เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 3 [4] 5
  พิมพ์  
อ่าน: 17902 แทนคำขอบคุณ บทความให้ download เรื่อง "ในหลวงอานันท์ขึ้นครองราชย์ตามลำดับขั้นของกฎมณเฑียรบาล
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 45  เมื่อ 02 พ.ค. 06, 11:50


ภาพนี้ดุจัง
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 46  เมื่อ 02 พ.ค. 06, 11:50


แบบเป็นคู่ ไม่แน่ใจว่าเกี้ยวกันอยู่หรือสู้กันแย่งสาวนะครับ แหะๆ
บันทึกการเข้า
Andreas
แขกเรือน
ชมพูพาน
***
ตอบ: 130


ความคิดเห็นที่ 47  เมื่อ 02 พ.ค. 06, 11:57

 ผมเคยถูกสอนมาว่า เวลาวิจารณ์งานของใครนั้นต้องพยายามตัดต้นทุนทางสังคมของเจ้าของผลงานนั้นออก ซึ่งก็หมายความว่าควรพิจารณางานนั้นอย่างเดียว อย่างเอาตัวบุคคลนั้นเข้ามาวิเคราะห์ด้วย...แต่วันนี้ผมปฏิบัติแตกต่างไป เนื่องจากมิต้องการจะให้เป็นแบบเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน เลยต้องทำการค้นซักหน่อยว่า อาจารย์สมศักดิ์คือใคร...สุดท้ายก็ได้คำตอบที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯนี่เอง

ผมอ่านงานเขียนของอาจารย์รวมถึงข้อโต้แย้งที่อาจารย์อธิบายมาเรื่องลักษณะของงานเขียนดังนี้ครับ  

อาจารย์บอกว่า

"อย่างแรกสุด เลยนะครับ ในบทความที่ยาวเป็น สิบๆหน้า ในเชิง stylistic หากเขียน ราชาศัพท์อย่างละเอียดถี่ยิบ ผมว่า คงไม่ใช่บทความวิชาการแล้ว จะกลายเป็นพงศาวดารไป บทความนี้เป็นบทความเชิงวิชาการ ที่ต้องการเสนอประเด็น (ข้อมูลและ arguments ต่างๆ) ไม่ใช่ บทอาเศรียรวาทสดุดี (หรือพงศาวดาร) ซึ่งเขียนขึ้น โดยมีจุดประสงค์สำคัญ เพื่อการ "ประณามพจน์" ดังนั้น การเขียนราชาศัพท์อย่างถี่ยิบ จึงไม่จำเป็นในความเห็นของผม"

ตรงนี้ผมมีข้อคิดเห็นตรงกันข้ามอย่างมาก...ต้องออกตัวไว้ก่อนนะครับว่า ผมทำงานอยู่แวดวงทางสายวิทยาศาสตร์ มิใช่ทางสายประวัติศาสตร์ แต่เมื่อเอ่ยถึงคำว่า "เอกสารทางวิชาการ" แล้ว น่าจะต้องยึดหลักความถูกต้องเป็นหลัก รวมถึงความเหมาะสมของถ้อยคำที่ใช้ เพราะเอกสารทางวิชาการย่อมมีการถูกอ้างอิง ดังนั้นต้นฉบับต้องน่าเชื่อถือและเหมาะสม ซึ่งเวลาอาจารย์ปฏิเสธที่จะใช้พระอิสริยยศ และพระนามเต็มของเจ้านายที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่แปลกมาก เพราะพระนามของเจ้านายนั้นน่าจะติดพระองค์ไปตลอด การเรียกพระนามเต็มของเจ้านายชั้นสูงนั้น คือการแสดงความเคารพสูงสุดที่คนธรรมดาอย่างเราๆพึงกระทำ อีกอย่างการเรียกพระนามเต็มหรือราชทินนาม น่าจะแตกต่างจากคำราชาศัพท์ ที่ต้องพิจารณาคำนาม คำกิริยา และส่วนประกอบอื่นๆ

อาจารย์ชี้แจงต่ออีกว่า

"ประการต่อมา ผมเอง เคยชินในลักษณะนี้เอง คือ เขียนและอ่านบทความภาษาอังกฤษค่อนข้างประจำ ในงานภาษาอังกฤษ เมื่อพูดถึงเจ้า แม้แต่ระดับกษัตริย์นั้น ก็ใช้เรียกชื่อตรงๆเท่านั้น เช่น Prajadhipok, Nakhon Sawan ฯลฯ และอื่นๆ อีก (ขอให้สังเกตว่า เวลาเจ้านายเขียนคุยกันเอง ก็เรียกกันเองเช่นนี้เหมือนกัน เช่น กรมนครไชยศรี Chira เฉยๆ เป็นต้น) อันนี้ คนไม่เคยชิน ก็อาจจะว่า "ดัดจริต" ได้ ผมก็ไม่ว่าอะไร แต่เพียงชี้แจงให้ทราบว่า แต่ละคนมีความคุ้นเคยของการเขียนงานไม่เหมือนกัน เรื่องนี้ คลุมไม่เฉพาะกับเจ้านาย แม้แต่กับสามัญชน เช่น คำว่า "พิบูล" อันที่จริง คำนี้ ในภาษาไทย ไม่เขียนกันทั่วไป เมื่อพาดพิงถึง "จอมพล ป" แต่ในบทความของผม ผมใช้คำนี้บ่อย เป็นความเคยชิน แบบที่ฝรั่งเองพาดพิงถึงท่านผู้นี้ว่า Phibul เป็นปกติ"

พอมาถึงตรงนี้ผมก็มีข้อขัดแย้งอีกเช่นกันครับ การที่เจ้านายแต่ละพระองค์จะเรียกชื่อกันแบบธรรมดานั้น เพราะท่านมียศเสมอกัน หรือมีฐานันดรไม่แตกต่างกันมากนัก แต่การที่เราคนธรรมดา มิได้เกิดมาพร้อมฐานันดรศักดิ์เทียบเท่าจะเอ่ยพระนามของเจ้านายแบบที่เจ้านายเรียกกันเอง ผมว่าอาจจะไม่เหมาะสมนัก.....และการที่อาจารย์อ้างเรื่องบทความภาษาอังกฤษว่าเค้าใช้เรียกชื่อเฉยๆ ผมก็เคยเห็นเหมือนกัน แต่ผมว่าเพราะคนเขียนบทความเหล่านั้นไม่เข้าใจบริบทของคำว่าราชวงศ์และบุคคลทั่วไป เข้าไม่เข้าใจถึงคำว่า "การให้เกียรติและการเทิดทูนสถาบันกษัตริย์" เพราะสถาบันของเค้าไม่ได้ตอบแทนอะไรต่อประเทศมากกว่าการเป็นแค่ประมุขทางงานพิธี แต่สำหรับประเทศไทยมันแตกต่างกันมิใช่หรือครับ...อีกอย่างการเขียนบทความเป็นภาษาอังกฤษนั้น เค้าคงไม่ต้องการให้คนไทยอ่านมากนักหรอกครับ อย่างมากก็นักวิชาการ...แต่ตอนนี้อาจารย์กำลังเขียนงานให้คนไทยด้วยกันอ่าน แต่อาจารย์กลับไปใช้รูปแบบที่ฝรั่งเขียน ผมว่ามันค่อนข้างจะแปลกๆ ที่สำคัญภาษาไทย คือภาษาที่สวยงาม เพราะมีระดับชั้นของการใช้ภาษา ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาและระดับเจ้านายสูงขึ้นไป...ทำไมอาจารย์ถึงทิ้งเสนห์ของภาษานี้ไปเสียล่ะครับ....

อาจารย์พูดต่ออีกว่า

"ไม่มีกฎหมายใดๆทั้งสิ้นที่ระบุว่า การใช้ราชาศัพท์เป็นข้อบังคับทางกฎหมาย (ไม่เช่นนั้น ในงาน concert ต่างๆ ที่แม้จะจัดต่อหน้าพระพักตร์ ยังมีการ ขออนุญาตไม่ใช่ราชาศัพท์ชั่วคราวพวก MC เหล่านั้น คงถูกจับเข้าคุก หรือถูกปรับไปตามๆกัน) ประเด็นของผมคือ การเขียนอย่างจงใจไม่ใช้ราชาศัพท์ถี่ยิบเช่นที่ใช้กันนี้ เป็นการ make a point อย่างหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่า หลายท่านในทีนี้ คงไม่ถูกหูนัก แต่ point ของการอ่านงานที่ไม่ถูกหูเรา อย่างหนึ่ง ก็คือการกระตุ้นให้ตั้งคำถามกับ belief ต่างๆ ที่เรา hold อยู่"

ตอนนี้อาจารย์กำลังยกข้อบังคับทางกฎหมายขึ้นมาพิจารณาแทนความเหมาะสม...ซึ่งผมค่อนข้างจะไม่เห็นด้วยครับ...ในโลกนี้มีตั้งหลายอย่างที่กฎหมายไม่ได้ระบุไว้ แต่คนเราก็ปฏิบัติตามเพราะความเหมาะสมกันทั้งนั้น ทั้งเช่นการไหว้ การเคารพผู้อาวุโส และอื่นๆ อันนี้ก็ไม่มีกฏหมายกำหนด แต่คนไทยเราก็ทำ เพราะมันคือความเหมาะสม และช่วยทำให้เรามีรากเหง้าของตนเอง มีเอกลักษณ์มิใช่หรือครับ...การไหว้ ไม่ถูกบังคับด้วยกฏหมาย แต่เป็นการสั่งสอนและความเหมาะสม...ทุกวันนี้ทั่วโลกรู้จักเมืองไทยเพราะการไหว้ (ส่วนเล็กๆ ในส่วนใหญ่ๆ) มิใช่หรือครับ.... แม้ว่าเราจะใช้กฏหมายตามรูปแบบของฝรั่งเศษ ที่เรียกว่า written laws ก็ตาม แต่ในสายเลือดของคนไทยบางส่วนยังมี common laws อยู่นะครับ...จารีตประเพณีที่เราถือปฏิบัติกันมาอย่างยาวนานทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับราชวงค์และสถาบันกษัตริย์นั้น ก็น่าจะถูก imply ว่าเป็น common laws อย่างหนึ่งใช่มั้ยครับ...สุดท้ายอาจารย์กล่าวถึงพิธีกรที่ขออนุญาตไม่ใช้ราชาศัพท์ แต่เพราะพวกเขาขอประทานอนุญาติ หรือ ขอพระราชทานอนุญาต ไม่ใช้คำราชาศัพท์ และเจ้านายท่านก็ทรงอนุญาต...ถึงได้ใม่ใช้ราชาศัพท์กันได้ อีกอย่างถ้าพิธีกรจะต้องเอ่ยถึงเจ้านายอีกครั้ง พิธีกรก็ต้องใช้ราชาศัพท์อยู่ดี เพราะเป็นการทูลหรือกราบทูลโดยตรง ...ทั้งหมดที่กล่าวมามันคือระเบียบปฏิบัติที่ปฏิบัติกันมาอย่างยาวนานทั้งสิ้นครับ...

สุดท้ายจริงๆ อาจารย์พูดมาอีกว่า ต้องการให้มีการชักจูงให้เกิดข้อวิจารณ์หรือข้ออภิปรายต่อๆไป รวมถึงคำถามต่างๆ แต่สำหรับบางคนแล้วพอลักษณะการเขียนไม่เข้าตา เค้าอาจจะไม่อ่านเลยก็ได้ครับ...

สุดท้ายอีกแล้วครับ...ด้วยความเคารพในคุณวุฒิและวัยวุฒิของอาจารย์สมศักดิ์ ..ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะลบหลู่แต่อย่างใด..เพียงแต่นำเสนอข้อวิจารณ์ส่วนตัวเท่านั้นครับ...และที่สำคัญอาวุโสผมเองก็น้อยอยู่ด้วย...ถ้าข้อเขียนใดข้างบนไม่เข้าตา..ผมขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
บันทึกการเข้า
UP
แขกเรือน
องคต
*****
ตอบ: 516


ความคิดเห็นที่ 48  เมื่อ 02 พ.ค. 06, 11:57

 บทความเรื่องสันตติวงศ์--วิจารณ์บทความ--เครื่องราชอิสริยาภรณ์--ราชาศัพท์และการออกนาม--หน้าพระลาน--พจนานุกรม--ปู  

วิวัฒนาการของกระทู้นี้น่าทำวิจัยนะครับ
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 49  เมื่อ 02 พ.ค. 06, 12:00


.




ตัวนี้ "ปูแม่ฟ้าหลวง" ครับ
ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Dromothelphusa sangwan
ส่วนชื่อสามัญคือ Elegant giant crab นะครับ
พบที่บ้านก้อแสนใจ กิ่งอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 50  เมื่อ 02 พ.ค. 06, 12:02

 ขอโทด้วยครับ เผลอออกนอกเรื่องไปเยอะเลย เหอๆ
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 51  เมื่อ 02 พ.ค. 06, 13:34

 ไซเบอร์สะเปสก็สนุกอย่างนี้แหละครับ ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร
ถ้าเดกาส์เล่นเวบ แกต้องประกาศว่า
I LINK there for I am แหงมๆ

เสียดายคุณอันดะรีอัส ไม่น่าไปสอบบาทของอาจารย์สมศักดิ์เลย กลายเป็น "เอาบาทใหญ่เข้าข่ม"(ใช้อย่างตั้งใจนะครับ ผมว่าภิกษุไม่น่ามีกิจต้องเอาบาตรไปข่มใคร) -พาให้ระย่อ
เขาว่ามา เราไม่เห็นด้วยก็ประเคนคืนไป ส่วนมารยาทนั่น เราต้องมีอยู่แล้ว ถ้าเรามีพ่อแม่เป็นคนไทย

สะตายของอาจารย์สมศักดิ์นี่ อันที่จริงก็น่าพิจารณานะครับ ลองคิดดูว่า อีกแปด-เก้าสิบปีข้างหน้า มีอาจารย์ศักดิ์สม เขียนประวัติศาสตร์อยุทธยาตอนหนึ่งว่า

ปราสาททองโกรธมาก หูกระดิกแดงฉาน สั่งพ่อครัวเอาข้าวต้มชามใหญ่ ราดหัวฑูตพม่า พร้อมด่าว่า ไอ้ชั่ว เองอย่ากำแหงมาก เดี๋ยวกูยกพวกลุยบ้านมึงให้ราบหร็อก ลากมันออกไปอัดต่อ....
เฮ้ยไอ้แห้ว เอาผ้าขี้ริ้วมาหน่อย กูจะเช็ดมือ.....

เกิดมันเป็นอย่างนี้ขึ้นมา ข้อเท็จจริงที่รองรับวัฒนธรรมศักดินา มิกลายเป็นวัฒนธรรมกุ๊ยช่ายไปหรือ แปลว่าเราต้องลบอลังการณ์ศาสตร์ที่ฝังอยู่ในประวัติศาสตร์ชนชาติทั้งหมดทิ้งไป เพราะนักประวัติศาสตร์พากันนิยมนับถือ "ทฤษฎีกระตุ้นศาสตร์" ว่าเป็นวิธีเข้าถึงความจริงได้อย่างไม่มีอะไรรกหูรกตา

ถ้าอย่างนั้น ไอ้คำศักดิ์สิทธิ์ที่นักฝรั่งนิยมชอบใช้กัน ไอ้ บริบท ไอ้วาทกรรม ไอ้มโนคติแห่งความเหลื่อมล้ำ
มันก้อตกงานซีท่าน
แล้วประวัติศาสตร์คงกลายเป็นแป๊ปแป๊ปศาสตร์ คือแสดงคนเขียนอย่างบัดเดี๋ยวนั้น อดีตช่างมัน

จำได้ว่ามีฝรั่งเคยบอกว่า ทุกประวัติศาสตร์คือปัจจุบัน เพิ่งเข้าใจวันนี้เอง
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31032

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 52  เมื่อ 02 พ.ค. 06, 16:29

 ป่านนี้คุณสมศักดิ์คงจามใหญ่แล้ว  มีคนรอในเรือนไทยแยะจริงๆ

จากปู ถึงพระเจ้าปราสาททอง
เอ ไอ้แห้วกลายเป็นมหาดเล็กเสียแล้ว  เห็นรับใช้พล นิกร กิมหงวนอยู่แท้ๆ
หรือว่าไอ้แห้วรีเจนซี่ คะ

คุณพิพัฒน์ไม่ยักเล่าฉากต่อไปไอ้แห้วจะกราบทูลว่ายังไง  
ขืนเรียก "ปราสาททอง" เฉยๆ มีหวังหัวขาด
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 53  เมื่อ 02 พ.ค. 06, 17:03

 นี่ไงปัญหา
ผมวางไว้ว่าไอ้แห้วนี่ อัครเสนาบดีฝ่ายขวาเชียวนา เอ.. หรือฝ่ายซ้ายดี  ฮิ...ต้องเป็นท่านกรมท่าสิ เอ หรือจะเป็นพระยาทวายที่จูงมือหม่องเข้ามา.....
พอดีเพิ่งลองใช้ "ทฤษฎีกระตุ้นศาสตร์" ดู

เห็นชัดละครับ ว่าบรรดาการแสดงทั้งหมด ต้องพับฉาก เปลี่ยนอาชีพไปเลย

ให้อาจารย์เทาแต่งต่อดีกว่า
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31032

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 54  เมื่อ 02 พ.ค. 06, 17:51

 คุณพิพัฒน์โยนเผือกร้อนใส่มือดิฉันอีกครั้ง   ก็รู้นี่นาว่าขนบของพวกเทวาลัย ตรงกันข้ามกับกระตุ้นศาสตร์
แปลอีกทีว่าแต่งไม่ได้ค่ะ    
ต้องปล่อยให้ท่านอัครมหาเสนาบดีหม่ำแห้วอยู่หลังม่านต่อไป สมชื่อ
บันทึกการเข้า
Andreas
แขกเรือน
ชมพูพาน
***
ตอบ: 130


ความคิดเห็นที่ 55  เมื่อ 02 พ.ค. 06, 22:01

 Dear Khun Pipat,

I do not understand what you have written regarding my opinion towards Aj. Somsak's work. Could you please explain to me more?



Dear Aj. Somsak,

As I said earlier, I do not want to disrespect you by all means. Please give me apology if it isn't a good way to respond.



Dear Khun PinkandGrey

May I ask you to delete my opinion (#47)? I am afraid that it was not polite enough and it might create the unexpected consequences. Indeed thanks,



All Regards



Andreas
บันทึกการเข้า
pipat
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1802


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 56  เมื่อ 02 พ.ค. 06, 22:54

 ถ้าคุณไม่รู้ว่าสมศักดิ์เป็นใคร
คุณแค่พิจารณาจากสิ่งที่เขาเสนอ(ซึ่งสาธุชนพึงทำดังนั้น)
แล้วคุณก็แสดงความเห็นออกไป
โดยคุณมีต้นทุนคือสำนึกอย่างบริสุทธ์ในสิ่งที่คุณไม่เห็นด้วย
นั่นแหละครับคือของมีค่า

สิ่งที่คุณเขียน ไม่มีตรงใดเลยที่ผมเห็นว่าขาดความเคารพ ผมว่าครอบครัวของคุณโชคดีมากนะครับ

ผมอ้างบาทใหญ่เข้าข่ม หมายความว่า เป็นผู้(มีบาทา)ใหญ่ ทำอะไรออกไป เด็ก(ซึ่งบาทเล็กกว่า อันนี้คุณต้องรู้เรื่องทรพีด้วย จึงจะเข้าใจ)ก็ต้องยอม เพราะบาทใหญ่กว่านี่นา

ผมเห็นว่าวิชาการไม่มีอาวุโส ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก
ดีต้องไม่เหมือนเลว ศาสตราจารย์ก็ผิดได้เหมือนเด็กนักเรียน แต่ความขายหน้าไม่เท่ากันเท่านั้น

กรณีบทความของอาจารย์สมศักดิ์ ที่จงใจจ้วงจาบสำเหนียกของ คนอ่าน เพราะแกเห็นว่าจะทำให้ความรู้ก้าวหน้า
เราไม่เห็นด้วยก็โต้แย้งไป เราไม่ได้หยาบคายหรอกครับ เราสู้กับสติปัญญาของแก

จะให้เพิ่มเติมอีกก็ยินดีครับ
คุณมีวิธีโต้แย้งที่นุ่มนวลแต่แข็งแรงมาก
ใครลบกระทู้คุณ ผมจะแช่ง
บันทึกการเข้า
เฟื่องแก้ว
พาลี
****
ตอบ: 327

เลขานุการ


ความคิดเห็นที่ 57  เมื่อ 03 พ.ค. 06, 04:36

 รู้สึกว่า คนจะลบกระทู้ได้มีอยู่ท่านเดียว คืออาจารย์เทาชมพูนะคะ
ใจคอคุณ pipat จะแช่งท่านหรือคะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31032

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 58  เมื่อ 03 พ.ค. 06, 08:22

 คุณเฟื่องแก้วเล่นยิงหมัดเด็ด   เดี๋ยวคุณพิพัฒน์แกจับไข้ไป
ดิฉันก็ไม่ได้ฟังเรื่องเทพเจ้าพราหมณ์ต่ออีกหลายวันน่ะซีคะ

คุณ Andreas  เป็นคนสุภาพเรียบร้อยและขี้เกรงใจคน  แม้ออกความเห็นในเชิงคัดค้านก็จะระวังความรู้สึกของผู้ที่ตัวเองคัดค้าน
พูดถึงวัยวุฒิอาจจะน้อย  แต่คุณวุฒิไม่ด้อยไปกว่าคุณสมศักดิ์หรอกค่ะ
บันทึกการเข้า
Andreas
แขกเรือน
ชมพูพาน
***
ตอบ: 130


ความคิดเห็นที่ 59  เมื่อ 03 พ.ค. 06, 08:43

 ตั้งเมื่อกี้นี้ผมโพสต์แล้วชนกับคุณเทาชมพูกลางอากาศครับ...มันเลยกระเด้งกลับมาให้ผมโพสต์ใหม่ครับ....

ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณคุณเทาชมพูที่กล่าวชมผมครับ...และขอบพระคุณที่เข้าใจความคิดเห็นของผมเช่นกันครับ

และขอบคุณคุณpipat ที่ให้ความกระจ่างด้วยครับ...เรียนตามตรงว่าตอนแรกผมอ่านความคิดเห็นของคุณ pipat แล้วเข้าใจว่า ข้อโต้แย้งของผมกลายเป็นการยกตนข่มท่านไปเสีย....ผมก็เลยตกใจ ต้องรีบขอร้องคุณเทาชมพูลบความคิดเห็นนั้นทันที เพราะผมมิได้มีเจตนาอย่างนั้นเลยจริงๆครับ พอคุณpipat มาอธิบายเพิ่มขึ้นจึงเข้าใจมาในระดับหนึ่งครับ...ขอบคุณอีกครั้งครับ

จริงๆแล้วผมมิได้รู้จักอาจารย์สมศักดิ์เป็นการส่วนตัวแต่อย่างใดครับ แต่ที่ผมเลือกที่จะค้นหาว่าอาจารย์ท่านเป็นใครก่อนนั้น ทั้งนี้เพื่อเป็นข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจการใช้ภาษาในการโต้แย้งในครั้งนี้ครับ...พอทราบว่าท่านเป็นอาจารย์เป็นผู้ทรงคุณวุฒิและวัยวุฒิ ผมเป็นผู้น้อยจึงต้องใช้ภาษาที่แสดงความเคารพแม้จะโต้แย้งกลับก็ตามครับ...

*******
ถึงคุณเฟื่องแก้วครับ...ช่วงนี้คุณเฟื่องมีจำนวนรีพลายมากกว่าผมแล้ว....จำได้ว่าผมเจอคุณครั้งแรกที่กระทู้ Intangible Cultural Heritage มาตอนนี้คุณเฟื่องแก้วกำลังจะพัฒนาเป็นเครื่องบินแล้วครับ...

สวัสดีครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 [4] 5
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.044 วินาที กับ 19 คำสั่ง