เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 13 14 [15] 16 17 18
  พิมพ์  
อ่าน: 48702 เรียนเชิญคุณจิตแผ้ว แล ผองมิตร
หมูน้อยในกะลา
พาลี
****
ตอบ: 392

อะแฮ่ม!!


ความคิดเห็นที่ 210  เมื่อ 28 ส.ค. 06, 20:08

 

    ค้นคิดคำค่ำค้ำ          คอคาง
สรรเสาะสุดแสงสาง        สร่างสร้าง
จวบจันทร์จบแจ้งจาง       จ้างจ่าง
แรรุ่งรางร่างร้าง              เลิกล้มล่มลม ฯ
บันทึกการเข้า
ชายองค์
อสุรผัด
*
ตอบ: 24

เป็นความลับ


ความคิดเห็นที่ 211  เมื่อ 01 ก.ย. 06, 14:24

 คำว่าเล่น กับเหล้น เดิมเราใช้คำว่า เหล้นครับ ไม่มีคำว่า เล่น คำว่าเล่นเกิดขึ้นภายหลัง เมื่อเกิดการรวมเสียงวรรณยุกต์ เหมือนกับคำว่า ถ้า กับ ท่า คำว่า คอยท่า ซึ่ง แต่เดิมเป็นคำว่า ถ้า ครับ หรือว่า เถ้า กับเฒ่า เดิมก็เป็นคำว่า เถ้า ทำไมถึงรู้หรือครับ เราใช้ภาษาถิ่นที่ปรากฏการใช้อยู่เป็นคู่เทียบและสืบสร้างรูปโบราณ ครับ

ส่วนประเด็นที่สอง ขอเวลาค้นเพิ่มเติมครับ
แต่เท่าที่เห็น ถ้าใช้กล่องเสียงวรรณยุกต์ช่วย เราจะเห็นได้ว่า อักษรต่ำรูปเอกตรงกับ อักษรสูงและกลางรูปโท...
ซึ่ง คำตายสระเสียงยาวกลับตรงกับ รูปเอกทุกประการ...คือ ทั้งได้เสียง เอก และเสียงโท...
ส่วนคำตายสระเสียงสั้น นั้น ในกลุ่มอักษรกลางและสูงก็ยังเป็นเสียงเอก แต่ในอักษรต่ำนั้นกลับได้เสียงตรี...

ตรงนี้คงต้องกลับไปเทียบกับกลุ่มอักษร รูปวรรณยุกต์ในภาษาถิ่นอื่นมาเทียบครับ เช่นภาษาถิ่นเหนือ อักษรสูง และกลางรูปโท จะเสียงวรรณยุกต์ไม่ตรงกับ อักษรต่ำรูปเอก...

ดังนั้น หมายความว่า คำตายสระเสียงยาวกับรูปวรรณยุกต์เอก ในภาษาถิ่นเหนือ เป็นเสียงชุดเดียวกัน จึงพออธิบายได้ว่า โบราณจึงใช้แทนที่กันได้ ส่วนคำตายสระเสียงสั้น ขอผมใช้เวลาค้นก่อนครับ...

เวลาเราจะพิจารณาถึงโคลงที่มา และความเป็นมา คงต้องใช้วิธีทางนิรุกติศาสตร์ ทางภาษาศาสตร์เชิงประวัติ ภาษาถิ่น เอามาเทียบด้วยครับ หากเราใช้ข้อมูลเสียงที่ปรากฏในปัจจุบัน คงเป็น "การตัดตอน" หรือ "ลดทอน" ไปเสียครับ
บันทึกการเข้า
อ้อ
มัจฉานุ
**
ตอบ: 53

นักศึกษาปริญญาโท หลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต การสอนฟิสิกส์ ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ


ความคิดเห็นที่ 212  เมื่อ 01 ก.ย. 06, 16:49

 สวัสดีทุกท่านค่ะ  ถนัดแต่งกลอนสุภาพ  
โคลงไม่เป็นเลย  
แต่อยากเก่ง  ขอลองแต่งด้วยคนนะคะ
ชี้แนะด้วยค่ะ  ขอบคุณค่ะ

ขอฝากตัวเล่าอ้าง            ยินยล  พี่เอย
ขอชื่นชมทุกคน              เก่งพร้อง
ขอโคลงล่องทุกหน          นะพี่  สักครา
โอ้ว่าอันนวลน้อง             อ่อนซ้อมจริงเอย
บันทึกการเข้า
อ้อ
มัจฉานุ
**
ตอบ: 53

นักศึกษาปริญญาโท หลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต การสอนฟิสิกส์ ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ


ความคิดเห็นที่ 213  เมื่อ 01 ก.ย. 06, 17:38

 ระรานรีบเร่งร้อน.............รอนรา
เผลอไพล่ไหลคลาดคลา...ล่างแล้ว
นานนิดนิ่งหน่อยหนา........นะนี่   จักดี
มองมุ่งมุดมัดแม้ว............ไม่ให้อยู่นาน
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1856



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 214  เมื่อ 01 ก.ย. 06, 18:05

 คุณชายองค์ครับ

1. ถ้าพิจารณาโคลงสองบทที่ผมยกมาใน 210 บทแรกเขียน "เหล้น" ในตำแหน่งโท ในขณะที่บทที่สองเขียน "เล่น" ในตำแหน่งไม่บังคับ แสดงว่า "เหล้น" ที่ปรากฎในบทแรกไม่ได้เป็นโทโทษ คงพอจะบอกได้ว่า ผู้ที่คัดลอกเขียนว่า "เล่น" เป็นรูปแบบปกติ ในขณะที่ใช้ "เหล้น" เป็นโทโทษอย่างแน่นอน ยืนยันได้ 2 ประการคือ
- ผู้คัดลอกมีการใช้โทโทษจริง
- ผู้คัดลอกเขียน "เล่น" เป็นรูปปกติ
เรื่องที่ต้องพิจารณาต่อไปคือ ในสมัยที่แต่งลิลิตพระลอ(อยุธยาตอนต้น) ใช้เหมือนที่ผู้คัดลอกใช้หรือไม่ ซึ่งน่าจะช่วยในการสืบยุคสมัยที่มีการรวมเสียงวรรณยุกต์ได้นะครับ

2.เรื่องคำตายเสียงสั้นอักษรต่ำกลายเสียงวรรณยุกต์เอกเป็นตรีนั้น น่าจะเป็นเพราะเสียงวรรณยุกต์เอกอักษรต่ำปกติเป็นเสียงโท ซึ่งเป็นเสียง falling มีการเปลี่ยนแปลงช่วงความถี่ในคำค่อนข้างมาก บวกกับคำตายสระเสียงสั้นนั้น นอกจากมีเสียงสระที่สั้นแล้วยังมีตัวสะกดเป็นเสียงกัก(stop หรือ plosive) ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการออกเสียง ภาษาไทยบางสำเนียง(เช่นสำเนียงกรุงเทพฯ)จึงเลื่อนไปออกเสียงเป็นเสียงตรี ซึ่งเป็นเสียง high มีการเปลี่ยนแปลงช่วงการออกเสียงน้อยแทน ทำให้ออกเสียงสั้นๆได้ง่ายขึ้นครับ ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งในกรณีนี้คือ ไม่มีเสียงตายไม่ว่ารูปใดที่ออกเสียงเป็นเสียงจัตวาซึ่งเป็นเสียง rising มีการเปลี่ยนแปลงช่วงความถี่ในคำค่อนข้างมาก ออกเสียงยากเช่นกันครับ

ขอบคุณที่ชี้แนะครับ แต่รบกวนขอเพิ่มเติมด้วยครับ ขอบคุณล่วงหน้าเลยครับ
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1856



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 215  เมื่อ 01 ก.ย. 06, 19:19

 จะเป็นไรเล่าอ้อ กันเอง เชิญร่วมวงบรรเลงแต่งได้ ถูกผิดไม่ต้องเกรงใจหรอก ขอบอกออกตัวไว้ พี่หมั้วประจำ

เอิ๊กๆ

comment ของคุณอ้อหน่อย

"นานนิดนิ่งหน่อยหนา........นะนี่ จักดี"

ตรงสร้อย "จักดี" นี่ ถ้าเป็นสำนักฝ่ายธรรมะเห็นเข้า เขาจะว่าเราไม่มีฝีมือ เรียกเป็นภาษานักโคลงว่า เจตนัง คือเติมคำสร้่อยลงไปเพราะว่าไม่สามารถรวบความให้จบลงใน 30 คำได้

ถ้าเป็นฝ่ายธรรมะแบบธรรมะพอควร เขาจะพอยอมรับได้ เพราะจบด้วยคำเป็น(จักดี) และไม่ได้มีความหมายชัด แต่ถ้าฝ่ายโคตรธรรมะรู้สึกว่าเขาจะกำหนดตายตัวไว้แค่ 19 คำที่เป็นไปได้

ส่วนฝ่ายมารอย่างข้าพเจ้า...

เชิญตามสบายเทอญ ถ้าทำแล้วสบายใจไม่เดือดร้อนใคร ฮี่ๆ
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
หมูน้อยในกะลา
พาลี
****
ตอบ: 392

อะแฮ่ม!!


ความคิดเห็นที่ 216  เมื่อ 01 ก.ย. 06, 19:42

 

ท่า หย่าง ณั้น มู๋  หน๊อย ฯ ค๋อ หมั้ว เปน ฝ่าย มาล ด้วย คน

บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1856



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 217  เมื่อ 01 ก.ย. 06, 21:21

 หมูน้อยฯโดนกลผมอีกแล้วแน่ๆ

เอิ๊กๆ

อุตส่าห์บอกทางให้แล้วนะ    
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
หมูน้อยในกะลา
พาลี
****
ตอบ: 392

อะแฮ่ม!!


ความคิดเห็นที่ 218  เมื่อ 02 ก.ย. 06, 23:10

 หากคุยกับท่านม้า ผยอง ขอบอกหากจะลองถกถ้อย โปรดจงอ่านแลมองสังเกตุก่อนนา หาไม่เหมือนหมูน้อย ที่หน้าแตกเอย

เฮ้อ อ อ อ อ

เอ ... คุณม้าครับ น่าจะยก 19 คำที่ว่านั้นมาโพสหน่อยนะครับ..คนที่เข้ามาหลังๆจะได้รู้ด้วย
( แฮ่ะๆ ที่จริงผมก็จำไม่ได้ทั้งหมดแล้วเหมือนกันครับ)  
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1856



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 219  เมื่อ 03 ก.ย. 06, 00:40

 คัดลอกมาตรงๆจากเว็บไซต์ของคุณเล็กอิศรา www.geocities.com/lekpage (จนใจระบุ URL เป๊ะๆไม่ได้ เพราะผมเซฟเก็บไว้นานแล้วครับ) ทั้งหมด 18 คำ อีกคำผมแถมเองครับ(เอาคำว่า ฮือ ดีไหม?   ) ขออภัยในความผิดพลาด



ตำราแบบสำนักมาตรฐานครับ ชอบไม่ชอบก็ควรต้องรู้ครับ



*********************************************



• สร้อยโคลง



ขอเสริมพี่เล็กเรื่อง คำสร้อย หน่อยครับ ผมเคยสงสัยเสมอมา ว่าเราจะใช้คำสร้อย แบบไหน เมื่อไหร่

พอดีไปเจอหนังสือชื่อ "การประพันธ์โคลงสี่สุภาพ" ของ กรมศิลปากร พิมพ์ปี ๒๕๔๑



คำสร้อยซึ่งใช้ต่อท้ายโคลงสี่สุภาพในบาทที่ ๑ และบาทที่ ๓ นั้นจะใช้ต่อเมื่อใจความขาด

หรือยังไม่สมบูรณ์ หากความในบาทนั้นสมบูรณ์ได้ใจความดีอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมีสร้อย

ซึ่งถ้าใช้สร้อยในที่ไม่จำเป็นก็จะทำให้โคลงบทนั้น "รกสร้อย" ตัวอย่างโคลงที่สมบูรณ์ไพเราะที่ไม่ต้องมีสร้อย

เช่น



๏ โบสถ์ระเบียงมรฑปพื้น ..................... ไพหาร

ธรรมาสน์ศาลาลาน .............................. พระแผ้ว

หอไตรระฆังขาน .................................. ภายค่ำ

ไขประทีปโคมแก้ว ............................... ก่ำฟ้าเฟือนจันทร์



และตัวอย่างโคลงที่ความไม่สมบูรณ์ ต้องใช้สร้อยจากเรื่องเดียวกัน คือ



๏ อยุธยายสล่มแล้ว .............................. ลอยสวรรค์ ลงฤๅ

สิงหาสน์ปรางค์รัตน์บรร ....................... เจิดหล้า

บุญเพรงพระหากสรรค์ ......................... ศาสน์รุ่ง เรืองแฮ

บังอบายเบิกฟ้า ................................... ฝึกฟื้นใจเมือง



คำสร้อยที่นิยมใช้กันมาแต่โบราณนั้น มีทั้งหมด ๑๘ คำ ดังนี้



๑. 'พ่อ' ใช้ขยายความเฉพาะบุคคล เช่น ฤทธิ์พ่อ, นี้พ่อ, นาพ่อ ฯลฯ

ศัตรูหมู่พาลา ...................................... พาลพ่าย ฤทธิ์พ่อ



๒. 'แม่' ใช้ขยายความเฉพาะบุคคล หรือเป็นคำร้องเรียก เช่น แม่แม่, มาแม่ ฯลฯ

แสนศึกแสนศาสตร์ซ้อง ......................... แสนพัน มาแม่



๓. 'พี่' ใช้ขยายความเฉพาะบุคคล อาจทำหน้าที่เป็นสรรพนามบุรุษที่ ๑ หรือบุรุษที่ ๒ ก็ได้ เช่น เรือพี่, ฤๅพี่ ฯลฯ

สองเขือพี่หลับไหล ............................... ลืมตื่น ฤๅพี่



๔. 'เลย' ใช้ในความหมายเชิงปฏิเสธ เช่น เรียมเลย, ถึงเลย ฯลฯ

ประมาณกึ่งเกศา ................................. ฤๅห่าง เรียมเลย



๕. 'เทอญ' มีความหมายในเชิงขอให้มี หรือขอให้เป็น เช่น ตนเทอญ ฯลฯ

สารพัดเขตจักรพาล ............................ ฟังด่ำ บลเทอญ



๖. 'นา' ดังนั้น เช่นนั้น

จำบำราศบุญเรือง .............................. รองบาท พระนา



๗. 'นอ' มีความหมายเช่นเดียวกับคำอุทานว่า 'หนอ' หรือ 'นั่นเอง'

ยอกไหล่ยอกตะโพกปาน ..................... ปืนปัก อยู่นอ



๘. 'บารนี' สร้อยคำนี้ นิยมใช้มากในลิลิตพระลอ มีความหมายว่า 'ดังนี้' 'เช่นนี้'

กินบัวอร่อยโอ้ .................................. เอาใจ บารนี



๙. 'รา' มีความหมายละเอียดว่า 'เถอะ' 'เถิด'

วานจวนชำระใจ ................................ ความทุกข์ พี่รา



๑๐. 'ฤๅ' มีความหมายเชิงถาม เหมือนกับคำว่า หรือ

มกุฏพิมานมณ ................................. ฑิรทิพย์ เทียมฤๅ



๑๑. 'เนอ' มีความหมายว่า ดังนั้น 'เช่นนั้น'

วันรุ่งแม่กองทวิ ................................ ทศพวก นายเนอ



๑๒. 'ฮา' มีความหมายเช่นเดียวกับ คำสร้อย นา

กวัดเท้าท่ามวยเตะ ............................ ตึงเมื่อย หายฮา



๑๓. 'แล' มีความหมายว่า อย่างนั้น เป็นเช่นนั้น

กัลยาเคยเชื่อไว้ ............................... วางใจ มาแล



๑๔. 'ก็ดี' มีความหมายทำนองเดียวกับ ฉันใดก็ฉันนั้น

นิทานนิเทศท้าว ................................. องค์ใด ก็ดี



๑๕. 'แฮ' มีความหมายว่า เป็นอย่างนั้นนั่นเอง ทำนองเดียวกับคำสร้อย แล

อัชฌาสัยแห่งสามัญ ........................ บุญแต่ง มาแฮ



๑๖. 'อา' สร้อยคำนี้ไม่มีความหมายแน่ชัด แต่จะวางไว้หลังคำร้องเรียกให้ครบพยางค์

เช่น พ่ออา แม่อา พี่อา หรือเป็นคำออกเสียงพูด ในเชิง รำพึง แสดงความวิตกกังวล

เป็นไฉนจึงด่วนทิ้ง .......................... น้องไป พี่อา



๑๗. 'เอย' ใช้เมื่ออยู่หลังคำร้องเรียก เหมือนคำว่า เอ๋ย หรือวางไว้ให้คำครบตามบังคับ

จำปาจำเปรียบเนื้อ .......................... นางสวรรค์ kuเอย



๑๘. 'เฮย' ใช้ในลักษณะที่ต้องการเน้น ให้มีความเห็นคล้อยตามข้อความที่กล่าวมาข้างหน้า

สร้อยคำนี้มาจากคำเขมรว่า "เหย" แปลว่า "แล้ว" ดังนั้นเมื่อใช้ในคำสร้อย จึงน่าจะมีความหมายว่า

เป็นเช่นนั้นแล้ว ได้เช่นกัน

ขึ้นดั่งชัยพฤกษ์พร้อม ....................... มุรธา ภิเษกเฮย



คำสร้อยทั้ง ๑๘ คำที่กล่าวมานี้ เป็นคำสร้อยแบบแผน ที่ใช้กันมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้แล้ว

ยังมีคำสร้อยอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า "สร้อยเจตนัง" เป็นคำสร้อยที่กวี ต้องการให้เป็นไปตามใจของตน

หรือใช้คำสร้อยนั้นโดยจงใจ ผู้ที่เริ่มฝึกหัดการประพันธ์ ควรใช้แต่สร้อยที่เป็นแบบแผน

หลีกเลี่ยงการใช้สร้อยเจตนัง ในงานกวีนิพนธ์ที่เป็นพิธีการ ก็ไม่ควรใช้เช่นกัน สร้อยแบบนี้ไม่พบบ่อยนัก

ในวรรณกรรมเก่า จึงหาตัวอย่างได้ยาก เช่น

หายเห็นประเหลนุช .......................... นอนเงื่อง งงง่วง

พวกไทยไล่ตามเพลิง ........................ เผาจุด ฉางฮือ

ลัทธิท่านเคร่งเขมง .......................... เมืองท่าน อือฮือ



การใช้คำสร้อยของกวีในอดีต แต่ละท่านมีความนิยมแตกต่างกัน ในงานประพันธ์บางชิ้น

ที่ไม่ทราบว่าท่านใดเป็นผู้ประพันธ์ อาจใช้รูปแบบความนิยมในการใช้คำสร้อย เป็นสิ่งช่วยวินิจฉัยว่า

ผลงานนั้นเป็นของกวีท่านใดได้



โดยคุณ : อังคาร (เพื่อนชาวถนนนักเขียน ในเว็บ pantip.com)
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1856



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 220  เมื่อ 03 ก.ย. 06, 00:53

 อันนี้คัดลอกจากกระทู้ ทบทวนกระสวน “โคลง” จาก pantip.com ครับ link ไม่มีครับ ขออภัย เป็นคคห.ที่คุณเล็กอิศราเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2544 ครับ ความคิดเห็นของคุณหนอนสุราน่าสนใจมากๆครับ

------------------------------------------

ขอยกคำโคลงที่พี่เล็กเขียนตอนเป็นมือใหม่ (ไม่เอาไหนจริงๆ) มาให้อ่านกัน
เพื่อให้มือใหม่ ได้มีกำลังใจว่า “ผิดเป็นครู” เรียนรู้ได้ไม่ยากเลย

( ตอนนั้นก็ได้คุณหนอนสุรา มาแนะนำ / ช่วงนั้นยังไม่เรียกเธอว่าครู
เล่นกันอยู่หลายกระทู้ งัดตำรามาโต้เถียงกันจนคุณหนอนฯ เหนื่อย
แต่ท้ายที่สุด พี่เล็กก็ยอมรับ “ครูหนอน” ทั้งกายและใจ ... อิอิอิ )

>>ครูหนอนฯ เข้ามาทักเรื่องสร้อยโคลงพี่เล็กเมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้ว
ในกระทู้ ๖ ตุลา ในกลุ่มห้องสมุดดังนี้ครับ

--> ตอน ๖ ตุลา ๑๙ นั้น ผมเรียนจบแล้วหมาดๆ ....
กำลังรองานอยู่ซึ่งจะไปรายงานตัวในวันที่ ๑ พ.ย. ๑๙
ผมดู TV อยู่บ้าน เห็นภาพเหตุการณ์ในธรรมศาสตร์ ...
( คนมีอาวุธ กับ นักศึกษามือเปล่า )

๏ บังคับให้ถอดเสื้อ ......... ทุกคน
ชายหญิงคลานปะปน ........ สนามหญ้า
ทำเกินกว่าเป็นคน ............. ฤๅมา จากนรก
สันดานดิบต่ำช้า ............... สาบแล้วเผด็จการ

โดยคุณ : lek Isara  - [วันออกพรรษา 21:55:18]

-------------------------------------------------------------------

คุณlek Isara

ผมว่าจะบอกคุณหลายครั้งแล้วเรื่องสร้อยโคลง
แต่กลัวคุณจะโกรธ เพราะเราเพิ่งรู้จักกันไม่นาน
แต่เท่าที่แลกเปลี่ยนทัศนะกัน ผมว่าคุณเป็นคนเปิดใจได้กว้างมาก
และเห็นคุณชอบใช้สร้อยโคลงบ่อย ซึ่งหลายบททำให้เสียงโคลงเสียไป
เกือบๆจะกลายเป็นโคลงเคลง...ล้อเล่นนะครับ
กวีรุ่นเก่า รุ่นใหญ่ทั้งหลายจะไม่ใช้สร้อยโคลงด้วยคำที่มีความหมาย
เรียกคำพวกนี้ว่า เจตนัง ที่ไม่ใช้เพราะทำให้ดูไร้ฝีมือ ไม่สามารถจัดคำให้ลงพอดีได้
อันนี้เป็นทัศนะของพวกสุดโต่ง ส่วนทัศนะผมเน้นเรื่องเสียงที่เสียไป
เนื่องจากผมเป็นคนชอบเสียงโคลงมาก
ผมว่าสร้อยโคลงของกวีรุ่นใหญ่ทั้งหลายท่านใส่เข้ามาเพื่อเบรคเสียงโคลงให้ช้าลง
คงต้องลองอ่านออกเสียงดังๆ ถึงจะเข้าใจ
ส่วนกวีรุ่นเราจะใช้คำที่มีความหมายผมว่าไม่แปลก
ข้อกำหนดของผมคือคำสร้อยโคลงต้องลงด้วยสระเสียงยาว
และเป็นเสียงสามัญหรือจัตวาเท่านั้น เสียงโคลงถึงจะไม่เคลง
อย่างโคลงที่คุณเล็กแต่งมา
ถ้าแก้"ฤามา จากนรก" เป็น "มาจาก นรกฤา" เสียงโคลงบทนี้จะดีขึ้นอีกเยอะ
แต่ถ้าให้ดีกว่านี้บทนี้ต้องแก้ให้ไม่มีคำสร้อย
เพราะต้องการเสียงที่เร็วและดุดันตามความหมายที่จะสื่อ แต่ผมไม่บังอาจแก้ให้ดู

จะเห็นว่าตอนนั้น นอกจากพี่เล็กไม่รู้จักการใช้สร้อยโคลงที่ถูกต้องแล้ว
พี่เล็กยัง “ตกเอก” อีกด้วย เพราะยังไม่รู้จัก “คำตาย” นั่นเอง แหะๆ
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 221  เมื่อ 03 ก.ย. 06, 09:16

 ....เล่นโคลงคำข้อถ้อย........สรพพวิชชา
เปิดอ่านค้นตำรามา.............นับร้อย
ยิ่งอ่านยิ่งปัญญา................ด้อยอ่อน ลงนา
หวังท่านช่วยต่อถ้อย...........ชี้แนะคำโคลง



มาไวไปไวครับ วันนี้เวลาน้อย
บันทึกการเข้า
ชายองค์
อสุรผัด
*
ตอบ: 24

เป็นความลับ


ความคิดเห็นที่ 222  เมื่อ 03 ก.ย. 06, 14:05

 ทดสอบ...

ทดสอบ...

เอกโทษ โทโทษ ตามตำราเขาว่าไว้ เอามาใช้แต่งดูก็ดูเก๋
ลองอ่านดูแปลกไปใจโลเล ชักสนเท่ห์ว่าจริงแท้เป็นอย่างไร?

แบบ ๑
นกบินจากคบหนี้   เร็วไว
วนลัดลดเลี้ยวไป   คบหนั้น
เจื้อยระริกเสียงใส   บอกรัก   น้องนา
โดดซบเอียงคอหมั้น   พบขู้ ของตัว ฯ

แบบ ๒
ส่งสารมาซ่างหร้าง   ก่อใจ
เอ่ยท่อยจากดวงใน   ค่องขลั้ง
คิดถึงเซร่าป่วนไอ   อกคึ่ง น้องนา
จับไค่แม้นนอนหนั้ง   ค่าวเขรื้อง บ่กิน

พอใช้ได้หรือเปล่าฮับ...

ฮิฮิฮิ
บันทึกการเข้า
ชายองค์
อสุรผัด
*
ตอบ: 24

เป็นความลับ


ความคิดเห็นที่ 223  เมื่อ 03 ก.ย. 06, 16:02

 ทดสอบ อีก ไม่ทราบแบบนี้ใช้ได้หรือไม่
ใช้เอกโทษโทโทษ ตามตำราล้วนๆ

นอนหนาวอกพรั่นผลั้น     เดียวดาย
ตัวค่านึกแล้วอาย     งั่งหงั้ง
พบนวลน่านุชกราย     ข้ามค่าม พี่นา
หรือแซร่งแกล้งแทบขลั้ง  พี่ผี้ อยากตาย
บันทึกการเข้า
หมูน้อยในกะลา
พาลี
****
ตอบ: 392

อะแฮ่ม!!


ความคิดเห็นที่ 224  เมื่อ 03 ก.ย. 06, 17:54

 ขอบคุณคุณม้าฯ มากครับ.
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 13 14 [15] 16 17 18
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.069 วินาที กับ 19 คำสั่ง