เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7
  พิมพ์  
อ่าน: 30805 ลอดลายรั้ว...วินด์เซอร์ (2)
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 45  เมื่อ 05 มี.ค. 06, 19:19

 การเลี้ยงดูพระโอรสของสมเด็จหรือก็แทบจะเรียกว่าได้ดังใจ
ยามที่เจ้าฟ้าชายชารลส์ได้ทรงเจริญชันษาขึ้นมา  พระองค์จึงแตกต่างไปจากหนุ่มในวัยเดียวกันอย่างสิ้นเชิง..
ในขณะที่เหล่านักศึกษาเคมบริดจ์ทั้งหลายกำลังตื่นตัวต่อต้านสงครามเวียดนาม เจ้าฟ้าชายชารลส์ ทรงโปรดปรานกีฬาโปโล
ขณะที่พวกเขาคลั่งไคล้บุบผาชน เจ้าฟ้าชายทรงว่า ไอ้พวกนี้มันบ้าๆ บอๆ
ขณะที่พวกเขาต่างพากันไปชุมนุมตามบาร์เหล้า เหล่สาวๆ เจ้าฟ้าชายกลับโปรดที่จะจิบเหล้าเชอร์รี่บรั่นดี
ขณะที่พวกเขาต่างเดทสาว และพากันมาร่วมหลับนอน  เจ้าฟ้าชายโปรดที่จะรักษาพรหมจรรย์ให้อยู่กับองค์ให้นานที่สุดเท่าที่จะสามารถ
และยังเที่ยวบอกกับใครต่อใครว่า จะไม่ทรงอภิเษกจนกว่าจะถึงสามสิบชันษา
ทั้งหมดนี้คือความเชื่อถือและภาคภูมิใจในความเป็นหัวโบราณ ของพระองค์อย่างที่สุด

จนพระชนมายุได้สิบแปด เจ้าฟ้าชายพระองค์นี้ก็ยังมิเคยได้ออก
เดทกับสาวนางไหน ทั้งๆ ที่ในยามนั้น พระองค์คือหนุ่มวัยรุ่นที่จัดว่าร่ำรวยที่สุดในโลกคนหนึ่ง ทรงมีรายได้จากการปันผลกำไรจากกองทุนทรัพย์สินส่วนพระองค์ (Duchy of Cornwell properties) ปีละ ห้าแสนปอนด์ และรายได้จากเบี้ยหวัดในฐานะ ปริ้นซ์ ออฟ เวลส์ อีกปีละ หนึ่งแสนสองหมื่นห้าพัน ปอนด์

จนกระทั่งมามีพระชนมายุได้ยี่สิบเอ็ด พระองค์ก็เริ่มมีคนโน้นคนนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง..
สาวแรกที่เข้ามาพัวพัน ก็คือ เพื่อนนักศึกษาที่มาจากอเมริกาใต้
แต่ไม่ว่าจะเป็นสาวคนไหนก็ตาม ทุกคนจะต้องแอดเดรสพระองค์ให้ถูกต้อง จะต้องเรียกพระองค์ว่า "sir"แม้กระทั่งยามที่ร่วมรักบนเตียง..

บาร์บาร่า คาร์ทแลนด์ นักเขียนนิยายโรแมนติคชื่อดังได้เคยกล่าวถึงเจ้าฟ้าชายไว้ว่า
"พระองค์น่ารักมาก มีสเน่ห์เหมือนกับพระอัยกาน้อย ท่านลอร์ด เมาท์แบตเทนเหลือเกิน จะว่ากันจริงๆ แล้ว
ท่านลอร์ดท่านก็รักและหวงของท่านจะตายไป ปู่หลานคู่นี้น่ะ แม้แต่คฤหาสน์ที่บอร์ดแลนด์ของท่าน ท่านยังจัดให้เป็นที่สำเริงสำราญของพระนัดดา ไม่ว่าจะพาสาวหน้าไหนมาก็ได้ ทุกอย่างจะเป็นความลับ ไม่มีทางเล็ดลอดไปถึงหูของนักข่าวได้เลย"
ทุกอย่างที่บาร์บาร่าได้กล่าวมานั้นเป็นความจริงอย่างที่สุด ปู่หลานคู่นี้สนิทสนมแนบแน่นกันมาก
เจ้าฟ้าชายชารลส์ทรงรักใคร่ชื่นชมบูชาท่านลอร์ดราวกับเทพเจ้า
ส่วนฝ่ายผู้สูงวัยก็เข้าใจในธรรมชาติของชายหนุ่มอย่างพระนัดดา จนยอมตามพระทัยทุกอย่าง..
นาย จอห์ บาร์เร็ตต์ เลขาธิการส่วนตัวของท่านลอร์ดได้เล่าให้ฟังว่า..
"ในวันหยุดนั้น เราจะต้องจัดบ้านรับรองเจ้าฟ้าชายและเพื่อนสาวๆ ที่ผลัดกันเปลี่ยนหน้ามา อย่าง เลดี้เจน เวลเลสลี่ย์ หลานท่านลอร์ด เวลลิงตัน  หรือ ลูเซีย ซานตา ครูซ ธิดาของท่านทูตสเปน
หรือ คามิลลา แชนด์ หลานทวดของหม่อม อลิซ เคปเปล พระสนมในพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่เจ็ด ซึ่งต่อมา คามิลล่าได้ไปสมรสกับ
ผู้พัน แอนดรูว์ ปาร์คเกอร์ โบว์ลส์

ความจริงคามิลล่าเป็นคนที่มีเสน่ห์ น่ารัก เปิดเผยดี เพียงแต่ในยามนั้น เจ้าฟ้าชายยังอ่อนประสบการณ์ในเรื่องของความรักจนเกินไป เลยไม่ทรงทราบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับเธอนั้นจะเป็นสิ่งที่เขาเรียกกันว่า รักแท้"

.****คามิลล่าได้เคยเล่าให้น้องสามี ริชาร์ด ปาร์คเกอร์ โบว์ลส์ ฟังว่า..เธอคือหญิงคนแรกที่สอนเรื่อง"อย่างว่า" ให้กับเจ้าฟ้าชาย (ปี 1971)
ตอนนั้นพระองค์ทรงเงอะงะมาก ทำอะไรไม่ถูก  ในที่สุด เธอได้ทูลผสมหัวเราะไปว่า..ไม่เห็นจะยากเลย..ก็นึกว่าหม่อมฉันเป็นม้าโยกซิเพคะ....

(ภาพนี้คือเดม บาร์บารา คาร์ทแลนด์ค่ะ )
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 46  เมื่อ 05 มี.ค. 06, 19:23

 สาวอีกนางหนึ่งที่ท่านลอร์ด หลุยส์พยามยามลุ้นอย่างตัวโก่ง นั่นคือ สาวน้อยวัยสิบห้า หลานสาวของท่านเอง
อาแมนด้า นัทชบูล ซึ่งเป็นธิดาคนที่สองของ ลอร์ด และ เลดี้ บราเบิร์น ที่มีอายุต่างกับเจ้าฟ้าชายถึงเก้าปี

***เดี๋ยวจะงง  ขออธิบายแทรกนิดค่ะว่า..ลอร์ด และ เลดี้ บราเบิร์น คือ ลูกเขย และ ลูกสาวคนโต ของท่านลอร์ด เธอมีนามเดิมคือ แพตตริเซีย เมาท์แบตเทน ที่ได้ไปแต่งงานกับ จอห์น นัทชบูล ซึ่งต่อมา จอห์นได้รับการถ่ายทอดบรรดาศักดิ์ลอร์ด บราเบิร์น จากบิดาที่ล่วงลับไป
แพตริเซีย จึงกลายมาเป็น เลดี้ บราเบิร์น

ต่อมาไม่นานจากนั้น ท่านลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเทน ได้ทูลขอต่อสมเด็จในการที่จะยกฐานะลูกสาวคนโตให้ใช้ตามบรรดาศักดิ์ของตัวเอง เพราะว่าไม่มีลูกชายที่จะสืบสกุล.. แพตตริเซีย หรือ เลดี้ บราเบิร์น จึงได้กลายมาเป็น เคาน์เตสส์ เมาท์แบตเทน ออฟ เบอร์มา (Countess Mountbatten of Burma) ซึ่งเธอสามารถจะถ่ายเทบรรดาศักดิ์นี้ยังบุตรชายคนโตได้ต่อไป เมื่อชีวิตหาไม่แล้ว..

อาแมนด้า คือ ความหวังอันสูงสุดของท่านลอร์ดที่จะเห็นหลานสาวของตัวเองขึ้นนั่งบัลลังค์อังกฤษในฐานะพระราชินีองค์ต่อไป
ดังนี้..การพบปะของคนทั้งสองมักมีขึ้นอยู่อย่างไม่ขาดระยะ โดยฝีมือของ"ท่านลอร์ดดัน"
หลังจากการที่ไปเที่ยวด้วยกันตามประสาพี่น้อง ที่บาฮามัส เจ้าฟ้าชายได้ทรงจดหมายมาเล่าว่า...
"หลานเพิ่งสังเกตุว่า น้องอาแมนด้าโตขึ้นมาก และที่น่าเป็นห่วงคือ เธอออกแววว่าเป็นสาวงามจัดทีเดียว"
เจ้าชายฟิลิปพอทรงทราบเรื่องเข้า รู้สึกพอพระทัยเป็นอย่างมาก ทรงตรัสว่า.."โล่งอกไปที...เป็นคนใกล้ตัวอย่างนี้ก็ค่อยยังชั่วหน่อย"

ระหว่างที่ทุกคนเฝ้ารอให้อาแมนด้าประสีประสาขึ้นมาอีกสักหน่อยนั้น ท่านลอร์ดก็ได้จัดคู่ชกให้กับเจ้าฟ้าชายไปพลางๆ พร้อมทั้งกำกับใกล้ชิด โดยการสั่งสอนเตือนสติเสมอว่า....
หญิงคู่นอนน่ะ จะไปหาที่ไหนก็ได้ แต่เรื่องที่จะเอามาเป็นคู่ครองจริงๆ นั้น ต้องเลือกเฟ้นราวกับการคัดเพชรน้ำเอกทีเดียวนะ...

เรื่องการหนุนหลังให้กับเจ้าฟ้าชาย ท่านลอร์ดถือเป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติทีเดียว
และหวังว่าผู้อ่านทุกท่านคงยังไม่ลืมนะคะว่า เด็กสร้างคนแรกที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามนั่นก็มิใช่ใครอื่นไกล..เจ้าชายฟิลิป หลานแท้ๆ ของท่านลอร์ดนั่นเอง คราวนี้ต่อมาถึงรุ่นของเจ้าฟ้าชาย ที่ปู่น้อยอย่างท่านลอร์ดจะเฉยอยู่ได้อย่างไรกัน
แม้แต่การให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ไทม์ ท่านลอร์ดยังไม่วายชมเชยหลานของตัวเองว่า หล่อกว่าวาร์เรน เบ๊ตตี้ (ดาราหนุ่มรูปหล่อ น้องชายของดาราน่องทองเชอร์รี่ แมคเลน เกิดทันไหมเอ่ย??)
ท่านว่า หลานท่านน่ะ มีหญิงติดเยอะ ..

แต่ในเรื่องความหนักใจจริงๆ ที่ท่านลอร์ดไม่อยากบอกใคร..นั่นก็คือ หลานเจ้าฟ้าของท่านนั้น หลงรักคนง่าย..

บรรดานักข่าวต่างๆ จึงพากันรุมตอมเจ้าฟ้าชายอย่างตามติด ไม่ว่าจะเสด็จไปไหน แม้กระทั่งไปทรงสกีที่เทือกเขาแอลป์ก็ยังไม่พ้นหูพ้นตา ขนาดในที่สุดลับเฉพาะ..
ที่เจ้าฟ้าชายพาแฟนสาว แอนนา วอลเลส ไปพร่ำพรอดรักที่ชายหาดของฝั่งแม่น้ำดี อยู่ในเขตพระราชฐานของพระราชวังบัลมอรัล ก็ยังไม่รอดพ้น
นายเจมส์ วิทเทเคอร์ นักข่าวคนหนึ่งได้เล่าว่า..
"ผมเเฝ้าซุ่มดูพระองค์และแอนนา โดยการหลบตัวอยู่ในพุ่มไม้ตั้งนาน..พอทุกอย่างกำลังเข้าไคล..พระองค์เกิดหันมาเห็นเราที่กำลังขยับกล้องส่องทางไกลอยู่..
ท่าวน้านแหละ ทรงกระโจนแผลวไปหลบอยู่หลังต้นไม้ทันที ทรงปล่อยให้แอนนารีบตาลีตาเหลือกคว้าผ้าผ่อนมาคลุมตัวอยู่คนเดียว..ช่างไม่แมนเอาซะเลย..ผมละรู้สึกอายแทน แต่ก็ไม่ได้เอาเรื่องนี้ไปเขียนเป็นข่าวหรอกนะ
เพราะอย่างไรเสีย พระองค์ก็คือกษัตริย์ของเราองค์ต่อไป"
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 47  เมื่อ 07 มี.ค. 06, 08:33

 ฉะนั้น ในทางภาพพจน์ที่ปรากฏตามหน้าสื่อแล้ว เจ้าฟ้าชายชารลส์ มกุฏราชกุมารแห่งสหราชอาราจักร
คือชายหนุ่มที่เพียบพร้อมไปด้วยประการทั้งปวง
หากแต่ในความเป็นจริง พระองค์ได้ถูกเปรียบไว้ว่าเป็นชายที่มีคนให้เกียรติยกย่อง ถูกกล่าวขวัญถึงมากที่สุด
หากเพียง..แค่กล่าวขวัญถึงเท่านั้น แต่ไม่มีใครอยากคบค้าด้วย
เพราะ พระองค์ช่างเคร่งเครียด ไร้อารมณ์ขัน แก่มารยาทไปจนเกินเหตุ
เจ้าฟ้าชายเอง ก็ยังเคยกล่าวให้สัมภาษณ์ไว้ว่า
"เราไม่ใช่คนที่มีสามัญสำนึกอย่างธรรมดาๆ ถึงอยากจะเป็น เราก็เป็นไม่ได้ ทุกอย่างสำหรับเราคือระเบียบและวินัยที่ถูกฝึกมาให้รู้จักคำว่าภาระและหน้าที่ที่ต้องพึงปฏิบัติต่อราชบัลลังค์มาตั้งแต่เล็กแต่น้อย
นี่คือข้อแตกต่างที่ทำให้เราไม่เหมือนกับคนอื่นๆ "

ความแตกต่างที่ว่านี้ ทำให้เพื่อนนักศึกษาที่เคมบริดจ์มักจะถากถางพระองค์เป็นประจำไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง..เช่นเรื่องการเรียน ที่พวกนักศึกษาที่เก่งๆ มักจะเลือกสอบสี่วิชาที่จะผ่าน A-level
พวกปานกลางก็สอบสามวิชา พวกหางแถวได้รับอนุญาตให้สอบแค่สองวิชา..เจ้าฟ้าชายคือพวกอันดับหลัง..
หรือ เรื่องที่ทรงฉลองพระองค์ด้วยสูทสีขรึมเข้าชั้นเรียนทุกครั้งนั้น พวกนักศึกษาร่วมชั้นก็จะค่อนขอดเสมอว่า..
ช่างโบราณได้อารมณ์จริง จริ๊งงง...
ที่สำคัญของการล้อเลียนอย่างสุดๆ นั้น คือ ใบพระกรรณที่กางโก่งออกมาอย่างผิดปรกติ
ซึ่งลักษณะที่ว่าผิดปรกตินั้น ทรงถูกล้อเลียนมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ จนแม้แต่ตัวพระองค์เองก็ยังขาดความมั่นพระทัย ดูได้จากการที่มักจะทรงหมุนพระธำมรงค์ตราประจำเวลส์ที่ทรงสวมอยู่ไปมาเสมอ

เจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ตเคยทูลแนะนำสมเด็จให้เจ้าฟ้าชายได้เข้ารับการศัลยกรรม ปรับปรุงพระกรรณให้เป็นที่เป็นทางขึ้น
แต่..ไม่ได้ผลอันใด
ส่วนเดวิด พระโอรสของเจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ต พอมีพระชนมายุได้สามชันษา ก็มีแววว่า "หูกาง" ออกมาบานเบิกเช่นกัน เจ้าฟ้าหญิงจึงมิได้รอช้า ส่งเข้าโรงพยาบาลเด็ก เกรท ออสมอนด์ สตรีท
เพื่อเข้าทำการผ่าตัดเก็บแนบทันที..
เจ้าฟ้าหญิงทรงตรัสติดตลกว่า..นี่คือสำเนาของหูวินด์เซอร์ที่ถูกต้อง...
แม้แต่ท่านลอร์ดเองก็ยังพยายามที่จะทูลสมเด็จถึงเรื่องนี้ ถึงกับทูลแรงๆ ว่า..
"เราจะมีกษัตริย์ที่มีพระกรรณใหญ่ยักษ์ขนาดนั้นได้อย่างไรกัน?"
นายนอร์แมน พาร์คินสัน จิตรกรวาดพระสาทิสสลักษณ์ด้วยสีน้ำมัน ทนไม่ได้ในยามที่จะต้องวาดเจ้าฟ้าชาย เขาถึงกับต้องจัดการนำ
เทบกาวสองด้านมาติดที่หลังพระกรรณให้..  
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 48  เมื่อ 07 มี.ค. 06, 08:35

 ข้าราชบริพารเก่าแก่มักจะแก้ข้อสงสัยให้ในยามที่มีคนสงสัยเสมอ ว่า เจ้าฟ้าชายนั้นทรงเติบโตมาอย่างไร?
คำตอบที่ออกมาเหมือนๆ กันก็คือ
"พระองค์ทรงเคร่งในวินัย เคร่งมารยาท แค่ติดขรึมๆ เหมือนสมเด็จพระราชินี ไม่ค่อยซน ไม่เหมือนกับเจ้าฟ้าหญิงแอนน์ที่เก่งกล้า คล่องแคล่วสารพัด เหมือนกับเจ้าชายฟิลิปพระบิดา จนสององค์นี่น่าจะสลับเพศกัน จะเหมาะมาก"
ส่วนเจ้าฟ้าชายก็ขยันให้สัมภาษณ์พอประมาณ ดังที่ยามนักข่าวถามถึงเรื่องคู่ครอง..ว่าจะทรงเลือกพระราชินีอย่างไร?
เพราะเท่าที่ติดตามกันมา เห็นว่า สาวๆ ส่วนใหญ่ที่ทรงเดทมักจะมีอะไรที่คล้ายๆ กัน คือ สูง เพรียว ผมสีบลอนด์ เข้าข่ายลักษณะของเหล่านางฟ้าชาร์ลี
คำตอบคือ..
"ฉันกลัวเรื่องนี้ที่สุด เรื่องการแต่งงานเนี่ย..เพราะสำหรับฉันแล้วจะเป็นการที่ตัดสินใจพลาดไม่ได้เลย การหย่าร้างนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในสถานะของคนอย่างฉัน ฉะนั้น จึงต้องค่อยๆ เลือก ค่อยๆ คิดด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง"
และ
"ถ้าฉันจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับใครสักคนยาวนานถึงห้าสิบปีละก้อ แน่นอนว่า ต้องใช้สมองคิดมากกว่าความปรารถนาของหัวใจ เพราะ แค่เพียงหลงรักใครสักคนหนึ่งนั้น ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอต่อการตัดสินใจ"

ที่เจ้าฟ้าชายได้ทรงให้สัมภาษณ์อย่างเปิดพระอุระขนาดนั้น เนื่องจากในตอนนั้น ข่าวการแตกแยกของเจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ตกับลอร์ดสโนว์ดอนกำลังร้อนระอุ และ หนังสือพิมพ์ต่างก็กำลังเบิกบานกับเสรีภาพของการเขียนเรื่องซุบซิบภายในพระราชวัง..
ทุกอย่างจึงออกมาด้วยภาพที่มีสีสันกว่าการเบาะแว้งของคู่ไหนๆ ในประวัติศาสตร์แห่ง เดอะ เฟิร์ม...วินด์เซอร์
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 49  เมื่อ 07 มี.ค. 06, 08:37

 นิตยสารอิตาเลี่ยน ได้พาดหัวข่าวว่า.."ปาร์ตี้ที่เร้าใจ และ ร้อนเร่า " ที่มีข่าวของลอร์ด สโนว์ดอน กำลังเริงรื่นไปกับการสะสมภาพโป๊ๆ สารพัด
รายการโชว์ สปิตติ้ง อิมเมจ ได้ทำข่าวลอร์ด สโนว์ดอน และ เจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ต ว่าเป็นคู่กรรมคู่เวรอย่างไม่มีใครเหมือน
นิตยสารเอสไควร์ ได้ทำข่าว ใจความว่า สองสโนว์ดอนทำตัวไม่น่านับถือ แม้แต่เพื่อนสนิทยังหมดความเคารพ..

ยามที่เจ้าฟ้าหญิงได้โทรศัพท์ไปต่อว่า...ในเรื่องของข่าวที่เรียกพระนามโดยไม่มีพระอิสสริยศนำ
บรรณาธิการ คือ พระสหายเก่าแก่ของเจ้าฟ้าหญิงตั้งแต่เล็กแต่น้อย สวนกลับคืนไปว่า..
"ก็ทีพระองค์ยังเรียกใครต่อใครด้วยชื่อแรก ทำไมเราจะเรียกพระองค์ว่า มาร์กาเร็ต (เฉยๆ ) บ้างไม่ได้ล่ะ?"
"เธอจะมาเรียกฉันอย่างนั้นไม่ได้..จำเอาไว้....."
ทรงขู่ฟ่อกลับมา พร้อมการตัดสัมพันธ์

ใครต่อใครต่างก็รู้และต้องทำใจว่า..เจ้าฟ้าหญิงพระองค์นี้ ทรงเอาแต่พระทัย และทรงเจ้ายศเจ้าอย่างเป็นที่สุด พระองค์โปรดที่จะให้เรียกขานว่า
มาดาม..หรือ มาดามดาร์ลิ่งค์ และต้องลงท้ายด้วยว่า Her Royal Highness อีกทั้งทรงโปรดการถวายความเคารพ ทั้งการถอนสายบัว และ การโค้งคำนับ
ยามเมื่อเสด็จเข้ามาในห้อง หมายถึงว่า ไม่มีใครกล้าบังอาจขอตัวกลับก่อนได้
หรือถ้าทรงโปรดที่จะลีลาศจนถึงสว่าง ทุกคนก็จะต้องร่วมลีลาศจนถึงเช้าด้วยเช่นกัน
หรือถ้าจะทรงร้องเพลง ทุกคนต้องนิ่งเงียบ ตั้งใจฟัง..

(ภาพนี้คือเจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ต ทรงฉายพร้อมพระสวามีและโอรสธิดา)
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 50  เมื่อ 07 มี.ค. 06, 08:39

 เจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ตและพระสวามีถึงคราวที่เรียกว่า ต่างคนต่างไป...พระองค์ได้ไปทรงสร้างบ้านพักแบบไปรเวทที่เกาะมัสตีค คาริบเบียน ซึ่งลอร์ดสโนว์ดอนไม่เคยได้ย่างกรายไปเหยียบ
เพราะตัวเองก็มีเรือนหลังเล็กที่อยู่อย่างสันโดษในแขวง ซัสเซกค์ ที่เจ้าฟ้าหญิงก็มิเคยได้เสด็จไปเช่นกัน..
ทั้งคู่ต่างมี"คนรัก"ของตัวแนบข้าง ของใครของมัน ..

ของเธอ คือ ไม่เฉพาะเจาะจงลงไป ตามแต่จะพอพระทัย..ในกลุ่มพระสหายที่เข้ามาวนเวียนนั้น คือ ดาวร๊อคชื่อดัง มิค แจ๊กเกอร์, ดาราชื่อก้อง ปีเตอร์ เซลเล่อร์, นักเขียนลูกขุนนาง นาย รอบิน ดักลาส-โฮม,
ช่างภาพมือหนึ่ง นายแพทริค ลิชฟิลด์ (คนนี้คือพระญาติแท้ๆ เพราะมารดาของนายแพทริค คือ แอนน์
โบลส์-ลีออง ลูกสาวของน้องชาย ควีนมัม)

ของเขาคือ เลดี้ จาคเกอลีน รัฟฟัส-ไอแสคส์ ที่มีอายุเพียง ยี่สิบปี

ข่าวของการเดทอย่างหวานแหววระหว่างเจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ตกับนาย รอบิน ดักลาส-โฮม นักเขียนหลานชายอดีตรัฐมนตรี เซอร์ อเล๊ค ดักลาส-โฮม ได้กระพือไปถึงหูของท่านลอร์ด สโนว์ดอน
ในขณะที่เขาได้ออกไปทำงานถ่ายภาพไซด์ไลน์ ให้กับหนังสือพิมพ์ ซันเดย์ ไทม์ ว่า ทั้งสองเดทกันเฉยๆ ก็ยังไม่เท่าไหร่ หากแต่..เจ้าฟ้าหญิงได้ทรงพาชายอื่นไปเริงรื่นในบ้านน้อยๆ ของเขาในซัสเซกค์นี่ต่างหาก
ที่มันสุดจะทน..
เขาจึงกลับมาอาละวาดแบบไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งสิ้น ซึ่งอันเป็นสาเหตุให้เจ้าฟ้าหญิงต้องเขียนจดหมายอำลากับ"กิ๊ก"ทันที..
ในจดหมาย พระองค์ว่า..
"สุดที่รัก..ฉันไม่รู้จริงๆ ว่า เขาจะอาละวาดต่อไปอีกถึงขนาดไหน ยามที่เขาโมโหถึงขนาดนี้ เดาใจกันยาก และนี่เขายังไม่รู้เรื่องของเราทั้งหมดด้วยนะ..ระวังตัวกันไว้หน่อยก็ดี ทั้งทางฉันและทางเธอ
สัญญานะ..ว่าเรายังจะไม่ลืมกัน เราจะยังเป็นเพื่อนคู่คิดมิตรคู่ใจเสมอใช่ไหมจ๊ะ ช่วยเป็นกำลังใจให้ฉันด้วย สักวันหนึ่ง..ฉันจะกลับมาหาเธออีก แต่ในขณะนี้..ฉันยังไม่กล้าที่จะทำอะไรทั้งนั้น
หวังว่าเธอคงเข้าใจ.."

ถึงแม้เจ้าฟ้าหญิงจะทรงยอมสลัดกิ๊ก แค่รอยร้าวฉานนั้นมันได้แตกแยกเป็นทางยาวจนไม่อาจสมานได้เสียแล้ว..
ในเมื่อทั้งคู่ต่างต้องจำใจ"ทนอยู่" เพราะสถานะภาพทางสังคมที่ค้ำคอ
ดังนั้น..การทะเลาะเบาะแว้ง จิกกัด ประชดประชัด กระแนะกระแหนจึงตามมาในทุกโอกาสที่มี..
ฝ่ายเจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ตได้ทรงปล่อยพระองค์ตามสบาย อย่างไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น การทรงพระโอสถมวนได้เพิ่มจำนวนขึ้นมากอย่างน่าตกใจ การเสวยน้ำจันก็หนักขึ้นถึงขนาดจิบยินโทนิคพร้อมกับพระกระยาหารเช้า
เมื่อทรงเกิดมีอาการของโรคประจำพระองค์ขึ้นมา คือ ไมเกรน ก็ทรงเสวยยานอนหลับเป็นการผ่อนคลาย โปรดการพบจิตแพทย์ ยามที่ทรงกลัดกลุ้มพระทัย
ฝ่ายท่านลอร์ด พระสวามี ก็แยกตัวไปอยู่ตามลำพัง ครั้งละนานๆ เป็นอาทิตย์ เขาได้ประกาศให้ทรงทราบเสมอ ว่า อยากจะหย่าอย่างเต็มทน...
แต่ฝ่ายหญิง..ไม่ยินยอมพร้อมพระทัยในเรื่องของการหย่าร้าง เพราะทรงทราบดีว่า เรื่องนี้คือเรื่องใหญ่ของเดอะ เฟิร์ม อีกทั้งต้องทรงคิดถึงพระโอรส เดวิด และพระธิดา ซาร่าห์ ที่ยังเล็กอยู่มากแค่ หกขวบ กับสามขวบ..
จนในที่สุด..ลอร์ด สโนว์ดอน ...ขอเข้ากราบบังคมทูลต่อสมเเด็จเอง ในการที่จะขอแยกตัวออกไปให้พ้นๆ เพราะทนต่อการเป็น"เขยเจ้า" ไม่ไหวแล้ว..
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 51  เมื่อ 07 มี.ค. 06, 08:42

 สมเด็จทรงปฏิเสธที่จะรับฟังในเรื่องปัญหาครอบครัว เรื่องของผัวๆ เมียๆ
จนกระทั่ง ข่าวได้พาดหัวในหนังสือพิมพ์ เดลี่ เอ๊กซ์เปรส ถึงเรื่องการร้าวฉานของครอบครัวสโนว์ดอน เรียกเสียงฮือฮาจากประชาชนที่สนใจไปทั่วประเทศ...
พระองค์จึงต้องเรียกเจ้าปัญหาทั้งคู่มาพบ ที่พระราชวังบั๊คกิ้งแฮม ในคืนของวันที่ 18 ธันวาคม 1967 พร้อมกับ เจ้าชายฟิลิป และ ควีนมัม ที่ต้องมาร่วมรับฟัง
เจ้าชายฟิลิป ทรงเห็นว่า น่าจะมีการแยกกันอยู่อย่างเงียบๆ ไม่ต้องกระโตกกระตากบอกใครต่อใคร..
ควีนมัมก็ได้แต่ทรงกรรแสง มิยอมตรัสอะไรทั้งสิ้น
สมเด็จ..ทรงโดดเดี่ยวเกินไป...ต่อการที่จะตัดสินพระทัยด้วยองค์เองให้เด็ดขาด
ลอร์ดสโนว์ดอน..นั่งกระสับกระส่ายรอฟังคำวินิจฉัย และ ขยับ"หลักฐาน" คือจดหมายรักสองสามฉบับของนายรอบิน ดักลาส-โฮม ที่เตรียมมาในกระเป๋า พร้อมที่จะนำออกมาแฉต่อหน้าพระพักต์
แต่..สมเด็จได้ทรงตรัสออกมาว่า..รอไปหน่อยนะ ขอฉันได้ไปปรึกษากับฝ่ายเสนาบดีก่อน
เขาจึงลุกขึ้น ถวายคำนับและเดินออกไปเงียบๆ
ส่วนเจ้าฟ้าหญิงได้ออกมาเล่าให้พระสหายฟังว่า สมเด็จได้แอบเอ็ดเอาว่า..
"ทำไมจะแยกกันทั้งที ต้องให้มันวุ่นวายคนอื่นด้วยนะ ทำให้มันเงียบๆ ไม่ได้หรือไง?"

ส่วนลอร์ดสโนว์ดอน ..ออกมาแล้วก็ให้รู้จึกอึดอัดใจยิ่งนัก เพราะเท่ากับว่า ต้องทนอยู่คาราคาซังไปอย่างนี้ โดยไม่รู้ว่าจะอีกนานเท่าใด..กว่าจะทรงอนุญาต
ดังนั้น สงครามอารมณ์ และ สงครามปาก จึงได้เกิดขึ้น...ไม่ว่าลับหลัง หรือ ต่อหน้าชาวประชา..
ดังตอนที่ ทั้งสองจำใจต้องร่วมเดินทางไปด้วยกันที่ คอร์ฟู, ประเทศ กรีซ หลังจากการเสวยพระกระยาหารกลางวันได้ผ่านไป.เจ้าฟ้าหญิงทรงเสด็จกลับไปห้องบรรทมเพื่อการนอนพักผ่อนก่อนที่จะถึงเวลาดินเนอร์
ต่อมาไม่นาน ทรงพยายามที่จะติดต่อกับท่านลอร์ด พระสวามี แต่ไม่สามารถติดต่อได้ ทรงโทรเรียกที่ห้องเท่าไหร่ ก็ไม่รับสาย..
ในที่สุด พระองค์ได้ทรงลุกขึ้นจากพระที่ เสด็จไปกดกริ่งเรียกที่หน้าห้องด้วยองค์เอง ในชุดบรรทม รองพระบาทแตะ พระเกศายุ่งเหยิง
ปรากฏว่า..ผู้ที่ออกมารับหน้า... คือกลุ่มๆ เพื่อนของท่านลอร์ดที่ได้เชิญมาทานน้ำชากำลังปาร์ตี้กันในห้องอย่างสนุกสนาน
ทุกคนต่างตกตะลึงพรึงเพริดที่เห็น "เจ้าหญิงแร้งทึ้ง" ยืนเด่นเป็นสง่าที่หน้าประตู...
เจ้าฟ้าหญิงแทบจะกระอักออกมาเป็นโลหิต..เพราะ เสียรู้ในแผนการฉีกพระพักต์ให้อับอายครั้งนี้ของท่านลอร์ด...
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 52  เมื่อ 07 มี.ค. 06, 08:45

 จากนั้น..คือ การเปิดฉากฟาดฟันครั้งใหญ่ ที่..ไม่ว่าจะเป็นการทำกาแฟหกรดราดบนแผ่นฟิล์มงานของลอร์ดสโนว์ดอน ที่จะมีพระสุรเสียงเล็กแหลม ตามมาว่า
"อุ๊ยตาย โทษที ไม่ทันเห็น"
...หรือ...
ในงานดินเนอร์สันนิบาตที่มหานครนิวยอร์ค ที่มี แม่งานคือธิดาอดีตท่านทูตอเมริกาประจำอังกฤษ นาง ชาร์มาน ดักลัส ผู้ซึ่งต้องเดินไปมาสังสรรค์กับแขกเหรื่อวีไอพีต่างๆ
ท่านลอร์ด สโนว์ดอน ยืนคุยกับกลุ่มเพื่อนๆ อยู่มุมหนึ่ง  เจ้าฟ้าหญิง ก็ประทับอยุ่อีกมุมหนึ่ง..
นางชาร์มาน ได้เข้ามาถวายความเคารพและถามถึงโดยมารยาทระดับอินเตอร์ว่า
"Queen ทรงพระเกษมสำราญดีหรือเพคะ?"
เจ้าฟ้าหญิงทรงกรีดพระสุรเสียงขึ้นอย่างไม่เบานัก...ว่า..
"คุณหมายถึง ควีนคนไหนล่ะ..ควีน.แม่ฉัน..ควีนพี่สาวฉัน หรือ อีควีนผัวฉัน...ฮืม?"
สิ้นประโยค..เล่นเอาทุกคนตกใจมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

พองานเลิก..เจ้าฟ้าหญิงทรงมีพระประสงค์ที่จะเสด็จไปขอบใจเหล่าพนักงานฝ่ายบริการอาหาร ถึงในครัว.. จึงส่งมหาดเล็กให้ไปเชิญท่านลอร์ด พระสวามีให้ไปด้วยกัน..
มหาดเล็กจึงไปตามพระบัญชา..และเรียนให้ทราบตามนั้น  ท่านลอร์ด ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้..ไม่ได้ยิน....
จนมหาดเล็กจึงต้องพยายามใหม่ พูดให้ดังกว่าเก่า..ว่า
"ท่านครับ..เจ้าฟ้าหญิงทรงให้กระผมมมาเรียนว่า พระองค์พร้อมที่จะเสด็จไปในครัวแล้วขอรับ"
เสียงตอบกลับมาก็ดังไม่แพ้กันว่า...
"งั้นเหรอ..แล้วจะเสด็จไปทำไมล่ะ ในครัวนั่นน่ะ จะไปทรงเจียวใข่หรือไง???"

อาทิตย์หนึ่งต่อมา..ทั้งเจ้าฟ้าหญิง และพระสวามี ต้อง (จำใจ) ไปในงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำที่ เจ้าภาพต้องกลับมาเล่าด้วยความอับอายว่า
อาหารคอร์สแรกได้ผ่านไป ท่านลอร์ดได้นำถุงกระดาษขึ้นมาสวมหัว..ทุกคนแปลกใจ แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไร
เจ้าฟ้าหญิงทรงอดรนทนไม่ได้ ตรัสขึ้นมาว่า..
"จะบ้าหรือไง..ทำไมต้องเอาถุงมาคลุมหัวฮะ..??"
"ไม่อยากจะมองหน้าเธอน่ะซิ"
เท่านั้นไม่พอ..ทุกโอกาสที่มี ท่านลอร์ดมักจะติเตียนเรื่องฉลองพระองค์ และฉลองพระบาท แบบไม่มีการไว้พระพักต์ ไม่ว่าจะอยู่ต่อหน้าใคร..
อย่างฉลองพระองค์ ที่บานพริ้วผ้าชีฟอง สีเจิดจ้า เขาจะพูดขึ้นมาว่า...
"คุณนาย..นั่นเสื้อผ้าหรือนั่น..นึกว่าเป็นร่มนักบินซะอีก"
ฉลองพระบาท..ก็ไม่วายโดนว่า
"โอ้...ให้ตายเถอะ ที่มันโบราณ รุ่นหลังสงครามเลยนะเนี่ย"
(เนื่องจาก เจ้าฟ้าหญิงทรงโปรดรองเท้าแบบรองพื้นหนาๆ เพื่อที่จะหนุนให้ดูสูงขึ้น)

และแน่นอน เมื่อข่าวของการร้าวฉานได้แพร่ออกไปทีไร
คนที่โดนยำเละ นั่นคือ ท่านลอร์ด ชาวดินที่หาญกล้าโน้มดอกฟ้าลงมาและไม่รู้จักรักษา ทนุถนอม นี่คือเสียงที่สะท้อนกลับมา..
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจุมพิตทักทายแนบประกบปากกับรูดอล์ฟ นูริเยฟ ดาราบัลเล่ต์ชายชื่อก้องโลก
หรือการไปปรากฏตัวที่งานด้วยใบหน้าที่ครบเครื่องไปด้วยเครื่องสำอาง..
ความจริงแล้ว..ในอดีต ท่านลอร์ดสโนว์ดอน ได้เคยช่วยงานในพระราชกรณียกิจอย่างแข็งขัน จนสมเด็จพระราชินีโปรดปรานและพอพระทัยต่อชายสามัญชนคนนี้ไม่น้อย..
อย่างครั้งหนึ่ง ที่ได้เสด็จไปในงานเลี้ยงฉลองรางวัลออสการ์ของนักถ่ายภาพยนตร์ชาวอังกฤษ ที่พระองค์ได้ทรงถามกับเจ้าของรางวัลว่า
"ในการทำภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลนี่..คุณได้ทำหน้าที่อะไรบ้าง?"
"กระหม่อมทำหน้าที่เป็นช่างภาพพะยะค่ะ"
"เหรอ..น่าสนใจจัง ช่างบังเอิญเหลือเกิน เพราะฉันเองก็มีน้องเขยเป็นช่างภาพเหมือนกัน.."
"นั่นซิ..ช่างบังเอิญจริงๆ พะยะค่ะ เพราะกระหม่อมก็มีน้องเขยเป็น"ควีน" เช่นกัน"
สมเด็จทรงเสด็จพระราชดำเนินผ่านไป แบบว่า ไม่ทรงได้ยิน..  
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 53  เมื่อ 07 มี.ค. 06, 08:54

 มาถึงปี 1972 คือปีที่แสนบังเอิญ..ที่สมเด็จได้ทรงประพาสประ
เทศฝรั่งเศสห้าวันตามคำเชิญของรัฐบาล
และในโอกาสเดียวกันนั้น คืออาการร่อแร่ของท่านดยุค ออฟ วินด์เซอร์ วัย เจ็ดสิบเจ็ด
ที่ทรงตัดสินพระทัยที่จะเสด็จเข้าเยี่ยมเยียน พระปิตุลา เนื่องจากว่า แพทย์ประจำตัวของท่านดยุค ได้ส่งรายงานไปกราบบังคมทูลให้ทรงทราบว่า
"คราวนี้ เห็นทีจะไม่รอดพะยะค่ะ"
ซึ่งวันต่อมา..ท่านทูตอังกฤษ นาย นิโคลาส โซเมส รีบติดต่อแพทย์เจ้าของรายงานด่วนว่า..
"ฟังนะ คุณหมอ คุณจะทำอะไรก็เป็นเรื่องของคุณ แต่..ท่านดยุคจะต้องตายก่อน หรือ ตายหลังจากที่ได้เสด็จเยือนฝรั่งเศสแล้ว..ไม่ใช่ในช่วงระหว่าง..เข้าใจไหม?"

นักข่าวต่างพากันกระหายที่จะทำข่าวนี้กันมากที่สุด เพราะ ทุกคนอยากที่จะรู้ว่า หลังจากที่มีการตัดญาติขาดมิตรกันมานาน คราวนี้จะมีการพบกันจริงๆ หรือไม่ ?
ท่านราชเลขาส่วนพระองค์ฯ ได้บอกตัดบทสั้นๆ กับนักข่าวว่า
"คุณก็รู้ว่าท่านดยุคเจ็บหนัก ผมก็รู้ว่าท่านก็ร่อแร่...แต่.."บางคน" ที่ ไม่รู้ และไม่ชี้ ก็มีนี่นา..."

การเสด็จฝรั่งเศสครั้งนี้ เจ้าฟ้าชายชารลส์ได้โดยเสด็จไปด้วย และได้เข้าทำความเคารพต่อพระอัยกา ถึงที่บ้านพักตำบล บาส์ เดอ บูลองน์ (Bois de Boulogne) ชานกรุงปารีส
ที่นั่น พระองค์ได้ทรงพบกับพระญาติที่มิเคยได้ทรงรู้จักมาก่อน เขาคือชายชราที่มีสภาพทรุดโทรมไปด้วยอาการของมะเร็งในปอดระยะสุดท้าย
ชายชราคนนั้นพยายามยันกายลุกขึ้นเพื่อมายืนถวายความเคารพ..ก่อนที่จะสิ้นใจไปในเวลาไม่กี่วันต่อมา..
ภาพที่ทรงเห็น..ทำให้เจ้าฟ้าชายถึงกับสงสารพระอัยกาผู้อาภัพคนนี้นักหนา..
หม่อมวอลลิส สะใภ้จงชังของวินด์เซอร์ขนานแท้และดั้งเดิมนั้น ได้รู้สึกตัวทันทีว่า สมเด็จพระราชินีนั้น ทรงชาเย็นอย่างเหลือเชื่อ และ พอเข้าใจในการเสด็จเยี่ยมในครั้งนี้ว่าเป็นการเมืองมากกว่าการมีแก่ใจที่จะอยากเสด็จมาเอง..

เจ้าฟ้าชายชารลส์ ก็รู้สึกสงสารหม่อมสุดหัวใจเช่นกัน ที่ต้องโดนการกีดกันสารพัดมาตลอดชีวิต ถึงกับเสนอว่า จะทรงไปรับที่สนามบินยามที่หม่อมไปร่วมในพิธีพระศพของท่านดยุค
แต่..ข้อเสนอนี้"ไม่ผ่าน"ความเห็นชอบจากรัฐสภา ที่ลงมติว่า เป็นการไม่สมควรที่เจ้าฟ้าชายมกุฏราชกุมารจะต้องเสด็จไปรับหญิงม่ายสามัญชน..
และมตินี้..เจ้าฟ้าชายทรงทรงทราบซึ้งในพระทัยเป็นอย่างดีว่า...มาจากใคร ถ้าไม่ใช่จากควีนมัม พระอัยยิกาเจ้า..

ผู้ที่ต้องเสนอตัวไปรับแทน..นั่นคือ ท่านลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเทน
และในพิธีพระศพครั้งนี้ หม่อมวอลลิส ได้รับการอนุญาตให้พำนักในพระราชวังบั๊คกิ้งแฮมได้ แต่..แค่เฉพาะระหว่างวันงานพิธีเท่านั้น..
ทันทีที่หม่อมวอลลิสได้มาถึง..เข้าพำนักตามที่ได้จัดให้ คณะเดอะ เฟิร์ม ทั้งหมดได้ต่างพากันผันผายไปอยุ่กันในพระราชวังวินเซอร์จนหมด ปล่อยให้เธออยู่คนเดียวอย่างอ้างว้างในบั๊คกิ้งแฮมนั่นเอง

(ภาพนี้คือดยุคและดัชเชสแห่งวินด์เซอร์ในวันสมรส)
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 54  เมื่อ 07 มี.ค. 06, 08:57

 ท่ามกลางกลิ่นควันของการเบาะแว้งของครอบครัวสโนว์ดอน
ท่ามกลางความรักที่ไม่สมดุลย์ของท่านดยุค ออฟวินด์เซอร์และหม่อม
ยิ่งเหมือนกับเป็นการสร้างกระแสกดดันให้กับเจ้าฟ้าชายชารลส์ ที่ต้องทรงเคร่งครัดรักษากฎมณเฑียรบาลสองข้อสำคัญ เกี่ยวกับการอภิเษกคือ
ข้อ 1701 ที่ห้ามมิให้ผู้สืบสันตะติวงค์ทำการสมรสกับชาวโรมัน คาธอลิค
ข้อ 1772 ที่มีว่า..ผู้ที่อยู่ในลำดับการสืบราชบัลลังค์ ถ้าจะมีการอภิเษกก่อนมีพระชนมายุ ยี่สิบห้า ชันษา ต้องทูลขอพระบรมราชานุญาต
ถ้าเกินไปกว่านั้น ต้องประกาศความตั้งใจให้เป็นทางการ และรอให้ได้รับอนุญาตจากรัฐสภาเสียก่อน จึงจะทำการอภิเษกได้
ซึ่งประชาชนทุกคนต่างเฝ้ารอที่จะเห็นว่า..นางผู้ใดกัน...ที่จะมาเป็นพระราชินีของพระองค์ จะงามเหมาะเจาะ และ มีความเหมาะสมสักแค่ไหน..
(การเฝ้ารออย่างออกหน้าออกตาของใครต่อใครนั้น เริ่มมาตั้งแต่เจ้าฟ้าชายทรงมีพระชนมายุได้เพียงสามชันษาได้มัง..)

ไหนจะยังงานครบรอบอภิเษกครบยี่สิบห้าปีของสมเด็จและเจ้าชายฟิลิป ที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นงานพระราชพิธีครั้งใหญ่ ในเดือน พฤศจิกายน ปี 1972 นี่อีก
ที่ชาวประชาต่างพากันสรรเสริญและร่วมกันฉลองอย่างครึกครื้นไปทั่วประเทศ ถึงการถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร..

สมเด็จได้ทรงเชิญคู่แต่งงานที่เป็นชาวบ้านธรรมดามาร่วมในงานเลี้ยงด้วยถึง หนึ่งร้อยคู่ เพราะว่าพวกเขาเหล่านั้นได้ทำการสมรสในวันเดียวและปีเดียวกันกับพระองค์
ผู้คนต่างพากันหลั่งไหลเข้ามาในกรุงลอนดอนกันอย่างแน่นขนัด เพื่อที่จะได้ชื่นชมในพระบารมี อีกทั้งมีการถ่ายทอดโทรทัศน์
ท่านนายกเทศมนตรีได้กล่าวถวายพระพร พร้อมทั้งแสดงปลาบปลื้มในพระกรุณามหาธิคุณที่ได้ทรงเปิดพระวโรกาสให้คนที่อยู่ห่างไกลมีโอกาสได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด

จากนั้น ท่านรัฐมนตรีปากจัด นาย วิลลี่ แฮมมิงตัน ได้ขึ้นถวายพระพรและร่วมถวายความยินดี ซึ่งผู้คนต่างพากันไม่เชื่อหูว่าจะได้ฟัง เพราะนายคนนี้เป็นคนหนึ่งที่มักจะกล่าวถึงพระราชวงค์แบบติเตียนเสมอ แต่เขาได้กล่าวคำถวายพระพรไปไม่กี่คำ
เสียงเคาะจานโลหะ ด้วยช้อนส้อมได้กังระรัวขึ้นเป็นจังหวะ จากกลุ่มหัวเอียงซ้าย..ที่ได้พากันประท้วงว่า..
"นี่คือการหากินของคนกลุ่มหนึ่ง ที่อาศัยใช้ความศรัทธาของประชาชนมาเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเอง"

ต่อมา นายวิลลี่ ได้นำข้อความจากคนกลุ่มนี้ มาเสนอต่อรัฐสภา ถึงเรื่องของเดอะ เฟิร์ม นี่ว่า..
เรื่องรายได้ในการจัดงานต่างๆ เหล่านี้ น่าจะมีการผลักเข้ากองการกุศลสงเคราะห์แม่และเด็กบ้าง.. ทุกคนต่างทำเป็นไม่ได้ยิน....ในสิ่งที่เขาได้ร้องขอ
เขามาเล่าว่า...
"ในตอนนั้นน่ะ ทุกคนมองเห็นผมเป็นไอ้บ้า เพ้อเจ้อ แต่อีกยี่สิบปีต่อมา การแข่งกันหาเงินเข้าการกุศลของ เดอะ เฟิร์มกลายเป็นแฟชั่นสุดฮิต"

สมเด็จได้ทรงกล่าวคำปราศรัยที่จับจิตคนฟัง ว่าด้วยเรื่องของการครองเรือน ที่หมายถึงการรวมชีวิตของคนทั้งสองเข้าเป็นหนึ่งเดียวนั้น ยังไม่เพียงพอ
เพราะครอบครัวที่ดีต้องมีพร้อมทั้งความรักของเหล่าญาติ ผู้หลักผู้ใหญ่และผู้น้อย เช่น ปู่ย่าตายาย ลุงอาหลานที่ต่างต้องสมานสามัคคีกันเข้าไว้...
สิ้นเสียงตรัส ผู้คนต่างพากันเพิ่มความรัก เทิดทูนบูชาพระราชินีของเขากันอย่างหมดใจ
เพราะนี่คือ สภาพส่วนใหญ่ของครอบครัวชาวอังกฤษ ที่ถือเป็นมาตรฐานในการรักษารากฐานของขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมให้แน่นแฟ้น  
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 55  เมื่อ 08 มี.ค. 06, 09:10

 หลังจากที่ผลสำเร็จของการจัดงานฉลองวันครบรอบอภิเษกผ่านไปเพียงไม่เท่าไร สมเด็จได้ทรงจัดส่ง"ข้อความสำคัญ"ให้กับคณะรัฐบาล
ว่าด้วยเรื่องการขอขึ้นเงินเบี้ยหวัดรายปีให้กับเดอะ เฟิร์ม ในขณะที่ตอนนั้นคนว่างงานในอังกฤษมีถึงหลักล้าน

แต่คณะรัฐบาลต่างพากันเห็นด้วยเกือบทั้งหมด ในการที่จะถวายเงินเพิ่ม ยกเว้นอยู่คนเดียวที่ยกมือขึ้นคัดค้าน..
เขาคือ นายวิลลี่ แฮมมิงตัน เจ้าเก่า..ที่เขาลุกขึ้นแถลงว่า
"ทำไมพระองค์ต้องมีเงินรายได้เพิ่มขึ้นเป็นล้านปอนด์ ในเมื่อคนจนยังต้องนอนหนาวกันกลางถนน แล้วดูรายการนี่ซิ ...รายการค่าใช้จ่ายของควีนมัมที่มีพระกำนัลสายในถึง สามสิบสามคน
ไม่นับนางสนองพระโอษฐ์ดูแลในห้องอีก ห้า ดูแลนอกห้องอีก สิบเอ็ด ห้องอะไรจะใหญ่โตขนาดนั้น
จริงอยู่... พระองค์ทรงมีพระชนมายุมากแล้ว แต่คนแก่ที่ไหนจะใช้จ่ายสิ้นเปลืองเท่านี้ จะว่าพระองค์ทรงน่ารัก สรวลง่าย.. ป๊าดธ่อ...ถ้าลองยายผมได้รับเงินมากขนาดนี้ต่อปีละก้อ รับรองว่าท่านก็หัวเราะเอิ้กอ้าก..ยิ้มไม่หุบเช่นกัน.."
ไม่ว่าเสียงทัดทานจะอื้ออึงจากฝ่ายจารีตนิยมมากเท่าใด เขายังไม่ยอมหยุดอยู่แค่นั้น ต่อด้วยว่า..
"แล้วเจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ตที่แสนไม่เอาไหนนั่น เลิกเลี้ยงกันซะที..ไม่ได้ทำตัวให้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาสักนิด"
หรือไม่เว้นกระทั่ง..
"งานของสมเด็จน่ะ ที่ว่ายากๆ กระผมเชื่อว่า ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงของหญิงชาวอังกฤษคนไหนหรอก"

นายวิลลี่ ได้มาเล่าให้ฟังในปี 1993 ว่า ในครั้งนั้น เขาได้เสนอให้มีการตรวจสอบฐานะทางการเงินของเดอะ เฟิร์ม ด้วยซ้ำ เพราะไม่ว่ากี่ครั้งกี่ครั้งที่ทางสำนักพระราชวังของเงินเพิ่มมา ไม่เคยมีใครขัดข้อง ต่างพากันถวายแต่โดยดี..

พอเขาได้เสนอความคิดเห็นเรื่องขอตรวจสอบบัญชีค่าใช้จ่ายไป..มีคนโกรธแค้นถึงกับขู่ฆ่าเอาชีวิต
เจ้าชายฟิลิปเรียกเขาว่า ไอ้คอมมิวนิสต์
เจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ตเรียกเขาว่า ไอ้ไพร่ชาวสก๊อต..
คำว่า"ไพร่" นั้น มักจะทรงใช้อย่างติดพระโอษฐ์เป็นประจำ ไม่ว่าจะทรงเรียกใครต่อใคร แม้กับพระอัยยิกาเจ้า

พระนางแมรี่ ที่ไม่ต้องด้วยอุปนิสัยของพระนัดดาอย่างเจ้าฟ้าหญิง
มาร์กาเร็ตนัก จึงมีการไม่ลงรอยกันอย่างบ่อยครั้ง  เจ้าฟ้าหญิงเคยตรัสให้ใครต่อใครได้ยินเสมอว่า
"ก็เพราะสมเด็จย่าทรงมีปมด้อยน่ะซิ..ที่ไม่ได้ทรงเป็นลูกเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินอย่างเรา"

(หมายเหตุ พระนาง แมรี่ ฐานันดรดั้งเดิมเป็นเจ้าหญิงก็จริงค่ะ แต่เป็นเจ้าที่ในอังกฤษถือว่าต่ำศักดิ์ที่สุด เนื่องจากพระบิดาของพระนางแมรี่ เป็นบุตรที่เกิดจากเจ้าชายพระบิดากับมารดาที่เป็นสามัญชน และไม่ได้เป็นเมียแต่งออกหน้าออกตา)

(พระรูปพระนางแมรี่ค่ะ -เทาชมพู)
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 56  เมื่อ 08 มี.ค. 06, 09:14

 เรื่องเทียบชั้นฐานันดรนั้น มิใช่แต่เจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ตจะทรงใช้อย่างติดพระโอษฐ์เลย  สมเด็จเองก็ทรงใช้ออกบ่อยด้วยความเคยชิน
อย่างเช่นเมื่อครั้งที่มีการถ่ายทำภาพยนตร์ชุดโทรทัศน์ออกอากาศ เรื่อง  Edward VIII and Mrs. Simpson ดาราที่มาแสดงเป็นพระเจ้ายอร์จที่หก คือ Adrew Ray ที่สมเด็จไม่ทรงชอบพระทัยเลยสักนิด พระองค์ว่า
"นายคนนี้ดูยังไงก็"สามัญ"เกินกว่าที่จะมาแสดงป็นพ่อของฉัน"

ในฐานะที่เป็นเจ้า เจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ตไม่เคยต้องพกเงินสด ไม่เคยต้องทรงจ่ายบิลค่าอะไรทั้งสิ้น ไม่มีแม้กระทั่งเครดิตการ์ด ทุกอย่างจะถูกตามจ่ายให้โดยผู้ดูแลผลประโยชน์ของ เดอะ เฟิร์ม
จากเงินเบี้ยหวัดตามที่รัฐบาลได้จ่ายให้ ที่พระองค์มักบ่นเสมอว่า ช่างเล็กน้อยเสียเหลือเกิน ไม่คุ้มค่า..

เรื่องทรงสุดเเหนียวนี้..เล่าขานกันเอิกเกริก อย่างรายของนายวิลเลี่ยม ซี บริวเออร์ เจ้าของคนหนึ่งของบริษัทค้าเครื่องหอม Crabtree & Evelyn ที่ได้เล่าว่า
เมื่อช่วงคริสต์มาสปีหนึ่ง มีลูกค้าคนหนึ่งมาสั่งกระเช้าพิเศษเครื่องหอมรวมนานาชนิด ที่มีทั้งครีมอาบน้ำ น้ำหอม โลชั่น ขนาดใหญ่ ชนิดที่ต้องใช้คนสองคนช่วยกันหิ้ว
แต่พอหลังจากวันหยุดผ่านไป  ร้านที่สาขาเคนซิงตัน ก็มีโอกาสได้ถวายการต้อนรับเจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ตและตามหลังด้วยนางพระกำนัลที่ช่วยกันยกกระเช้า"พิเศษ"ใบนั้นเข้ามา..เขาเล่าว่า
"ผมเห็นก็จำได้ทันทีว่าเป็นใบเดียวกัน คือว่า มีคนเอาไปถวายท่านน่ะ พระองค์ทรงนำมาคืน และขอขึ้นเป็นเงินสด ความจริงทางร้านของเราจะไม่ทำอย่างนั้น ถ้าจะนำของมาคืน เราจะให้เป็นเครดิตที่จะแลกเป็นของอย่างอื่น แต่พระองค์ทรงมีพระบัญชามาว่า เครดิตไม่รับ จะรับเป็นเงินสดเท่านั้น  ผมก็เลยตามพระทัย..ให้คืนไปเป็นเงิน เพราะเห็นว่าท่านเป็นเจ้าฟ้าหญิง"

เรื่องการรับของกำนัลนี้..ทรงถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะทรงคาดหวังเสมอว่า ใครต่อใครต้องดูแลพระองค์ และ ไม่ว่าสมเด็จหรือควีนมัม ต่างก็ทรงคิดเหมือนกัน
อย่างเรื่องที่จะเสด็จไปเยี่ยมเยือนบ้านของพระสหายคนไหน นางพระกำนัลจะต้องไปตรวจตราสถานที่ก่อน ว่ามีอะไรขาดตกบกพร่องไป
ถ้าขาด.. ก็ต้องหามาเติม อย่างครั้งหนึ่งที่จะเสด็จบ้านของรัฐมนตรียุติธรรม นาย ไมเคิล แพรทท์ ที่มีหมายรายการยาวเหยียดนำร่องมาก่อน ว่า
-ห้ามมีเด็กเล็ก
-ต้องมีเหล้ายิน และ น้ำโทนิคเตรียมพร้อมไว้ในห้องรับรอง
-ในห้องน้ำ..ต้องมีกระดาษฟางพับเตรียมไว้ให้ทรงใช้ชำระ..
กระดาษฟาง หรือ ที่เรียกว่า Bronco paper นั้น มีใช้กันอย่างแพร่หลายในยามสงครามที่กระดาษขาดตลาด ผู้คนต้องนำมาใช้เป็นกระดาษชำระ ต่อมาเมื่อมีทิชชูนิ่ม กระดาษฟางจึงนำมาใช้ในวงการอุตสาหกรรม
หรือ สำหรับทำความสะอาดคอกม้า...แต่ เดอะ เฟิร์ม ยังถนัดใช้กระดาษฟางแทนกระดาษทิชชูอยู่ ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับท่านเจ้าของคฤหาสน์สุดกำลัง อีกทั้งต้องไปสั่งมาให้เป็นพิเศษ เนื่องจากมันใกล้สูญพันธ์เต็มที่

เจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ตนี่คือบุคคลสำคัญ ที่ไม่ว่าจะเสด็จไปเป็นอาคันตุกะบ้านใคร ถือว่าบ้านนั้นโชคร้ายเต็มที่ เพราะข้อมูลจะแจงเข้ามาละเอียดยิบ เช่น
-ต้องปรับคีย์เปียโนใหม่
-ต้องหาแผ่นเสียงของ เอลล่า ฟิทซ์เจอรัลด์ เตรียมไว้เยอะๆ
-ต้องไปหาพวกหนุ่มที่มีความสามารถทั้งร้องและเต้นมาสำรองเอาไว้
ที่สำคัญสุด คือ เหล้ายินขนาดแรง แปดสิบดีกรี เอาไว้ให้พร้อมทั้งวัน ส่วนกลางคืนคือ เหล้าสก๊อต
ส่วนเวลาน้ำชา ต้องเตรียม Jammy dodgers ไว้ให้เสวยเป็นเครื่องว่าง

*** Jammy dodgers คือ แซนวิชขนมปังแผ่นที่มีราสพ์เบอรรี่ แยม เป็นไส้ทาตรงกลาง แล้วตัดขอบขนมปังออก หั่นเป็นคำๆ และแยมนั้นต้องเป็นชนิดที่ไม่มีเมล็ด เพราะจะไปติดในพระทนต์ ซึ่งเจ้าภาพต้องสั่งมาเป็นพิเศษจากต่างประเทศอีกเช่นกัน

ดังนั้น ไม่ว่าการแปรพระราชฐานไปพักผ่อนยังที่ใด หรือ กับใคร
ล้วนแต่เป็นเรื่องฝันร้ายของเจ้าบ้านแทบทั้งสิ้น

ถ้าเป็นสมเด็จ...เจ้าบ้านต้องเก็บแมวทั้งหมด ถ้ามี เพราะทรงเกลียดแมว และต้องเตรียมน้ำข้าวบาร์ลี่ย์ไว้ให้ทรงใช้ล้างพระพักตร์
(barley water เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพชนิดหนึ่ง ทำมาจากข้าว
บาร์ลี่ย์)

อย่างลอร์ด ดักลาส แห่ง ไนด์พัธ ได้เล่าว่า
"พอมีจดหมายมาจากราชเลขาฯ ว่า เดอะ เฟิร์ม จะเสด็จมาร่วมรับน้ำชาด้วยนะ แม่ผมลมจับก่อนทุกครั้ง.."
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 57  เมื่อ 08 มี.ค. 06, 09:18

 แต่ต่อมา พวกเหล่าผู้ดีเหล่านั้นไม่ต้องเป็นห่วงอีกต่อไป เพราะพระสหายใหม่ๆ ของเจ้าฟ้าหญิงล้วนแล้วแต่เป็นอภิมหาเศรษฐี เช่น อะกา ข่าน, อีเมลดา มากอส ที่มีพร้อมให้การรับรอง
ไม่ว่าจะเป็นวิลลาหรูๆ หรือเรือยอชโก้ๆ ถ้าจะเดินทางออกนอกประเทศอย่าง อิตาลี ..ก็ พระสหายอย่าง นายแฮโรลด์ อาคตอน หรือ นายกอร์ ไวดัล ที่มีพร้อมไว้คอยถวายการต้อนรับทุกอย่าง

เจ้าฟ้าหญิงทรงโปรดการที่จะเป็น"ผู้รับ"เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากพวกมหาเศรษฐีชาวอเมริกันที่ทุ่มไม่อั้น ซึ่งกลายมาเป็นเหตุบาดหมางกันไปในที่สุด คือ
ทั้งพระองค์และลอร์ด สโนว์ดอน ได้รับเชิญให้ไปเป็นแขก วีไอพี ในงานการกุศลที่นครนิวยอร์ค (จากปากคำของนักข่าว นาย สตีเฟ่น เบอร์มิงแฮม หนึ่งในกรรมการจัดงาน)
หลังจากงาน เจ้าฟ้าหญิงได้ทรงเรียกค่า"ออกงาน" กับเจ้าภาพเป็นเงินจำนวน สามหมื่นเหรียญ
ซึ่งทุกคนต่างพากันประหลาดใจ และไม่มีใครมีปัญญาจ่าย เนื่องจากเป็นงานการกุศลที่มีรายได้จากการขายบัตร ซึ่งรวมกันแล้วยังมีไม่พอจ่ายตามทีทรงเรียกด้วยซ้ำ
จากนั้น..สัมพันธภาพของพระองค์กับกลุ่มไฮโซนี้ก็ขาดจากกัน  ด้วยเรื่องของเงินสามหมื่นเหรียญ

จะว่าไปแล้ว มันก็ไม่คุ้มกันเลย ต่อการที่ต้องถูกเปิดโปงแบบไม่มีการเกรงพระทัย เพราะข้อความได้ออกมาว่า เจ้าฟ้าหญิงพระองค์นี้ชอบเล่นละครตบตาชาวบ้านนัก กับพระสหายที่แสนสนิทมาตั้งแต่ไหนแต่ไร
ไม่ว่าจะไปเที่ยวพำนักด้วยกันในพระตำหนักที่มัสตีค หรือ ร่วมวงร้องเพลงด้วยกันทั้งวันทั้งคืน เพราะ พระองค์ทรงโปรดเรื่องนี้เป็นที่สุด และทรงเชื่อว่า แม้แต่ บาร์บร่า สตรัยแซนด์ ก็ยังร้องไม่ดีเท่ากับพระองค์
แต่พอมีเรื่องเงินๆ ทองๆ เข้ามาปุ๊บ...ขนาดเจอกันในงานแบบจังๆ หน้า เจ้าฟ้าหญิงทรงทำเมินเฉยราวกับเห็นเขาเป็นหัวหลักหัวตอ

ไม่ใช่แต่กับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินสายตรงเท่านั้น ที่ชอบเรื่องของฟรี แม้แต่เจ้าหญิง ไมเคิล แห่ง เค้นท์ (เรียกตามพระยศของพระสวามี ที่เป็นพระญาติของสมเด็จ) ที่ครั้งหนึ่งเจ้าหญิงได้ไปเดินในย่าน โบชอมป์ กรุง ลอนดอน ที่มีร้านจิวเวลรี่หลายๆ ร้านตั้งอยู่เรียงราย ทรงผ่านมาที่หน้าร้าน โมซาฟาเรียน สายพระเนตรก็สะดุดเข้าที่ งาช้างสลักเป็นรูปตุ๊กตาหมีเล็กๆ ราคาหนึ่งพันปอนด์
เจ้าหญิงอิดออด เพราะความที่ต้องพระทัย   เจ้าของร้านจึงสั่งลูกสาวให้ห่อถวาย
ต่อมาเลขานุการของพระองค์ได้นำจดหมายตอบขอบใจมาให้
เจ้าของร้านได้นำไปใส่กรอบทองประดับเด่นที่หน้าร้าน..
หรือแม้แต่เจ้าฟ้าชายชารลส์ ที่ไม่ทรงยอมจับจ่ายใช้สอยอะไรเลย เพราะทรงตรัสว่าแพงไปหมด
นาย สตีเฟ่น แบร์รี่ อดีตราชองค์รักษ์ได้เล่าว่า..
"ถี่ถ้วนเหมือนพระมารดาไม่มีผิด ขนาดไหนน่ะเหรอ ขนาดนับชิ้นไก่แช่แข็งในตู้เย็นในทุกพระราชวังแหละ..เมื่อเสวยเหลือ ต้องนำไปแช่เก็บ นำมาอุ่นเสวยในมื้อต่อไป
หลอดยาสีพระทนต์นั้นรีดจนแบนแต๊ดแต๋ แถมหลอดก็ไม่ยอมทิ้งขยะ ทรงสั่งให้เอาไปใส่ในถังสำหรับการรีไซเคิล.."
นาย จอห์น แบร์เร็ต เลขานุการเก่าแก่ประจำตัวท่านลอร์ด หลุยส์ ได้เล่าว่า
"มัธยัสถ์ทั้งก๊ก เริ่มมาจากองค์สมเด็จมาเลยเชียว เงินเดือนคุณพนักงานนั้น ..จ่ายแค่ปีละ หมื่นกว่าปอนด์ พร้อมที่พัก (นับว่าน้อยมาก) เพราะทรงคิดว่า ได้เลือกมารับใช้ใกล้ชิดก็บุญโข ของขวัญก็มีให้เฉพาะตอนคริสต์มาสเท่านั้น แถมแต่ละอย่างแทบไม่น่าเชื่อว่า ทรงคิดได้ไง...อย่างคนทำความสะอาดฉลองพระองค์ ทรงประทานถุงใส่ผ้าพร้อมไม้หนีบแถบหนึ่ง..
อย่างช่างเย็บฉลองพระองค์ ทรงให้เกือกม้าแม่เหล็ก สำหรับเอาไว้ดูดเข็มที่ตกๆ หล่นๆ ขึ้นมาเก็บ
แต่กับพระสหายแล้ว..มักจะประทานของดีหน่อย เช่น นายโนเอล โคเวิร์ดทรงประทานตลับใส่บุหรี่ ที่มีตรามงกุฏบนกล่องให้
แต่ นายโนเอลเป็นคนที่ต่อต่านการสูบบุหรี่
ส่วนรายอื่นๆ มักจะได้กรอบรูปเงินที่ใส่พระบรมฉายาลักษณ์คู่กับเจ้าชายฟิลิป

แต่ถ้าเป็นของขวัญจากเจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ตละก้อ..ต้องทำใจ อย่างนางพระกำนัลคนเก่าแก่ พระองค์ประทานแปรงขัดห้องน้ำให้ ทรงว่า..ทรงเห็นว่าไม่มี เพราะเคยไปใช้ห้องน้ำในห้องของนางพระกำนัลคนนั้น"
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 58  เมื่อ 08 มี.ค. 06, 09:20

 สมเด็จนั้น เป็นที่ทราบกันว่าไม่เคยทิ้งข้าวของ อย่างฉลองพระองค์ เมื่อไม่ใช้แล้ว ก็นำไปส่งต่อให้กับพระขนิษฐา หรือพระธิดา

ครั้งหนึ่งที่พระราชวัง บัลมอรัล คุณหมาๆ ของพระองค์ได้รุมกัดกระต่ายจนตาย เลือดออกมานองตัว แดงฉาน

พระองค์ได้ทรงนำกระต่ายนั้นไปให้พ่อครัว รับสั่งว่า

"เอาไปทำอะไรกินกันได้ เอาไปซิ"

หรือ ทรงประทานไม้ดอกพร้อมกระถางให้กับข้าราชบริพาร แต่มีข้อความกำกับมาว่า..

"โปรดนำกระถางไปคืนที่สวนหลวง เมื่อต้นไม้หาชีวิตไม่แล้ว..."

หรือ ทรงสั่งให้คุณพนักงานไปเปลี่ยนหลอดไฟที่ข้างที่บรรทม จากสี่สิบวัตต์มาเป็นหกสิบวัตต์ แต่คุณพนักงานต้องรอจนกว่า..หลอดเก่าได้ขาดไปแล้ว



เมื่อในช่วงของปี 1970's ที่เกิดวิกฤติภาวะแล้งน้ำ พระองค์ได้ทรงจัดการเตรียมรับมือ โดยการสั่งให้ทำป้ายไปแขวนไว้ในห้องน้ำทุกห้องในพระราชวังบั๊คกิ้งแฮม..ว่า

"Don't pull for pee"

(เรื่องที่ทรงใช้คำว่า pee ในป้ายนั้น นักประวัติศาสตร์ต่างกลุ้มรุมตำหนิกันร้อนฉ่า เพราะมันขัดกันกับสมัยของพระนางเจ้า อลิซาเบ็ธ ที่หนึ่ง ที่แม้แต่จะให้ตราพระราชทานกับบริษัทจัดจำหน่ายส้วม หรือที่เรียกว่า WC = Water Closet ยังไม่ทรงยอม เพราะทรงเกรงไปว่าจะไม่เหมาะสม)

หรือ ขนาดที่ท่านเชอร์ชิลล์ได้นอนประแหงบๆ ใกล้ที่จะลาโลกเต็มทีนั้น พระองค์อุตส่าห์ส่งแชมเปญไปให้ถึงเตียง ตั้งหกขวด แต่มันเป็นพวกแชมเปญราคาถูกๆ หรือที่เรียกว่า non-vintage

ทั้งๆ ที่พระองค์นั้น ได้พระนามว่าเป็นสตรีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก..

(ท่านวินสตัน เชอร์ชิลล์ โปรดการดื่มแชมเปญมาก โดยเฉลี่ยแล้ว ดื่มวันละหกขวด แต่ต้องเป็นยี่ห้อชั้นหนึ่งของโลก คือ Pol Roger Cuvee' ราคาในปัจจุบันขวดละ ร้อยกว่ายูโร)



สมเด็จทรงสื่อสารในด้านเอกสารได้ดีกว่าอย่างอื่น เช่น เมื่อทรงได้รับฏีกาจากพวกประชาชนที่ต่อต้านการเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ ของนักสร้างชาวเดนิช ในเรื่อง The Love Life of Jesus Christ

พระองค์ทรงเข้าพระทัยและเห็นด้วยทันที การระงับการสร้างจึงได้เกิดขึ้น

หรือเมื่อกลุ่มผู้สื่อข่าวได้คิดจะทุ่มทุนสร้างภาพยนตร์ชีวประวัติของ ยอร์คเชียร์ ริปเปอร์ ฆาตกรตัวร้ายที่สร้างความสะเทือนขวัญให้กับตอนเหนือของอังกฤษมานานถึงห้าปี

มารดาของเหยื่อคนหนึ่งได้ถวายฏีกาต่อต้าน เพราะมันน่าจะเป็นเรื่องของโศกนาฏกรรมแห่งชาติมากกว่าที่จะเอาไปทำให้เป็นธุรกิจเกิดผลกำรี้กำไรขึ้นมา

พระองค์ทรงสั่งระงับไปเช่นกัน..

ประชาชนจึงต่างภูมิใจที่มีนางกษัตริย์เจ้าแผ่นดินที่มีพระปรีชาสามารถ เข้าอกเข้าใจในจิตใจของประชาชนเป็นอย่างดี

จนลืมไปว่า..พระองค์และครอบครัวร่ำรวยอย่างล้นฟ้า ได้รับเบี้ยหวัดจากภาษีอากรของราษฏรครอบครองเกือบทุกอย่างในพระราชอาณาจักร



แต่คนที่ไม่ลืมก็ยังมี อย่างนาย วิลลี่ แฮมมิงตัน และพรรคพวกที่คอยตอกย้ำเตือนออกบ่อยๆ

ในปี 1972 รัฐสภาได้มีการโหวตที่จะไม่เก็บภาษีในรายได้ที่ได้ทรงขอเพิ่มมาในรายการดังนี้ ของพระองค์เอง สามล้านปอนด์, ควีนมัม สองแสนสามหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยปอนด์,

เจ้าชายฟิลิป หนึ่งแสนหกหมื่นสองพันห้าร้อยปอนด์ เจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ต สามหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยปอนด์

ส่วนเจ้าฟ้าชายชารลส์ทรงมีรายได้จากกองทุนส่วนพระองค์ ไม่จำเป็นต้องจ่ายเบี้ยหวัด

ซึ่งเป็นประเด็นถกกันร้อนแรงพอสมควร..

จนท่านลอร์ด หลุยส์ ได้ส่งจดหมายไปหาเจ้าชาย ฟิลิป เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

"หลานควรจะต้องติดต่อสื่อใหญ่ๆ อย่างหนังสือไทม์ และอธิบายให้เขาเข้าใจด้วยว่า..จริงอยู่..ที่สมเด็จร่ำรวยติดอันดับโลก แต่ทรัพย์สมบัติทั้งหมดคืออสังหาริมทรัพย์ที่มีทั้งพระราชวัง เพชรนิลจินดา และ ภาพวาดเก่าแก่ ที่ตีราคาออกมาเป็นตัวเลขลอยๆ เท่านั้น หาใช่เงินสดพกเข้าห่อเสียที่ไหน จะไปขายให้ใครก็ไม่ได้ อีกทั้งทรัพย์สมบัติเหล่านี้มิได้สร้างผลประโยชน์ให้งอกเงยขึ้นมา

รีบจัดการซะ เชื่อลุงเถิด โปรดอย่าไปฟังความเห็นของพวกเสนาบดีพวกนั้นเลย ก่อนที่ภาพลักษณ์ของพระราชวงค์กำลังจะมัวหมองมากไปกว่านี้"

แต่การร้องขอในจดหมายของท่านลอร์ดไม่ได้รับการปฏิบัติตามแต่อย่างไร...ทุกคนต่างพากันนิ่งเฉย
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 59  เมื่อ 08 มี.ค. 06, 09:25

 ปีต่อมา คือ 1973 กระแสกดดันในเรื่องการหาคู่ของเจ้าฟ้าชายชารลส์ได้เพิ่มขึ้นอีกแล้ว เพราะว่า เจ้าฟ้าหญิงแอนน์ พระขนิษฐาได้ทรงรับหมั้น ร้อยเอก มาร์ค ฟิลลิป
ซึ่งกำหนดวันอภิเษกนั้น ตรงกับวันคล้ายวันประสูติครบ ยี่สิบห้าชันษาของพระเชษฐาพอดี คือ วันที่ 14 พฤศจิกายน 1973
หากแต่เจ้าฟ้าชายไม่ทรงเห็นว่าจะเป็นเรื่องที่น่าดีพระทัยตรงไหน อีกทั้งรู้สึกพระหัยหายๆ ไปอีกต่างหาก
เนื่องจากทั้งพระองค์และเจ้าฟ้าหญิงแอนน์ได้มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด สนิทสนมรักใคร่
ครั้นเมื่อจะมีการแยกจากกัน พระองค์ย่อมรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยวเป็นเรื่องธรรมดา
ตอนที่ทราบข่าว พระองค์ทรงอยู่ในเรือรบหลวง HMS Minerva และได้ทรงจดหมายมากราบทูลเจ้าชายฟิลิปว่า..
"ลูกรู้สึกตกใจ..และ ใจหายๆ อย่างไรไม่รู้ ที่น้องหญิงจะออกเรือนไป"

การเติบโตมาด้วยกันของคนทั้งคู่นั้น ค่อนข้างใกล้ชิด และมาสนิทสนมกันมากขึ้น ก็เมื่อที่ทั้งสองต้องเดินทางไปด้วยกันยังประเทศออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ในฐานะผู้แทนพระองค์
เจ้าฟ้าหญิงแอนน์ แตกต่างไปจาก พระเชษฐาอย่างมากมาย ในเรื่องของอุปนิสัยใจคอ ที่ทรงห้าวหาญ ไม่ชอบการเสแสร้ง ไม่ปกปิดอาการ ชอบเอาแต่พระทัย รู้สึกอย่างไรทรงแสดงอย่างนั้น
ซึ่งในบางครั้งออกจะผิดด้วยมารยาท แต่ก็ทรงไม่แคร์ใครทั้งสิ้น

เมื่อมาเปรียบเทียบกันแล้ว ทำให้เจ้าฟ้าชายทรงดูดีขึ้นมาอย่างทันที เพราะมีลักษณะของการนุ่มนวล โอนอ่อน ประนีประนอม
แต่ไม่ทรงเฉลียวฉลาดเอาซะเลย..อย่างเช่น ทรงถามท่านทูตอเมริกันว่า
"ที่อเมริกานี่ พวกคาธอลิคกับพวกโปแตสแต้นท์ชอบทะเลาะกันเหมือนอย่างที่อังกฤษไหม?"
(ไม่ทรงรู้ หรือลืมก็ไม่ทราบ ว่าเรื่องศาสนานี่เขาไม่นำมาถกกัน)

ยามเมื่อมีคนถามเจ้าฟ้าหญิงแอนน์ว่า "ทรงรู้สึกอย่างไรที่มีบ้านส่วนตัวเป็นถึงพระราชวัง?"
พระองค์สะบัดเสียงตอบว่า..
"ไม่รู้ซิ เพราะที่นั่นไม่ใช่ที่ส่วนตัว แต่เป็นทรัพย์สินของพระราชบัลลังค์"

เจ้าฟ้าหญิงแอนน์ได้ทรงทำพระองค์ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อใครๆ โดยเฉพาะกับเหล่าผู้สื่อข่าวว่า ทรงไร้เสน่ห์ อย่างโดยสิ้นเชิง นึกเบื่อขึ้นมา อยากจะหาวก็หาว
ไม่อยากตอบคำถามของ...ก็ไม่ตอบซะงั้น..
หลายๆ คนพร้อมใจกันลงความเห็นว่า ช่างเหมือนพระบิดาราวกับถอดแบบออกมาเป๊ะ..ที่ครั้งหนึ่งเจ้าชายฟิลิป ได้ทรงตรัสดังๆ ว่า
"นักข่าวที่ดี คือนักข่าวที่ตายไปแล้ว"

เจ้าฟ้าหญิงแอนน์ก็เช่นกัน ที่มองเห็นคนกลุ่มนี้ราวกับใส้เดือนกิ้งกือ ไม่ได้ส่วนของความหวานหยดย้อยมาจากควีนมัมเลยแม้แต่นิด
ผิดกับเจ้าฟ้าชายชารลส์ที่ทรงเป็นหลานรักของพระอัยยิกา..

เจ้าฟ้าหญิงแอนน์ คือ หลานคนโปรดของเจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ต ที่ชื่นชมกันนัก พระองค์ว่า
"แอนน์โชคดีกว่าฉันเยอะ ที่กล้าแสดงออก ทั้งๆ ที่เราเป็นลูกคนที่สองเหมือนกัน ถูกเลี้ยงมาคล้ายๆ กัน แต่ แอนน์มีโอกาสดีกว่า เพราะได้เรียนหนังสือ"

ภาพนี้เจ้าฟ้าหญิงแอนน์ กับร้อยเอกมาร์ค ฟิลลิปส์ เจ้าบ่าวคนแรกค่ะ- เทาชมพู  
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.064 วินาที กับ 19 คำสั่ง