ใครจำหนังที่แม่นิโคล คิดแมนเล่นเป็นครูสาว ที่หลอกลูกศิษย์สามคน ให้ก่ออาชญากรรมเพื่อเธอจะได้เป็นเจ้าของข่าวนี้ และได้เข้าวงการสื่อ) จนมีคติว่า ชีวิตนี้ไม่ได้ออกทีวี ตายดีกว่า

ประเทศใหนหนอ ที่พิมพ์แสตมป์สดุดีอีตัวระดับชาติ (นอนกับน้องชายประธานาธิบดี แล้วมานอนกับประธานาธิบดี โดยก่อนหน้านั้นได้ทำบัดสีกับใครมาบ้างก็เหลือจะเดา) ให้เป็นสัญญลักษณ์ทางวัฒนธรรม (คู่กับรูปหล่อเสียงดีที่ติดยางอมแงมจนตายก่อนวัยอันควร) จริงอยู่ ที่ชีวิตของเธอช่างน่าเวทนา และควรจดจำในฐานะเป็นโศกนาฏกรรมของสัตว์เมือง แต่ใครจะจำด้านมืดนี้เล่า ทุกคนนึกถึงแต่เธอในแง่ความสำเร็จ (ทั้งๆที่เล่นหนังก็เห่ย ร้องเพลงยิ่งเห่ย จนถึงบัดนี้ ยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนความสามรถทางศิลปะของเจ้าหล่อนเลย) เป็นสามเหลี่ยมประดับด้วยทองคำนางหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่มันประวัติศาสตร์ประเทศเขา จำเป็นที่เราต้องจำเริญรอยตามละหรือ

ในประเทศไทย ก็เพิ่งเกิดปรากฏการณ์ "ทำซ้ำ" เช่นนี้ กรณีน้องแนทไงเล่า หลังละเมิดย่ำยีคำสอนและระบบคุณธรรมของบรรพบุรุษไทยลง ด้วยข้ออ้างว่าถูกหลอก (แต่อาจารย์สมพงษ์ จิตรระ... เคยติงว่า ดูแล้ว เธอเต็มใจ มิได้มีท่าทางอย่างอ้าง) แทนที่สังคมจะได้รับการเยียวยาด้วยการปรับเปลี่ยนเธออย่างเหมาะสม และผลิตคำสอนเพื่อสมานใจเยาวชน สังคมกลับปูนบำเน็จเธอ ด้วยการจ้างเธอแพร่ "คาว" ส่วนตัว ด้วยค่าตัวครั้งละหมื่น คืนละหลายๆ ครั้งติดต่อกันเป็นปี ไม่เว้นแม้แต่ในงานกาชาด ไม่รวมวีซีดีอีกนับหลายแสนแผ่นที่เด็กผู้ชายวัยสิบกว่าขวบเกือบทุกคนในพ.ศ.นี้ ต้องเคยดู

ผมจึงขอประท้วงคุณเอลวิสภูด้วยความเคารพว่า ท่านจะแค่
“ทำออกมา ชอบก็ชอบ ไม่ชอบก็ไม่เป็นไร ขอแค่มีเงินเดือนกิน มีอาชีพเป็นพอ” นั้น มันไม่พอขอรับ
การผลิตสื่อหาเงินหาทอง แม้ดูเป็นสิทธิส่วนตัว เป็นสัมมาอาชีวะ แต่ผมคิดว่าอาชีพนี้มีสถานะอันพิเศษ ที่สังคมต้องจ่ายค่าเสียหายไปด้วยนะครับ ถ้ามันสร้างความเสียหายขึ้น ไม่ใช่ด้วยตัวเงิน แต่ด้วย "คุณค่า" ที่เสื่อมทรุดลงทีละน้อยๆ แล้วทางแก้มันก็ไม่ใช่อย่างน้องเฟื่องแก้วหรือคุณวิวาแนะนำ

คุณวิวาจะสอนลูกยังไง กับโฆษณาที่ไล่เพื่อนออกจากบ้าน เพราะหวงเบียร์ขวดสุดท้าย หรือที่ทรามสุด เรื่องไอ้หนุ่ม ที่โหลดอินเตอร์เน็ตของค่ายหนึ่ง มันเร็วเสียจนแว็บออกไปฉี่ไม่ทัน เลยคว้าแก้วน้ำดื่มมา จัดการลำเลียงออกมาตรงหน้ามอนิเตอร์นั่นเอง ถ้าจะสอนลูกผมตรงนี้ ผมคงไม่สามารถเอ่ยถึงเรื่องสร้างสรรค์อะไรเทือกนั้น ผมบอกลูกว่า อย่างนี้เลวสถุล ต่ำช้า เสียชาติเกิด พ่อแม่ไม่สั่งสอน......... ไอ้เจ้าของกิจการ มันงั่งก็ช่างมันเถิด เพราะมันเรียนน้อย ขาดพ่อแม่คอยอบรมบ่มนิสัย เป็นคนไทยหรือเปล่าก็ไม่รู้
แต่พวกทำโฆษณานี่ เป็นลูกกำพร้าเหมือนกันหรือ ไม่เคยได้รับการปลูกฝังเรื่องคุณธรรมหรือ กุสุมรสน่ะ รู้จักใหม ใหนคุณเอลวิสภูบอกว่า พวกเขาก็รู้จักของดีๆนี

เท่าที่ผมมีประสบการณ์มา ตั้งแต่โฆษณาหนูหล่อ มาจนถึงไอพีสตาร์(ที่ให้อาเจ้ก คีบพิสซ่าแล้วหล่น นั่นมันฝรั่งครับ คนจีนที่อายุเกินสิบขวบทำของหล่นจากตะเกียบไม่เป็นแล้ว) ช่วยยกที่เลิศมาให้ครบนิ้วมือที
เอาระดับดาบวิชัยปลูกต้นไม้ก็พอ ไม่ต้องถึงระดับฝูงม้าป่า ควบตะบึงจากทะเลทรายสู่กลางปารีสของรถยนตร์ซีตรองหร็อก (มีถีบตนหนึ่งก็อบมาใช้ เพื่อจะอวดว่าพื้นที่เคลือบน้ำยาของตนน่ะแข็งแกร่งขนาดม้าทั้งฝูงตะบึงไม่ระคาย แต่โทษทีนะ ไอ้ฝุ่นที่ฟุ้งตรงฝีเท้าม้านั่น ม้าพกมาด้วยหรือ)

ทำไมเราต้องไปหาความดีงามในความเลวทรามล่ะครับ
สังคมของเรามาถึงจุดที่มองไปตรงใหนก็มีแต่ความมืดหม่นหมดหวังแล้วหรือ
เราจึงต้องพยายามรีดเลือดกับปู สอนลูกเรื่องครีเอถีปโดยอ้างอิงกับโฆษณา
ทำไมไม่สอนเขา ด้วยรูปที่คุณหมูน้อยช่างสรรหามากำนัล หรือศึกษากลเม็ดที่คุณติบอหยอดไว้ในข้อความ จำมุขเจ็บๆ ในวินิจฉัยของคุณอั๊บ และตัวอย่างที่เพิ่งอ่านเจอ ครูท่านหนึ่งบ่นว่า ฝนตกพรำๆ แมงเม่าเต็มบ้าน ทั้งที่ไม่ใช่ตลาดหุ้นเสียหน่อย ฮา......

อย่างนี้มิใช่หรือ ที่เราควรฝึกให้ลูกเราซึมซับ เพียงแต่ว่ามันน้อยลงทุกวันๆ

สมัยก่อน เรามั่นใจเวลาอ่านหน้าห้าสยามรัฐ เราขบเคี้ยวแง่มุมจากงาแซง ในทีวีเราเจอจำนง รังสิกุลที่เฟ้นหาของสูงค่าให้เราชม ทุกสุดสับดาห์เรามีสังคีตศาลาเป็นที่พักใจ แม้ว่ามันจะเชยไปหน่อย เมื่อเทียบกับดิอิมพอสสิเบิล

ดิอิมฯ นี่คงเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะทางวัฒนธรรมไทยร่วมสมัยทั้งปวง ในความเห็นของผม
ก่อนหน้าดิอิมฯ เพียงไม่กี่ปี เพลงไทยของเรายังเป็นเพชรในดนตรีของมวลมนุษย์ชาติ ไม่ต้องพูดถึงครูศร ซึ่งโดยสถานะ ท่านทำของเลวไม่ได้อยู่แล้ว แค่เพลงยอดนิยมธรรมดา เราก็ยังมีเพลงหรีดรัก ที่จ่าหนุ่มคนหนึ่งอยากลองวิชา แล้วกลับกลายเป็นเพลงดีจนหาตัวสู้แทบไม่ได้  มีเพลงเรือนแพ หรือทาษเทวี ที่งดงามเหลือจะเปรียบปาน มีเพลงเสียงกระซิบจากเกลียวคลื่น ที่สำเนียงดนตรีนั้น ชวนหวนหาอาลัย มีเพลงนอนฝันไป ซึ่งเป็นงานเหนือจริงชิ้นแรกๆ (อันที่จริงจะเป็นชิ้นเดียวด้วยซ้ำไป)

ในปีที่ดิอิมฯ เพิ่งถือกำเนิด เรายังทันพบกับกวีลูกทุ่ง ที่เชิญเห็ดตับเต่าขึ้นหิ้ง เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ยอดเยี่ยมในประวัติศาสตร์ ปัจจุบันนี้ คุณสร้างของพวกนี้ไม่ได้แล้วหรือ
คุณมีแต่อัศนี-วะสันต์ ที่ร้องเพลงยานเสียงเพราะเสียงไมถึง ทำเสียงสั่นอย่างฝืนกระเดือกแบบบาว เพราะทำได้แค่นั้น เด็กผู้หญิงร้องเพลงแบบพูดโทรศัพท์ ให้แอมป์บูสต์เสียงในลำคอออกมา เหมือนเรามุดเข้าไปนั่งฟังข้างลิ้นไก่เธอ ฟังการออกเสียงที่ลิ้นบวมคับปาก หัวเสียงกับหางเสียงพันกันเหมือนกิ้งกือนอนขด และที่สุดยอด คือร้องทีละคำแล้วเอากาวดิจิตอลแปะมันต่อๆกัน แบบป้าเบิร์ด ....นี่ยกตัวอย่างนิดหน่อยแค่นั้น

ผมมั่นใจว่าตัวเองคลั่งชาติไม่แพ้ใครเหมือนกัน ดังนั้น ถ้าเจอของดีจริง รับรองว่าผมคงทำยิ่งกว่านายกฯ บุกถ้ำลิเจีย หรือยกย่องลูกโอ๊คเป็นเยาวชนตัวอย่าง ยิ่งกว่าคนไทยเห่อเหรียญทองโอลิมปิค คงพร่ำพรรณาสรรเสริญสิ่งนั้นไม่ได้หยุดหย่อน เช้าชมเย็นชม หาซื้อมาฝังหัวลูก เหมือนหาหนังของทิม เบอร์ตันมาให้มันดู หาฝีมือเปียนโนของสเวียตสลัฟ ริกแตร์มาเปิดกล่อม รวมถึงบังคับให้มันฟัง เชบริเย่ร์แม้ว่ามันจะยังฟังได้ไม่จบ ก็มันยังไม่สิบขวบเลย ต้องให้เวลาบ้าง
ผมล่ะแค้นใจนัก ที่ในท้องตลาดวันนี้ ของไทยทำที่เอาไว้สอนลูกได้ ทำไมมันไม่มีเลย เอาแบบสดๆ จากเตา หรือต้องยืนรอหน้าเขียงนะ ของแห้งค้างหิ้งอย่างมูลบทบรรพกิจ หรือนิราศลอนดอน นั่นมีติดบ้านเป็นเสบียงอยู่แล้ว

เราไม่มีแล้วหรือ นักร้องอย่างมัณฑนา ที่มุดหัวลงโอ่งน้ำหัดกลั้นหายใจ จนเธอได้แก้วเสียงและเทคนิคผ่อนลมที่แม้แต่พระเจ้าก็สร้างไม่ได้ ผมไม่อยากย้อนไปถึงหม่อมส้มจีนที่มีเสียงจากสวรรค์ ขอแค่พื้นๆแบบพูนศรี เจริญพงษ์ก็พอ แต่ไม่ควรพื้นขนาดเขาทราย สามารถ ปิยะพงษ์หรือพงษ์พัฒน์ ซึ่งเป็นเสียงจากบ้านของลูซิเฟอร์แท้ๆ ทีเดียวเทียว หรือพื้นบ้านแบบจรัล ก็ยังรับไหว

ถ้าเราเก็บภาษีขยะวัฒนธรรมได้นะครับ ตีเสียว่าอุตสาหกรรมสื่อทั้งระบบมีรายได้แค่สองแสนล้านต่อปี ขอแค่ครึ่งเปอร์เซ็นต์ก็รวยอ้วกเลยละครับ มาให้วิชาการดอทคอมแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ของครึ่งเปอร์เซ็นต์นั้น  ชาติไทยก็คงพอมีทางรอดบ้างหรอกครับ
แต่อย่าให้แก๊งค์เทพเจ้าทางวิชาการแถวๆ ถนนศรีอยุธยาเกี่ยวข้องนะครับ ท่านเหล่านั้นเป็นจำอวดทางวัฒนธรรมง่ะ
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่หาหนังสือร้อยเล่มน่าอ่านน่ะ หมดเงินไปไม่รู้เท่าไหร่ พอประกาศออกมา ส. พลายน้อยมีแล้วเก้าสิบเจ็ดเล่ม ไม่รู้ควรหัวเราะหรือร้องไห้ดีกันแน่.............
อีกอันก็น่าขำ สมัยหนึ่งในมติชนสุดฯ ต้นเล่มมีบทความของนายก. เขียนเรื่องแบบที่แกถนัด แกเขียนมาเป็นสิบปีแล้ว ตอนท้ายเล่มมีบทความแบบเดียวกัน ของคนเดียวกันแต่อันหลังบอกว่าได้ทุนมาเขียน....555 นี่เราต้องจ้างคนให้ทำงานที่เขาได้รับค่าจ้างอยู่แล้วด้วยหรือ
เดี๋ยวก่อน....มีเด็ดกว่านั้น
ตอนนักมวยไทยได้เหรียญทองมา ประเทศไทยปวดหมอง ว่าจะปูนบำเน็จแกเท่าไรดี สามสิบล้าน ห้าสิบล้าน บ้านหนึ่งหลัง รถอีกกี่คันดี......
มีข่าวเล็กๆซ่อนอยู่ใกล้ๆ บอกว่าหน่วยงานจุด..จุด กำลังหาทางเพิ่มเงินเดือนศิลปินแห่งชาติ จากเดือนละ “สามพันกว่าบาท” ขึ้นมาอีก ส่วนนักมวยนั่น ต่อมาก็เสียพนันหมดตูด

ผมต้องขออภัยทุกท่าน ถ้าความเห็นของผมจะกระทบกระเทือนความรู้สึกไปบ้าง นึกว่าเมตตาให้คน คนหนึ่งได้แสดงความรู้สึกนึกคิดในสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครสนใจสักเล็กน้อยเถิด

ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
เฟื่องแก้ว
พาลี
****
ตอบ: 327

เลขานุการ


ความคิดเห็นที่ 59  เมื่อ 24 พ.ค. 06, 05:19


.
.
พี่พัฒน์  ลืมคุณพระนิล ฯ คนเก่ง แสนดี อีกคนค่ะ

เอาน้ำมาเสิร์ฟค่ะ กลัวคอแห้ง
(น้ำผลไม้รวม แสนชื่นใจ อุดมด้วยวิตามินเอถึงแซด)
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.07 วินาที กับ 19 คำสั่ง