เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7
  พิมพ์  
อ่าน: 30734 ลอดลายรั้ว...วินด์เซอร์ (2)
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 60  เมื่อ 08 มี.ค. 06, 09:34

 มาถึงตอนนั้น เจ้าฟ้าชายชารลส์เริ่มพระทัยไม่ดี เพราะเพื่อนฝูงที่รู้จักต่างก็แยกออกไปแต่งงานกันทีละคน สองคน จนบางครั้งทรงตรัสบ่นกับคนใกล้ชิดว่า..
"อีกหน่อย..ก็จะเหลือฉันค้างอยู่บนหิ้งอยู่คนเดียว"
ส่วนว่าที่พระน้องเขย กัปตัน มาร์ค ฟิลลิป ที่มีท่าทางแหยๆ นั่น พระองค์ได้ตั้งสมญาให้ว่า "พ่อหมอก = The Fog"เนื่องจากว่า ซื่อบื้อ..ซะเหลือเกิ๊นน..

ส่วนเรื่องการหมั้นนั้น..เป็นเพราะว่า ภาพโรแมนติคที่มีฉากจุมพิตกันระหว่างสองคนนี้ หมายถึง เจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์กับนายทหารม้ารักษาพระองค์ได้หลุดลงไปในหน้าหนังสือพิมพ์...
ทางพระราชวังได้ออกมาปฏิเสธข่าวทั้งหมด อ้างว่า หญิงในภาพนั้นหาใช่เจ้าฟ้าหญิงไม่..
ส่วนในรายละเอียดของเนื้อข่าว ที่ลงไปเรื่องความสัมพันธอื่นๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ ซันเดย์ มิเรอร์  ทางเดอะ เฟิร์ม ได้เรียกนาย โรเบิร์ต เอดเวิร์ดส์ ตัวบ.ก.ผู้ดูแล เข้ามาทำการอบรมสั่งสอนในการรู้ควรไม่ควร  อีกทั้ง สั่งให้ลงแก้ข่าวด่วน..
ซึ่ง นายเอดเวิร์ดส์ ได้กระทำตาม..ลงข้อความแก้ข่าวให้ทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนเข้าใจใหม่ตามนั้น..ว่า..
"ไม่จริ๊ง ไม่จริง..ทั้งคู่มิได้เป็นไปตามข่าวลือดังกล่าว และที่สำคัญคือ ทั้งสองคนมิได้รู้จักมักจี่กันซะด้วยซ้ำ..."

แต่เพียงไม่กี่อาทิตย์ต่อมา..ทางสำนักพระราชวังก็ได้ออกคำแถลงการของการหมั้นระหว่างเจ้าฟ้าหญิง และพ่อหมอก...
นี่คือ..จุดหนึ่ง ที่หนังสือพิมพ์และผู้สื่อข่าว เริ่มรู้สึกไม่ชอบใจในการเล่นจำอวดของเดอะ เฟิร์ม อีกทั้งความเชื่อถืออื่นๆ ได้หย่อนยานไปอย่างช่วยไม่ได้

การแต่งงานหรือการอภิเษกของพระราชวงค์นั้น มีจุดหมายใหญ่ๆ คือการที่จะต้องมีทายาทสืบสายสกุล..ก่อนที่จะประกาศหมั้นระหว่างสองคนนี้ได้ นายหมอกได้ถูกเรียกตัวเข้าไปในพระราชวัง
และทางแพทย์หลวงได้ทำการตรวจความแข็งแรงของ semen เพื่อจะให้แน่ใจได้ว่าไม่มีอุปสรรคในการที่จะผลิตทายาท จึงจะเป็นที่ยอมรับ
เพราะในตอนนั้น เจ้าฟ้าชายชารลส์ ยังมิได้ทรงอภิเษก ซ้ำยังไม่มีวี่แวว ส่วนเจ้าฟ้าชายแอนดรูว์ เพิ่งมีพระชนม์พรรษาเพียง สิบสาม เจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ด แค่ เก้า
เจ้าฟ้าหญิงแอนน์ คือ อันดับสี่ในการสืบราชบัลลังค์ ดังนั้น จึงต้องพิถีพิถันกันให้มากหน่อย

และเมื่อหมั้นแล้ว..สมเด็จจึงได้เตรียมที่จะยกลูกเขย นายหมอกนี่ให้เป็นเจ้านายไปซะ..เพราะไม่งั้นก็จะกลายเป็นกาในฝูงหงส์ที่ไล่อันดับกันไม่ลงตัว..
แต่..นายหมอก ยังไงก็คือ นายหมอก..เพราะเขาปฏิเสธ ลาภ ยศ สรรเสริญ ที่ลอยมาตรงหน้าอย่างไม่ไยดี เขาทูลไปว่า เขาอยากไปอยู่เงียบๆ กับครอบครัวนอกเมือง
สมเด็จจึงได้ทุ่มทุนกว่าสองล้านปอนด์ซื้อพระตำหนักบ้านไร่ ที่กอสเตอร์เชียร์ ที่มีเนื้อที่กว่า ห้าร้อย เอเคอร์ ให้เป็นของขวัญ
ที่นายหมอกได้รู้สึกถึงในพระกรุณามหาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง เพราะ เขาพอใจในของขวัญชิ้นนี้เป็นอย่างมาก..

ส่วนนายปากร้าย วิลลี่ แฮมมิลตัน เจ้าเก่า ก็ไม่หยุดกระแหนะกระแหนถึงการใช้จ่ายในครั้งนี้ของพระองค์ โดยหาว่า นายหมอกนี่..เป็นแค่ผู้ชายปีกทองธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น..  
บันทึกการเข้า
ชื่นใจ
ชมพูพาน
***
ตอบ: 136

นักศึกษาปริญญาเอก University of East Anglia England


ความคิดเห็นที่ 61  เมื่อ 09 มี.ค. 06, 03:49

 อ้างจาก คหพ ที่ ๖๑ ค่ะ
ส่วนว่าที่พระพี่เขย กัปตัน มาร์ค ฟิลลิป ที่มีท่าทางแหยๆ นั่น
...
อาจารย์เทาชมพูคะ
จากที่อ่านมาตั้งแต่ต้น
อิฉันจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า
เจ้าฟ้าชายชาร์ลท่านประสูติก่อนเจ้าฟ้าหญิงแอนน์
ท่านจึงเป็นพระเชษฐา ไม่ใช่พระอนุชา
และเมื่อเจ้าฟ้าหญิงแอนน์เป็นพระกนิษฐา
ทำไมพระสวามีของเจ้าฟ้าหญิงแอนน์ จึงเป็น"พระพี่เขย" แทนที่จะเป็น"น้องเขย"ล่ะคะ
หรือว่า
อิฉันจะจำผิด
งงจังค่ะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 62  เมื่อ 09 มี.ค. 06, 07:48

 คุณชื่นใจถูกค่ะ   น้องเขยไม่ใช่พี่เชย
คุณวิวันดาคงเผลอไป   ดิฉันก็ลอกมาโดยไม่ทันนึกเหมือนกัน
ดิฉันจะไปแก้เดี๋ยวนี้ละค่ะ  
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 63  เมื่อ 09 มี.ค. 06, 08:21

 สี่เดือนต่อมา..เจ้าฟ้าหญิงแอนน์และพระสวามีนายหมอกได้สร้างวีรกรรมให้ชาวอังกฤษได้ภูมิใจในพระปรีชาของพระองค์อย่างหนักหนา กล่าวคือ
ได้ทรงต่อสู้กับผู้ร้ายที่มีปืนด้วยมือเปล่าอย่างไม่มีความขลาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
เรื่องมีอยู่ว่า..
พระองค์และพระสวามีได้กำลังเสด็จกลับพระราชวังบั๊คกิ้งแฮม ซึ่งในรถยนตร์พระที่นั่งนั้น ได้มีเครื่องหมายคือไฟสีน้ำเงินเปิดอยู่เหนือกระจกหน้ารถ อันเป็นที่ทราบกันว่า เจ้านายได้ประทับอยู่ข้างใน..
ขณะนั้น ก็ได้มีรถยนตร์ ยี่ห้อ ฟอร์ดได้ขับเข้ามาชนรถพระที่นั่งเพื่อให้หยุด..
คนขับรถฟอร์ดได้กระโดดออกมาพร้อมทั้งสาดกระสุนไปยังทิศทางของคนขับ และ ทางรถตำรวจที่แล่นติดตามมา..และ ทางประชาชน
ก่อนที่เขาไปพุ่งตัวไปทางประตูรถพระที่นั่ง หมายใจว่าจะกระชากเปิดออกและเข้าทำร้ายเจ้าฟ้าหญิง

แต่..นายนั่นก็ได้แต่เยื้อชักเย่อกับประตูอยู่นั่นแล้ว..เปิดไม่ออก เพราะทางข้างใน... เจ้าฟ้าหญิงแอนน์ทรงออกแรงยึดบานประตูไว้อย่างแน่นเหนียวเช่นกัน..
จนกระทั่ง ประชาชนได้กรูเข้ามาให้ความช่วยเหลือ จับตัวคนร้ายได้ไว้..

นั่นคือครั้งแรกของการก่อเหตุของผู้ก่อการร้ายในอังกฤษ..ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า เหล่าตำรวจติดตามนั้น ไม่มีใครพกปืนสักคน ไม่เคยพกกันมาในประวัติศาสตร์
จะมีก็เพียงครั้งเดียวที่ตำรวจอังกฤษได้รับอนุญาตให้พกปืนพร้อมกระสุน นั่นคือ คืนวันที่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่แปด ทรงประกาศสละราชบัลลังค์ ปี 1936 ซึ่งทางรัฐบาลเกรงว่าประชาชนจะก่อเหตุจลาจล เพราะยังมีคนส่วนใหญ่ที่ไม่พอใจ..
จากนั้นมาถึง 1974 ที่เกิดเหตุนี่..ตำรวจไม่เคยพกปืน...

พอหลังจากหายอกสั่นขวัญแขวนกันไปแล้ว..ใครต่อใครจึงพากันยกย่องเจ้าฟ้าหญิงแอนน์กันทั่วทั้งเกาะ ที่สมเป็นขัตติยนารีเอาซะจริงๆ ..
หนังสือพิมพ์พากันลงข่าวถึงความเป็นนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่..ข้อพระกรแข็งแรงราวกับเหล็กวิลาส.. (จากการให้สัมภาษณ์ของคนขับแท๊กซี่ที่เห็นเหตุการณ์)
ข้อความที่ว่ามานั้น เจ้าชายฟิลิป พระบิดา ทรงเห็นด้วยอย่างยิ่ง..พระองค์ทราบข่าวจากโทรศัพท์ทางไกลที่เจ้าฟ้าหญิงได้โทรไปทูลถึงในประเทศอินโดนีเซีย
ขณะที่พระองค์และสมเด็จกำลังประพาสเอเซียในช่วงนั้นพอดี
เจ้าฟ้าหญิงมิได้ทูลให้สมเด็จทรงทราบ เกรงว่าจะตกพระทัย แต่..ในฐานะที่เป็นลูกรักของพ่อ พระองค์จึงสะดวกพระทัยที่จะคุยเรื่องนี้กับเจ้าฟิลิปมากกว่า..
หลังจากที่มีการสืบสวนคนร้าย ได้ใจความว่า ต้องการจะลักพาเจ้าฟ้าหญิงด้วยเหตุผลทางการเมือง

เจ้าชายฟิลิปถึงกับโล่งพระทัย..ทรงตรัสว่า
"โล่งใจแทนไอ้หมอนั่น..ขืนมันจับตัวแอนน์ไปได้ละก้อ..มันนั่นแหละจะซวย.. เพราะรับรองได้เลยว่า แม่อาละวาดสุดฤทธิ์"

เมื่อตอนที่เสด็จกลับถึงลอนดอน สมเด็จได้ปูนบำเหน็จรางวัลให้กับพลเมืองดีสี่คนที่ได้รับบาดเจ็บจากการช่วยเหลือเจ้าฟ้าหญิง
ส่วนเจ้าชายฟิลิป ได้ทรงลูบหลังลูบไหล่พระธิดา และชมเชยว่า..
"เก่งเหลือเกินลูก และ ขอบใจที่ช่วยรักษาหน้าพวกเราไว้ได้เป็นอย่างดี"
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 64  เมื่อ 09 มี.ค. 06, 08:26

 จากข้อความข้างบนที่คุณวิวันดาเก็บมาเล่า     สงสัยว่าพระสวามีน่าจะช่วยยึดบานประตูด้วยนะคะ   ทำไมไม่เห็นมีใครชมเขาเลยเชียว-เทาชมพู)

จากจุดนั้นมา..เสียงคัดง้างในเรื่องของการเพิ่มเงินเบี้ยหวัดรายปีที่เถียงกันมานาน ก็ลงตัว..
ทุกคนยินยอมให้เพิ่มตามที่มีพระราชประสงค์

จนกระทั่ง..เรื่องฉาวโฉ่ของเจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ตได้ประทุขึ้นมาอีกครั้ง..คราวนี้มันหนักหนาสาหัสเกินกว่าที่ประชาชนจะรับได้
นั่นคือ..
ทรงมีสัมพันธสวาทกับหนุ่มน้อยชาวเกย์ที่มีอายุอ่อนกว่ากันถึงสิบเจ็ดปี เขาคนนั้นมีนามว่า..รัดดี้ หรือ Roderic Llewellynn บุตรชายคนที่สองของ Sir Henry Llewellynn
เมื่อมีคนไปสัมภาษณ์ที่ท่านเซอร์ ถึงเรื่องเพื่อนคู่ใจคนใหม่ของรัดดี้ ท่านเซอร์ทำหน้าขำๆ ตอบว่า..
"อ๋อ..รู้แล้วละว่าหมายถึงใคร..แต่ฉันยังไม่หายประหลาดใจนะ เพราะปรกติแล้ว รัดดี้มักจะมั่วอยู่กับพวกบรรดาหนุ่มเสริฟอิตาเลี่ยน..แต่คราวนี้ทำไมถึงได้เปลี่ยนรสนิยมไปก็ไม่รู้ซิ?"

เจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ตทรงว่า นายรัดดี้ฮิปปี้ผมยาว ชาวเวลส์คนนี้ มีอะไรหลายๆ อย่างที่คล้ายกับท่านลอร์ดสโนว์ดอนตอนหนุ่มๆ ครั้งที่ยังเคยรัก อ่อนหงาน และเอาพระทัยพระองค์
แรกๆ ความสัมพันธ์ระหว่างสองคนนี้ต่างเก็บเป็นความลับสนิท รู้กันในหมู่พระสหายไม่กี่คน ไม่มีการออกงานด้วยกันแต่อย่างใด..
ส่วนท่านลอร์ดสโนว์ดอนที่ฮึ่มๆ อยากจะหย่าขาดอย่างเต็มที่นั้น
โชคก็ได้เข้าข้างเขาจนได้
เพราะถ้าเหตุนี้ไม่เกิด การหย่าก็จะหาสาเหตุที่เหมาะสมไม่ได้ นั่นคือ
การที่เจ้าฟ้าหญิงได้พาไอ้หนูรัดดี้ไปเริงรักถึงในพระตำหนักที่เกาะ
มัสตีค..และ..มีภาพหลุดไปลงบนหน้าหนังสือพิมพ์..
ที่ทั้งสองกำลังนั่งแนบชิดกันบนเก้าอี้ริมสระน้ำ ฝ่ายหญิงทรงชุดว่ายน้ำ ฝ่ายชายกำลังลูบไล้ทาครีมกันแดดให้บนพระอังสะ
ข่าวได้ลงพาดหัวว่า.."ภาพช็อตเด็ดที่ไม่มีสามีคนไหนจะทนดูได้"

แต่ไม่ใช่แต่กับสามีเท่านั้นที่จะสามารถทนได้ ประชาชนก็ไม่"ทน"ต่อไปเช่นกัน..เพราะ ในอดีตที่มีเรื่องฉาวๆ ของพระองค์นั้น ใครต่อใครพากันอภัยให้ เพราะเห็นพระทัยในความรักที่ไม่สมหวัง (กับ ปีเตอร์ ทาวน์เซ่นด์)
และ ต่างก็เห็นว่า ทรงเป็นเจ้าหญิงที่อาภัพนัก..
แต่สำหรับเรื่องทิ้งลูกๆ ออกไปเริงรักกับฮิปปี้ที่มีภาพออกมาเห็นตำตานี่แล้ว......ความรักและความสงสารที่ประชาชนเคยมีให้นั้น เหือดแห้งหายไปสิ้น
ทุกคนลงความเห็นพ้องต้องกันว่า..ถ้าทำตัวอย่างนี้..เงินเบี้ยหวัดที่ได้ไปจากภาษีของประชาชนปีละเจ็ดหมื่นนั้น..อย่าหวังเลยว่าจะให้ต่อไป
คราวนี้..ชาวรัฐสภาต่างเห็นพ้องต้องกันในมติ

ลอร์ดสโนว์ดอน เริ่มตีปีกพั่บๆ ..พร้อมที่ดำเนินการในเรื่องหย่าร้างทันที แต่..ไม่ทันที่เขาจะคิดอ่านทำอะไร เขาก็ถูกเรียกตัวให้หา โดยสมเด็จ..
การเจรจาได้เกิดขึ้น จะมีข้อแม้อะไรนั้นไม่มีใครทราบได้ แต่ ถ้าจะเดาในสถานะการณ์ที่เกิด ก็พอจะเดาได้ว่ามีข้อแลกเปลี่ยนที่น่าจะคุ้มค่า เพราะ
สมเด็จได้ทรงเรียกตัวเจ้าฟ้าหญิงพระชนิษฐากลับมาอังกฤษด่วน (เพียงพระองค์เดียว ฮิปปี้ไม่ได้มาด้วย)
ท่านลอร์ดพระสวามีไปรับเสด็จที่สนามบิน ถึงเครื่องพระที่นั่ง และ มีการจุมพิตทักทายพร้อมกับนำเสื้อโค๊ทขนสัตว์ไปคลุมพระองค์ให้ ต่อหน้านักข่าว  ราวกับว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้น..

แต่สองเดือนต่อมา..ข่าวจากพระราชวังเคนซิงตันได้มีแถลงการณ์ออกมาว่า
"เจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ตและพระสวามี ลอร์ด สโนว์ดอน จะแยกกันอยู่อย่างเป็นทางการ โดยที่เจ้าฟ้าหญิงจะทรงปฏิบัติพระกรณียกิจต่อไปเพียงพระองค์เดียว
ส่วนการหย่าร้างนั้นจะยังไม่เกิดขึ้น.."

(หารูปนายรัดดี้มาให้ดูค่ะ   เขาผันตัวไปเป็นนักร้องเพลงป๊อป  ในรูป พูดอยู่กับเพทูล่า คล้าค)
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 65  เมื่อ 09 มี.ค. 06, 08:28

 รัดดี้กับเจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ต
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 66  เมื่อ 09 มี.ค. 06, 08:30


เจ้าฟ้าหญิงแสนสวยในรูปบนๆของกระทู้
ตอนนี้ก็พระชนม์มากขึ้น เข้าสู่วัยนี้แล้ว
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 67  เมื่อ 09 มี.ค. 06, 08:34

 กฏหมายการหย่าร้างของอังกฤษคือ ถ้าทั้งสองฝ่ายพร้อมใจกันที่จะหย่าขาด นั่นคือ ต้องรอสองปี แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีปัญหาเรียกร้องเรื่องลูกหรือการแบ่งทรัพย์สิน
นั่นหมายถึงต้องคอยไปถึงห้าปี
เจ้าฟ้าหญิงทรงอิดออด..ไม่อยากหย่า แต่ว่า ทางท่านลอร์ด พระสวามีพร้อมที่จะหย่าในแทบทุกนาที ทำให้พระองค์ทรงโทมนัสพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความรู้สึกว่าไม่มีใครรักและต้องการในตัวพระองค์

ดังนั้น จึงมีการประชดชีวิตแบบแปลกๆตามออกมาเป็นกระบวน เช่นการออกเฮฮาปาร์ตี้ในที่สาธารณะจนถึงย่ำรุ่ง (สถานที่โปรดคือ บับเบิ้ลส์คลับ ครั้งหนึ่งเมืองไทยก็มีกะเขาเหมือนกัน บับเบิ้ลส์คลับ เนี่ยย..)
สมเด็จได้แต่ทรงเหนื่อยอ่อนในพระทัยต่อการพระทำของพระขนิษฐา ถึงกับไม่ยอมตรัสด้วยนานเป็นหลายอาทิตย์ ประหนึ่งว่า ได้ตัดเชือกตัดสายใยในน้องสุดที่รักคนนี้อย่างหมดสิ้น
ทีนี้ก็เข้าทำนอง "ผีบ้านไม่ดี ผีป่าเข้าสิง" กล่าวคือ ประชาชนและผู้สื่อข่าวอื่นๆต่างพากันหมดความเคารพ และ สิ้นความเกรงพระทัย

ในตอนนั้นโจ๊กที่ออกมาขายดิบขายดี เรียกเสียงเฮฮาได้ตามผับ
ล้วนแต่เป็นโจ๊กที่ส่วนพัวพันกับเรื่องข่าวคาวๆของเจ้าฟ้าหญิงพระองค์นี้
ขอยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่ง ที่ดังมากในยุคนั้น ถึงกับมีการเลียนล้อเป็นรายการทอล์คโชว์...มีว่าดังนี้ว่า

(เรื่องโจ๊ก....สมเด็จพระราชินีได้เสด็จไปยังพระตำหนักนอกเมืองโดยรถยนตร์พระที่นั่ง โรลล์ รอยซ์ อย่างไปรเวทกับนางพระกำนัล พอไปได้ครึ่งทางก็ปรากฏว่ามีโจรเข้ามาดักปล้น
ทันที่ที่เห็นว่า ผู้ใดที่อยู่ในรถ... เจ้าโจรจึงได้จัดแจงเรียกร้องขอเครื่องเพชร และ เงินทอง แต่ทว่า..เมื่อได้กระชากกระเป๋าถือออกมาเปิดดู ข้างในว่างเปล่า..มิมีทรัพย์สินอะไรเลย
โจรจึงได้บังคับให้พระองค์และนางพระกำนัลลงไปจากรถ..แล้วมันก็ขับรถพระที่นั่งนั่นไป..

ขณะที่สมเด็จทรงปัดฉลองพระองค์ให้เข้ารูป นางพระกำนัลได้ทูลถามขึ้นมาว่า
"พระธำมรงค์ล่ะเพคะ ทรงซ่อนไว้ที่ไหน?"
"ในที่ลับในตัวฉันนี่แหละ....อ้อ แล้วมงกุฏเพขรล่ะ เธอเอามันไปซุกที่ไหน?"
"แหม..อ้า.อ้า..ก็เป็นที่ลับในตัวของหม่อมฉันเช่นกันเพคะ"
สมเด็จทรงถอนพระทัยก่อนที่จะตรัสว่า..
"แหม..เสียดายที่มาร์กาเร็ตไม่ได้มาด้วย ไม่งั้นเราก็จะไม่เสียโรลล์รอยซ์...")

ฉาวโฉ่ออกขนาดนั้น หาใช่ว่าเจ้าฟ้าหญิงจะทรงเลิกติดต่อกับนายฮิปปี้นั่นซะที่ไหน ป๊าวว...
กลับทรงหันมาโอ๋ ทนุถนอมเจ้านั่นอย่างออกนอกพระพักต์ ทรงว่า
"เพราะไม่มีสักคนที่เข้าใจในฉันเลย นอกจากรัดดี้คนดีนี้คนเดียว"
ประชาชนต่างร้องขอให้ทรงคิดใหม่ ทำใหม่....แต่...ไม่เป็นผลสำเร็จ
นาย วิลลี่ เฮมมิลตัน นักการเมืองปากร้ายนั่น ก็ไม่หยุดการโจมตีที่มีขึ้นรายวันในรัฐสภา เขาว่า
"เรื่องการพบปะ คบหากับคนที่มีอายุอ่อนกว่านั่น อาจจะเป็นเรื่องของสังคมสมัยใหม่ แต่กับสมาชิกในพระราชวงค์อย่างเจ้าฟ้าหญิง มันช่าง..บัดซบ..สิ้นดี"

ทางฝ่ายพรรคจารีตนิยมที่เคยเถียงและค้านคอเป็นเอ็น.. ตอนนี้ถึงกับจุกพูดไม่ออก ต่างพากันกลอกหน้า จำนนต่อหลักฐาน..
คนที่ออกมาเถียงนายวิลลี่ มีอยู่คนเดียวคือ รัดดี้ ฮิปปี้หนุ่มน้อย ที่เขาออกมาให้ข่าวว่า
"คนที่ด่าว่าพระองค์ หรือ อย่างนายวิลลี่นั่นน่ะ ผมอยากจะท้านัก ว่าถ้าลองให้มาทำงานแบบเจ้าฟ้าหญิง จะมีความสามารถทำได้เหมือนพระองค์ไหมล่ะ"
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 68  เมื่อ 09 มี.ค. 06, 08:37

 (ภาพลอร์ดสโนว์ดอน วัยแก่ ค่ะ  -เทาชมพู)
แต่ตอนนั้น ประชาชนกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซนต์ได้ต่างหันหลังให้กับเจ้าฟ้าหญิงพระองค์นี้ไปอย่างเรียบร้อย
ต่างเห็นว่า เป็นความมัวหมองและน่าอับอายอย่างที่สุดของเดอะ เฟิร์ม
สมเด็จจึงต้องรีบเข้าดำเนินการจัดการด่วน โดยมีพระราชบัญชาให้เจ้าฟ้าหญิงพระขนิษฐาให้หา พร้อมกับทรงให้โอกาสเลือกเอา ว่าจะ เลิกกับฮิปปี้ หรือ จะอยู่ทรงงานแบบเจ้าแบบนายต่อไป
ซึ่งทำเอาเจ้าฟ้าหญิงได้ทรงออกพระอาการอาละวาดอยู่นานพอสมควร ทรงก่นด่าพวกที่ไม่หวังดี ต่อต้านในความความรักของพระองค์ รวมไปถึงเหล่าบรรดาผู้สื่อข่าวทั้งมีเดีย และ มีเดียม ทั้งหมด

แต่ในที่สุด ก็ทรงยอมรับปากว่าจะเลิกคบหากับหนุ่มฮิปปี้ และจะกลับเข้าปฏิบัติพระกรณียกิจเช่นเดิม..
ซึ่งก็ทรงทำไปอย่างตามแกน เพราะทรงปรากฏตัวในงานล่าช้าบ่อยๆ
แถมเมื่อเสด็จถึง ทุกคนพออ่านพระอาการได้ว่า เสด็จแบบไม่เต็มพระทัย อีกทั้งมักเสด็จกลับก่อนที่งานจะเลิก..ด้วยอาการของคนที่อ่อนระโหยโรยแรง..
แพทย์ประจำพระองค์ได้ทูลเตือนไว้เสมอว่า ขอให้ทรงเพลาพระโอสถมวนและการเสวยน้ำจัณฑ์ลงเสียบ้าง
(ทรงสูบบุหรี่ที่ไม่มีก้นกรอง แต่ทรงใช้ก้านต่อ วันละ หกสิบมวน)
หากแต่ไม่เคยได้รับการสนองตอบ
จนในที่สุด พระองค์ก็ทรงทรุดฮวบ เข้าโรงพยาบาลอย่างฉุกเฉิน..ด้วยพระอาการของโรคกระเพาะ และ ตับอักเสบ เท่านั้นไม่พอ ยังมีอาการทางประสาทหลอนอีกด้วย
ก่อนถึงวันประกาศการหย่าร้างเข้ามาไม่กี่วัน..ทรงตรัสบ่อยๆว่า...เบื่อชีวิต อยากจะปลงพระชนม์ชีพด้วยองค์เอง..

ก่อนหน้าที่จะมีการขอหย่าจริงๆนั้น พระองค์ไม่เคยทรงเชื่อว่า มันจะเป็นเรื่องจริง นอกจากคำขู่ของพระสวามี เนื่องจากพระองค์นั้นได้อยู่เหนือกว่าทุกทาง ใครจะกล้าขอหย่า
เมื่อทรงเห็นทีท่าว่าท่านลอร์ดเอาจริง  พระองค์ได้เคยรับสั่งถามว่า อยากหย่าเพื่อแต่งงานใหม่หรือเปล่า..?
ท่านลอร์ดได้ตอบอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า..ไม่มีแผนการที่จะมีคู่ใหม่
แต่พอหลังจากที่การหย่าร้างได้ประกาศมีผลอย่างสมบูรณ์ไปเพียงแค่เจ็ดเดือน..เขาก็แต่งงานใหม่กับแฟนสาวที่กำลังตั้งท้องพอดี

เจ้าฟ้าหญิงได้รับทราบข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์.. ทรงพ้อว่า..ใจดำเหลือเกิน..ไม่มาบอกกันสักคำ และ ไม่ได้บอกลูกๆด้วย
นี่คือการหย่าร้างเป็นครั้งแรกในเดอะ เฟิร์ม..วินด์เซอร์
(และเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ รองจากเมื่อพระเจ้า
เฮนรี่ที่แปด ที่ได้ทรงหย่ากับ แอนน์ แห่ง เคลอเวอะส์ ในปี1533)

เจ้าฟ้าชายชารลส์ที่กำลังจะครบรอบสามสิบชันษา ถึงกับทรงหนาวๆร้อนๆ เพราะตอนนี้หนังสือพิมพ์ต่างพากันหันมาสนใจข่าวเรื่องว่าที่คู่ครองของพระองค์กันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
เพราะใครๆต่างก็คิดว่า..สามสิบแล้ว..น่าจะทรงเลือกคู่อภิเษกได้เสียที..
ข่าวที่พาดหัวจึงมีแต่ข่าวของสตรีที่น่าจะอยู่ในข่าย"เข้าขั้น" หรือไม่ก็ ต่างพากันพนันขันต่อว่า ปีนี้ จะใช่เป็นปีสุดท้ายแห่งความเป็นโสดของพระองค์หรือไม่?
เจ้าชายฟิลิป พระบิดา ได้ทรงเย้าพระโอรสว่า...
"รีบหาเข้าหน่อยนะ เพราะบรรดาหญิงๆจะพากันตกรุ่นกันไปหมดแล้ว"  
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 69  เมื่อ 09 มี.ค. 06, 08:42

 งานวันคล้ายวันประสูติของเจ้าฟ้าชายได้จัดขึ้นในวันที่ 15 พฤศจิกายน 1978 ที่ห้องบอลล์รูมในพระราชวังบั๊คกิ้งเแฮม ที่มี่แขกเชิญมากว่าสี่ร้อยคน
แต่ละคนย่อมไม่ธรรมดา ล้วนแต่เป็นเจ้านาย  ขุนน้ำขุนนาง และ เหล่าไฮโซของแท้
ในบัตรเชิญ..ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า..งดศิราภรณ์... (หมายถึงงานที่สุภาพสตรีไม่ต้องแต่งกายแบบเต็มยศ เพราะไม่ใช่งานพิธีการของพระราชวัง)
คู่เดทของพระองค์ในคืนนั้น คือ ซูซาน จอร์จ หากแต่ทรงเต้นรำบ่อยๆกับ "คังก้า" และ คามิลล่า ปาร์คเกอร์ โบวลส์ ภริยาของพระสหาย
ใครๆก็รู้ดีว่า เจ้าฟ้าชายทรงโปรดที่จะคบหา สนิทสนมอยู่กับเหล่าสตรีที่มีสามีเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว เพราะ ทรงรู้สึกวางใจว่า พวกหล่อนย่อมมิได้หวังอะไรจากพระองค์อย่างแน่นอน
พวกหล่อนย่อมช่วยเป็นหูเป็นตาต่อการที่จะเป็นข่าว เพราะมันย่อมหมายถึงชื่อเสียงของตัวเองด้วย..
อีกทั้งเหล่าบรรดาผู้สามีของคุณธอเหล่านั้น ต่างถือเป็นเกียรติอีกต่างหาก ถ้าหากว่า ภรรยาของตัวจะมีดี จนถึงกับมี"อะไรๆ" กับปริ้นซ์  ออฟ เวลส์
(นี่คือเรื่องธรรมดาของสังคมชั้นสูงในอังกฤษ)
หลายคนได้กล่าวเหมือนๆกันว่า.. เจ้าฟ้าชายที่น่าสงสาร ทรงรู้สึกสบายพระทัย และทรงโปรดที่จะเป็นลูกไล่ของพวกบรรดาไก่แก่ แม่ปลาช่อนทั้งหลายนั่น...มากกว่าที่จะอยู่ในวงล้อมของสาวๆวัยเดียวกันกับพระองค์

(นี่คือภาพคามิลล่าในวัยสาวค่ะ -เทาชมพู)
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 70  เมื่อ 09 มี.ค. 06, 08:46

 (ภาพนี้คือลอร์ดหลุยส์ เมาท์แบตเทน ค่ะ -เทาชมพู)

ต่อมาคือ การเกิดโศกนาฏกรรมที่ถือว่าเป็นครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของพระองค์ นั่นคือ การจากไปของท่านลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเทน พระอัยกาน้อยที่ทรงรักหนักหนา
ข่าวแห่งการสูญเสียได้มาถึง ในขณะที่ทรงประพาสประเทศ
ไอซ์แลนด์ ในวันที่ 2 สิงหาคม 1979 ผู้ส่งข่าวคือท่านทูตอังกฤษที่ได้ละล่ำละลัก กราบบังคมทูลว่า
"ขอเดชะ..ข่าวร้ายพะยะค่ะ...ท่านลอร์ด....ท่านลอร์ด ..ท่านเอิร์ล เมาท์แบตเทน ออฟ เบอร์ม่า ได้สิ้นพระชนม์แล้วพะยะค่ะ"

เจ้าฟ้าชาย..ตกพระทัยจนทรงทำอะไรไม่ถูก..รีบถามกับท่านทูตไปว่า อะไรได้เกิดขึ้น
ทางผู้ตอบก็ได้แต่บอกว่า
"กระหม่อมทราบตามที่ข่าวของบีบีซีที่ได้ออกมาเท่านั้น พะยะค่ะ"

เจ้าฟ้าชายจึงรีบติดต่อกลับไปทางพระราชวังวินด์เซอร ์ ทูลถามรายละเอียดกับสมเด็จ ซึ่งได้ทรงตอบมาว่า
"ท่านปู่ดิคกี้ได้ไปเที่ยวที่ไอร์แลนด์ในวันหยุด..และได้ถูกลอบวางระเบิดโดยขบวนการ IRA สิ้นชีวิตแล้วลูก"

ข่าวโดยละเอียดคือ ท่านลอร์ด วัย เจ็ดสิบเก้า ได้ออกเดินทางทางเรือ (ส่วนตัว) ไปพักผ่อนพร้อมครอบครัวที่มี ลูกสาว แพตตริเซีย
ลูกเขย ลอร์ด จอห์น บราเบิร์น  พร้อมกับลูกชายฝาแฝด นิโคลาส , ทิโมธี และ มารดาของท่านลอร์ดลูกเขย
ทั้งหมดหมายใจจะไปพักผ่อนตกกุ้งลอบสเตอร์ให้สนุกที่ ท่า
มัลลาห์มอร์ (Mullaghmore) และที่นั่นเอง คือ ที่เกิดการวางระเบิดในเรือ ..

ท่านลอร์ด หลุยส์ ,นิโคลาส หลานชาย, ลูกเรือชาวไอริช
หนึ่งคนได้เสียชีวิตทันที
แพตตริเซียและสามี อาการร่อแร่ต้องเข้าโรงพยาบาลผ่าตัด และ อยู่ในเครื่องช่วยหายใจนานนับอาทิตย์
มารดาผู้ชราของท่านลอร์ด จอห์น ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในวันต่อมา..
ทิโมธี บาดเจ็บแต่ไม่สาหัส..

เจ้าฟ้าชายชารลส์ทรงเสียพระทัยอย่างที่สุด ถึงกับทรงตรัสกับนักข่าวว่า
"นี่คือความสูญเสียครั้งที่ใหญ่ยิ่ง..ฉันได้เสียคนที่รักและหวังดีที่สุดไป และ ชีวิตข้างหน้าที่ต้องปราศจากพระอัยกาคอยดูแลจะเป็นอย่างไร ฉันไม่อยากคิดเลย.."

ไม่กี่วันต่อมา ที่เจ้าฟ้าชายต้องเข้าร่วมเสวยพระพระยาหารกลางวันกับสมเด็จ และพระบิดาที่พระตำหนัก บอร์ดแลนด์ของท่านลอร์ด หลุยส์ ผู้ล่วงลับ เพื่อที่จะวางแผนงานในเรื่องจัดการพระศพ
เจ้าฟ้าชายได้ทรงสารภาพตรงๆว่า..พระองค์ไม่สามารถที่จะเก็บความรู้สึกไม่ให้กรรแสงออกมากลางงานได้อย่างแน่นอน
เจ้าชายฟิลิปต้องปลอบพระทัยว่า..อย่างไรเสียก็ต้องทำใจ เพราะท่านลอร์ดได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับแล้ว..
แค่นั้นเอง เจ้าฟ้าชายก็ทรงกรรแสงออกมาจนต้องขอพระองค์ลุกขึ้น
สมเด็จ..เป็นพระองค์เดียวที่ทรงวางเฉย..และทรงเสวยต่อไปเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น..มีการป้อนคุณหมาๆที่นั่งสลอนกันอย่างประปรายที่ใต้โต๊ะ มิได้ตรัสอะไรสักคำกับอาการของพระโอรส

ในที่สุด เจ้าชายฟิลิปทรงทนไม่ไหว ถึงกับตรัสเครียดๆว่า
"เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า..ชารลส์จะไม่ไปปล่อยโฮกลางพิธีฝังศพ ช่วยกันคิดหน่อยซิ?"
สมเด็จก็ยังทรงเฉย เหมือนกับมิได้รับรู้รับเห็น..
นาย จอห์น แบร์เร็ต เลขาคนสนิทของท่านลอร์ด หลุยส์ ได้มาเล่าว่า..
"ช่างน่าสงสารเจ้าฟ้าชายเสียจริงๆ ขาดพระอัยกาเสียคนก็ไม่รู้จะหันไปพึ่งใคร ขนาดเจ้าชายพระบิดาขอความเห็นในเรื่องการที่จะทำให้พระองค์ทรงเข้มแข็ง พระมารดายังมิให้ความร่วมมือเล๊ยย..
แต่กับพระอัยกาที่จากไป.. ทั้งสองสนิทกันมาก คุยกันทุกวัน เท่านั้นไม่พอยังเขียนจดหมายหากันอีกบ่อยๆ พระองค์ถือเสมอว่า พระอัยกาเป็นทั้งปู่ เป็นทั้งพี่เลี้ยง เป็นทั้งพระอาจารย์ และเป็นทั้งเพื่อนที่ทรงไว้วางพระทัยอย่างที่สุด"

ทุกอย่างก็เป็นจริงอย่างที่นายจอห์นได้บรรยายมา...การเสียชีวิตของท่านลอร์ด ได้สร้างความเสียพระทัยอย่างสุดซึ้ง และมิมีวันที่พระองค์จะอภัยให้กับพวกไออาร์เอเลย..
อย่าง...ในสองปีหลังจากเกิดเหตุ เจ้าฟ้าชายได้โดยเสด็จประพาสออสเตรเลียกับสมเด็จ..ที่มีกลุ่มของพวกที่สนับสนุนขบวนการไออาร์เอได้รวมตัวกันต่อต้านการเสด็จมายืนรออยู่
สมเด็จทรงทำไม่รู้ไม่ชี้..ทรงพระดำเนินผ่านไป
เจ้าฟ้าชายทรงแกล้งยกพระหัตถ์ขึ้นโบก แต่...มีการแอบ"ยกนิ้ว"แถมให้ในที่สุด...  
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 71  เมื่อ 09 มี.ค. 06, 08:50

 ในวันพิธีศพของท่านลอร์ด..ที่พระวิหารหลวงเวสต์มินสเตอร์ ที่เจ้าฟ้าชายจะต้องเสด็จขึ้นมายืนในที่ปราศรัยถึงรายละเอียดต่างๆ
ในฉลองพระองค์ชุดทหารเรือเต็มยศ อีกทั้งที่พระอุระ ได้ทรงเหรียญตราทั้งหมดทุกชนิด และได้ตรัสกับมหาดเล็กคนสนิทว่า

"ถ้าพวกไออาร์เอมันจะยิงฉันเข้าที่กลางหัวใจละก้อ..รับรองว่าทะลุเข้ายาก.."

หากแต่..ยามที่ได้เสด็จขึ้นไปยังโพเดี่ยม..เพื่อที่จะตรัสกล่าวคำไว้อาลัย...เพียงเริ่มไปไม่กี่ประโยค พระองค์เริ่มตรัสตะกุกตะกัก พระสุรเสียงเจือไปด้วยก้อนสะอื้น.. ในที่สุด ก็ต้องป้ายน้ำพระอัสสุชลป้อยๆ....
พระอาการของพระองค์นั้น ช่างแตกต่างกับพระมารดาที่นั่งห่างไปเพียงไม่กี่ฟุตอย่างถนัดใจ..
สมเด็จทรงประทับตัวตรง ด้วยท่าทางสง่างามเรียบเฉยราวกับรูปปั้น..พระพักต์ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ ข่าวในพระราชสำนักได้ออกมาว่าทรงรู้สึกช๊อคและเสียใจอย่างสุดซึ้งในการจากไปแบบกระทันหันของท่านลอร์ด...
เท่านั้นไม่พอ..มิได้ทรงส่งสาสน์แสดงความเสียพระทัยให้กับครอบครัวของท่านลอร์ด ที่เปรียบได้คือพระญาติแท้ๆ...อีกทั้ง..มิได้ประกาศงดการแปรพระราชฐานในการพักผ่อนปิคนิคครอบครัวที่พระราชวังบัลมอรัลที่จะมีขึ้นในวันต่อมาแต่อย่างใด

ภาพของพระองค์ที่ทรงพาคุณหมาๆคอร์กิเดินเล่น หรือภาพที่ทรงหยอกล้อกับพระนัดดา พระสรวลร่วน...ออกมาปรากฏหราบนหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ
นักข่าวต่างก็อึ้งไปตามๆกัน..เพราะไม่เข้าใจว่าจะทรงวางเฉยต่อการเสียชีวิตของท่านลอร์ดที่ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญของครอบครัวได้ถึงขนาดนี้

ความจริง สมเด็จและท่านลอร์ดโดยทั่วๆไปแล้ว ต่างก็มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน แต่..มาหมางกันก็เมื่อคราวที่ สมเด็จได้เชิญพระจักรพรรดิ์ฮิโรฮิโต ให้มาเยือนอังกฤษในฐานะแขกเมือง เมื่อปี 1971
เท่านั้นไม่พอ..พระองค์ได้เตรียมถวายเครื่องราชย์ชั้นสูงสุดคืนให้ (เมื่อก่อนพระจักรพรรดิ์เคยได้รับไปทีหนึ่งแล้ว มาถอดถอนกันก็เมื่อ ปี 1941 ที่ญี่ปุ่นโจนเข้ามาร่วมในสงคราม บุกโจมตี เพิร์ล ฮาร์เบอร์)
แค่นี้ ท่านลอร์ด หลุยส์ ก็แทบจะกระอักออกมาเป็นโลหิต ด้วยความโกรธแค้นเป็นกำลัง เพราะท่านลอร์ดเองคือผู้บัญชาการรบภาคพื้นเอเซียอาคเนย์ ที่ต้องรบพุ่งกับกองทัพญี่ปุ่นอย่างสุดความสามารถ
และท่านลอร์ด ไม่เคยให้อภัยต่อความโหดร้ายและโหดเหี้ยมของกองทัพอาทิตย์อุทัยที่มีให้กับเพื่อนร่วมโลก อย่าง นานกิง และ เกาหลี   ยังพยายามกลืนกินเข้ามาทั้งในอินโดนีเซีย กับ ไทยด้วย..
(ยุคนั้น ก็ ยุคคู่กรรมของคุณหญิงทมเขางัย...)

แถม..สมเด็จได้ทรงมีแผนการที่จะเสด็จเยือนญี่ปุ่นตามคำเชิญตอบแทน ในปี 1975 อีกด้วย
ท่านลอร์ด ถึงกับกระแทกอารมณ์ใส่กับสมเด็จว่า..
"ถ้าอยากจะไปนัก ก็รอให้ฉันตายไปก่อนไม่ได้หรือไง.."
สมเด็จทรงตอบว่า..
"อย่าไปถือเป็นอารมณ์นักเลยท่านอา..ตอนนี้สมเด็จพระจักรพรรดิก็ทรงชรามากแล้ว."
"หนอย..ชรา..พวกไม้หลักปักขี้ควายผุๆน่ะซิ.. แต่..ยังไงถึงจะแก่..มันก็คือ จอมเผด็จการติดอันดับโลกคนหนึ่งละ"  
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 72  เมื่อ 09 มี.ค. 06, 08:59

 แม้ว่าเวลาได้ผ่านไปหลายเดือน เจ้าฟ้าชายชารลส์ยังทรงระทมทุกข์ต่อการจากไปของท่านลอร์ดอย่างไม่เว้นวาย..พระองค์ทรงหันเข้าหากลุ่มเพื่อนสนิทของท่านลอร์ดในการขอคำแนะนำ ขอคำปรึกษาในด้านราชการงานเมืองและด้านส่วนตัวอื่นๆ
คนหนึ่งในนั้น ที่พระองค์ได้สนิทสนมด้วยเป็นอย่างมากคือ นาย ลอเรนส์ แวน เดอ โพสต์ ( Laurens Van der Post) นักเขียน และเป็นผู้ที่ได้ช่วยเหลือในราชการของท่านลอร์ด เมื่อครั้งที่ทรงดำรงตำแหน่งเป็นอุปราช แห่ง อินเดีย

จากลู่ทางและแวดวงของนายลอเรนส์...ที่เขามีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ได้ชักจูงมาให้เจ้าฟ้าชายได้มักคุ้นด้วย คือ นาย คาร์ล ยัง (Carl Jung) ที่เป็นนักจิตวิทยาและนักจิตบำบัดชาวสวิส ที่ได้ถวายข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องจิตวิญญาณ และพลังลึกลับของอำนาจจิตอื่นๆ ที่เขาเชื่อว่ามีจริงอยู่ในโลกให้กับเจ้าฟ้าชายได้ทรงรับทราบ
ซึ่ง..มันได้ผล เจ้าฟ้าชายทรงสนใจและเริ่มศึกษาในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ถึงขนาดเสด็จไปยังทะเลทราย คาลาฮารี ประเทศอาฟริกา พร้อมกับนายคาร์ล เพื่อที่จะหาทางติดต่อกับเหล่าวิญญาณต่างๆ
เพื่อเป็นการทดลองก่อนที่พระองค์จะพยายามติดต่อกับวิญญาณของท่านลอร์ด พระอัยกาที่รัก

นาย จอห์น แบร์เร็ตได้เล่าว่า
"เจ้าฟ้าชายทรงเล่นกระดานผีถ้วยแก้ว เรียกหาวิญญาณของท่านลอร์ดให้เข้ามาบ่อยๆ แต่พอข่าวรั่วไปถึงหูนักข่าว ทางสำนักพระราชวังรีบออกมาปฏิเสธเป็นพัลวัน เพราะ ไม่งั้นผู้คนจะพากันนึกว่าเจ้าฟ้าชายทรงมีพระสติฟั่นเฟือนไปแล้ว"

ในช่วงนี้เอง ที่เจ้าฟ้าชายได้ทรงรู้จักและมีความสัมพันธ์กับ โซ ซัลลิส (Zoe Sallis) ดาราสาวสวย เชื้อชาติอินเดีย เป็นอนุน้อยๆของผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ชื่อดังแห่งฮอลลีวู๊ด นาย จอห์น ฮิวสตัน
เธอได้มีลูกชายกับจอห์น (ในปี 1962) และ นับถือพุทธศาสนา เป็นลูกศิษย์เอกของท่านสวามิส แถมยังแก่กว่าเจ้าฟ้าชายถึงสิบปี..
แต่อายุเป็นเพียงตัวเลขที่ใช้เขียนเท่านั้น เจ้าฟ้าชายทรงหลงไหลและเชื่อในทุกอย่างที่โซได้พยายามถ่ายทอดให้..เช่นเรื่องตายแล้วเกิดใหม่ หรือ เรื่องสวรรค์ และนรก

หนังสือที่เธอได้ถวายให้อ่านนั้นคือ เรื่อง The Path of the Masters
และทูลให้ทรงทราบด้วยว่า สวรรค์ได้ส่งเธอมาเพื่อโน้มน้าวพระทัยให้เชื่อในเรื่องกฏแห่งกรรม
ซึ่งจะว่าไปแล้ว..เธอได้ทำสำเร็จเสียด้วย เพราะในระยะนั้น เจ้าฟ้าชายได้ทรงคุยแต่ทรอปิคของเรื่องจิต วิญญาณ และ พยายามค้นหาว่า ถ้าท่านลอร์ดจะกลับคืนสู่ภพอีกครั้ง จะมาในลักษณะใด
และ..ทุกอย่างนั้นได้ขัดกับความเชื่อของชาวคริสต์ นิกาย เชิร์ช ออฟ อิงค์แลนด์ แบบสุดกู่..

คนที่เริ่มจะทนไม่ได้ คือ ฝ่ายราชเลขาธิการของเจ้าฟ้าชายเอง เอ็ดเวิร์ด อะดีน (ผู้ซึ่งมีบิดาคือ ท่านเซอร์ ไมเคิล อะดีน ราชเลขาธิการส่วนพระองค์ในสมเด็จพระราชินี) เขาได้เริ่มโน้มน้าวพระทัยให้กลับมาสนใจศาสนาของพระองค์เอง  แต่..พระองค์หาได้ทรงฟังไม่ ยังเชื่อในเรื่องของ"นิพพาน"อย่างหมดพระทัย..

โซ ซัลลิส ได้มีอิทธิพลต่อพระองค์มาก ถึงขนาดที่ว่า ทรงกลายมาเป็นมังสะวิรัติ และ เลิกการล่า และฆ่าสัตว์ ทรงตรัสว่า
"ฉันต้องการที่จะลดล้างบาปลงไปบ้าง และในขณะเดียวกันก็จะพยายามประกอบกรรมดีไปด้วย"
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 73  เมื่อ 10 มี.ค. 06, 09:07

 นายอะดีน..ได้ประกาศกร้าวในที่ประชุมคณะองคมนตรีว่า..
"เห็นทีจะปล่อยให้ฟุ้งซ่านต่อไปไม่ได้แล้ว.."
และ เขาเองที่ต้องเป็นผู้ที่จะอัญเชิญพระกระดิ่งไปผูกที่พระศอของเจ้าฟ้าชายแมว..
โดยการที่เข้ากราบทูลด้วยท่าทางเอาจริงเอาจังว่า..
"กระหม่อมและคณะ เห็นพ้องต้องกันว่า เรื่องของพระองค์กับผู้หญิงคนนั้นเห็นทีจะต้องสิ้นสุดแล้วพะยะค่ะ เพราะยิ่งอื้อฉาวไป ยิ่งเป็นการบั่นทอนในความมั่นคงของพระราชบัลลังค์เข้าไปทุกที
ภาพพจน์ของพระองค์ก็นับวันแต่จะมัวหมอง   ในฐานะของพระองค์คือจะต้องเป็นผู้นำฝ่ายฆราวาสในศาสนาของเรา ไม่ใช่ของศาสนาอื่น"
เจ้าฟ้าชาย..ทรงเมินเฉย ไม่ยอมรับฟังข้อชี้แนะใดๆ
ทรงบอกว่า "ไม่เลิก"
ในที่สุด นายเอ็ดเวิร์ด จึงต้องงัดไม้ตายขึ้นมาว่า..
"งั้นเกล้ากระหม่อมก็มีความจำเป็นที่จะต้องกราบบังคมทูลให้สมเด็จได้ทรงทราบในเรื่องนี้เป็นการด่วนแล้วพะยะค่ะ"

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าเจ้าฟ้าชาย จึงรีบรับข้อเสนอโดยด่วน รีบรับพระโอษฐ์ ว่า..
"จะเลิก.."
ในตอนนั้น พระองค์ได้ทรงมีพระชนมายุถึง สามสิบเอ็ดแล้ว..แต่คำว่า จะฟ้องแม่...ยังถือเป็นอาญาสิทธิขั้นเด็ดขาด..

เจ้าฟ้าชายได้ทรงคว้างในเรื่องหญิงๆไปพักหนึ่ง แต่ในช่วงคว้าง พระองค์ก็ทรงเดทไปเรื่อยๆกับคนโน้นบ้างคนนี้บ้าง ทั้งแบบควงเล่นๆบ้าง และแบบชั่วคราวคืนเดียวบ้าง
สองคนที่พระองค์เคยขอแต่งงานด้วย สาวผมบลอนด์ทั้งคู่ คนหนึ่งคือ เดวิน่า เชฟฟิลด์ ลูกสาวเศรษฐีที่ดิน อีกคนหนึ่ง คือ แอนนา วอลเลซ
แต่ทันทีที่ข่าวรั่วไปถึงหนังสือพิมพ์ สองสาวก็ต้องรีบปฏิเสธข้อเสนอเป็นการด่วน เพราะถ้าไม่อย่างนั้น ประวัติอื่นๆในชีวิตที่เคยฉาวโฉ่มาอย่างไร เป็นได้ถูกนำออกมาตีแผ่ให้ขายหน้ากันก็คราวนี้
จนเจ้าฟ้าชายถึงกับอ่อนพระทัย..บ่นกับพวกนักข่าวว่า..
"ให้ตายซิ..แล้วฉันจะไปหาผู้หญิงดีๆ เลิศลอยฟ้ามาจากไหนกันล่ะ?"
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30548

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 74  เมื่อ 10 มี.ค. 06, 09:17

 แต่พระเจ้าดูเหมือนกับจะเชื่อเรื่อง"ดังนรกชัง หรือ สวรรค์แกล้ง.." เพราะ ในปี 1980 พระองค์ได้พบกับเด็กสาววัยสิบเก้าคนหนึ่ง ที่นั่งมาบนกองฟางหลังรถม้า..
เธอชื่อว่า ไดอะน่า สเปนเซ่อร์
ในขณะที่พระองค์ได้เสด็จออกไปเที่ยวบ้านชนบทของพระสหายในช่วงวันหยุด ความจริง พระองค์ได้ทรงรู้จักกับ
ไดอะน่ามาแล้วตั้งแต่เมื่อ สามปีก่อน
สมัยที่พระองค์ยังออกเดทกับเลดี้ ซาร่าห์ พี่สาวคนโตของเธอ และทรงเคยเสด็จไปพักผ่อนที่คฤหาสน์อัลทรอปของครอบครัวสเปนเซอร์ในครั้งนั้นด้วย
หากแต่ ไดอะน่า ตอนนั้นยังมีอายุเพียงสิบหก..ยังไม่เป็นสาวเต็มตัวเหมือนอย่างตอนนี้
พระองค์ถึงกับตื่นตะลึงในความงามที่ผุดผาดจนแทบไม่เชื่อพระเนตร ของสาวน้อย..ทรงตรัสว่า
"ไม่อ้วนเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ.."
"หม่อมฉันสูงขึ้นน่ะเพคะ เลยยืดไขมันให้บางออกไปหน่อย" สาวน้อยตอบอย่างขำๆเขินๆ แต่ก็สามารถทำให้เจ้าฟ้าชายถึงกับสรวลออกมาด้วยความเอ็นดูในความเป็นธรรมชาติของเธอ
จากนั้น คนทั้งสองได้เริ่มมีการสนทนากันอย่างคุ้นเคยในฐานะที่ครอบครัวก็รู้จักกันมาหลายชั้น
(เลดี้ รูธ เฟอร์มอย ยายของไดอะน่า คือ พระสหายสนิทของควีนมัม)
ในช่วงหนึ่ง ที่ไดอะน่าได้กล่าวขึ้นอย่างถูกพระทัยในเรื่องเห็นใจต่อความที่พระองค์ได้สูญเสียท่านลอร์ด หลุยส์ไปอย่างไม่มีวันกลับ..เธอว่า
"หม่อมฉันได้เฝ้าดูรายการถ่ายทอดพิธีพระศพของท่านลอร์ดอยู่เพคะ..เห็นได้ชัดว่าพระองค์ทรงเสียพระทัยมาก ยิ่งตอนที่เสด็จดำเนินนำขบวนเชิญหีบพระศพ  ช่วงนั้นนะ หม่อมฉันถึงกับใจหายแว๊บ เพราะพระพักต์เศร้าสร้อย และ ดูเหงาๆ.. พระองค์คงต้องว้าเหว่ม ากเลยนะเพคะ ขาดท่านลอร์ดไปเสียคนหนึ่ง"

ข้อความนี้...โดนพระทัยอย่างจัง...จนต้องหันพระพักต์กลับมามองหน้าสาวน้อยคนนี้ใหม่ ว่า เธอช่างเข้าอกเข้าใจในความเป็นตัวตนของพระองค์อย่างที่คนอื่นๆไม่เคยมีใครเข้าถึง..
และ ตรงนั้นเอง..คือ ที่มาของความประทับพระทัยอย่างสุดซึ้ง..อย่างที่ไม่เคยทรงรู้สึกกับใครมาก่อน

(เรื่องนี้ เลดี้ไดอะน่าได้นำมาเล่าให้เพื่อนๆร่วมห้องฟังว่า เธอได้คุยกับเจ้าฟ้าชายประหนึ่งว่า พระองค์คือเด็กในความดูแลคนหนึ่งของเธอใน Young England Kindergarten
พอพูดจบ เจ้าฟ้าชายก็เอียงตัวเข้ามาหาเธอเหมือนกับเด็กๆพวกนั้นยามที่ต้องการการปลอบประโลมอย่างไม่มีผิด)

จากนั้น พระองค์ได้เชิญให้ไดอะน่าขึ้นรถกลับไปลอนดอนด้วยกัน เพราะพระองค์จะต้องเสด็จกลับก่อน ซึ่งเธอได้ปฏิเสธข้อเสนอนี้อย่างไม่ใยดี ด้วยเหตุผลว่า เกรงใจเจ้าภาพที่เชิญมา..และเป็นการไม่สุภาพ
(เพื่อนร่วมห้องของเธอได้เล่าต่อว่า..ไดอะน่าไม่ต้องการให้ดูเหมือนเป็นการกระโจนคว้าโอกาส อีกทั้ง ต้องรักษากิริยาของลูกผู้ดีให้ดูงดงามเสมอ)

สำหรับไดอะน่า นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ถือว่าเป็นการเริ่มต้นสัมพันธภาพที่เธอออกตื่นเต้นจนต้องเล่าสู่เพื่อนๆ ให้รับฟังว่า..
"ถ้าหากฝันเป็นจริงนะ..ฉันจะไม่ทำอะไรบ้าๆแบบพี่สาวฉันหรอกนะ.."
อะไรบ้าๆนั่น คือ เลดี้ ซาร่าห์ ได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่า ไม่เคยคิดอะไรกับเจ้าฟ้าชาย คบหาแบบฉันท์มิตร ถึงมาขอแต่งงานก็คงไม่รับ เพราะว่าคนอย่างเธอเชื่อในความรัก ถ้าไม่รักก็ไม่แต่ง..ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นกุลี หรือ พระเจ้าแผ่นดินของอังกฤษ
(และจากข่าวนี้เอง ที่เจ้าฟ้าชายได้เลิกติดต่อกับเธอไปโดยปริยาย)
แต่..นักอ่านนิยายโรแมนติคแนวเพ้อฝันเฟื่องอย่าง
ไดอะน่า..เธอเชื่อเสมอว่า การแต่งงานกับเจ้าชายคือความฝันอันสุงสุดที่ผู้หญิงทุกคนต้องใขว่คว้า.....
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.044 วินาที กับ 19 คำสั่ง