เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
อ่าน: 10753 ไปย่ำญี่ปุ่นมา เลยอยากมาแบ่งปันประสบการณ์อันน้อยนิดให้ฟัง...
Akira
อสุรผัด
*
ตอบ: 27

Status: Working Position: Buyer Workplace: Samuthprakarn Job history: Teacher


 เมื่อ 03 พ.ค. 06, 19:34


เมื่อตอนเดือน เมษายน ตัวผมได้มีโอกาสได้ ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นมา
ไม่ว่ากี่ครั้งก็ตื่นเต้นมาก (รู้สึกเหมือนแบบบ้านนอกเข้ากรุงยังไงงั้นเลย)
สถานที่ที่ผมไปเที่ยวคราวนี้ ไม่ใช่เมืองหลวงโตเกียว อันเลื่องชื่อหากแต่เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองก็คือ เมืองโอซาก้า จากนั้นก็ไปต่อที่ นารา กับ เกียวโต ก่อนบินลัดฟ้ากลับประเทศไทย ดินแดนแห่งรอยยิ้มที่ร้อนตับแตก อย่างสง่าผ่าเผย (กลับมาตอนสงกรานต์พอดี)
บันทึกการเข้า
Akira
อสุรผัด
*
ตอบ: 27

Status: Working Position: Buyer Workplace: Samuthprakarn Job history: Teacher


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 03 พ.ค. 06, 20:07

 สิ่งนึงที่ไปเห็นแล้วรู้สึกสงสัยมาก ว่าคนญี่ปุ่นเค้าบ้า หรือว่างงานได้ขนาดนี้เชียวเหรอ ก็คือ เรื่องของ ปาจิงโกะนี่แหละ
ที่โน่นมีร้านปาจิงโกะ เป็นร้อยๆ ร้านเลย เดินไปทุกหัวมุมถนนก็จะมีร้านปาจิงโกะอย่างน้อย หนึ่งถึงสองร้าน ต่อซอย (หาได้ง่ายกว่าร้านอาหารเสียอีก)บางร้านก็ดูดีหน่อยมีเครื่องเล่นเยอะดีพนักงานก็ดูบริการเรียบร้อย บางร้านก็มีพวกยากูซ่าคุมอยู่อีกทีนึง สังเกตุได้จากพวกใส่ชุดสูท สีดำๆ ยืนกันเป็นกลุ่มหน้าร้านเลย เคยเดินไปก็เจอพวกนี้เหละเดินเข้ามาทักพูดชักชวนใหญ่เลยว่าร้านเขาดี มีทั้งปาจิงโกะ และ สาวๆ บริการ...
ผมเองก็กลัวนะไม่กล้ายุ่งกับคนพวกนี้จริงๆ เลยแกล้งพูดเป็นภาษาประกิดไปแล้วก็บอกว่า เป็นชาวต่างชาติ ไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจที่คุณพูด (จริงๆก็ฟังออกแหละ) ได้ผลครับ... พวกนี้ก็ใบ้แดกเหมือนกันเพราะพูดภาษาประกิดไม่ได้ เลยเดินถอยกรูดไปเลย ฮ่าๆๆ...  ใครจะเอามุขนี้ไปใช้ก็ได้นะครับ ไม่สงวนลิขสิทธิ์

พวกปาจิงโกะเนี่ยเวลาเล่นก็ต้องเอาเงินไปแลกกับลูกเหล็กก่อน เมื่อได้มาถาดนึงแล้ว ก็ไปเดินเลือกตู้เลยครับมีตู้หลากหลายรูปแบบให้เลือก มีทั้งเป็นตัวการตูนน่ารักๆ(ประเภทถ้าลูกเหล็กเข้าช่องคะแนนที่ต้องการได้มากๆ ก็จะยิ่งเห็นอะไรต่างๆมากขึ้น)  มีทั้งแบบสลอตแมชชีน ก็คือถ้าลูกเหล็กเข้าช่องคะแนนที่กำหนดไว้ก็จะไปหมุนตัวเลขสามแถวที่อยู่กลางตู้ ถ้าได้สามตัวเหมือนกันก็จะได้ ป๊อก ลูกเหล็กก็จะหล่นออกมาอีกเป็นกระบุงโกย ลูกเหล็กพวกนี้แหละเอาไปแลกเป็นของรางวัลต่างๆมากมาย

ล่วงเข้ามาสองทุ่มก็ยังเห็นเปิดเล่นกันอยู่เลย คนในร้านก็ยังแน่นอยู่เลย (ร้านต่างที่โน่นจะเริ่มปิดตั้งแต่ หกโมงเย็น ถึง สองทุ่มก็ปิดหมดแล้ว)
พอมาตอนเช้า แปดโมงก็เห็นต่อแถว ต่อคิวกันยาวเลย มีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย โอ้ว (ไม่มีงานทำกันเหรอไงเนี่ย...) แล้วจะมาเล่าต่อครับ...  
บันทึกการเข้า
Akira
อสุรผัด
*
ตอบ: 27

Status: Working Position: Buyer Workplace: Samuthprakarn Job history: Teacher


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 07 มิ.ย. 06, 20:44


กลับมาแล้ว กลับมาแล้ว......
หลังจากไปปักหลักที่ ประเทศจีน 1 เดือน บ้านเรานี่แหละดีที่สุดในโลกเลย......
ถ้าคุณต้องไปจีน...
กรณีที่คุณไปเที่ยวคนเดียว ไม่ไปกับกรุ๊ปทัวร์ และภาษาคู่กายของคุณก็มีแค่ภาษาไทยที่พ่อแม่ให้มา (บางคนอาจจะมีภาษาอังกฤษติดมานิดหน่อยแค่พอสะกดได้...) ส่วนภาษาจีนไม่กระดิกหูเลย ก็ไม่แนะนำให้ไปครับ เพราะคุณอาจจะอดตายได้ ไม่สามารถขึ้นรถลงเรือ หรือแม้กระทั่งซื้อข้าวกินด้วยครับ

ขอแนะนำว่าถ้าจะไปอย่างน้อยคุณควรจะต้องท่อง 1-100 เป็นภาษาจีนได้ แล้วก็ต้องรู้วิธีการอ่านภาษาอังกฤษแบบจีนได้บ้าง เพื่อจะได้บอกชื่อถนนกับคนขับรถได้ถูก (อย่าลืมนะครับว่าภาษาอังกฤษแบบจีนนั้นอ่านค่อนขางแตกต่างกับภาษาอังกฤษทั่วๆไปมาก)  แล้วก็ควรที่จะจำภาษาจีนที่สำคัญบางคำ เช่น คำว่าโรงแรม, ที่นี่, อันนี้, ที่นั่น, อันนั้น, เท่าไร...เพราะถึงแม้คุณจะบอกว่าคุณมีความสามารถในการใช้ภาษามือได้อย่างวิเศษก็เถอะแต่เราก็ยังเชื่อว่าสื่อสารกันได้ไม่รู้เรื่องอยู่ดี

คนที่นั่นแทบจะไม่มีใครพูดหรือฟังภาษาอังกฤษได้เลย คนขับแท็กซี่ 99% พูดฟังอังกฤษไม่ได้(โชคดีที่มีมิเตอร์ เลยพอจะสื่อกันได้บ้าง) พนักงานเก็บเงินบนรถเมล์ พูดฟังอังกฤษไม่ได้เลย คนขายอาหาร 90% ยังบอกราคาอาหารเป็นภาษาอังกฤษไม่ได้เหมือนกัน
บุคคลที่พอจะคุยภาษาอังกฤษกับคุณได้ก็พอจะมีพนักงานโรงแรมบางคน กับ พ่อค้าแม่ค้าที่ขายของอยู่ในละแวกใกล้เคียง

ใครที่เคยมาเมืองจีน ก็คงจะทราบแล้วว่าของซื้อของขายต่อราคาได้ทุกอย่าง และควรต้องต่อราคาด้วยเพราะถ้าคุณไม่ต่อเลย คุณจะพบว่าคุณซื้อมาด้วยราคาแพงลิบลิ่ว แล้วคุณอาจจะเสียใจภายหลังได้เลยแหละ แล้วก็พยายามพูดเป็นภาษาอังกฤษไว้จะดีกว่า (ถ้าไม่คล่องภาษาจีนนะ) เค้าจะได้นึกว่าเราเป็นคนฮ่องกง หรือ สิงคโปร์ ซึ่งจะดีกว่ามากเวลาคุยต่อรองราคา เพราะถ้าหากพวกพ่อค้าแม่ค้าเหล่านั้นเค้ารู้ว่าคุณเป็นคนไทย เค้าจะต้อนรับพวกคุณอย่างดีเลย ฮ่าๆๆ "หมูสยาม มาแล้ว..." ตัวอย่างเช่นของราคา 150 หยวน ก็ต่อราคาเหลือแค่ 50หยวน ยังได้เลย... ส่วนใหญ่คนไทยเราจะต่อเหลือแค่ 120 หรือ 100 หยวน อย่างมากก็ดีใจแล้ว (เชื่อเหอะ นี่แค่เริ่มต้น...)
บันทึกการเข้า
Akira
อสุรผัด
*
ตอบ: 27

Status: Working Position: Buyer Workplace: Samuthprakarn Job history: Teacher


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 07 มิ.ย. 06, 20:50


เงิน หยวน (เหรียญ) ถ้าหากว่าได้เงินเหรียญมาก็พยายามรีบใช้ให้หมดก่อนเป็นอันดับแรก เพราะแลกกลับไม่ได้ ธนาคารกับร้านค้าในเมืองไทยไม่รับเลย...
บันทึกการเข้า
Akira
อสุรผัด
*
ตอบ: 27

Status: Working Position: Buyer Workplace: Samuthprakarn Job history: Teacher


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 07 มิ.ย. 06, 20:56

 เหรียญอันล่างสุด เค้าเรียกว่า 1 Jiao (อ่านว่า เจี่ยว อย่าอ่านเป็นอย่างอื่นเด็ดขาด) 10 เหรียญเป็น 1 หยวน

อันกลาง คือ 5 Jiao, 2 เหรียญเป็น 1 หยวน (เวลาบางทีไปซื้อไอติมที่นั่นแล้วเค้าบอกราคาเราว่า 1.5 หยวน ก็นี่แหละครับยื่นให้เค้าเลย เจ้า .5 หยวนเนี่ย)

อันบนสุดคือเหรียญ 1 หยวนครับ
บันทึกการเข้า
Akira
อสุรผัด
*
ตอบ: 27

Status: Working Position: Buyer Workplace: Samuthprakarn Job history: Teacher


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 07 มิ.ย. 06, 21:02


เวลาเราไปร้านรับแลกเงินหยวนของจีนส่วนใหญ่ก็จะรับแลกเป็น เงินธนบัตร ใบละ1ร้อยหยวนเป็นหลัก อัตราแลกเปลี่ยนตอนนี้ก็ตีไปคร่าวๆ 5 บาท ต่อ 1 หยวน
ไม่ต้องแลกเยอะมากนะครับ เพราะค่าครองชีพที่โน่นเท่าบ้านเราเลย เผลอๆ ถูกกว่านิดนึงด้วยซ้ำ....  แล้วจะมาเล่าเรื่องอาหารต่อครับ....
บันทึกการเข้า
อ๊อฟ
ชมพูพาน
***
ตอบ: 167

SIIT, TU


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 07 มิ.ย. 06, 21:06

 เข้ามาฟังครับ    
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30623

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 08 มิ.ย. 06, 07:49


.
.
ส่งริบบิ้นเหลืองมาต้อนรับคุณ Akira กลับบ้านค่ะ
บันทึกการเข้า
Akira
อสุรผัด
*
ตอบ: 27

Status: Working Position: Buyer Workplace: Samuthprakarn Job history: Teacher


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 09 มิ.ย. 06, 16:59


โอ๊ะ โอ๊ ขอบคุณ ครับ... ขอบคุณครับ...
ปลื้มใจจัง มี อาจารย์เทาชมพูมาแวะชมด้วย อิ อิ อิ.... ( แล้วก็คุณอ๊อฟด้วย)  
บันทึกการเข้า
Akira
อสุรผัด
*
ตอบ: 27

Status: Working Position: Buyer Workplace: Samuthprakarn Job history: Teacher


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 09 มิ.ย. 06, 17:48

 เอา ล่ะมาเล่าต่อดีกว่า...

เกี่ยวกับเรื่องเงินสดที่เราจะแลกก่อนไปเที่ยวที่ประเทศจีนอีกนิดนึงแล้วกัน..
ที่ว่าอย่าแลกไปเยอะเพราะว่าค่าครองชีพที่นั่นเท่าบ้านเราจริงจริง (ยกเว้นอาหาร)

แต่ก็อีกแหละดูเหมือนว่าถ้าคุณพยายามเก็บแบงค์หยวนกลับมาจากจีน เพื่อแลกเป็นเงินบาท ทางธนาคารก็ดูเหมือนไม่ค่อยเต็มใจอยากจะรับมันเท่าไร (กดราคาน่าดูเลย) มูลค่าอาจจะเหลือคร่าวๆก็แค่ 3บาท ก็ได้ครับถ้าจะขายกลับ... ดังนั้นก็ขอให้คิดดูให้ดีก่อนจะแลกนะครับ

อย่างไรก็ตามผมเองก็มีวิธีการต่างๆที่ดี ที่จะเสนอแนะให้นะครับ ในกรณีที่คุณคาดว่าเงินอาจจะเหลือกลับมาเมืองไทย (ในช่วงวันสุดท้าย)

1. ถ้าคิดว่าต้องกลับมาประเทศจีนอีกในอนาคตอันใกล้ๆ ก็เก็บไว้บ้างก็ได้ (เผื่อจะได้ไม่ต้องมาแลกอีกคราวหลัง)

2. เอาไปใช้ซื้ออะไรก็ได้ที่อยากได้ที่ร้านค้าในเมืองให้เต็มคราบเลย เหลือไว้แค่ 150-200 หยวนก็พอ ณ ตอนวันกลับเผื่อไว้ใช้นั่งรถแท็กซี่ไปสนามบิน เพราะถ้าเหลือก็เก็บไว้ดูเล่นได้แบบไม่ค่อยเสียดายเท่าไร...

3. กรณีที่พลาดไปแล้ว... (ฉันพลาดไปแล้ว) ไม่อยากเก็บเงินกลับเมืองไทยเป็น 1000 หยวนเลย ก็ไม่ต้องห่วงครับ ในสนามบินยังมีที่ให้ถลุงเงินอีกเยอะเลยครับ ก็ Duty Free Shop ไง! แต่ว่าราคาของที่ร้านค้าในสนามบินไม่ได้คิดเป็น หยวน นะครับ คิดเป็น ดอลล่าห์ ครับ
ถูกต้องแล้วครับดอลล่าห์สหรัฐอเมริกานี่แหละ แพงบรรลัยเลยครับ (เพราะเค้ารู้ว่าคุณจะออกนอกประเทศเค้าแล้ว ก็เลยขอขูดให้หมดเนื้อหมดตัวเลยแล้วกัน ทำนองนั้น) อัตราแลกเปลี่ยนจาก หยวน เป็น ดอลล่าห์ก็อยู่ที่ 8.1 หยวน ต่อ 1 ดอลล่าห์ (จะใช้อัตรา 40บาท ต่อ 1ดอลล่าห์ก็ได้ครับ แล้วหาร เป็นหยวนอีกที...)

ยกตัวอย่างที่เห็นคร่าวๆนะครับ มันฝรั่งพริงเกิ้ล 1กป. ราคา 3.5 ดอลล่าห์ ก็จะเท่ากับ 28.4 หยวน หรือ 142บาท ( บ้านเราขายแค่ 52บาทเอง) แพงสะใจดีนะครับ...
อ้อ...! แล้วก็ไม่ต้องคิดต่อราคาในสนามบินเลยนะครับ ไม่ได้ผล 100% (ลองมาแล้ว หลังจากติดใจมาจากข้างถนนในเมือง)  
บันทึกการเข้า
Akira
อสุรผัด
*
ตอบ: 27

Status: Working Position: Buyer Workplace: Samuthprakarn Job history: Teacher


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 09 มิ.ย. 06, 19:55

 อาหารจีนที่ผมจะแนะนำต่อไปนี้ก็ส่วนใหญ่มาจากประสบการณ์ที่นั่นของผมนะครับถ้าผิดพลาดไปประการใดก็ขออภัยด้วย....

วิธีการหาที่กินอาหารที่นั่นโดยส่วนใหญ่แล้ก็จะมีด้วยกัน 3วิธี แต่ละวิธีก็จะมีผลตามค่าอาหารที่คุณต้องจ่ายในแต่ละมื๊อด้วยนะครับ

(ค่าอาหารที่นี่ไม่มีใครเขาต่อราคากัน อย่าได้ไปต่อเชียวจะโดนเจ้าของร้านเขาด่าเปล่าๆเพราะยังไงเขาก็ไม่ลดครับ)

1. กินอาหารตามร้านอาหารทั่วไป ตามท้องถนน -- ร้านอาหารประเภทนี้จะขายของค่อนข้างถูก ถึงถูกมาก เช่น ผัดผักกวางตุ้งก็จะราคาแค่ประมาณ 2-3 หยวนแค่นั้นก็จะได้มาแล้ว (ขอโทษนะครับที่ไม่ได้เขียนชื่ออาหารเป็นภาษาจีน เพราะผมไม่ถนัดการเขียนภาษาจีน จริงๆ) ผัดไก่คังเพา (ที่ฝรั่งเค้าเรียกกันว่าคังเพา ชิกเก้นนั่นแหละ) ก็ราคาแค่  5-6 หยวนเอง

ข้อดีของการกินร้านอาหารประเภทนี้ก็คือ
1.1. คุณจะสามารถจัดงบอาหารที่ราคาถูกได้ตามใจนึกของคุณเลยแหละ
1.2. อาหารที่นี่ชามจะใหญ่เท่ากาละมังเลยทีเดียวเจียว เรียกว่าถ้าคุณมาคนเดียวก็สั่งอย่างเดียวพอ อิ่มจนกินไม่หมดเลย (วิธีคำนวนการสั่งอย่างง่ายๆ ก็คือให้เอาจำนวนคน หาร สอง จะได้จำนวนอาหารที่ต้องสั่ง เช่น มา 4คนก็สั่งกับข้าวแค่ 2อย่างก็พอ ข้าว 2ชามเหมือนกัน หรือจะ 3ก็แล้วแต่)
1.3 ข้าวที่นี่เขาก็ให้เยอะมากครับเรียกได้ว่าบางทีเห็นก็อาจตกใจได้เล็กน้อย ถ้าเป็นในFood Center อาจจะตกใจมากหน่อย (ไม่เหมือนกับที่บ้านเรา งกข้าวเหลือเกิน กับข้าวก็เล็กเท่าแมวดม)
1.4. คุณสามารถจะเลือกกินยังไงก็ได้ตามใจคุณไม่จำเป็นต้องสั่งเป็นชุด หรือ เซตก็ได้

ข้อเสียของร้านประเภทนี้ก็ได้แก่
1.5. เมนูอาหารเป็นภาษาจีนล้วนครับไม่มีรูปให้ดู เรียกว่าถ้าคุณไม่เก่งภาษาจีนจริงหรือจบจากเส้าหลินตั้งแต่ยังเล็ก คุณอาจจะเพี่ยงพล้ำพลาดถ้าเสียหมาได้ง่ายๆ เพราะอาหารที่นี่บางร้าน นะครับ ตั้งชื่อแต่ละชื่อก็ไม่ธรรมดาด้วยเช่น ผัดไก่จ้าวยุทธ(ภพ) ผัดผักสะท้านฟ้า (ทำนองเนี๊ย) ขนาดอ่านออกแล้วยังต้องถามเจ้าของร้านว่ามันเป็นยังไงเลย....
1.6 อาหารประเภทผัดของที่นี่ (รวมในFood Center บางร้านด้วย) มักจะมีการใส่พวกพริกไทยดำเยอะมากๆ แล้วใส่กันเกือบทุกจานเลย(ที่ผัดมา)
แรกๆก็ดีอร่อยครับ แต่หลังๆชักเอียน...
1.7 อาหารที่นี่เหมือนกันอีกอย่างก็คือค่อนข้างอุดมไปด้วยไขมัน และโปรตีนจริงๆ ( อย่างหน้าอาจจะเยอะมากกว่าเยอะ) ถ้าไม่รักกันจริงก็ไม่ไหวครับเลี่ยน...
1.8. ไม่สามารถสั่งอาหารตามสั่งได้ และ ไม่มีน้ำปลาหรือซอส ให้ใส่นะครับ เพราะเค้าถือว่าเค้าปรุงสำเร็จแล้วไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่มเติมอีก

ดูเหมือนจะหมดเวลาสำรับวันนี้แล้ว เอาไว้วันพุธมาเล่าใหม่ครับ ขอไปพักผ่อนก่อน (หยุดพักยาวครับ ฉลององค์ในหลวงครบ60ปีครองราชย์) คราวต่อไปจะมาเล่าวิธีหาที่กินแบบที่ สองครับ  
บันทึกการเข้า
Akira
อสุรผัด
*
ตอบ: 27

Status: Working Position: Buyer Workplace: Samuthprakarn Job history: Teacher


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 16 มิ.ย. 06, 19:08

 เอาล่ะพักมานานแล้ว หายเหนื่อยเสียที...
เข้าสู่ตอน ที่ สองได้เลยครับ


ร้านอาหารที่กินแบบแรกที่กล่าว ค่อนข้างถูกครับปริมาณก็เยอะจริงๆ หาได้ง่าย ข้อเสียก็คือเขาไม่นิยมให้เราไปปรุงรสของเขาจนเสีย ก็เลยไม่มีบริการด้านซอสปรุงรส หรือ น้ำปลาให้... (เรียกว่าค่อนข้างจะขัดใจคนไทยอย่างผมพอสมควรเลยแหละ)

แบบที่สองก็คือไปเข้ากินตามร้านอาหารประเภท Food Centerตามห้าง อันนี้หมายถึงร้านอาหารประเภทที่เราต้องใช้คูปองซื้อนะครับ (ยังไม่รวมถึงร้านประเภท Yoshinoya, KFC, Mcdonald....)

การเข้าไปกินร้านอาหารประเภทนี้ก็เหมือนบ้านเราครับต้องซื้อคูปองก่อน แต่ที่นี่เค้าจะใช้เป็น บัตรเติมเงินแทน เช่น ซื้อบัตร 50 หยวน 100 หยวน
(ทำนองนี้แหละ) เค้าก็จะเอาบัตรเปล่าๆของเค้าไป คีย์จำนวนเงินตามที่เราซื้อต่อไป แต่บัตรที่เขาให้เรา เขาจะหักเป็นค่ามัดจำบัตรก่อน 5หยวน ต่อใบ เช่นซื้อ 100 หยวน ก็จำนวนที่ไปซื้ออาหารได้จริงจะแค่ 95 หยวนเท่านั้น (อย่าตกใจว่าเงินหายไปไหน) แล้ว พอเราเอาบัตรไปคืนเขา เขาก็จะคืน 5 หยวนที่มัดจำไว้ให้เรา...

ข้อดีของการกินในห้างก็คือ อาหารส่วนใหญ่จะมีรูป หรือ อาหารตัวอย่างสำเร็จรูปให้ดู เรียกว่าถูกใจอันไหน อยากกินอันไหน ก็จิ้มได้เลย รับรองว่าของจริงไม่ผิดเพี้ยนไปจากที่เราเห็นแน่นอน.

บางร้านจะนิยมขายโดยใช้วิธีตั้งตัวอย่างอาหารไว้ด้านหน้า เสร็จแล้วก็จะให้เราสั่งตามตัวอย่างที่เขามีให้เท่านั้น ร้านจะทำอาหารให้เราหลังจากที่เราจ่ายค่าอาหารแล้ว ซึ่งก็ต้องรอประมาณ 5-10 นาทีกว่าอาหารจะเสร็จ พร้อมเสริฟร้อนๆ อร่อยๆ และ ปรุงใหม่ๆ สนนราคาอาหารประเภทนี้จะอยู่ที่ 5หยวน (ต่ำสุด) - 25 หยวน มีทุกอย่างตั้งแต่เกี๊ยวหมูน้ำ ราเม็ง ยันปลาหมึกผัดผงกะหรี่ และอื่นๆ อีกเพียบ (ข้าวห่อใบบัวยังมีเลย...)

และที่นั่นก็มีที่เป็นแบบร้านขายข้าวแกงบ้านเราเหมือนกันซึ่งเขาผัด และทำอาหารพร้อมไว้รอเราอยู่แล้ว แต่วิธีการขายอาหารของร้านแบบนี้จะค่อนข้างแปลกเล็กน้อยคือคุณต้องสั่งอาหารอย่างน้อย 3 อย่าง โดยแบ่งเป็นอาหารเจ (มีแต่ผักอย่างเดียว) กับอาหารประเภทเนื้อ (ก็จะมีพวกเนื้อไก่เนื้อหมูปนอยู่ด้วย)
เจ 3อย่าง เนื้อ 0อย่าง 10หยวน
เจ 2อย่าง เนื้อ 1อย่าง 12หยวน
เจ 1อย่าง เนื้อ 2อย่าง 14หยวน
(ใครจำไม่ได้ให้สังเกตุราคาเอานะครับจะเป็นรูปแบบเดียวกันหลายร้านอยู่ บางร้านก็จะพลิกแพลงนิดหน่อยแต่ก็จะคล้ายๆ อย่างนี้แหละ)

บางร้านก็จะนิยมขายแบเสนอราคาที่ดูแล้วรู้สึกถูกไว้ก่อนก็มี  โดยขายตามน้ำหนักอาหารที่เราเลือก เช่น 100กรัม 5หยวน (แต่พอดูของแต่ละอย่างแล้วน่าจะหนักเกิน 2ขีดทุกอย่างเลย)

ที่นี่เองทุกร้านก็ยังนิยมแจกข้าวอยู่เหมือนเดิม (ข้าวเยอะมากๆๆๆจนกินยังไงก็ไม่หมด)

ข้อเสียมีอยู่ประการเดียวคือไม่มี ซอสให้ปรุงรสเองอยู่ดี....
อ้อแล้วอีกอย่าง ใครที่นิยมกินอาหารเสร็จแล้วต้องดื่มน้ำตามทันที ล่ะก็ กรุณาซื้อน้ำจากด้านนอก Food Center แล้วพกเข้ามากินข้างในจะดีกว่านะครับ เพราะ น้ำข้างในเขาขายถ้วยละ 5 หยวนเป็นอย่างต่ำครับไม่คุ้ม (ข้างนอกขายแค่ 1.2 - 2.5 หยวนแค่นั้นเอง)

แล้วจะมาเล่าแบบที่สามครับ (แบบที่เราๆท่านๆทั้งหลายถนัดที่สุดเพราะเหมือนกันทั่วโลก)  
บันทึกการเข้า
Akira
อสุรผัด
*
ตอบ: 27

Status: Working Position: Buyer Workplace: Samuthprakarn Job history: Teacher


ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 26 มิ.ย. 06, 21:40


ร้านอาหารในแบบที่ สาม ก็ พวก ร้านอาหารฟาสต์ฟูดไงครับ...

เดี๋ยวนี้จีนเค้าพัฒนาแล้วนะครับ มีร้านอาหารฟาสต์ฟูด พวกแบรนด์เนมดังๆ เพียบเลย ไม่ว่าจะเป็น เคเอฟซี (เข่นเต๋อจี)  แมคโดนัลด์ (ไม่ตังเหลา) แล้วก็ ปิซซ่า ฮัท(ปี้เซิ่งเข้อ) พวกนี้จะเห็นบ่อยมากๆ การสั่งอาหารก็จะเหมือนๆกันกับ การสั่งอาหารของร้านประเภทนี้ในบ้านของเรานั่นแหละ วิธีการที่ดีที่สุดคือการเปิดเมนูของเขา จิ้มไปเลยอยากกินอันไหน กี่อันก็ชูนิ้วตาม ไป เพราะในนั้นเขามีรูปและราคาบอกอยู่แล้วชัดเจน (เป็นหยวนนะครับ) ส่วนรสชาติของอาหารประเภทนี้ก็เหมือนกันหมดอยู่แล้วทั่วโลก ดังนั้นก็กินได้ครับไม่มีปัญหา....

พูดถึงราคาแล้วก็ถือว่าค่อนข้างแพงอยู่พอสมควรครับ ต่ำๆ ก็8-12 หยวนแล้วครับ  แต่ถ้าเทียบกับการกินใน 2แบบข้างต้น เราคนสั่งจะรู้เรื่องมากกว่าว่าจะกินอะไรดี

เพียงแต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ค่อยชอบจากร้านประเภทนี้ในเมืองจีนเลยก็คือ พนักงานหน้าเคาเตอร์เอง ก็ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้อยู่ดี (ต้องระดับหัวหน้าคนพวกนี้และถึงจะพอคุยภาษาอังกฤษกันได้หน่อย) เพราะอย่างถ้าผมอยากกิน สตรอเบอรรี่ซันเดย์ สักถ้วย ผมเข้าร้านที่ไทยเขาก็เข้าใจ ผมไปญี่ปุ่นพูดแบบเดียวกันนี่แหละ เขาก็เข้าใจ แต่ถ้าเป็นที่จีน ผมยังต้องเสียเวลาอธิบายอีกยืดยาวว่าผมอยากกินอะไรกันแน่ เพราเขาไม่เข้าใจคำว่าสตรอเบอรรี่ คืออะไร (ผมจำไม่ได้แล้วเหมือนกันว่าภาษาจีนคำว่าสตรอเบอรรี่ คืออะไร)  ดังนั้นถ้าไม่อยากหน้าแตกแบบผมก็อย่าพยายามเลือกจะกินอะไรที่มันมีหลากหลายรสชาติให้เลือกแบบนี้ก็แล้วกัน... หึ หึ หึ
บันทึกการเข้า
Akira
อสุรผัด
*
ตอบ: 27

Status: Working Position: Buyer Workplace: Samuthprakarn Job history: Teacher


ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 26 มิ.ย. 06, 22:32

 ตอนนี้ที่ประเทศจีน เขาก็กำลังฮิตอาหารญี่ปุ่นครับ (เหมือนบ้านเราเลย) พวกคนหนุ่มๆ สาวๆวัยรุ่นในประทศจีนเริ่มหันมาสนใจร้านอาหารประเภทนี้กันมากขึ้น อาจจะเนื่องด้วยค่านิยมที่เปลี่ยนไป เริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น (ในว่าเหมือนที่บ้านเราโฆษณานั่นแหละครับ ว่ากินอาหารญี่ปุ่นแล้วจะทำให้สุขภาพดี)

บ้านเขาตอนนี้ก็เลยมีร้านอาหารญี่ปุ่นขึ้นอย่างกับดอกเห็ดเลย รองลงไปก็เป็นพวกร้านอาหารเกาหลี เพราะเค้ากำลังมีกระแสฮิตมาจากละครเรื่อง แดจังกึม ที่โน่นคนก็เลยเริ่มที่จะเข้าร้านอาหารเกาหลีกันด้วย... (อาหารจีนโดน อาหารต่างชาติบุกมาตีถึงถิ่นเลยแหละ แถมอยู่ได้ด้วย)

ร้านโยชิโนยะนี่จะเจอบ่อยมากในญี่ปุ่น แหะๆไม่นึกว่าจะเจอในจีนด้วย สุดยอดๆ.... แม้จะมีหลายอย่างที่ค่อนข้างแตกต่างจาก ร้านต้นตำรับที่ญี่ปุ่น แต่ก็มีเมนูที่อร่อยๆที่ไม่มีในญี่ปุ่นก็เยอะเหมือนกัน....

แม้จะยังคงไม่ซอสให้ปรุงเหมือนเคย(ที่ญี่ปุ่นจะมี โซยุให้ด้วย พร้อมขิงดอง) แต่ที่นี่ก็ยังมีพริกป่นให้ได้เพิ่มรสชาติด้วย (ขอฟรีได้)
แต่ถ้าไม่สะใจพอ ก็จะมีพวกซองคล้ายๆพริกเผาบ้านเรา ไม่เผ็ดเท่าไรออกเค็มๆเปรี้ยวนิดๆ เหมือนน้ำพริกมะขามบ้านเราเลย (แต่ก็ดีกว่าไม่มีนะ) แต่เขาไม่ได้ให้ฟรีนะครับต้องซื้อครับ 2ซอง 1หยวน ราคาของอาหารในร้านก็โอ้ไม่อยากพูดถึงเลย แพง มากๆๆๆๆๆ ประมาณว่า สั่งทีก็ 20-30 หยวนต่อมื้อนะครับ  อือ ....  
บันทึกการเข้า
พุดซ้อน
อสุรผัด
*
ตอบ: 14

วิศวกรสิ่งแวดล้อม


ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 27 มิ.ย. 06, 13:11

 ขอมาฟังด้วยคนค่ะ ยิ้ม
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.038 วินาที กับ 19 คำสั่ง