เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
อ่าน: 6204 8 มีนาคม วันสตรีสากล ผู้หญิงจงเจริญ
Nuchana
สุครีพ
******
ตอบ: 979


ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 14 มี.ค. 06, 22:32

 ดิฉันขึ้นไปเคาะประตู ดร. แอนน์ กรีน เพื่อนต่างวัยที่ทำหน้าที่อาจารย์พี่เลี้ยง
ไปด้วยในตัว แอนน์เคยสอนวรรณคดีอังกฤษในมหาวิทยาลัยกว่า 30 ปี
ผู้ที่ดิฉันพบโดยบังเอิญที่ป้ายรถเมล์ เมื่อมาถึงเพียง 2  สัปดาห์ แอนน์
เกิดปี ค.ศ. 1900 ปีเดียวกับยายฟู ท่านเป็นฝรั่งสูงอายุที่บอบบาง ตัวเล็ก
ทำให้ดิฉันเดาไม่ออกว่าอายุจริงสักเท่าไร สภาพร่างกายยายฟูแข็งแรง
กว่าแอนน์ แต่หากพูดถึงความทรงจำกลับตรงกันข้าม

แอนน์ เปิดประตูอพาร์ทเมนท์ อ้าแขนออก เราโผเข้ากอดกัน ท่านพูดปลอบใจ
ให้รู้สึกดีขึ้น วันนี้ดิฉันมารับการบ้านที่เคยขอให้ท่านช่วยวิจารณ์คืน เหมือนเช่นเคย
แอนน์เซฟแมกกาซีน 2-3 ฉบับไว้ให้ดิฉัน เพื่อไม่ให้ต้องเสียเงินซื้อ ทั้งทำ
เครื่องหมายให้อ่านบทความที่น่าสนใจไว้ด้วย ยังจำได้แม่นว่าเราเคยพูดค้างกัน
ถึงคำคมอังกฤษ “You can’t have your cake and eat it too.” ซึ่งท่านเคยสั่ง
ให้ดิฉันไปค้นหาความหมาย

มาครั้งนี้ท่านเก็บวารสารชื่อ Common Cause ไว้ให้ เป็นวารสารเกี่ยวกับ
รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ และกฎหมาย จัดทำโดยองค์กรที่ไม่ประสงค์กำไร
เพื่อส่งเสริมและเฝ้าระวังให้รัฐบาลมีการดำเนินงานอย่างเปิดเผย โปร่งใส
ขาวสะอาดและรับผิดชอบ     (An org promoting open, honest and
accountable gov.) แอนน์ชี้ให้ดูและอธิบายสั้นๆถึงบทความที่มีชื่อเรื่องว่า
You can’t have your cake.. ซึ่งดิฉันเดาว่าบทความนั้นๆคงเกี่ยวกับ
นักการเมืองผู้ซึ่งทำลายความเชื่อถือของตัวเองจนหมดสิ้น และยังแอบหวังว่า
ตนอาจสามารถขายฝันหลอกประชาชนอยู่ได้ ไม่น่าเชื่อว่าคำคมอังกฤษ
ประโยคนี้จะสามารถนำมาใช้ได้ดี แม้นในสังคมตะวันออกเช่น ประเทศไทยด้วย
บันทึกการเข้า
Nuchana
สุครีพ
******
ตอบ: 979


ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 15 มี.ค. 06, 01:32

 วันรุ่งขึ้น เพื่อนรุ่นพี่ชื่อพี่อุ๊ กำลังเอก นักศึกษาปริญญาเอกสาขาสาธารณสุขศาสตร์ มารับไปส่งที่สนามบิน
ตามเวลาที่นัดแนะกัน เครื่องบินวันนั้นว่างตั้งครึ่งลำ ทางสายการบินอัพเกรดตั๋วชั้นบิซิเนสให้ไปนั่งใน
เฟริสท์คลาส หากเป็นยามปกติ การเดินทางที่ได้รับความสะดวกสบายเช่นนั้น อาจเป็นสิ่งที่น่ายินดี แต่
การเดินทางไปงานศพแม่ ดิฉันไม่มีจิตใจนึกถึงความสุขชั่วครู่ชั่วยาม ระหว่างเดินทาง ดิฉันหยิบจดหมาย
ไปรษณีย์อากาศของแม่ออกมาอ่าน ซึ่งเก็บไว้อย่างดีทุกฉบับ อ่านแล้วน้ำตาไหล จนแอร์โฮสเตส
สายการบินไชน่าส่งภาษาจีนกลางถามว่าโอเคหรือเปล่า

แรกๆเมื่อมาเรียนหนังสือ แม่ส่งจม. มาให้สัปดาห์ละ 1 ฉบับ พอนานไปแม่ส่งมาสองสัปดาห์
1 ฉบับ จดหมายแม่ก็สั้นๆ เขียนเล่าวันละหน่อย จนเต็มหน้าแล้วจึงส่ง ดิฉันพึ่งอ่านนิยายเรื่อง
“จดหมายจากเมืองไทย” ของโบตั๋น จบเมื่อไม่นานมานี้ ทัศนะคติของตันส่วงอู๋ต่อการดำเนิน
ชีวิตในประเทศไทยและคนไทยเป็นอย่างไร ทัศนคติของแม่ก็คล้ายๆอย่างนั้น แม่มีลูกหลาย
คนเพราะเฝ้ารอให้ได้ลูกชาย 3 คน ตามธรรมเนียมในสังคมจีนของแม่ เมื่อถึงเวลาทำศพบุพการี
บุตรชายคนโตจะเป็นคนถือ กระถางธูป คนรองถือรูปถ่าย และคนที่สามถือกระบองไม้รวกยาวสัก 50 ซม.
มีผ้ากระสอบปิดไว้ 1 ด้าน ดิฉันจำไม่ได้ว่ากระบองนี้เป็นสัญญลักษณ์ของอะไร เผอิญแม่มีลูกชาย
แค่ 2 คน จึงไม่ครบตามสูตรที่อยากให้เป็น

แม่เกิดในหมู่บ้านคนจีนที่นครปฐม  อากงและอาม่ามาจากเมืองจีน ตามธรรมเนียมลูกจีนในท้องถิ่นนั้น
ขณะที่เรียนหนังสือไทยจะต้องเรียนหนังสือจีนควบคู่ไปด้วย แม่จึงอ่านและเขียนภาษาจีนกลางและแต้จิ๋ว
ได้คล่อง และด้วยสังคมที่แม่อยู่มีชาวไทยดำอยู่มาก แม่จึงพูดลาวโซ่งได้คล่อง แม่มีนิยายภาษาไทย
และจีนเป็นตู้ๆ วันดีคืนดี แม่ก็ไขตู้หยิบนิยายจีนเล่มที่สนุกมาแปลให้พวกเราฟัง วิชาที่แม่ถนัดที่สุดคือ
คณิตศาสตร์ เพราะแม่มีพื้นฐานดีมาจากการใช้ลูกคิดที่สามารถบวก ลบ คูณ หารได้คล่อง แม่ชอบท่อง
สูตรคูณแม่ 17 แม่ 19 และ แม่ 21 ให้เราฟัง เวลาคูณเลข 2 หลัก 2 จำนวน แม่มักจะฝึกให้เราคูณในใจ
โดยไม่ต้องใช้เครื่องคิดเลข และคิดเสร็จเร็วกว่าคนที่ใช้เครื่องคิดเลขเสมอ  เวลาหยิบสินค้าให้ลูกค้า
แม่สามารถแปลงหน่วยนิ้วให้เป็นมิลลิเมตรได้โดยใช้วิธีคิดในใจ เช่นกัน  

ความห่วงหาอาทรของแม่ที่พึงมีต่อลูกมีเท่าไร ดูเหมือนว่าแม่ยกให้กับลูกชาย 2 คนจนหมดสิ้น
ในสายตาของดิฉันแม่จึงแทบไม่เหลือความอาทรให้ลูกสาวสักเท่าไรเลย หลายครั้งแม่พูดให้
ดิฉันน้อยใจในวัยเด็ก เช่น ว่าหากรู้ว่าดิฉันเกิดมาแล้วจะดื้อขนาดนี้ แม่จะไม่คอยลูกชายเลย ยิ่งแม่ว่าดื้อ
ตัวเองก็จะยิ่งดื้อ “ลองของ” สารพัด ดังนั้นไม้เรียวที่แม่ใช้เฆี่ยนตีดิฉันจึงมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ตอนแม่ตี ดิฉันจะทำสมาธิในใจ ข่มความรู้สึกได้ เจ็บแค่ไหนก็จะเฉย เฉยจนบางคร้งแม่ตกใจก็มี

สิ่งเดียวที่ดิฉันเห็นว่าแม่ต่างจากตันส่วงอู๋ คือการเห็นความสำคัญของการศึกษาของลูก
บันทึกการเข้า
Nuchana
สุครีพ
******
ตอบ: 979


ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 15 มี.ค. 06, 01:38

 กระทู้นี้ออกเงียบๆ คงไม่มีใครแวะเข้ามา ขอจบด้วนๆแล้วกันค่ะ
บันทึกการเข้า
paganini
องคต
*****
ตอบ: 430

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 15 มี.ค. 06, 02:34

 อ้าว ผมอ่านอยู่นา
อ่านเงียบๆ
เข้าใจถึงความรู้สึกครับ ถึงแม้จะไม่เกิดกับตัวเอง

ตอนผมเด็กๆ ซัก ป.6 หรือ ม.ต้นนี่แหละ
แม่ผมขายข้าวแกง ต้องเตรียมของต่างๆสำหรับการทำอาหารจนดึกดื่นทุกวัน ผมเองตอนเด็กๆไม่ได้ช่วยแม่เท่าไหร่ แต่มักจะนั่งดูทีวีอยู่ข้างๆเป็นเพื่อนแม่ทุกวัน (พ่อเป็นกรรมกรในเรือขุดแร่ ต้องไปอยู่บนเรือบ่อยๆ)
มีวันหนึ่งดึกมากแล้ว แม่ผมหิว อยากกินก๋วยเตี๋ยว แต่ทำงานมาตลอดก็เหนื่อยล้าเดินไม่ไหว เลยบอกให้ผมไปซื้อให้กินที่ร้านใกล้ๆบ้าน ผมก็ชะโงกหน้าไปมองร้านก๋วยเตี๋ยวแล้วบอกแม่ว่า  คนซื้อเยอะ รอคิวนาน เดี๋ยวรอคนน้อยกว่านี้ค่อยไป แม่ผมก็ไม่ว่าอะไร
แต่ สักพัก
ด้วยความง่วงนอนผมก็เลยเดินขึ้นบันไดจะไปนอน
แม่ผมเห็นก็ร้องถามมาว่า "จะไปนอนแล้วเหรอ ไม่ไปซื้อก๋วยเตี๋ยวให้แม่เหรอ"
ผมบอกว่า "ง่วงนอนมาก จะไปนอนแล้ว" แล้ก็เดินขึ้นไปนอนเลยด้วยความง่วงนอนที่ไม่สนใจอะไรแล้ว

ผมยังจำแววตาของแม่ที่มองผมตอนนั้นได้ถึงตอนนี้ เต็มไปด้วยความผิดหวัง ปวดร้าว .... บรรยายไม่ถูกเลยนะ

ผมนึกถึงตอนนั้นคงพอให้อภัยตัวเองได้ด้วยความเป็นเด็ก แต่ผมเสียใจมาก เสียใจมาจนถึงทุกวันนี้ ความรู้สึกผิดนั้นไม่เคยไปจากใจผมเลย

แต่ก็ดีที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมทำอะไรๆเพื่อแม่

หลังจากนั้นผมก็เลยบอกตัวเองว่าชีวิตผมจะไม่ทำให้แม่ผมผิดหวังในตัวผมอีกเลย
บันทึกการเข้า
เฟื่องแก้ว
พาลี
****
ตอบ: 327

เลขานุการ


ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 15 มี.ค. 06, 20:57


อ่านอยู่เหมือนกันนะคะ พี่นุช
อ่านเงียบๆ ค่ะ ไม่อยากปาดกลางเรื่อง
ฟังดูพี่นุชน้อยใจคุณแม่อยู่หน่อยๆ นะคะ
เฟื่องว่า คุณแม่เวลาวีนแตกก็คงอดไม่ได้ที่จะพูดอะไรเจ็บๆ
คุณแม่เฟื่องก็เหมือนกันค่ะ ออกแนวจิกๆ ตีๆ
เวลาดื้อรั้น แม่เตือนไม่ฟัง แม่จะบอกว่า
"ถ้าผิดหวังแล้วอย่ามาร้องไห้กับฉันนะ
บอกเสียก่อนว่า ฉันปลอบใจไม่เป็น
เป็นแต่สมน้ำหน้า"
โหดไหมละคะ
แต่จริงๆ แล้ว เฟื่องรู้ว่า แม่พูดเพราะหวังดี
ไม่อยากให้เราผิดหวัง เสียใจ ทำอะไรผิด ๆ
และแม่จะรักเฟื่องเสมอ
ไม่ว่าเฟื่องจะทำผิดร้ายแรงแค่ไหน
ถ้าแม่ไม่ว่าลูก คนอื่นห้ามแตะ
(ลูกข้า ใครอย่าแตะ ว่างั้นเหอะ)
เคยเห็นฤทธิ์กันมาแล้วค่ะ
ญาติทางพ่อมาว่าอะไรเฟื่องก็ไม่ทราบ
คุณนายแหม่มวีนแหลกเลย
ข้าศึกถอยร่นไม่เป็นกระบวน
แม่บอกว่า ลูกฉันไม่ดี ฉันตีฉันว่าสั่งสอนเองได้
คนอื่นไม่เกี่ยว นี่ เอากะแม่สิ

เฟื่องว่า แม่รักลูกทั้งนั้นนะคะ
ส่วนการแสดงความรักเป็นเรื่องของเอกลักษณ์เฉพาะตัว อิอิ
คุณแม่เฟื่องนี่ ออกแนวแปลกหน่อย


คุณปากกา น่ารักจังค่ะ รักคุณแม่จังเลย
คุณแม่คงชื่นใจมากเลยนะคะ
มีลูกชายที่ทำอะไรๆ เพื่อแม่อย่างนี้
เฟื่องสนิทกับคุณพ่อมากกว่าแม่น่ะค่ะ
ตอนเด็กๆ ไม่ค่อยลงรอยกับแม่เท่าไหร่
แต่พอโตๆ มาก็สำนึกได้ มองพ่อแม่ด้วยสายตาเป็นกลาง
แล้วก็พยายามที่จะไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวังเช่นกัน

พูดแล้วก็คิดถึงพ่อแม่ขึ้นมาติดหมัดเชียวค่ะ
ขอไปโทรหาคุณพ่อคุณแม่ก่อนนะคะ
บันทึกการเข้า
Nuchana
สุครีพ
******
ตอบ: 979


ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 16 มี.ค. 06, 01:54

 คุณเฟื่องเก่งแฮะ... ที่น้อยใจแม่ก็จริงอยู่

ในครอบครัว แม่สามารถชี้นกเป็นนก และบังคับให้อะไรเป็นได้ดังใจทุกอย่าง แม่อุปการะน้องตัวเอง
และน้องพ่อโขยงหนึ่ง ลูกๆ และคนงานอีกหลายชีวิต แม่เป็นตัวอย่างของการประหยัดที่แม่บ้าน
ต้องเรียนรู้...อะไรสมควรจ่ายหรือไม่สมควร แม่ให้พี่เลี้ยง 2 คนไปเรียนเย็บผ้า แต่แม่จะเป็นคนสอนวิธี
การวางผ้าให้ประหยัดผ้าได้ตัวละ 20-30 ซม. โดยที่โรงเรียนไม่ได้สอน บางครั้งแม่สั่งให้ซื้อผ้า 1 หลา
แต่คนขายบอกว่าต้องใช้ 1.10 ซม. กลับมาถึงบ้าน แม่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า  1 หลานั้นพอ เวลาแม่ตัดผ้า
จึงไม่ค่อยมีเศษผ้าเหลือ เด็กรุ่นใหม่อาจไม่ทราบว่าสังคมไทยสมัยก่อนค่อนข้างประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย
เหมือนปัจจุบัน

เรื่องระเบียบวินัยในครัวเรือนเป็นสิ่งที่แม่เคร่งครัดมาก หน้าที่ตอนเช้าของดิฉัน คือการล้างแก้วและ
ชงน้ำชาให้เสร็จก่อนแม่กลับจากตลาด บ้านเรามีคนครัวตั้งหลายคน แต่หน้าที่ของลูกคนอื่นห้ามทำแทน

แม่เป็นคนดุและเข้มงวด แต่กับลูกค้าแม่จะใจดีและเป็นกันเองเสมอ หากแม่ยุ่งอยู่กับลูกค้ารายหนึ่ง
คนใหม่เข้ามา แม่จะร้องทักลูกค้า จำได้ว่าแม่ไม่เคยปล่อยลูกค้าออกจากร้านเพราะไม่ตกลงราคาเลย
ในสมัยก่อน หน่วยงานราชการไทยได้รับจัดสรรเงินไม่คล่องเหมือนสมัยนี้ แม่เป็นร้านเดียวในจังหวัด
ที่ยอมให้ส่วนราชการติดค้าง เพราะช้าแต่ว่าชัวร์ เป็นความเสี่ยงที่ยอมรับได้

ความใฝ่ฝันของแม่คือการส่งเสริมให้ลูกเรียนจบมหาวิทยาลัย แม่ใช้แรงงานคนในครอบครัวก็จริง
แต่เมื่อลูกขึ้นมัธยม แม่จะเน้นเรื่องการเรียนของลูกมาก ตรงนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แม่เครียดเกินไป
ลูกคนไหนอ่อนอะไร แม่จะหาครูสอนพิเศษมาให้ เราถูกปลูกฝังว่าจบมัธยมต้นแล้ว จะต้องไปสอบแข่ง
เข้าโรงเรียนมัธยมดังที่กรุงเทพฯ แม่จึงปลุกลูกขึ้นมาดูหนังสือแต่เช้า พี่ชาย 2 คนเป็นคนเรียนหนังสือเก่ง
ตอนไปเรียนมัธยมที่โรงเรียนเดียวกับดิฉันที่กรุงเทพฯ พี่ชาย 2 คน มาสไตล์เดียวกันจะเขียน ป.ณ. บัตร
มาออดอ้อนแม่ วันนั้นแม่ยิ้มแล้วหลุดปากว่า ไม่เคยรักใครเท่า “ลูกชาญ” เช่น

“กราบเท้าแม่ที่เคารพ...วันนี้ชาญไปฟังผลสอบ ชาญสอบได้ที่ 1 ของห้อง ได้เกรด...”

ทั้งๆที่โทรศัพท์ไปคุยกับแม่ก็ได้ แต่พี่ชายจะเลือกวิธีที่ให้ exciting moment ซึมซับเช้าตัวแม่
ให้แม่ปลื้มนานๆ นี่แหละค่ะ...วิธีเก็บเกี่ยวความรักจากแม่ตามครรลอง ทำให้แม่ไม่มีความรักมากพอ
ที่จะ spare ให้ลูกสาว
บันทึกการเข้า
Nuchana
สุครีพ
******
ตอบ: 979


ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 16 มี.ค. 06, 02:58

 วันก่อนได้รับคำตอบเรื่องกล้องทาง SMS  แล้วกล้องเกี่ยวอะไรกับกระทู้นี้...เกี่ยวเต็มๆค่ะ
**********
มีคำถาม อยากเรียนถามค่ะ
1) เมื่อหลายปีก่อนซื้อกล้อง Nicon AF 2020 หรือรุ่นอะไรคล้ายชื่อนี้
เฉพาะ body ก็หมื่นกว่าบาท + เลนส์ 35-105mm Nicon +Flash Nicon
ทั้งหมด ราว $1000 แต่ที่ผ่านมาถ่ายไปไม่เคยเกิน 10 ม้วน เพราะพึ่งพบว่า
ตัวเองไม่ได้ชอบถ่ายล้ำลึกขนาดมืออาชีพ แค่ loading film ยังทำไม่เป็น
จึงไปซื้อกล้องปัญญาอ่อนมาใช้ค่ะ

อยากทราบว่า หากเก็บในสภาพดี กล้องนี้ยังจะใช้ได้ไหมค่ะ

:ตอบ  เห็น spec. แล้วน้ำลายยืด
ถ้าเก็บดี กล้องสามารถมีอายุได้นับสิบปีครับ โดยเฉพาะกล้องกลไก
***********
ขณะที่จะมาเรียนหนังสือตอนปี 1 พ่อหน้าหงิกไม่พูดด้วย สั่งให้แม่ยื่นคำขาดว่าให้เรียนปริญญาตรีให้จบก่อน
พอแม่เห็นว่าทัดทานไม่ได้ แม่เลยบอกกับดิฉันว่าถ้าเรียนไม่จบไม่ต้องกลับมาบ้านให้เห็นหน้า
บรรยากาศในบ้านสัปดาห์สุดท้ายตึงเครียดมาก พี่ๆไม่มีใครจะไปส่งที่ดอนเมืองเลย
สัปดาห์นั้นเจ้ากรรม ดิฉันนอนตื่น 8 โมงเช้า ร่วม 3 วัน ซึ่งการนอนตื่นสายที่บ้านรับไม่ได้ แม่ขู่ว่าจะยึดตั๋วเครื่องบิน
สรุปว่ามีพี่ 1 คนที่จะไปส่ง และเพื่อนจุฬาฯ 5 คน
แต่พอถึงวันเดินทาง แม่ก็ไปส่งด้วย พี่เดินไปซื้อฟิล์มเพราะลืมหยิบมาจากบ้าน จะถ่ายรูปให้
แต่กลับมามือเปล่าบอกว่าฟิล์มข้างนอกม้วนละ 60 บาท ที่สนามบิน 150 บาท “งั้นไม่ต้องถ่ายรูปหรอกนะ”
ดิฉันจึงเห็นแม่ที่สนามบินเป็นครั้งสุดท้าย และเสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปเพื่อนจุฬากลุ่มนั้น
นึกหน้าได้เพียงเลือนๆ เพราะเรียนด้วยกันไม่นาน และขาดการติดต่อ

ระหว่างเรียน พอดิฉันมีรายได้เป็นของตนเอง เห็นกล้องแล้วแค้นใจ จึงซื้อกล้องดีๆประชด
เพราะน้อยใจเหตุการณ์ที่สนามบินวันนั้นยังไม่หาย ส่วนตัวดิฉันไม่ชอบถ่ายรูปเลย แค่ลบปมในใจเท่านั้น
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.056 วินาที กับ 19 คำสั่ง