ลอดลายรั้ว...วินด์เซอร์ (2)

<< < (9/20) > >>

เทาชมพู:
 นายเฮนรี่ โรเจอร์ส หนึ่งในเจ้าของบริษัทตื่นเต้นจนเหลือจะกล่าว ที่จู่ๆ มีเจ้านายมาว่าจ้าง เขาเล่าว่า..
"ผมถือว่าเป็นคนที่โชคดีที่สุด ที่ได้รับความไว้วางพระทัยให้ทำงานนี้ และขอบอกตรงๆ ว่า ผมละตื่นเต้นจนสั่นไปหมด ทั้งๆ ที่เป็นลูกค้าของเราต่างก็เป็นดาราดังคับฟ้าทั้งนั้น แต่ก็ยังไม่เคยมีลูกค้าที่เป็นเจ้าเลย..นี่คือครั้งแรกจริงๆ "

และแน่นอนว่าก่อนที่จะมีการเจรจาในขั้นตอนอื่นๆ  นายโรเจอร์สได้บินไปเข้าเฝ้าถึงที่พระราชวังบั๊คกิ้งแฮม เพื่อที่จะเสนอไอเดียกับนายจ้าง..

ในการสนทนา นานโรเจอร์สได้ถวายคำแนะนำว่า เจ้าชายฟิลิปควรที่จะทำการประชุมผู้สื่อข่าว (ทุกครั้ง) ในทุกประเทศ ไม่ว่าจะเสด็จย่างพระบาทไปไหน
เจ้าชายทรงรีบตัดบทด้วยว่า..
"ให้ตายเถอะ คุณเฮนรี่ พวกเราไม่เคยมีการประชุมผู้สื่อข่าวมาก่อนเลย..ไม่เค๊ย ไม่เคย..แต่ถ้าคุณว่าเราสมควรที่จะต้องทำ ก็จะลองดู แม้ว่ามันจะขัดๆ อยู่กับกฏระเบียบวังอยู่สักหน่อยนะ เอาเป็นว่า..มันต้องมีข้อแม้อยู่สองสามข้อ คุณต้องไปบอกกับพวกนักข่าวให้เข้าใจก่อน"

ข้อแม้สองสามข้อที่พระองค์ว่านั่นคือ.. พวกนักข่าว (อเมริกัน) ต้องเข้าใจก่อนว่า..
หนึ่ง..พระองค์ คือพระสวามีของสมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษ มิใช่นักการเมือง หรือตัวแทนของรัฐบาลที่จะมาตอบปัญหาเรื่องการบริหารบ้านเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ หรือการไม่ลงรอยกันระหว่างพรรคจารีตนิยม และพรรคกรรมกร
สอง..พระองค์ไม่มีหน้าที่ต้องมาตอบในปัญหาส่วนพระองค์ของสมเด็จพระราชินี
พระองค์ทรงย้ำว่า..
"แค่เนี้ยยย..เข้าใจไหม....ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับสองข้อข้างบน..ถามมาได้เลย รับรองว่าตอบหมด"

เทาชมพู:
 นายโรเจอร์สรีบรับปากกับพระองค์ทันทีว่า เรื่องแค่นี้..หมูๆ เพราะนักข่าวส่วนใหญ่มักจะถามเรื่องที่ไม่ค่อยมีสาระอยู่แล้ว..เขาว่า..
เมื่อถึงเวลานั้นเข้าจริงๆ นายโรเจอร์สจึงได้เห็นพระปรีชาของเจ้าชายพระสวามีว่า..ปราดเปรียว และ ปราดเปรื่องนัก
นักข่าวจากไมอามี่..ถามว่า.."วงดุริยางค์ของลอนดอนเป็นอย่างไรบ้างพระเจ้าค่ะ"
"ก็เล่นเพลงเพราะดีนี่"
"พระองค์ทรงคิดที่จะส่งพระโอรสและพระธิดาให้มาศึกษาในอเมริกาบ้างไหมพระเจ้าค่ะ?"
"ถ้าจะให้ตอบตอนนี้เลย..ก็เห็นท่าจะไม่นะ แต่พอคุณพูดเสนอความคิดขึ้นมา..เราก็จะกลับไปลองคิดดูใหม่"
"พระองค์ทรงมีความเห็นอย่างไร เกี่ยวกับความสำเร็จอย่างมากมายของวง เดอะ บีตเทิลส์ และรายได้ที่พวกเขาได้สร้างกันอย่างมหาศาลให้กับประเทศอังกฤษพระเจ้าค่ะ?"
"ก็งั้นๆ นะ..ไม่ได้มากมายอะไรอย่างที่คิดกัน"
(เจ้าชายฟิลิปไม่เคยทรงโปรด และให้ความสนใจกับบรรดาเพลงร๊อคทั้งหลาย อย่างครั้งหนึ่งที่พระองค์ได้ทรงมีโอกาสได้ไปทอดพระเนตรการแสดงของ ทอม โจนส์ เมื่อตอนที่ส่งเสด็จ พระองค์ได้ตรัสถามทอม โจนส์ ว่า..
"ถามจริงเถอะ..คุณใช้อะไรกลั้วคอตอนเช้าๆ น่ะ..เมล็ดกรวดหรือไง สุ้มเสียงถึงได้แหบอย่างนั้น?

พอวันต่อมา..ที่พระองค์ได้นำเรื่องนี้ไปเล่าในการประชุมนักธุรกิจว่า..แทบทำพระทัยเชื่อได้ยากว่า นายทอมคนนี้ ที่มีอายุเพียง ยี่สิบห้าปี มีค่าตัวถึงสามล้านเหรียญ โดยการร้องเพลงที่สุดห่วยจนทนฟังแทบไม่ได้

"ทำไมวันเฉลิมพระชนม์ของสมเด็จจึง...............?????"
"อย่าให้ตอบเรื่องนี้ได้ไหม..ว่าทำไมจึงมาฉลองวันเฉลิมฯ ในเดือนมิถุนายน (พิธี Trooping the Colour) ทั้งๆ ที่ทรงประสูติในเดือนเมษายน มันเป็นปัญหาโลกแตกน่ะ อย่างทำไมเราจึงเรียกเงินว่า ปอนด์ หรือ ชิลลิ่ง หรือกฏประหลาดๆ ของอังกฤษที่มักไม่มีคำตอบที่แน่นอนน่ะ"

ไม่ว่าการพบปะกับนักข่าวในครั้งไหนหรือที่ไหน เจ้าชาย
ฟิลิปได้ทรงสร้างความพอใจให้กับนักข่าวอย่างเอกอุ ด้วยการแทรกพระอารมณ์ขันลงไปบ้างประปราย..
และผลสำเร็จคือ พระองค์ได้ทรงสามารถระดมกองทุนบริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์ได้นับล้านๆ เหรียญ
เมื่อเสด็จกลับไปยังลอนดอน พระองค์ได้นำเสนอเรื่องให้พิจารณาการว่าจ้างบริษัทมีเดียให้กับสถาบันพระราชวงค์วินด์เซอร์ หรือ เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในคำว่า..The Firm ทันที
(คำว่า..The Firm นั้น เปรียบได้ดังที่ว่าคือ สถาบันพระราชวงค์ ที่ประกอบไปด้วย สมเด็จ และครอบครัว..จากนั้นคือ เหล่าเสนาบดีที่มีการถวายงานอยุ่ในทุกสาขา ที่เปรียบได้ราวกับองค์กรใหญ่ๆ องค์กรหนึ่งทีเดียว)

(***จะตอบให้ว่า ทำไมวันเฉลิมจึงเลื่อนมาฉลองในเดือนมิถุนายน ก็เพราะว่าในเดือนเมษายนนั้น ดินฟ้าอากาศของอังกฤษยังไม่เป็นใจในการที่จะทำการพาเหรด หรือจัดงานสำคัญที่จะเรียกนักท่องเที่ยวให้แห่แหนกันมาน่ะซิคะ
วันเฉลิม หรือ Trooping the Colour นั้น เป็นงานใหญ่ระดับชาติ ที่สมเด็จทรงประทับในรถม้าพระที่นั่ง และเรียงตามมาด้วยสมาชิกในพระราชวงค์ทั้งหมด กองดุริยางค์โอ่อ่าตระการตา..
เม็ดเงินสะพัดนับร้อยๆ ล้านปอนด์ ขืนไปจัดในวันเฉลิมจริงๆ ในเดือนเมษายน คนดูอาจต้องวิ่งหลบฝนกันจ้าละหวั่น..วิวันดา)

เทาชมพู:
 สมเด็จพระราชินีแทบไม่เชื่อพระกรรณในเรื่องของการที่จะว่าจ้างบริษัทให้มาช่วยโปรโมทพระองค์ หรือ ให้กับ เดอะ เฟิร์ม ทรงแย้งว่า
"พ่อฉันไม่เคยต้องใช้ให้ใครมาช่วยโฆษณาให้เลยนะ"
"ก็พระองค์ไม่ทรงจำเป็นต้องใช้ไงล่ะ ก็มีทั้งท่านนายกวินสตัน เชอร์ชิลล์ อีกทั้งสงครามโลกครั้งที่สองเป็นแบ๊คกราวนด์อยู่ แค่นี้ก็ดังจนไม่รู้ดังยังไงแล้ว"

เจ้าชายพระสวามีก็ไม่ทรงยอมอ่อนข้อ เถียงพระศอเป็นเอ็นเช่นกัน
อีกทั้งพระองค์พยายามชี้แนะให้สมเด็จได้ทรงเล็งเห็นว่า..การที่เดอะ เฟิร์มจะอยู่ได้ต่อนั้น ต้องมีการเปลี่ยนแปลงขนานอย่างขนานใหญ่
หรือ อยากจะเป็นอย่างพวกบรอนโทเซารัส (ไดโนเสาร์พันธ์หนึ่ง) ที่ไม่มีการปรับตัว จนในที่สุดก็ต้องถูกนำกระดูกไปแขวนให้คนดูในพิพิธภัณฑ์ อยากจะเห็นชาววินด์เซอร์เป็นอย่างนั้นหรือ?
และไม่ว่าจะทรงยกตัวอย่างอะไรออกมาก็ตาม..สมเด็จทรงปฏิเสธหมด เพราะไม่ทรงเห็นด้วยด้วยประการทั้งปวง

จนในเช้าวันหนึ่ง ที่พระสวามีทรงถือหนังสือพิมพ์ ซันเดย์ เทเลกราฟ เข้ามาให้ทอดพระเนตรถึงในห้องบรรทม..หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ยี่ห้อนี้ คือ หนังสือพิมพ์ที่เป็นกระบอกเสียงให้กับพระราชวงค์อย่างแน่นแฟ้นมาแต่ไหนแต่ไร..
แต่คราวนี้..กลับเขียนบทความ..หัวข้อว่า
" ท่าทีของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อสถาบันกษัตริย์"
เนื้อความมีว่า
"คนรุ่นใหม่ๆ ในยุคนี้ ไม่ค่อยสนใจหรือเลื่อมใสในสถาบันกษัตริย์มากนัก พวกเขามองเห็นสมเด็จพระราชินีมีค่าเป็นเพียงอนุสาวรีย์ประจำชาติชิ้นหนึ่งเท่านั้น อีกทั้งเมื่อมีการพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองมาเป็นสาธารณรัฐ พวกเขาก็มีท่าทีสนใจ และไม่ขัดแย้ง..จนสามารถคาดเดากันได้ว่า พระราชวงค์อังกฤษอาจจะไม่ล่มสลายไปเพราะกระแสความจงชังจากประชาชนอย่างแน่นอน
แต่ถ้าจะละลายหายไปเพราะประชาชนเกิดความเบื่อหน่ายในความล้าหลัง คร่ำครึจะก้อ..อาจเป็นไปได้ทีเดียว"

สมเด็จทรงอ่านข้อความทวนไปทวนมา อีกทั้งขยับฉลองพระเนตรขึ้นลง ราวกับแทบไม่เชื่อในตัวอักษรที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าพระพักต์ว่า นี่คือ ความจริง..ที่มีคนกล้าเขียน..

ดังนั้น เพียงสองสามอาทิตย์ต่อมา..ราชเลขานุการในพระองค์
นาย วิลเลี่ยม เฮเซลไทน์ ได้รับสนองพระบัญชามาถึงเรื่องการที่พระองค์จะต้องทรงปรับเปลี่ยนภาพพจน์ต่อผู้สื่อข่าวใหม่
จากเมื่อก่อน ที่พระราชินีต้องไม่มีข่าวให้ระคายเคืองในหน้าคอลัมน์ซุบซิบ บัดนี้..สามารถกระทำได้ (ในขอบเขตของความจริง)
และ การใช้ประโยชน์ของสื่อโทรทัศน์เพื่อการแพร่ภาพพระราชอิริยาบท และพระราชกรณียกิจต่างๆ ต่อสายตาของประชาชน  

เทาชมพู:
 งานแรกของนายเฮเซลไทน์ที่ได้รับมอบหมายนั้น คืองานสมโภชเจ้าฟ้าชายชารลส์ให้เป็น ปริ้นซ์ ออฟ เวลส์ ตามตำแหน่งพระยศของพระโอรสองค์ใหญ่อันเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมาช้านาน
สมเด็จได้ทรงเคยสัญญาว่า จะจัดงานนี้ให้ประชาชนเป็นสักขีพยานในปราสาท แคนาฟอน เมื่อเจ้าฟ้าชายจะมีพระชนมายุยี่สิบเอ็ดชันษา และพระองค์ได้ทรงอนุญาตให้มีการถ่ายทอดโทรทัศน์อย่างใกล้ชิด

ทางบีบีซี พอเห็นได้คืบก็จะเอาศอก ทูลขอทำพระประวัติของเจ้าฟ้าชายเสียในคราวเดียวกันแบบมินิซีรีย์ สมเด็จและพระสวามีรีบปฏิเสธอย่างทันที
เนื่องจากทั้งสองพระองค์ไม่ทรงแน่ใจว่า
เจ้าฟ้าชายทรงพร้อมที่จะออกเผชิญกับสื่อมากน้อยแค่ไหน..
บีบีซี..ก็ไม่ยอมแพ้..ทูลขอว่า..
"ถ้างั้นก็ขอทำการถ่ายทอดพระจริยาวัตรของสมเด็จและพระสวามีแทนก็แล้วกัน ประชาชนสนใจอยากจะทราบชีวิตในรั้วในวังเหลือเกิน ใครต่อใครพากันว่า พระองค์ทรงเหมือนกับไม่มีชีวิตจิตใจ ดูอย่างท่านลอร์ดเมาท์แบตเทนยังยอมให้โทรทัศน์ได้ทำชีวประวัติของพระองค์ยาวถึงแปดตอน ใครต่อใครพากันชอบใจ
ทรงเรียกคะแนนนิยมมาได้มากเชียวพระเจ้าค่า"
สมเด็จยังทรงทำพระทัยไม่ได้ ตอบไปอย่างเด็ดขาดว่า
"ฉันไม่ใช่ แจ๊คกี้ เคนเนดี้ และที่วังนี่ก็ไม่ใช่ทำเนียบขาวนะ.."
(พระองค์ทรง"เสวยดัน"เล็กๆ เพราะ ท่านผู้หญิงแจ๊คกี้เคยพานักข่าวเยี่ยมชมที่พำนักในทำเนียบ และ ออกทีวีด้วย เพราะอย่างที่เล่ามาแล้วว่า ไม่ทรงโปรดการแสดงออกทุกชนิด)
แต่..ไหนเลยบีบีซีจะยอมแพ้ง่ายๆ ...คงจะอ่านเกมส์ออกกันแล้วว่า..การที่ทรงโอนอ่อนมาถึงขนาดนี้แล้วทุกอย่างต่อไปก็ไม่น่ายากเกินความพยายาม..

ความพยายามที่ว่านี่ ใช้เวลาถึงสามเดือนในขั้นตอนของการโน้มน้าวพระทัย เจ้าชายฟิลิปทรงมีปัญหาได้ในทุกเรื่องเช่นเคย..พระองค์คอยขัดคอฝ่ายบีบีซีว่า
"พวกนักข่าวเนี่ย..ตัวดีนัก ชอบคอยหาโอกาสเจาะภาพเหมาะๆ ออกไปขาย เช่นตอนที่พวกเรากำลังแคะจมูกหรืออะไรอย่างเงี้ยะ"
"พวกกระหม่อมไม่ใช่นักข่าว..พระเจ้าค่ะ" ประธานบีบีซีรีบตอบโต้
กว่าจะลงตัวได้ก็ต้องตามพระทัยในข้อเสนอของสมเด็จที่ว่า
หนึ่ง....พระองค์มีสิทธิเต็มที่ในการแก้ใข หรือ ตัดทิ้งตอนที่ไม่เหมาะสม
สอง....พระองค์จะเป็นผู้ถือกรรมสิทธิในลิขสิทธิ์ในฟิล์ม
(ที่จะมีชื่อว่า Royal Family) นั้นแต่พระองค์เดียว
สาม....ถ้ามีการจัดจำหน่ายนอกประเทศ ต้องถวายรายได้ครึ่งหนึ่งให้กับพระองค์

ทุกอย่างตกลงตามเงื่อนไข..พระองค์จึงทรงอนุญาตให้ช่างภาพมาบันทึกภาพในห้องประชุมงานกับคณะรัฐมนตรีในพระราชวังบั๊คกิ้งแฮมได้ ทั้งๆ ที่ การประชุมราชการนี้ค่อนข้างเป็นความลับแม้แต่เจ้าชายพระสวามีก็ไม่เคยทรงอนุญาตให้มีส่วนรู้เห็น
จากนั้นก็ทรงอนุญาตให้คณะถ่ายทำได้ติดตามไปยังพระราชวัง
บัลมอรัล ทำการบันทึกภาพความเป็นอยู่ในครอบครัวแบบสบายๆ สไตล์ชนบท
และทรงให้คำแนะนำอีกด้วยว่า ถ้าจะนำไปจัดจำหน่ายในอเมริกาก็ควรที่จะแทรกข่าวการเยือนอังกฤษของประธานาธิบดีนิกสัน
รวมทั้งตอนที่ นาย วอลเตอร์ แอนเนนเบอร์คเข้าพิธีรับตำแหน่งทูตสหรัฐอเมริกาประจำสำนักเซนต์ เจมส์ ไปด้วย
พระองค์ทรงตรัสว่า.."นี่ละ พิเศษสุดทีเดียว"

เทาชมพู:
 ทีนี้มาถึงพระจริยาวัตรในแต่ละวัน ที่เจ้าหน้าที่ของบีบีซีได้เสนอว่า อยากได้ภาพของพระองค์ที่กำลังทรงพระสำราญกับคุณหมาตัวโปรด
พระองค์ทรงเรียกมาทั้งหมด สิบสี่ตัว..
เล่นเอาเจ้าชายพระสวามีถึงกับโวยลั่น..ว่า
"นี่..คุณนายยยยยย.... เขาต้องการไอ้หมาเวรนั่นเพียงตัวเดียว ไม่ใช่ทั้งหมดสิบสี่ตัว..ยั้วเยี้ยไปหมด"

สรุปว่า..ในช่วงนั้นของฟิล์มได้ปรากฏภาพของคุณหมาๆ ทั้งหมดตามพระราชประสงค์ แต่ที่ขาดหายไปคือ เจ้าชายพระสวามี..

คณะถ่ายทำได้ปักหลักอยู่ในที่พำนักในพระราชวังเพื่อติดตามบันทึกภาพถึงเจ็ดสิบห้าวัน และพวกเขาได้รับพระบรมราชานุญาตให้ติดตามต่อไปในการเสด็จเยือนชิลีด้วย
ค่าถ่ายทำทั้งหมดตกแล้ว ประมาณ สามแสนห้าหมื่นปอนด์ ความยาว หนึ่งร้อยห้านาที ในชื่อว่า Royal Family (หรือที่พวกล้อเลียนนำมาตั้งชื่อให้ใหม่ว่า Corgis and Beth) ออกฉายปรากฏสู่สายตาของไพร่ฟ้าชาวอังกฤษ ในเดือน มิถุนายน ปี 1969 และมีการเรียกร้องให้กลับมาฉายอีกครั้งในเดือน ธันวาคม

สมเด็จเองก็ทรงเอียนกับข่าวของพระองค์เต็มที ทรงยกเลิกการให้พระบรมราโชวาทในวันสิ้นปีเพราะเหตุว่า..เดี๋ยวจะเลี่ยนจนเกินไป..
แต่ประชาชนต่างก็พากันส่งจดหมายกราบบังคมทูลขอให้กลับมาให้พระบรมราโชวาทดังเดิม..

ภาพบนแผ่นฟิล์มนั้นได้ประทับใจประชาชนชาวอังกฤษอย่างมิรู้ลืม ที่พวกเขาได้มีโอกาสเห็นสมเด็จและเจ้าฟ้าชายชารลส์ทรงช่วยกันจัดสลัด พระสวามีและเจ้าฟ้าหญิงแอนน์ ทรงช่วยกันย่างใส้กรอกและเนื้อสเต๊ค
สมเด็จทรงใช้พระดรรชนีจิ้มลงไปในน้ำสลัดและทดลองชิม ทรงทำพระพักต์แปลกก่อนที่จะตรัสว่า..ใส่น้ำมันเยอะไป
จากนั้น พระองค์ก็ทรงหยิบน้ำส้มรินเติมลงไป..และตรัสว่า..เอาละใช้ได้แล้ว
เจ้าชายฟิลิปได้ทรงตรัสออกมาดังๆ ว่า..
"โชคดีของคนดู...ที่ไม่ต้องมาชิม"

อีกฉากหนึ่ง..คือภาพที่พระองค์ได้โชว์เครื่องเพชร ทรงชี้ไปที่กล่องที่โชว์สร้อยพระศอทับทิม และทรงตรัสว่า เป็นเส้นโปรดที่ทรงได้รับพระราชทานตกทอดมาจากสมเด็จพระนางวิคตอเรีย (อันเป็นของกำนัลจาก จักรพรรดิ์แห่งเปอร์เซีย)
จากนั้นพระองค์ได้ทรงหันไปถามนางพระกำนัลว่า
"เอ๊ะ เส้นนี้ฉันเคยใส่หรือยังนะ?"

มีฉากที่สมเด็จทรงพาเจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ดไปซื้อขนมหวาน และ พระองค์ทรงจ่ายเงินค่าขนมแบบต้องค้นหาเศษสตังค์ ที่เกือบมีไม่พอจ่าย..
ภาพในการถ่ายทำชีวิตครอบครัวทั้งหมดแทบไม่ต้องมีอะไรต้องตัดทิ้งไปเลย..ยกเว้นฉากที่เจ้าฟ้าชายชารลส์ได้ทรงขึ้นสายเครื่องดนตรีเซลโล และ ขึงสาย A ตึงไปจนสายขาด ดีดไปต้องเอาพระปรางของเจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ดพระอนุชาจนเป็นเส้นแดงห้อเลือด ทรงกรรแสงจ้า..
เจ้าชายฟิลิปทรงเกรงว่าจะเป็นเรื่องการเล่นแรงๆ ของพี่น้อง ที่ไม่น่าจะเอาออกอากาศ จึงเสนอให้ตัดช่วงนี้ทิ้งไป
สมเด็จทรงตรัสว่า..
"ไม่เห็นจะเป็นไรเลย...เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้กับใครทั้งนั้น"

งานนี้ นับว่าได้ประสบความสำเร็จอย่างเกินคาด ประชาชนกลับมาสนใจรักใคร่เอ็นดูในครอบครัวน้อยๆ ของเหนือหัวกันอย่างล้นหลาม..นับว่าเป็นการทำงานแบบมืออาชีพอย่างจริงจัง สมควรต่อการปรบมือให้..

ชาวคณะเดอะ เฟิร์ม..ได้รับความรู้เพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่งว่า..สื่อภาพยนตร์และโทรทัศน์มีความสำคัญในการผดุงภาพพจน์ดีๆ ขององค์กรให้อยู่คู่ไปกับจิตใจประชาชนสืบต่อไปนานเท่านาน...

เพียงแต่..ทุกคนไม่เคยสังหรณ์ใจเลยว่า..สื่อที่ว่านี้..คือดาบสองคมที่สามารถให้ทั้งผลดีอย่างสุดขั้วและผลร้ายอย่างสุดโต่งได้ในขณะเดียวกัน..   !  

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว