เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
อ่าน: 7197 พระพุทธชินราช พระคู่เมืองสองแคว
111
มัจฉานุ
**
ตอบ: 55


 เมื่อ 10 เม.ย. 06, 16:12

 พระคู่บ้านคู่เมืองของไทยนอกจากพระแก้วมรกต และพระพุทธสิหิงส์แล้ว ที่เรารู้จักกันดีอีกองค์หนึ่งก็คือ พระพุทธชินราช วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิณุโลก ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์ และมีพุทธศิลป์งดงาม จนเป็นที่กล่าวขานไปทั่ว
มีตำนานกล่าวถึงการสร้างพระพุทธชิราชว่า เมื่อพญาลิไท มีพระราชประสงค์จะสร้างพระพุทธรูปที่งดงามอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน ก็ปรากฎว่าไม่มีช่างคนใดเลยที่จะทำการหลอมพระขึ้นได้ พระอินทร์จึงแปลงกายลงมาเป็นชีปะขาวรูปหนึ่ง เพื่ออาสาหลอมพระพุทธรูป ซึ่งก็เป็นผลสำเร็จพระพุทธรูปที่ออกมามีพุทธลักษณะงดงามหาที่ติมิได้ และเมื่อพระอินทร์จำแลงหลอมพระเป็นการสำเร็จ ก็ได้เดินหายไปอย่างไร้ร่องรอย ตรงบริเวณที่พระอินทร์จำแลงหายไปปัจจุบันนี้คือ วัดตาปะขาวหาย (คงมาจากการหายตัวไปของชีปะขาวพระอินทร์จำแลง) ชุมชนที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากแห่งหนึ่งของจังหวัดพิษณุโลก
.............................................
ตัวผู้เขียนกำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่งของจังหวัดพิษณุโลก เมื่อครั้งแรกที่มาที่นี่พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์นี้กำลังอยู่ในช่วงบูรณะ ลงรักสีดำทั้งองค์ เป็นบุญตามากเพราะไม่ใช่จะมีให้เห็นกันบ่อยๆ
มีครั้งนึง คนในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกได้เล่าเกร็ดน่าสนใจและน่าขนลุกไปพร้อมกันให้ฟังอยู่เรื่องหนึ่งก็คือ การรอดพ้นจากการถูกเผาโดยฝีมือทหารพม่าของวัดใหญ่ (ขอเรียกสั้นๆ) "เพราะเห็นว่า ทั้งพระอุโบสถ และพระประธาน งามเข้าขั้นเนรมิต" (ฟังตรงนี้แล้วขนลุกเลย) ซึ่งด้วยสายตาด้อยประสบการณ์ของตัวผู้เขียนเองเมื่อได้ประจักษ์จริงๆกับความงดงามของตัวพระอุโบสถและพระพุทธชินราชแล้วก็ต้องพูดได้คำเดียวว่า "สมคำเล่าลือ"
อย่างไรซะก็เสียงลือเสียงเล่าอ้าง มาทัศนากันด้วยตาท่านเองดีกว่า รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอน
**********ผิดถูกประการใดโปรดชี้นำ
                   ด้วยความเคารพ  
บันทึกการเข้า
111
มัจฉานุ
**
ตอบ: 55


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 10 เม.ย. 06, 16:14

 พระพุทธชินราชจ้า.......
บันทึกการเข้า
111
มัจฉานุ
**
ตอบ: 55


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 10 เม.ย. 06, 16:23


...
บันทึกการเข้า
นทีสีทันดร
ชมพูพาน
***
ตอบ: 165

นสพ. จุฬาฯ ปี 6 (extern) แล้วครับ


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 11 เม.ย. 06, 01:27

 คุณ111ช่วยเล่าเรื่อง อกเลา ที่รัชกาลที่ 5 บอกว่าศักดิ์สิทธิ์ทำให้พระอุโบสถรอดพ้นจากการถูกเผา ให้ฟังหน่อยสิครับ อยากทราบที่มาขอยันต์ดังกล่าวที่มีคุณด้านกันไฟไหม้
บันทึกการเข้า
111
มัจฉานุ
**
ตอบ: 55


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 14 เม.ย. 06, 18:12

 ยันต์อกเลานั้นเป็นลายจากประตูระอุโบสถฝังมุก ทีสมเด็จกรมระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงสันนิษฐานไว้ว่า เป็นประตูที่สมเด็จระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง ได้สร้างถวายแทนประตูเก่า ซึ่งพระองค์โปรดเกล้าให้ไปเป็นประตูวิหารพระแท่นศิลาอาสน์ (จังหวัดอุตรดิตถ์)
.................
ลวดลายของประตูมีความสวยงาม ว่ากันว่าเป็นประตูไม้ฝังมุกที่เก่าแก่และงดงามที่สุดในประเทศไทย โดยเฉพาะลายบริเวณสันอกเลา ซึ่งมีลักษณะเป็นลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ประดับด้วยกระหนกก้านแย่งทั้งซ้ายขวา ตรงกลางของอกเลาเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน (นมอกเลา) เป็นรูปพระอุณาโลมประดิษฐานบนบัลลังก์ในบุษบก มีฉัตรสามชั้นขนาบข้าง ที่ฐานของบุษบกมีหนุมานแบกอยู่ ส่วนด้านล่างของอกเลามียักษ์ยืนถือกระบอง
.................
ลายของอกเลามีผู้นิยมนำไปทำผ้ายันต์กันมาก ส่วนมากเชื่อว่ามีคุณด้านป้องกันอัคคีภัย (จริงๆแล้วมีคุณ 108 ประการ ที่เชื่อกันในด้านกันไฟ อาจเป็นเพราะวัดใหญ่ไม่ถูกเผาในศึกอะแซหวุ่นกี้ ในขณะที่วัดอื่นๆในพิษณุโลกถูกเผาหมด)
................
สำหรับที่คุณนทีสีทันดรถามเกี่ยวกับ ร.5 ในเรื่องของอกเลา ต้องขอออกตัวว่า “รู้น้อยเต็มที” เท่าที่ทราบมาจากเพื่อนอีกต่อหนึ่งก็คือ เมื่อครั้งที่ ร.5 เสด็จมานมัสการพระพุทธชินราช พระองค์ก็ตรัสว่า อกเลานี้เป็นสิ่งที่ปกป้องไม่ให้พระอุโบสถถูกเผา (คงทำนองเดียวกับผีซิ่วของจีน?) และอีกเรื่องก็คือ ตอนที่เกิดสงคราม (น่าจะเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2) มีคนนำสีมาทาที่อกเลาและเอาผ้ามาทับเป็นรอยพิมพ์เพื่อนำไปบูชา นี่คงเป็นสาเหตุที่มีคนนิยมนำอกเลาไปเป็นผ้ายันต์กันอย่างแพร่หลาย
*****************(เรื่องนี้รู้น้อยจริงๆ หากท่านผู้รู้ผู้ใดแวะเวียนผ่านมา ก็ขอให้ช่วยชี้แนะด้วย ขอบคุณล่วงหน้า)
..................
สำหรับผู้ที่สนใจ ผ้ายันต์หาเช่าได้ง่ายมาก (ถ้ามานมัสการพระพุทธชินราช) ตรงบริเวณด้านหน้าของพระอุโบสถ ใกล้ๆกับร้านขายดอกไม้ธูปเทียนทองบูชาพระพุทธชินราช
..................
หากจะว่ากันตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แล้ววัดใหญ่ของเรานั้นได้ถูกใช้เป็นที่บัญชาการศึกของพม่า จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะไม่ถูกเผาทำลาย แต่ถ้าหากจะว่ากันด้วยเรื่องความเชื่อและคุณวิทยาคม ยันต์อกเลาคงเป็นสิ่งวิเศษอันกอปรด้วยบุญญาบารมีของพระพุทธชินราช และจากกุศลกรรมความดีของผู้ที่นับถือ ที่ส่งผลให้วัดใหญ่รอดพ้นจากการถูกเผาทำลาย ซึ่งเป็นที่หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความเชื่อเรื่องอกเลานี้จะอยู่คู่กับความเชื่อในเรื่องการทำความดีของคนไทยต่อไป
บันทึกการเข้า
มังกรหยก
อสุรผัด
*
ตอบ: 30


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 15 เม.ย. 06, 11:34

 จังหวัดพิษณุโลก หรือ เมืองสองแคว
.............................................
(อย่าคิดมากนะครับนี่เป็นนิทานก่อนนอนของชาวเมือง)
ในสมัยพระศรีรรมโศกราช โดยประมาณกาล
ท่านเล็งเห็นว่าอยากให้สร้างเมืองขึ้นที่ระหว่างแม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำน่าน จึงมีรับสั่งหาผู้สร้างเมือง
จ่า นกร้อง.....จ่า การบุญ 2นายทหาร จึงขันอาสา
นายหนึ่ง สร้างซีกเมืองตะวันออก
นายหนึ่ง สร้างซีกเมืองตะวันตก
คนละฝั่งแม่น้ำ
สร้างไป สร้างมา....... จึงเสร็จสิ้น
ตั้งไว้ว่าชื่อ เมืองพิษณุโลก นิคเนมเล่นๆว่าสองแคว
จ่าการบุญ การกระทำ สมนามแท้ ท่านขยันสร้างวัดวาอาราม
จ่านกร้องอาศรัยว่าชอบ เลี้ยงไก่ เลี้ยงนก ตกปลา ไม่ศรัทธาพระธรรมเท่าไรนัก
จึงทำให้สองแควด้านที่จ่านกร้องสร้างไม่ค่อยมีวัด มีแต่ชุมชนที่ชอบไก่ชน(ดังไปจนถึงสมัยพระนเรศวรแน่ะ)แต่ด้านจ่าการบุญสร้าง วัดเป็นที่เยอะนัก(เช่นวัดใหญ่ วัดนางพญา วัดราชบูรณะ วัดศรีวิสุทธาราม)
ในสมัยพระเจ้าลิไท ท่านเห็นเมืองพิณุโลก แล้วเป็นเมืองใหญ่ อยากให้สร้างพระพุทธรูปคู่เมืองเป็นยิ่งนักมีพระราชประสงค์จะสร้างพระพุทธรูปที่งดงามอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน ก็ปรากฎว่าไม่มีช่างคนใดเลยที่จะทำการหลอมพระสำเร็จ เพราะหลังจากหลอมเสร็จไป 2 องค์ กำลังจะหลอมพระประธาน ตาก็ตก คิ้วก็เบี้ยว ฝ่ามือก็ไม่เข้ารูปได้ ท่านจึงโกรธเป็นอันมาก รับสั่งว่าภายใน 7 วันไม่เสร็จ ช่างทั้งหลายตายแน่ๆ เรื่องรู้ไปถึงเทวดา พระอินทร์จึงแปลงกายลงมาเป็นชีปะขาวรูปหนึ่ง เพื่ออาสาหลอมพระพุทธรูป ซึ่งก็เป็นผลสำเร็จพระพุทธรูปที่ออกมามีพุทธลักษณะงดงามหาที่ติมิได้ เศษทองที่เหลือยังหลอมพระองค์เล็กๆขึ้นมาได้อีกองค์หนึ่ง และเมื่อพระอินทร์จำแลงหลอมพระเป็นการสำเร็จ ก็ได้เดินหายไปอย่างไร้ร่องรอย............พระที่หลอมได้จึงมีชื่อว่า พระพุทธชินราช พระพุทธรูปที่งามที่สุดในโลก.........
เมืองพิษรุโลกก็ดำเนินมาเรื่อย เป็นเมืองลูกหลวง เมือง พญามหานคร หลายต่อหลายยุค
เป็นที่กำเนิดกษัตริย์ผู้เก่งกาจมากมาย
ทั้งพระบรมไตร พระเนรศวร พระเอกา......
และเป็นเมืองที่เมืองหลวงเป็นห่วงอย่างยิ่ง
กล่าวคือ ถ้าเสียพิษณุโลกเสียเมื่อไรนั้น อยุทธยา แตกแน่
และ ถ้า พระพิษณุโลก เข้าข้างใด กำลังคนเมืองนั้นก็พอจะล้มกษัตริย์ได้เช่นกัน (ดังสมัยสุริโยไท เป็นตัวอย่างที่ดี)
กาลผ่านไป เป็น หลายร้อยปี..............
สมัยรัชกาลที่ 5 ประพาสผ่านสองแคว แลเห็นพระพุทธรูปงดงาม สาทองค์ จึงคิดอัญเชิญไป ราชธานีใหม่ กทม.
แต่เผอิญ เชิญไปได้แค่ 2 องค์.....
ปาฏิหารย์ยิ่งนัก ที่พระพุทธชินราช ยกไม่ขึ้น....
ทั้งยังทรงหลั่งน้ำตา..............
ร.5 จึงพระทัยอ่อน แต่กษัตริย์ตัดแล้ว คืนคำได้อย่างไร อีกทั้งยังรู้สึกเสียดาย จึงสั่งสร้างองค์จำลองที่วัดเบญ.....แทนนั่นแล
........
ปู่ย่าตายาย ท่านกล่าวไว้ว่า ที่พระพุทธชินราชหลั่งน้ำตา แท้จริงแล้วเป็นแค่คำอ้าง เพราะเรื่องจริง ท่านทรงทนเห็นชาวพิษณุโลก ก้มกราบร้องให้ ขอไว้ไม่ได้ อีกทั้งทหารเมืองเสียดายจึงบอกว่ายกไม่ขึ้น นั่นแล.......

ตรงบริเวณที่พระอินทร์จำแลงหายไปปัจจุบันนี้คือ วัดตาปะขาวหาย
ชุมชนฝั่งตะวันตก ชื่อ ชุมชนจ่านกร้อง
ชุมชนฝั่งตะวันออก ชื่อ ชุมชนจ่าการบุญ
และ วัดราชบูรณะ มีการกล่าวอ้างกันว่า เจดีย์ 8 เหลี่ยม ริมน้ำน่านเป็นที่ฝังพระบรมอัฐิ ของสมเด็จพระบรมไตร ที่ทรงขอไว้ว่าจะอยู่คู่ เมืองพระพิษณุโลกสองแควตลอดกาล
........................
เชื่อ ไม่เชื่อ แล้วแต่วิจารณญาณ
เพราะนี่คือ ตำนาน และนิทาน ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ และพงศาวดาร แต่อย่างไร
........................
พระพุทธชินราชงามเลิศ
ถิ่นกำเนิดพระนเรศวร
สองฝั่งน่านล้วนเรือนแพ
หวานฉ่ำแท้กล้วยตาก
ถ้ำและน้ำตกหลากตระการตา
......
ส่วนนี่คือ ประวัติ จริงๆ
......
      จังหวัดพิษณุโลกเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์มานานหลายชั่วอายุคน
       เมืองเดิมพิษณุโลกเป็นเมืองเก่าสมัยขอม   อยู่ห่างจากที่ตั้งตัวเมืองปัจจุบันลงไปทางใต้ประมาณ 5 กม.
       เรียกว่า  “เมืองสองแคว”  เพราะเมืองนี้ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำน่านและแม่น้ำแควน้อย   แต่ปัจจุบัน
       แม่น้ำแควน้อยเปลี่ยนเส้นทางเดินออกห่างไปประมาณ 10 กม.   ที่ตั้งเมืองสองแควเก่าในปัจจุบันคือ
       บริเวณวัดจุฬามณี   ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ของพิษณุโลก

               ในสมัยสุโขทัยครั้งสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท   ได้โปรดฯ   ให้ย้ายเมืองสองแควมาตั้งอยู่
       ณ   ตัวเมืองในปัจจุบัน   เมื่อประมาณปี พ.ศ.1900  แต่ยังคงเรียกว่าเมืองสองแควเรื่อยมา   โดยให้
       พระไสลือไทราชโอรสมาครองเมืองในฐานะเมืองลูกหลวง  

               ต่อมาในสมัยอยุธยา   เมืองสองแควเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองพิษณุโลก   และทวีความสำคัญมาก
        เพราะโดยลักษณะที่ตั้งเมืองนั้นพิษณุโลก  อยู่กึ่งกลางระหว่ากรุงศรีอยุธยาและอาณาจักรฝ่ายเหนือ  

               ครั้นถึงสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ   เมืองพิษณุโลกมีฐานะเป็นราชธานีของไทยอยู่นานถึง 25 ปี   คือ   ตั้งแต่ปี พ.ศ.2005 - 2030
       สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จประทับที่เมืองนี้และทรงผนวชที่วัดจุฬามณีด้วย   นอกจากนี้ยังเป็นเมืองพระราชสมภพของ
       สมเด็จพระนเรศวรมหาราช   ในอดีตเคยเป็นเมืองราชธานีฝ่ายเหนือของเมืองแถบลุ่มแม่น้ำยมและน่าน   มีพระมหาอุปราชปกครอง
       ติดต่อกันมาหลายพระองค์

              ในสมัยรัตนโกสินทร์   พิษณุโลกยังคงเป็นเมืองเอก ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.2437   พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
       โปรดฯ ให้ยกฐานะเมืองพิษณุโลกขึ้นเป็นมณฑล   เรียกว่ามณฑลพิษณุโลก   ต่อมาเมื่อยกเลิกการปกครองแบบมณฑลแล้ว  พิษณุโลกจึงมีฐานะ
       เป็นจังหวัดมาจนถึงปัจจุบัน   พิษณุโลกเป็นเมืองที่มีความงามในด้านทิวทัศน์ธรรมชาติอยู่มากมายบนทางหลวงพิษณุโลก – หล่มสัก
       จึงเป็นเมืองน่าเที่ยวทั้งด้านการชมโบราณสถานและความงามของธรรมชาติ

.........................................
บันทึกการเข้า
111
มัจฉานุ
**
ตอบ: 55


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 17 เม.ย. 06, 15:05

 เศษทองที่เหลือจากการหลอมพระพุทธชินราช คือ พระเสสันตปฏิมา (พิมพ์ถูกรึเปล่าเนี่ย) หรือหลวงพ่อเหลือ (คงมาจากการหลอมหลวงพ่อจากเศษทองที่เหลือจากรพระพุทธชินราช) ประดิษฐานอยู่ในวิหารน้อย ใกล้กับต้นโพธิ์สามเส้า
มีผู้นิยมกราบไหว้กันมาก เพราะเชื่อว่าจะทำให้เหลือกินเหลือใช้ (ตามชื่อ)
บันทึกการเข้า
111
มัจฉานุ
**
ตอบ: 55


ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 17 เม.ย. 06, 15:10

 อ้อ........ตอนหล่อหลวงพ่อเหลือ เศษทองก็ยังเหลือพอหล่อพระสาวกอีก 2 องค์อีกด้วย (ซึ่งก็ประดิษฐานอยู่ด้วยกันในวิหารน้อย)
บันทึกการเข้า
111
มัจฉานุ
**
ตอบ: 55


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 17 เม.ย. 06, 15:21

 นอกจากพระพุทธชินราช และหลวงพ่อเหลือแล้ว วัดใหญ่ก็ยังมีปูชนียวัตถุอีกหลายอย่าง เช่น
พระอัฏารส (บริเวณวิหารเก้าห้องที่พังลงมา)

วิหารพระพุทธเจ้าเข้านิพพาน

วิหารพระศรีศาสดา ซึ่งภายในมีศิลาจารึก และระฆัง (สัมฤทธิ์?) โบราณ

ศาลเจ้าแม่กวนอิม เป็นศาลากลางน้ำ มีทั้งปลา เต่า ตะพาบ (ปลาสวายตัวใหญ่มาก..ก...กกก) ให้ขนมปังได้

โพธิ์สามเส้า
ฯลฯ

มีบริการรถรางนำเที่ยวด้วย ตรงกันข้ามวัดใหญ่ก็มีวัดนางพญา พระประธานสวยงามไม่แพ้กัน ข้ามถนนใหญ่ไปอีกหน่อยก็เจอวัดราษฎบูรณะ(มีการสันนิษฐานว่า พระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถก็อยู่ที่นี่) มาเที่ยวพิษณุโลกันเยอะๆนะจ๊ะ
บันทึกการเข้า
ลำดวนเอ๋ยพี่จะด่วนไปก่อนแล้ว
ชมพูพาน
***
ตอบ: 175

ความสุขที่แท้อยู่ที่ใจ


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 26 เม.ย. 06, 09:08


เมื่อราวปี ๒๕๔๘ มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับองค์พระพุทธชินราชมาก ทั้งเรื่องการปิดทององค์พระใหม่แต่ลือกันว่าไม่งดงามเหมือนเดิม และเรื่องพระอุณาโลมประดับอัญมณี ที่ท่านเจ้าอาวาสนำไปรักษาไว้ในตู้นิรภัย ไม่ทราบว่าตอนนี้เหตุการณ์เป็นอย่างใดบ้าง ชาวพิษณุโลกโปรดมาช่วยตอบด้วยเถิด อยากทราบว่า ตกลงแล้วหลังการบูรณะปิดทององค์พระใหม่ครั้งนี้ องค์พระงามกว่าเดิมหรือไม่ประการใด และพระอุณาโลมประดับอัญมณีนั้น ได้นำเข้าประดับถวายองค์พระพุทธชินราชเรียบร้อยแล้วหรือยัง เพราะตอนนี้ตนเองก็คงยังไม่มีวาสนาจะขึ้นไปพิษณุโลก จึงอยากทราบจากคนพิษณุโลกในพื้นที่ ที่สักการะองค์พระอยู่ ย่อมที่จะมีสายตาที่สามารถเปรียบเทียบความงามขององค์พระในช่วงก่อนและหลังการบูรณะปิดทองได้ดีที่สุด  
บันทึกการเข้า
111
มัจฉานุ
**
ตอบ: 55


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 28 เม.ย. 06, 13:14

 ด้วยไม่เคยเห็นองค์พระก่อนที่จะทำการบูรณะ เลยไม่ทราบถึงความเปลี่ยนแปลง
แต่จากคำบอกของเพื่อนๆชาวพิษณุโลกที่เรียนอยู่ด้วยกัน เขาบอกว่า
ทุกอย่างงดงามดี ไม่มีอะไรผิดแผกไปจากเดิม คิดไปกันเองรึเปล่า (เขาพูดอย่างนี้จริงๆ)
แต่โดยส่วนตัวแล้ว คิดว่าองค์พระเหลืองทองสุกปลั่งมาก (อาจเพราะเพิ่งบูรณะ และไฟในพระอุโบสถ) ซึ่งบ้างก็ว่าดีเหลืองอร่ามงามแล้ว แต่บ้างก็ว่าปลั่งเกินงาม ใช้ทองอะไรเนี่ย
นั่นก็แล้วแต่ผู้ใดจะมอง
ส่วนเรื่องพระอุณาโลม ไม่ทราบจริงๆ
เรื่องอย่างนี้ขึ้นอยู่กับพิจารณญาณ มาชมเองดีกว่า
**หรือ add มาคุยกันก็ได้
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.047 วินาที กับ 19 คำสั่ง