เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2 3 ... 6
  พิมพ์  
อ่าน: 34779 ลอดลายรั้ว...วินด์เซอร์
WI WANDA
บุคคลทั่วไป
 เมื่อ 19 ก.พ. 06, 18:37

เทาชมพู แถลงค่ะ

หลายคนที่เคยเข้าห้องสมุดของ pantip คงจำชื่อคุณ WIWANDA ได้ แต่หลายคนที่ไม่ได้เข้าก็พลาดเรื่องสนุกๆที่เธอมาเล่าให้ฟัง
คือเรื่องนี้ละค่ะ

ดิฉันสมัครสมาชิกให้คุณวิวันดาได้ แบบชื่อไม่ค่อยสมบูรณ์นัก ดันมี space ตรงกลาง เพราะผิดพลาดตอนสมัครครั้งแรก ระบบเลยไม่ยอมให้ใช้ชื่อเดิมเมื่อกลับไปแก้ไข
กลายเป็น  WI WANDA
คือต้องหลอกระบบด้วยการเคาะเว้นว่างตรงกลาง    ขอความกรุณาคุณอ๊อฟช่วยลบ space ตรงกลางด้วยได้ไหมคะ

เรื่องที่คุณวิวันดาเล่าให้ฟังนี้  ดิฉันมาถ่ายทอดให้ฟังในเรือนไทยสักพักหนึ่งก่อน  ต่อไปคุณวิวันดาปลีกเวลามาได้คงมาเล่าให้ฟังเอง

เนื้อเรื่อง เริ่มความตั้งแต่รัชสมัยพระราชินีนาถวิคตอเรียเป็นต้นมา คือเริ่มศตวรรษที่ ๒๐

ขอเชิญติดตามสำนวนเปรี้ยวหวานมันเค็มเผ็ด รสชาติแซ่บเหลือหลายของคุณวิวันดาได้แล้วค่ะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30623

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 19 ก.พ. 06, 19:40

 ดิฉันหาแผนผัง Family tree ของพระราชินีนาถวิคตอเรียไม่ได้ แต่เจอเว็บนี้
 http://www.btinternet.com/~sbishop100/
ก็เลยลอกบางส่วนมาให้อ่านกัน

พระราชินีนาถกับเจ้าชายอัลเบิร๋ตพระสวามีทรงมีพระราชโอรสธิดา ๙ พระองค์
เจ้าฟ้าทั้งเก้าล้วนแล้วแต่เสกสมรสไปกับเจ้านายในราชวงศ์ต่างๆทั่วยุโรป ดังนี้ค่ะ

These children were, in order of birth:

1)Victoria (Vicky), Princess Royal, b.1840, d. 1901 as dowager Empress of Germany (married Frederick (Fritz) of Prussia, 1858)

2) Albert Edward (Bertie), Prince of Wales, b. 1841, d.1910 as King Edward VII (married Princess Alexandra of Denmark, 1863)

3)Alice, b. 1843, d. 1878 as Grand Duchess of Hesse-Darmstadt (married Prince Louis of Hesse-Darmstadt, 1862)

4)Alfred (Affie), b. 1844, d.1900 as Duke of Edinburgh and Saxe-Coburg-Gotha (married Princess Marie of Russia, 1874)

5)Helena (Lenchen), b.1846, d.1923 as Princess Helena of Schleswig-Holstein (married Prince Christian of Schleswig-Holstein)

6)Louise, b.1848, d.1939 as Dowager Duchess of Argyll (married Marquess of Lorne 1871)

7)Arthur, b.1850, d.1942 as Duke of Connaught (married Princess Louise of Prussia)

8)Leopold, b.1853, d.1884 as Duke of Albany (married Princess helena of Waldeck-Pyrmont)

9)Beatrice, b. 1856, d. 1944 as Princess Beatrice of Battenberg (married Prince Henry of Battenberg)
.
.
บันทึกการเข้า
Nuchana
สุครีพ
******
ตอบ: 979


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 19 ก.พ. 06, 20:13

 สวัสดีค่ะ คุณ WIWANDA... อาจารย์เทาชมพู hinted ไว้ที่กระทู้นู้น ดิฉันก็ทราบทันทีว่าใครจะมาเล่าเรื่องสนุกๆ
ให้ชาวเรือนไทยฟัง

อ่านเรื่องของคุณ WI มานาน สุ้มเสียงสดใสวัยจ๊าบ ใยจึงยอมให้คนขนานนามว่าป้า WI มาที่เรือนไทยเด็กๆ
เขาคงจะขอเรียกพี่ WI และสำหรับหลวงนิลและคุณถาว์ ขออนุญาตให้เธอทั้งสองเรียกน้อง WI จะขัดข้องหมายค้าาาา?
บันทึกการเข้า
pharmaceutical scientist
มัจฉานุ
**
ตอบ: 70


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 19 ก.พ. 06, 22:17


หารูป pedigree ของ Queen Victoria มาให้ครับ ไม่ค่อยชัดนักนะครับ เพราะต้นฉบับก็ไม่ค่อยชัดเหมือนกัน
ในทางการแพทย์ สายราชวงศ์ที่สืบเชื้อสายจากพระราชินีวิคตอเรียลงมา มีชื่อเสียงในเรื่องของการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่า hemophilia หรือโรคเลือดไหลไม่หยุด นั่นเอง โรคนี้ได้คุกคามชีวิตของผู้คนในราชวงศ์ยุโรป เนื่องจากมีการแต่งงานระหว่างเชื้อพระวงศ์ด้วยกันเอง ใครที่เรียนวิชาพันธุศาสตร์ต้องได้เรียนเรื่องนี้อย่างแน่นอน เพราะมีบรรจุอยู่ในตำราพันธุศาสตร์ และตำราการแพทย์ทุกเล่ม

ถ้าอยากเห็นรายละเอียดชัดๆ มีลิ้งค์ให้ไปดูเพิ่มเติมครับ
http://129.128.91.75/de/genetics/70gen-hemophil.html
http://sun.menloschool.org/~dspence/biology/chapter12/chapt12_12.html
http://fig.cox.miami.edu/~cmallery/150ss97/pedhemophilia.gif  
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30623

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 20 ก.พ. 06, 08:18

 เคยพูดเรื่องโรคฮีโมฟีเลียไว้ในกระทู้เก่าแห่งใดแห่งหนึ่ง    สงสัยว่าพระราชินีนาถวิคตอเรียทรงได้โรคนี้มาจากพระญาติองค์ใดกัน
มีตำราบอกไว้ไหมคะ
*******************
นำเรื่องที่คุณวิวันดาเล่าไว้มาลงต่อค่ะ
คุณวิฯ เธอยังไม่เข้ามาในเรือนไทย    ดิฉันส่งชื่อล็อคอินและทำลิ้งค์กระทู้ไปให้แล้ว
เธอว่างจากงานประจำอันรัดตัวมากๆ เมื่อไรคงแวะเข้ามาตามคำเรียกร้องของแฟนๆ
**************************
การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในครั้งนั้นได้กระทำอย่างเร่งด่วน
     เพื่อความจงรักภักดีต่ออังกฤษ
     เจ้าชายจึงต้องจำใจยอมลาออกจากตำแหน่งแม่ทัพเรือ และ
     คืนฐานันดรแห่งความเป็นเจ้า..เหลือไว้เพียงชื่อที่ต้องเปลี่ยนใหม่ตามคำขอร้องของพระเจ้ายอร์จ
     จาก แบทเตนเบอร์ค มาเป็น Mountbatten ...คือว่าไม่ต้องคิดหาคำกันให้ยาก
     แปลกันมาตรงๆนี่แหละ จากภาษาเยอรมัน มาเป็นภาษาอังกฤษแบบตรงตัว
     เพราะไม่ว่าทั้ง berg หรือ mount ก็คือ ภูเขา เหมือนกัน..
     ซึ่งแม้จะไม่ชอบพระทัยนัก แต่เจ้าชายพระอนุชาก็ต้องจำทน
     เพื่อคงไว้ด้วยสร้อยพระนาม (Marquess of Milford Haven) ต่อไป
     เพื่อฐานันดรของลูกเต้าจะได้ไม่หลุดโผไปจากการมีเชื้อสาย

พระองค์ทรงทำพระทัยให้ยอมรับกับพระนามใหม่แบบขำๆ
     ดังจากข้อความในจดหมายเหตุถึงพระโอรสว่า ...
     "9 มิถุนายน เกิดมาเป็นเจ้าฟ้า..จู่ๆก็เหลือแค่บรรดาศักดิ์ขุนกระจอกๆ"
     ซึ่งตรงนี้ที่โอรสองค์เล็กสุด คือ Louis (พระนามเดียวกับพระบิดา)       ทำพระทัยไม่ได้กับการผันแปรในชะตาชีวิต
     (ในภายหลังพระองค์คือ ท่านลอร์ดหลุยส์ เมาท์แบตแทน
     ผู้ที่มีบทบาทอย่างมากมายกับพระราชวงค์)
     ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อไม่นาน(ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์)ถึงความหลังครั้งนั้นว่า..
     "ทุเรศจริงๆ พ่อของฉันได้ออกรบทัพจับศึก
     นำกองทัพเรือออกทำสงครามอย่างเต็มความสามารถถึงสี่สิบกว่าปี
     เพราะเราคือเลือดเนื้ออังกฤษที่ต้องตอบแทนให้กับแผ่นดิน..ถ้าจะใช้หัวคิดจริงๆแล้ว.แน่นอนว่าเราทั้งหมดย่อมต้องมีสายเลือดเยอรมันอันเก่าแก่ตั้งแต่โบราณกาล
     และมันเป็นความผิดของเราตรงไหนล่ะ..ท่านพ่อทรงก้าวมาถึงการเป็นแม่ทัพเรือได้
     เพราะทรงใช้พระปรีชาสามารถด้วยพระองค์เอง และผลที่ได้รับคือความอับอาย หยามเหยียด เพราะไอ้ความคิดโง่ๆของใครบางคนนี่แหละ"
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30623

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 20 ก.พ. 06, 08:26

 ซึ่งไม่ใช่แต่ตระกูล Battenberg เท่านั้นที่มีการเปลี่ยนแปลง
     เพราะพระเจ้ายอร์จที่ห้าได้ทรงการกระทำแบบ"ล้างบางเยอรมัน"กับพระประยูรญาติอื่นๆด้วย
     เช่น
     พี่เขย(เพราะพระราชินีของพระองค์ ก็คือ พระนาง Mary of Teck) คือ
     Duke of Teck มาเป็น Marquess of Cambridge
     และ Prince Alexander of Teck มาเป็น Earl of Athlone
     ส่วนสายของ Mecklenberg-Strelitz, Hesse, Wittins
     เจ้านายสายเยอรมันที่อยู่เด่นชัดในสาแหรกก็เปลี่ยนมาเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทั้งสิ้น
     สรุปง่ายๆว่า..เชื้อสายเจ้าดั้งเดิมที่สืบเนื่องมาแต่ครั้งอัศวินทูโทนิคที่ได้รวบรวมเยอรมันให้เป็นปึกแผ่นมาแต่ครั้งกระโน้น
     กลายมาเป็นแค่เสนาบดีในราชวงค์ใหม่ของพระเจ้ายอร์จที่ห้านี่เอง

และพระเจ้ายอร์จที่ห้าได้ทรงเล็งเห้นว่า
     สถาบันราชวงค์จะอยู่สูงสุดเอื้อมไปก็คงไม่ไหว
     เพราะเจ้านายสายเดียวกันได้ปลดประจำการจากพระยศไปก็มากต่อมาก
     เดี๋ยวจะหดสั้นกุนกู๋สิ้นเผ่าพันธ์ไปอย่างน่าเสียดาย
     พระองค์จึงทรงออกพระราชบัญญัติขึ้นมาใหม่..ว่าด้วยเรื่องการอภิเษกของเชื้อพระวงค์
ว่า..สามารถอภิเษกได้กับบุคคลธรรมดาที่มียศฐาบรรดาศักดิ์พอสมน้ำสมเนื้อ
     นี่คือ..ปรากฏการณ์ครั้งแรกแห่งประวัติศาสตร์ที่เจ้านายสามารถอภิเษกกับสามัญชนได้
     (และ นี่คือทางสะดวกของ เจ้าฟ้าชายอัลเบิร์ต หรือ "Bertie"
     อันเป็นพระนามที่ถูกเรียกขานในหมู่พระญาติใกล้ชิด
     คือพระโอรสองค์ที่สองของพระองค์ที่จะได้ขอใช้สิทธินี้เป็นพระองค์แรก
     โดยการที่จะขอแต่งงานกับสุดที่รักที่เป็น..สาวร่างป้อม หน้าหวาน
     ธิดาสาวของท่านเอิร์ล เวลช์ (Earl Welsh) นามว่า Elizabeth Bowes-Lyon

     (ต่อมา สาวที่ว่าคนนี้ ได้กลายมาเป็นควีนมัม..หรือ สมเด็จพระราชินี
     อลิซาเบธ พระมารดาของควีนองค์ปัจจุบัน....วิวันดา)
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30623

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 20 ก.พ. 06, 08:32

 ในช่วงนั้น
     คือช่วงที่พระเจ้ายอร์จต้องทรงงานเป็นอย่างหนักในเรื่องที่ต้องกลบเกลื่อนเปลี่ยนสายเลือดให้กับเหล่าพระประยูรญาติที่ใกล้พระองค์

     ยิ่งกลบมากเท่าไหร่... ตอก็ผุดตามขึ้นมามากเท่านั้น
     เพราะจากสถานะการณ์สงคราม ข่าวสารนั้นแทบจะควบคุมไม่ได้ เช่นว่า...
     พระญาติสนิท(สายเยอรมัน) พระองค์หนึ่งคือ Prince Albert of
     Schleswig-Holstein ที่มีตำแหน่งในด้านควบคุม
     ค่ายกักกันเชลยอังกฤษในกรุงเบอร์ลิน เป็นการทำงานให้กับนาซี  
     ที่พระเจ้ายอร์จต้องทรงออกมาให้การด้วยพระสุรเสียงที่แหบแห้งแก้เกี้ยวว่า
     "เจ้าชายอัลเบิร์ต แห่งชเลส์วิค พระองค์ท่านไม่ได้เป็นพวกเยอรมันเต็มตัวหรอก
     ตำแหน่งที่ได้ก็แค่หัวโขนที่ทางเยอรมันตั้งให้เท่านั้น"
     ว่าแล้วพระองค์ก็ต้องทรงมาเป็นกังวลในเรื่องเชื้อชาติดั้งเดิมของพระชายาอีกด้วย
     เพราะพระราชินี     คือ พระนาง แมรี่ แห่ง เทค ก็เป็นเยอรมันแต้ๆ
     หากแต่โชคดีที่พระนางตรัสภาษาอังกฤษได้เนี๊ยบ      ไม่มีหลุดเหน่อเยอรมันออกมาให้แสลงหู
     และเป็นที่ยอมรับว่า..พระนางทรงมีคุณสมบัติเหมาะสมกับบัลลังค์แห่งอังกฤษอย่างครบถ้วน
บันทึกการเข้า
HotChoc
มัจฉานุ
**
ตอบ: 62


ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 20 ก.พ. 06, 20:58

 ตอนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคนอังกฤษเกลียดเยอรมันมาก แต่ทางเยอรมันก็เกลียดอังกฤษไม่แพ้กันนะครับ เพราะทางเยอรมันไม่เคยมองอังกฤษเป็นศัตรูเลย (ศัตรูตัวเอ้ของเยอรมันตอนนั้นคือฝรั่งเศส) เยอรมันพยายามเอาอังกฤษเป็นแบบอย่างด้วยซ้ำ ไม่ว่าเรื่องอาณานิคมหรือเรื่องกองทัพเรือ แต่พอเริ่มสงครามอังกฤษกลับไปอยู่ฝ่ายศัตรูซะนี่ (เผอิญเยอรมันเอาอย่างอังกฤษได้ดีไปหน่อยจนอังกฤษเริ่มกลัวขึ้นมา โดยเฉพาะเรื่องกองทัพเรือซึ่งอังกฤษถือว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายระดับสิ้นชาติเลย)

คำขวัญยอดฮิตของทางเยอรมันตอนนั้นคือ "Gott strafe England" (May God Punish England) ฮิตจนเป็นคำทักทายเลยครับ คนที่ถูกทักก็จะตอบว่า "Er strafe, es!" (May He Punish Her)
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 20 ก.พ. 06, 22:44

 สวัสดีครับ คุณน้าวิวันดา
ยินดีต้อนรับกับเรือนใหม่นะครับ


ส่วนคุณพี่เภสัช วันพฤหัสหน้า กับอังคารนู้นผมต้องสอบเรื่องในแผนภูมิที่พี่ยกมาพอดีเลยครับ อิอิ
(แต่ยังจำอะไรไม่ได้เลย ไปอ่านหนังสือดีกว่า เอิ๊กๆ)
บันทึกการเข้า
Nuchana
สุครีพ
******
ตอบ: 979


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 21 ก.พ. 06, 08:41

 จ้าก...เผลอแว้บเดียว ติดจรวดไปไกล...อ่านไม่ทันเเย้วค่ะ
บันทึกการเข้า
KC
อสุรผัด
*
ตอบ: 3

university of Kent


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 21 ก.พ. 06, 19:30

 ไม่ได้มาสักพัก ไปไกลเลยครับ
family tree ของสมัยวิคตอเรีย ลองดูที่เวบนี้ได้ครับ
 http://en.wikipedia.org/wiki/British_monarchs%27_family_tree  
บันทึกการเข้า
pharmaceutical scientist
มัจฉานุ
**
ตอบ: 70


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 21 ก.พ. 06, 22:27

 เนื้อหาเยอะมาก ใช้เวลาอ่านเกือบชั่วโมงเลยครับ กว่าจะปะติดปะต่อเรื่องได้
---------------------------------------------------------------
ตอบ อ. เทาชมพู เรื่องว่าใครถ่ายทอดยีนโรค hemophilia ให้แก่ Queen Victoria
เรื่องนี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ เพราะที่ทราบว่า Queen Victoria น่าจะเป็นผู้ถ่ายทอดยีนนั้น เป็นการไล่ความสัมพันธ์ของการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากผู้่ที่ป่วยเป็นโรคขึ้นไปตามสายเครือญาติ ซึ่งองค์ความรู้นี้เกิดขึ้นในภายหลังจากที่โรคนี้คร่าชีวิตผู้คนในราชวงศ์ยุโรปไปแล้วกว่าครึ่งศตวรรษ โรค hemophilia เป็นโรคที่ถ่ายทอดผ่านยีนที่อยู่โครโมโซมเพศ และเป็นยีนด้อย การที่จะเกิดโรคได้นั้นจะต้องมียีนแสดงเป็น xx ในเพศหญิง (เพศหญิงที่มียีนเป็น Xx จะไม่แสดงโรค เพราะยีนเด่น X ข่มอยู่แต่จะเป็นพาหะนำโรคสู่ลูก) และ xY ในเพศชาย (ให้ x เป็นยีนด้อย X เป็นยีนเด่น) เนื่องจากเพศชาย โครโมโซม Y จะสั้นกว่า โครโมโซม X การแสดงออกของยีน hemophilia จึงไม่ถูกควบคุมโดยโครโมโซม Y เพราะฉะนั้น ถ้าโครโมโซม X ได้จากแม่ที่มียีนด้อยที่ทำให้เกิด hemophilia ลูกชายจะต้องเป็นโรคนี้อย่างแน่นอน(xY) ส่วนลูกสาวจะเป็นยีนแฝง โอกาสที่ลูกสาวจะเป็นโรคนั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพ่อเป็นโรค hemophilia (xY) และแม่มียีนแฝง(Xx) เท่านั้น ซึ่งโอกาสเป็นไปได้ยาก เพราะเด็กผู้ชายที่เป็นโรคมักจะตายตั้งแต่เด็ก แต่ในสายของ Queen Victoria กลับมีผู้ชายที่เป็นโรคและอยู่รอดจนถึงวัยเจริญพันธุ์ทำให้สามารถถ่ายทอดโรคให้ลูกสาวเป็น hemophilia ได้
การสืบประวัติขึ้นไปในลำดับก่อน Queen Victoria ยังไม่มีปรากฎผู้ที่เป็นโรคนี้ เป็นไปได้ว่ายังไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคดีพอจึงไม่ได้ทำการบันทึกหรือบันทึกเป็นโรคอื่นไป และการแต่งงานในหมู่เครือญาติใกล้ชิดยังไม่มากเท่าในยุคของ Queen Victoria โรคจึงยังไม่ปรากฎ (ยิ่งแต่งงานในหมู่เครือญาติที่ใกล้ชิดมากเท่าไหร่ โรคที่เป็นยีนด้อยจะมีโอกาสแสดงออกได้มากเท่านั้น)
ไม่รู้ว่าอธิบายแล้วเข้าใจกันมากน้อยแค่ไหน เอาเป็นว่าใครอยากอ่านประวัติของโรค hemophilia ก็ลองตามไปดูที่ลิ้งค์นี้แล้วกันนนะครับ
http://www.hemophilia.ca/en/2.1.2.php  
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30623

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 22 ก.พ. 06, 13:28

 ขอบคุณค่ะคุณ PS  เป็นอันว่าเรื่องนี้ก็ยังลึกลับดำมืดอยู่  
โรคนี้ต่อมามันก็หายไป   สมัยนี้ไม่ค่อยได้ยินว่าใครเป็นอีกเลยนี่คะ
***********************
มาช่วยคุณวิวันดาแปะเรื่องต่อค่ะ

เจ้าฟ้าหญิงทั้งสองพระองค์ต่างรักใคร่กันดี
ในพระราชวังได้มีการจัดสร้างโรงละครขนาดเล็กที่มีเวที เพื่อให้ทั้งสองได้มีโอกาสแสดงออก..เช่นเล่นละครหรือเต้นระบำถวาย
เพราะสมเด็จพระราชินีทรงโปรดเรื่องการแสดง
และการเต้นรำสากล
ส่วนพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดการเต้นคองก้าประเภทเกาะกันแถวเรียงเป็นงูกินหาง

ในโลกของครอบครัวนี้..พระเจ้ายอร์จที่หกมักใช้คำจำกัดความว่า "เราทั้งสี่" ทุกครั้งไม่ว่าจะทำอะไร ทั้งๆที่พระองค์มีข้าทาสบริวารมากมาย ไม่รวมสุนัขและม้าที่มีอยู่นับสิบนับร้อย และเหล่าพระสหาย (ที่มีแค่หยิบมือ)
ทั้งหมดโปรดปรานการเล่นเปียนโน ร้องเพลง อีกทั้งลุ่มหลงในเสียงเพลงของ บิง ครอสบี้
สมเด็จพระราชินีได้กำหนดหลักสูตรการเรียนให้กับเจ้าฟ้าหญิงทั้งสองด้วยพระองค์เอง
ซึ่ง..หนักไปในทางศิลปะนานาแขนง... มากกว่าวิชาคำนวน

ในปี 1939 ที่เยอรมันได้นำกำลังเข้ารุกรานโปแลนด์นั้น (ทั้งๆที่อังกฤษได้ห้ามแล้ว..ว่า อย่า..)
อังกฤษจึงต้องประกาศสงครามกับเยอรมัน ชาวลอนดอนที่มีที่ทางขยับขยาย..ต่างก็อพยพโยกย้ายออกจากเมืองหลวงพากันไปอยู่ตามบ้านที่ชนบท

แต่สำหรับพระเจ้ายอร์จและครอบครัว"เราทั้งสี่" ไม่เสด็จไหนทั้งสิ้น ประทับอยู่แต่ในพระราชวังวินด์เซอร์(ที่อยู่ห่างไปจากลอนดอนเพียง ยี่สิบไมล์)
เจ้าฟ้าหญิงทั้งสองจะเสด็จลอนดอนก็เมื่อคราวต้องไปหาทันตแพทย์เท่านั้น
และในปีเดียวกับที่ประกาศสงครามนั้น....
รัฐบาลได้ประกาศให้เจ้าฟ้าหญิงอลิซาเบธเป็นมกุฏราชกุมารีอย่างเป็นทางการ
พระองค์ได้ยกเลิกการเรียนภาษาเยอรมัน และเพื่อเป็นการเอาอกเอาใจอเมริกามหามิตร พระองค์ได้เลือกเรียนวิชาประวัติศาสตร์ของอเมริกาแทน..
ส่วนเจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ต..ในฐานะที่เป็นเจ้าฟ้าองค์สำรอง จึงไม่ใคร่มีใครมาเข้มงวดในเรื่องเรียนนัก พระองค์ทรงมีพระประสงค์แบบเด็กๆคือ อยากจะเรียนประวัติศาสตร์ตามพระภคินี
เพราะพระอาจารย์ผู้สอนนั้นมาจากโรงเรียนอีตันที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ทรงได้รับคำตอบว่า
"อย่าเลย..เดี๋ยวจะไปเป็นการกวนพระทัย...."
เจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ตถึงกับโวยด้วยความกริ้วว่า..
"คงเป็นเพราะฉัน..เกิดช้าไปงั้นซิ?"
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30623

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 22 ก.พ. 06, 13:30

 แต่การบ่มเพาะมกุฏราชกุมารี เจ้าฟ้าหญิง อลิซาเบธ ตั้งแต่เล็กแต่น้อยมานั้น นับว่าไม่เสียเปล่า เพราะพระองค์ได้ตระหนักในความรับผิดชอบ เข้มงวด และรักษาขนบธรรมเนียมได้อย่างเคร่งครัด สมดังพระทัยของพระบิดา
เท่านั้นไม่พอ..พระองค์สมเป็นหน่อเนื้อกษัตริย์ในทุกกระเบียดนิ้ว เพราะไม่ว่า พระบิดาจะโปรดอะไร เช่น การทรงม้า ล่าสัตว์ได้ทุกชนิด ตั้งแต่ แกะรอยกวาง จนถึงไก่ป่า..เจ้าฟ้าหญิงสามารถดำเนินตามรอยพระบาทได้ในทุกเรื่อง
หรือ พระบิดาไม่โปรดอะไร เจ้าฟ้าหญิงก็จะไม่โปรดตามไปด้วย เช่น การไปทำพิธีสวดในโบสถ์ หรือ พิธีทางศาสนา
ครั้งหนึ่ง ท่านรัฐมนตรีแห่งสก็อตแลนด์ได้รับปากว่าจะมอบหนังสือดีๆให้..
พระองค์รีบขัดขึ้นว่า.."หวังว่าคงไม่ใช่หนังสือประเภทไบเบิ้ล หรือ เรื่องที่เกี่ยวกับพระเจ้านะ..เพราะเรื่องราวของพระองค์น่ะ ฉันรู้หมดแล้ว"

ยิ่งเรื่องพระอารมณ์ขันแล้ว..ถอดแบบมาจากพระบิดาเปี๊ยบ..ที่ชอบหัวเราะและเห็นขำกับพวกตัวตลกที่แสดงท่าทางแปลกๆ ขันๆ ทำหกคะเมนตีลังกา
ผิดกับเจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ต..รายนั้นเหมือนกับพระมารดาอย่างถอดแบบ ที่ชอบตลกแบบใช้คำพูดเสียดสีอย่างชนิดต้องกลับไปคิดสองสามตลบ

เจ้าฟ้าหญิงองค์เล็กพระองค์นี้ ชอบเอาแต่พระทัย และ มักอาละวาดยามที่ใครบังอาจขัด ใครต่อใครที่รู้ฤทธิ์ มักตั้งสมญาให้ลับหลังเสมอว่า.. "ตัวร้าย" บ้าง.."เหลือขอ" บ้าง
แต่สำหรับพระบิดาและพระมารดาแล้ว..ทั้งสองพระองค์กลับเห็นว่า..น่ารักดีออก..พูดจาตรงไปตรงมา
ไม่มีใครติดที่จะเปลี่ยนนิสัยหรือจับมาฝึกปรือใหม่ เพราะอย่างไรเสีย..เจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ตไม่ใช่พระราชินีต่อไปในอนาคต..
แม้แต่พระองค์ก็ยังตรัสเสมอว่า
"ฉันจะทำอะไรก็ได้ตามใจ ซนยังไงก็ได้ ไม่ใช่อย่างพี่ลิลิเบทนี่..จะได้ต้องมาระวังตัวแจ"


แม้ทั้งสองพระองค์จะสนิทสนมกันเช่นไร แต่..ฝ่ายพี่..ก็ยังเป็นพี่ที่ต้องทำหน้าที่สั่งสอนน้องอยู่ตลอดเวลา
แต่โดยวิธีของการช่างฟ้อง เช่น
"มาร์กาเร็ตลืมบอกขอบคุณอีกแล้ว..ครอว์ฟี่...ฉันเลยต้องแอบสะกิดให้ถึงจะได้พูดออกมา.."
หรือ..ยามที่เจ้าฟ้าหญิงอลิซาเบธได้ทรงเป็นหัวหน้าหมู่ใน Girl Guide (คล้ายๆกับลูกเสือหญิง) พระองค์ได้ทรงทำหน้าที่อย่างเข้มงวด และวินัยจัด
ไม่เว้นแม้กระทั่งพระขนิษฐาที่คุยไม่หยุด..
พระองค์ได้ตรัสดุว่า
"นี่..ในเครื่องแบบนี่..ฉันไม่ใช่พี่สาวของเธอนะ จะมาทำเล่นๆไม่ได้"
เจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ต ทรงทำพระพักต์บูดเบี้ยว พร้อมกับทำท่าหยอกล้อไม่เลิก ไม่เกรงกรัวแม้แต่นิด แถมยังตรัสตอบอย่างไม่ลดละว่า
"พี่ก็ไปดูแลอาณาจักรของพี่เถอะ..สำหรับน้อง..น้องดูแลตัวเองได้"

และอย่าว่าแต่เกรง..การต่อปากต่อคำกับพระราชินีในอนาคต เจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ตก็ไม่ละลด..เช่น
"พี่ลิลิเบทกินขนมปังช็อคโกแลตไปตั้งสิบสี่อันแล้วนะ กินไม่หยุดเหมือนแม่เลย ไม่รู้จักคำว่าพอเสียมั่ง.."
พระราชินีเองก็หมดปัญญา..ไม่รู้ว่าจะทรงทำอย่างไรกับการพูดอย่างโผงผางอันเป็นนิสัยของพระธิดาพระองค์เล็ก นอกจากได้แต่ทำเป็นไม่สนใจ อย่างในเรื่องที่พระองค์เองก็โดน
เช่นในคืนหนึ่งที่เจ้าฟ้าหญิงเข้ามาช่วยจัดแต่งฉลองพระองค์..และได้ทรงถามขึ้นว่า
"แม่คะ..ทำไมต้องใช้ปิ่นอันนี้ด้วย น่าเกลียดจะตาย ใหญ่โตเบอะบะ..และไม่ได้เข้ากันกับทรงผมเลย"
พระราชินีได้แต่ยิ้มแหยๆ ทำไม่รู้ไม่ชี้..แค่ถามกลับไปเป็นพิธีว่า
"อย่างนั้นหรือจ๊ะ"

พระเจ้ายอร์จที่หก ก็ไม่อยากที่จะเคร่งครัดกับพระธิดาองค์นี้นัก เพราะว่าทรงเห็นพระทัยและสงสารที่เด็กๆทั้งสองต้องอุดอู้อยู่แต่ในวัง
(ถึงห้าปี ตลอดระยะของสงคราม)
จะไปเที่ยวเล่นเหมือนเด็กอื่นๆก็ไม่ได้
เมื่อนายโนเอล โควาร์ด พระสหายของสมเด็จพระราชินีได้สร้างภาพยนตร์เรื่อง In Which We Serve ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสงครามทางน้ำ และเป็นเค้าโครงเรื่องวีรกรรมของวีรบุรุษนายเรือ ลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเทน (หรือที่เจ้าฟ้าหญิงทั้งสองต่างทรงเรียกว่า คุณลุงดิคกี้)ในขณะที่ กำลังรบกับข้าศึกด้วยเรือรบหลวง HMS Kelly
ระหว่างถ่ายทำได้ทูลเชิญให้ไปเยี่ยมชมในกองถ่าย
ทั้งสี่พระองค์ได้ตอบรับคำเชิญ
นี่คือ..โอกาสที่ครอบครัว"เราทั้งสี่" ได้เปิดหูเปิดตากับโลกภายนอก
และพระธิดาทั้งคู่..ได้ทำความรู้จักและสัมผัสกับ"โลกมายา" เป็นครั้งแรก
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30623

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 22 ก.พ. 06, 13:32


มาถึงนี่ก้อเลยต้องเล่าเรื่องของ ท่านลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเทน หรือ คุณลุงดิคกี้ พระประยูรญาติที่ใกล้ชิดเสียก่อน เพราะบุคคลคนนี้ต่อไปจะกล่าวถึงมากมายเพราะเป็นกลไกสำคัญในความเป็นไปของครอบครัว
"เราทั้งสี่" นี่มากทีเดียว..

ท่านลอร์ดหลุยส์ คือพระโอรสของเจ้าชาย หลุยส์ แห่ง
แบตเทนเบอร์ค ที่ได้ทรงยอมทิ้งตำแหน่งเจ้าชาย(สายเยอรมัน) มาดำรงตำแหน่งขุนนางอังกฤษตามสถานะเปลี่ยนแปลงทางการเมือง (ติดตามอ่านได้จากกระทู้ที่แล้ว)
แต่ทางสายเลือดแล้ว..ท่านลอร์ดก็คือ ลูกพี่ลูกน้องกัน.. เนื่องจาก
ย่าของท่านลอร์ดเป็นพี่สาวแท้ๆของปู่ของพระเจ้ายอร์จที่หก
ท่านลอร์ด เป็นนายทหารเชื้อพระวงค์ที่มีความสง่างาม..คล่องสังคม และ ติดหรูหรา และไม่ค่อยถ่อมตัวเท่าไหร่
ความใกล้ชิดกับพระเจ้าอยู่หัวนั้นก็สนิทแนบแน่น เพราะไม่ว่าท่าน
ลอร์ดจะโอ่หรือโวอย่างไร พระองค์ก็ไม่ทรงถือสา..

ไม่ว่าพบกันคราใด ท่านลอร์ดมักชอบยกหีบเหรียญตราต่างๆมาอวดเป็นประจำ ดังเช่น..
"เอ..หม่อมฉันได้ให้พระองค์ทอดเนตรเหรียญอัศวิน"ดาราประดับแห่งเนปาล" {Star of Nepal} ที่ได้รับมาหมาดๆหรือยังพะยะค่ะ?"
ว่าแล้ว ท่านลอร์ดก็ให้ทหารเชิญกล่องเครื่องราชย์ขนาดใหญ่
ที่ประดับประดาแวววาววูบวาบ ส่วนข้างในนั้น มีทั้งเหรียญตรา เข็มกลัด เครื่องหมายพระยศ อีกมากมายที่วางเรียงอยู่เป็นตับ ซ้อนเป็นลิ้นชักที่ดึงออกมาได้หลายชั้น..
ที่เป็นเช่นนั้น เพราะ ท่านลอร์ดเคยได้รับความไว้วางพระทัยให้ไปครองเมืองอินเดีย ในตำแหน่งอุปราช
(ที่..ครั้งหนึ่งท่านลอร์ดเคยขอพระราชอาญาสิทธิในการที่จะแต่งตั้งใครต่อใครให้เป็นอัศวินตามความพอใจ แต่
สมเด็จพระราชินีได้ทรงคัดค้านหรือทรง"เบรค"แบบพระองค์โก่งทีเดียว ทรงตรัสว่า..ไม่มีใครมีสิทธิที่จะแต่งตั้งใครได้ทั้งนั้น นอกจากพระเจ้าแผ่นดิน)

ทีนี้ก็คงจะรู้แล้วว่า..สัมพันธภาพระหว่างท่านลอร์ดและพระราชินีนั้นไม่ค่อยจะราบเรียบเท่าไหร่นัก เหตุเป็นเพราะว่า..
ทางท่านลอร์ด กับ ศรีภริยา ท่านผู้หญิงเอดวินน่า กับคู่ของท่านดยุค ออฟ วินเซอร์ พร้อม หม่อมวอลลิส นั้น สนิทสนมกลมเกลียวกันเป็นอย่างดี
อีกทั้ง คุณหญิงเอดวินน่า นั้นเธอก็ฟู่ฟ่า ล้ำยุค ล้ำสมัย..เป็นไฮโซที่ร่ำรวยและทำตัวได้หรูหราในทุกโอกาส รสนิยมก็แสนจะปรู๊ดปร๊าด เช่นชอบฟังเพลงแจ๊ซ ขับรถยนตร์สปอร์ต ชอบจัดงานค๊อกเทลเฮฮา..
หรือ เปลือยกายเล่นน้ำท่ามกลางแสงจันทร์

ทุกอย่างนั้น...สมเด็จพระราชินีทรงเห็นว่าน่าเกลียดชัง..และส่อพื้นฐานของครอบครัวที่เป็นอภิมหาเศรษฐีก็จริง แต่ไม่ใช่ผู้ดี
พระองค์เคยสาวประวัติของสาวเปรี้ยวคนนี้ให้นางพระกำนัลฟังว่า..
"แม่ของเอดวินน่าน่ะ..เป็นลูกครึ่งยิวนะ เธอรู้ไหม ยัยนี่ถึงได้บ้าๆบอๆไม่เหมือนชาวบ้าน"

อย่างไรก็ตาม..ถึงจะไม่ทรงโปรดครอบครัวนี้สักเท่าไหร่ พระองค์ก็มิได้แสดงออกจนนอกพระพักต์ แต่ได้ทรงเก็บความขัดเคืองไว้ในพระหทัยทุกครั้งที่มีข่าวของ เอดวินน่า
ออกมาในหน้าสังคมแบบต่อเนื่อง ในฐานะหญิงผู้ที่มีรสนิยมการแต่งกายที่ดีที่สุดบ้าง..หรือ ไม่มีใครเหมาะสมในชุดของชาเนล..เท่ากับ
ท่านผู้หญิงเอดวินน่า บ้าง
นี่คือคำสรรเสริญเยินยอที่หาอ่านได้ในหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ..
ในขณะที่ สมเด็จพระราชินีมักแต่งฉลองพระองค์ด้วยชุดแสคเรียบๆ (ที่นักข่าวบางคนค่อนว่า เหมือนถุงครอบหัวเครื่องดับเพลิง)

แต่เมื่อถึงคราว"เอาคืน" ในสไตล์ของพระองค์ที่ทรงถือว่า..ความแค้นนั้น ไม่ว่ากี่ปีก็ยังไม่สาย..นั่นคือ เมื่อปี 1960 ที่ท่านผู้หญิงเอดวินน่าได้ถึงแก่กรรม..
ตอนนั้น พระองค์ (ที่ทรงพระยศ ควีนมัม แล้ว) ได้ไปในงานพิธีศพที่พระวิหารรอมซี่ย์ และได้เสด็จกลับไปยังพระตำหนักแคลแร้นซ์ที่ประทับเพื่อที่จะติดตามพิธีศพในขั้นตอนต่อไปทางการถ่ายทอดโทรทัศน์
ขั้นตอนต่อไปที่ว่านั้น..คือ การปล่อยศพลงทะเล พร้อมพิธีสลุต (ตามธรรมเนียมของทหารเรือที่ถือว่าเป็นเกียรติยศสูงสุด เพราะ ผู้ตายเป็นภริยาของท่านลอร์ดซึ่งเป็นเจ้านายฝ่ายกองทัพเรือ)
พระองค์ทรงทอดพระเนตรไป..ทรงตรัสแบบกึ่งสมเพชกึ่งสะพระทัยว่า..
"อนิจจา..แม่เอดวินน่าเอ๋ย..ก็หล่อนชอบล่อนจ้อนว่ายน้ำตูมๆนักมิใช่หรือ..เห็นม๊ะล่ะ..ตอนนี้.ก็คงได้แหวกว่ายอย่างสมใจหล่อนแล้วละนะ.."
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 6
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.055 วินาที กับ 19 คำสั่ง