เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 3 [4] 5
  พิมพ์  
อ่าน: 14389 สงสัยมั๊ยครับว่าทำไมความเป็นชาตินิยม ถึงทำให้ประเทศเจริญ
ศรีปิงเวียง
องคต
*****
ตอบ: 566

เรียนจบแล้ว


ความคิดเห็นที่ 45  เมื่อ 13 มี.ค. 06, 17:24

 ผมสนับสนุน และไม่เห็นด้วยกับคุณ  i'm boring หลายประการครับ

ที่ว่าไม่เห็นด้วย เพราะไม่ใช่ว่าบ้านเราไม่มีจริยธรรม แต่เพราะบ้านเราเคยชินกับระบบอุปถัมภ์เสียจนเคยตัวมากกว่าครับ

ระบบอุปถัมภ์นั่นแหละ ที่เปรียบดัง ปลวก ที่กัดแทะเราอยู่ทุกวัน ๆ
บันทึกการเข้า

ไม่เห็นใครแน่นอน
ศรีปิงเวียง
องคต
*****
ตอบ: 566

เรียนจบแล้ว


ความคิดเห็นที่ 46  เมื่อ 13 มี.ค. 06, 17:26

 ผมเห็นว่า ปัญหาสังคมของเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ไม่ใช่ว่าไม่มี เพียงแต่เราไม่ทราบข่าวคราว หรือปัญหาต่างจากเราเท่านั้นครับ
บันทึกการเข้า

ไม่เห็นใครแน่นอน
i'm boring
อสุรผัด
*
ตอบ: 15


ความคิดเห็นที่ 47  เมื่อ 14 มี.ค. 06, 07:56

 ขอแสดงความคิดเห็นแย้งกับคุณ ศรีปิงเวียง หน่อยครับ

#45
ไม่ใช่ผมว่าคนไทยไม่มีจริยธรรม แต่ว่าบรรทัดฐานของจริยธรรมของคนไทยต่ำกว่า ญี่ปุ่น กับเกาหลี ครับ คดีฆาตกรรม และ ข่มขีนในเมืองไทยเกิดทุกวัน คนไทยไม่ค่อยรู้สึกอะไรเห็นเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว

#46
สำหรับปัญหาของเกาหลีนั้นผมไม่รู้ แต่ที่ญี่ปุ่นพอมีประสบการณ์บ้าง การก่ออาชญากรรมน้อยมากพอมีคดีฆ่ากันตายซักคดีก็เป้นเรื่องใหญ่มาก ส่วนปัญหาสังคมด้านอื่นก็มีบ้าง ผมคิดว่าถ้าอยากจะรู้ว่าบ้านเมืองเขามีปัญหาอะไรก็ลองดูจากหนังสือพิมพ์ของเขาได้ เพราะว่ามันจะสะท้อนบ้านเมืองเขาได้

นสพ ของญี่ปุ่น
 http://www.yomiuri.co.jp/dy/
http://www.asahi.com/english/Herald-asahi/nationlist.html  
บันทึกการเข้า
จ้อ
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1081

แต่งงานแล้วจ้า ...


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 48  เมื่อ 14 มี.ค. 06, 11:15

อืม … มันก็แปลกดีนะครับคุณคนขี้เบื่อ (i'm boring)  ในแง่หนึ่งคุณบอกว่าชื่นชมจริยธรรมของญี่ปุ่นของเกาหลี แต่กลับไม่มองว่าญี่ปุ่นและเกาหลีเป็นชาติที่มีวินัยขนาดไหน เครื่องแบบนักเรียนที่คุณว่างี่เง่าน่ะญี่ปุ่นเขามีให้ใส่กันหรือเปล่าล่ะ?



การที่เด็กคนหนึ่งเรียนดี ฉลาด ทำงานดี ไม่ได้หมายความว่าเขาจะทำผิดระเบียบได้ ผลงานก็ส่วนผลงาน กฎก็ส่วนกฎ แน่นอนถ้าทำผลงานได้ดีเขาก็ได้คะแนนดี ผมไม่คิดว่าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยจะดูหน้านักศึกษาแล้วให้คะแนน (อย่างน้อยก็ไม่ใช่ผม) แต่ในทางกลับกัน ถ้านิสิตนักศึกษาทำผิดระเบียบก็สมควรจะต้องถูกตักเตือน การทำอย่างใดอย่างหนึ่งได้ดีไม่สามารถจะมาเปลี่ยนอีกสิ่งหนึ่งจากผิดเป็นถูกได้ เช่น นักศึกษาไม่มีสิทธิจะมาอ้างได้ว่า “ก็ผมเรียนเก่ง ผมได้เกรดดี ผมมีสิทธิ์ที่จะไม่ปฎิบัติตามระเบียบ”



การที่คนเราทำตามระเบียบไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่สามารถมีความคิดสร้างสรรค์ผลิตผลงานดีๆได้ และการที่จะสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องแหกกฎของสังคม มันไม่มีอะไรเชื่อมโยงกัน ผมคิดว่าเยาวชน(และเจ้าของความเห็นเพิ่มเติมที่ 44) ควรจะเข้าใจ อัจฉริยะและนักคิดที่สำคัญๆ อาจจะเป็นคนที่คิดนอกกรอบ แต่ไม่ใช่คนที่แหกกฎและระเบียบของสังคม คนที่แหกกฎของสังคมมักจะเป็นพวกอาชญากรครับ



คุณคงไม่อยากเห็นนิสิตนักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลับมีแต่ความรู้ มีความฉลาด แต่ไม่สนใจกฎระเบียบสังคมไม่ยอมรับกติกาของสังคมไม่ว่าจะกฎของประเทศ หรือกฎขององค์กรที่เขาทำงานอยู่ คนที่ไม่สนใจกฎของสังคมก็จะนำไปสู่คนที่ขาดศีลธรรมนั่นแหละ



ก็ที่คนออกมาประท้วงกันเต็มถนนวันนี้ไม่ใช่เพราะว่าบ้านเมืองเราเต็มไปด้วยคนฉลาดที่ไม่ยอมรับกฎกติกาของสังคมหรอกหรือ? ที่บ้านเมืองร้อนเป็นไฟก็เพราะมีแต่คนที่เห็นว่าการทำตามกฎ (ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายหรือระเบียบขององค์กร) เป็นสิ่งไร้สาระงี่เง่า เหมือนกับที่คุณพูดไปนั่นแหละ



พระภิกษุยังต้องมีเครื่องแบบยังต้องมีพระวินัย ถึงแม้ว่าจริงๆแล้วบางคนอาจจะเข้าถึงพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้โดยไม่ต้องบวช ไม่ต้องนุ่งเหลืองห่มเหลือง แต่ถ้าไม่นุ่งเหลืองห่มเหลืองก็ไม่เรียกว่าศิษย์ของตถาคต ก็ต้องไปหาสำนักอื่น ไม่ต้องมาอยู่วัด … นิสิตนักศึกษาก็เช่นกัน เหตุผลว่าทำไมพระต้องมีเครื่องแบบพระ หรือเหตุผลว่าทำไมนิสิตนักศึกษาต้องมีเครื่องแบบน่ะมันมีครับ แต่มันไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สำคัญอยู่ที่ว่าระเบียบและกฎมันมีอยู่ แต่ละที่ก็มีแนวทางการสอนของเขา ก่อนเข้าเรียนทุกคนก็ต้องรับรู้กฎและกติกาของมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว และลงชื่อยินยอมว่าจะปฏิบัติตามด้วย ถ้าไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรกก็ควรจะไปเรียนที่อื่น เช่นจุฬามีเครื่องแบบ ถ้าไม่ชอบไม่อยากใส่ ก็ไปเข้าที่อื่น ไม่ใช่ไม่ยอมรับกติกาแล้วแหกกฎ ถ้ามีความคิดอย่างนี้ตั้งแต่เล็กๆ โตขึ้นคงจะแหกกฎทุกอย่าง และเห็นบรรทัดฐานของสังคมเป็นเรื่องงี่เง่าไปหมด ทุกวันนี้คุณยังเห็นคนไทยทำผิดกฎระเบียบไม่พออีกหรือ? ไล่ตั้งแต่กฎง่ายๆอย่างกฎจราจร ไปจนถึงกฎหมายบ้านเมือง แม้กระทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมไม่เห็นว่าการสอนให้เด็กรู้จักรักษาระเบียบและกาละเทศะโดยการแต่งให้ถูกระเบียบมันจะงี่เง่าตรงไหน คุณบอกว่าบรรทัดฐานจริยธรรมของสังคมญี่ปุ่นสูงกว่า ถ้าคุณเข้าใจสังคมญี่ปุ่นให้ลึกซึ้งกว่านี้ คุณจะเห็นว่าความมีวินัยของเขาสูงขนาดไหน และกฎของสังคมของเขาบางเรื่องคุณอาจจะบอกว่ามันดูงี่เง่ากว่าเรื่องเครื่องแบบนักศึกษาอีกต่างหาก ความมีวินัยนี่แหละทำให้กฎหมายของญี่ปุ่นไม่ใช่เป็นแต่ตัวอักษรที่ไม่มีใครปฎิบัติตาม นี่แหละทำให้คดีต่างๆเป็นเรื่องใหญ่ และนี่แหละคือสิ่งที่สังคมไทยขาด



นักศึกษาเมืองนอกไม่ต้องใส่เครื่องแบบ เขาก็เรียนได้ มีวินัยได้ แต่ผมรับประกันได้เลยว่าถ้าเขามีเครื่องแบบ นักศึกษาของเขาก็จะปฏิบัติ เพราะความมีวินัยของสังคมมันต่างกัน และนี่แหละคือเหตุผลที่ประเทศเราพัฒนาช้า จิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ความมีวินัย การเคารพกฎของสังคม ถ้าพลเมืองของประเทศไหนมีสิ่งพวกนี้อยู่ ประเทศนั้นพัฒนาแน่
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 49  เมื่อ 14 มี.ค. 06, 11:51



 วันนี้คุณจ้อมามาดเข้มครูเต็มตัว  นับถือ นับถือ



คุณ i'm boring คุณตั้งใจจะใช้ชื่อนี้ ในความหมายว่าคุณเป็นคนน่าเบื่อ

I'm (a)boring(person). คือคุณรู้ว่าใครๆเขาก็เบื่อคุณ



หรือว่าคุณเป็นคนขี้เบื่อ   เห็นอะไรๆหลายอย่างรอบตัวน่าเบื่อ

ถ้างั้นน่าจะเป็น I'm bored นะคะ

บันทึกการเข้า
ศรีปิงเวียง
องคต
*****
ตอบ: 566

เรียนจบแล้ว


ความคิดเห็นที่ 50  เมื่อ 14 มี.ค. 06, 15:36

ขอบพระคุณทุกความเห็นครับ
ความเห็นของคุณจ้อ(ความเห็นที่ 48)
"นักศึกษาเมืองนอกไม่ต้องใส่เครื่องแบบ เขาก็เรียนได้ มีวินัยได้ แต่ผมรับประกันได้เลยว่าถ้าเขามีเครื่องแบบ นักศึกษาของเขาก็จะปฏิบัติ เพราะความมีวินัยของสังคมมันต่างกัน และนี่แหละคือเหตุผลที่ประเทศเราพัฒนาช้า จิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ความมีวินัย การเคารพกฎของสังคม ถ้าพลเมืองของประเทศไหนมีสิ่งพวกนี้อยู่ ประเทศนั้นพัฒนาแน่"

จากข้อคิดเห็นดังกล่าว ก็ตรงกับคติที่ว่า ทำอะไรตามใจคือไทยแท้
และผมก็มาคิดว่า ถ้ากติกาไม่เป็นธรรม เรามีสิทธิ์ปรับปรุง แก้ไขให้ถูกต้องตามธรรมนองคลองธรรมหรือไม่
และสุดท้าย ถ้าประเทศเราพัฒนา แล้วเราจะรับมืออย่างไร
บันทึกการเข้า

ไม่เห็นใครแน่นอน
i'm boring
อสุรผัด
*
ตอบ: 15


ความคิดเห็นที่ 51  เมื่อ 14 มี.ค. 06, 16:16

 สำหรับ ความเห็น 49 ผมคิดว่าผมเป็นประเภทน่าเบื่อที่มีความเห็นไม่ค่อยจะตรงกับชาวบ้านแค่นั้นเองครับ
สำหรับ ความเห็น 48 นะครับ
ผมไม่ได้นิยมคนทำผิดกฎหมาย แต่ผมรังเกียจคนที่บูชาและชื่นชมในกฎโง่โง่ ถ้ากระทบใครก็ขออภัยด้วยครับ เพราะว่าพูดจากใจจริง
มีมหาวิทยาลัยบางแห่ง นิสิตแต่งถูกระเบียบ แต่ไม่นิยมข้ามถนนในทางข้ามชอบข้ามตัดหน้ารถ จอดรถบนถนนสาธารณะในที่ห้ามจอดกีดขวางทางจราจร นิสิตไปเมาหัวราน้ำอยู่ข้างนอก แต่ทางมหาวิยาลัยก็ยังรณรงค์แต่จะให้แต่กายถูกระเบียบ เรื่องอื่นไม่ใช่เรื่องใหญ่ก็ไม่สน นิสิตใหม่เพิ่งเอนท์ติด สารจารอธิการฉบับแรกก็พูดถึงการแต่งกายให้ถูกระเบียบอย่างเดียว ไม่เคยกล่าวให้ตั้งใจเรียน ถ้าพูดเรื่องระเบียบวินัย สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งของจิตใจก็คือชุดนิสิต ไม่รู้ผมเข้าใจผิดหรือเปล่าว่าการกระทำนั่นจะหมายความว่าสิ่งที่ดีงามที่สุดในการเป็นนิสิตคื่อการแต่งเครื่องแบบ มากกว่าการกระทำด้านอื่น มองภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยอยู่ที่เครื่องแต่งกาย แต่มิได้มองกันที่ผลงานการกระทำเลย ไม่ได้มองถึงผลงาน หรือความตั้งใจความขยันหมั่นเพียรของนิสิตนักศึกษา ไม่ได้มองที่ผลงานการวิจัยของคณาจารย์ ปลูกฝังแต่ค่านิยมในด้านการแต่งกายให้ถูกระเบียบอย่างเดียว
การที่บอกว่าพระก็มีเครื่องแบบ สำหรับผมผมยังคิดว่าไม่น่าใช่เหตุผลที่ดีพอ เพราะเผอิญผมมันบาปหนานับถือพุทธแต่ในนามครับ ผมเลยไม่ค่อยบูชาศาสนามากนักเป็นเสมือนคนไร้ศาสนา เลยไม่ได้หลับหูหลับตาว่าอะไรที่ศาสนาบัญญัติไว้ดีหมดโดยไม่ต้องหาเหตุผล
ถ้าจะให้ดีช่วยบอกเหตุผลของการแต่งเครื่องแบบนิสิต นักศีกษา หรือการที่นักเรียนต้องตัดผมสั้น หน่อยนะครับ ไม่ใช่อ้างว่าเหตุผลมีแต่ไม่สำคัญเท่าว่าเป็นระเบียบเป็นกฎ เราต้องปฎิบัติตามกฎนั้นสำคัญกว่า เพราะถ้ามันไร้เหตุผล ทำไมถึงไม่ยอมคิดเปลี่ยนกฎละครับ หรือถ้ามันดีจริงทำไมถึงไม่ออกกฏนี้ให้ครูอาจารย์ทุกคนปฎิบัติตามบ้างละครับจะได้เป็นแบบอย่างให้เห็น
ครูบาอาจารย์ผมก็ให้เหตุผลคล้ายๆ กับความเห็น 48 ผมถึงยังเบื่ออยู่ไงครับเพราะมันไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอ
ผมถึงคิดว่า นี่แหละคนไทย เพราะเราถูกสอนให้ไม่ต้องหาเหตุผลใดๆ ยึดถือกฏเป็นที่ตั้ง ไม่ได้ยึดหลักแห่งความถูกต้อง ทำให้มีคนอาศัยผลประโยชน์จากกฎ โดยไม่คำนึงถึงเหตุผล ถ้าคนอยู่ในระบบราชการก็จะทราบดีว่า ถ้าไม่อยากทำอะไรก็จะอ้างว่าผิดระเบียบ แต่ถ้าอยากทำหรือต้องการเชลียผู้มีอำนาจก็บอกว่าในกฎมีข้อยกเว้นไว้ให้ ไม่ผิดกฎ  แต่ไม่ได้คำนึงถึงเหตุผลความถูกต้องเลย ประเทศชาติทุกวันนี้ถึงมีระบบการคอรับชั่นแบบถูกกฏหมายไงละครับ คนที่มาประท้วงทุกวันนี้เขายึดถือในหลัการความถูกต้องคุณธรรมและจริยธรรม แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เคารพกฎ เพราะเคารพกฎนี่แหละจึงต้องมาทำกฎใหม่ให้มันถูกต้องไงครับ ถ้าเราสนใจแต่เพียงกฎ ใครทำอะไรเลวทรามผิดศีลธรรมแต่ยังถูกกฏก็ยังเป็นคนดีอีกหรือ
ผมไม่ได้อยากให้ใครแหกกฎ แต่อยากให้ยึดถือในความถูกต้องและหลักเหตุผล คุณธรรมจริยธรรม เพราะนิสิตหรือนักศึกษา บางส่วนอาจได้มีโอกาสในการออกกฎต่างๆของบ้านเมือง และถ้าใช้หลักที่ว่าคนโน้นบอกมา ครูสอนมาแบบนี้ พระท่านว่า โดยไม่มีเหตุผล หรือไม่ก็ไม่เคยคิดแก้ไขกฏที่มันไม่ค่อยได้เรื่องให้มันดีขึ้น จะเป็นอย่างไรบ้างละครับ
และต้องขออภัยที่มีแต่ความคิดที่น่าเบื่อหน่ายแบบนี้ครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 52  เมื่อ 14 มี.ค. 06, 21:10

 อ่านของคุณแล้วดิฉันลองตั้งเป็นแบบฟอร์ม แบบนี้

- ทำไมจะต้องมาให้ความสำคัญกับเรื่อง (๑)..................ซึ่งเป็นเรื่องเล็กๆ ทีเรื่อง(๒)..................ที่สำคัญกว่าตั้งเยอะกลับไม่ทำเท่าที่ควร

ถ้าคุณมีแบบฟอร์มทำนองนี้อยู่ในใจละก็   คุณจะกรอกอะไรลงไปในหมายเลข ๑ และ ๒ ได้แทบจะทุกเรื่องในโลกเชียวละ
เช่น  
๑) มอเตอร์ไซค์ซิ่ง................ ๒)  โจรแบ่งแยกดินแดน
๑) ขโมยของในห้าง.............  ๒)  คอรัปชั่นเมกะโปรเจ็ค
๑) เด็กไม่ทำการบ้านเอง.......๒) บัณฑิตจบมาไม่มีคุณภาพ

วิธีคิดแบบนี้จะนำไปสู่การฝึกตัวเองให้รู้จักบ่ายเบี่ยงไม่อยากทำสิ่งที่อ้างว่าเป็นเรื่องเล็ก  
โดยเกี่ยงคนอื่นให้ไปแก้เรื่องใหญ่ๆเสียก่อนโน่น

ผลคือเรื่องอะไรที่พอทำได้ก็ไม่ทำ     เพราะเห็นว่าเรื่องที่ใหญ่กว่านั้นก็ยังแก้ไม่เสร็จนี่นา
เลยไม่ได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเองและสังคม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 53  เมื่อ 14 มี.ค. 06, 21:38

ถ้าคุณนับถือศาสนาใดแต่ในนาม  ก็ไม่มีเหตุผลพอที่จะออกความเห็นในเรื่องศาสนาที่คุณไม่ได้ศึกษาอย่างจริงจัง พอจะเป็นศาสนิกชนได้เต็มปาก

เรื่องเครื่องแบบกวดขันไปทำไมน่ะหรือ   อย่างหนึ่งที่ดิฉันมองเห็นก็คือเป็นส่วนหนึ่งของการยอมรับว่า คุณได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันการศึกษาแห่งนี้แล้ว  
ทางมหาวิทยาลัยมีความภูมิใจที่จะประกาศให้สังคมรับรู้ว่า นาย...หรือน.ส. คนนี้ได้มีวิริยะอุตสาหะมากพอจะสอบเข้ามาเรียนที่นี่ได้สำเร็จ    เป็นสมาชิกคนหนึ่งในรั้วนี้    คนผ่านไปมาทั้งในและนอกรั้วรับรู้จากเครื่องแบบ(และสัญลักษณ์)ที่มหาวิทยาลัยมอบให้คุณ  เห็นชัดเจนไม่คลุมเครือ
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่เสื้อผ้าหรือเข็มเครื่องหมาย หรือหัวเข็มขัดธรรมดาๆที่คุณมีเงินก็ไปซื้อตามร้านได้   หรือไม่มีเงินก็หยิบยืมขอใครก็ได้   แต่เป็นสิ่งที่จำกัดเฉพาะสมาชิกของสถาบันนี้
แต่เป็นเครื่องเตือนใจให้รู้ว่า นอกจากเกียรติที่มหาวิทยาลัยมอบให้สมาชิกอย่างคุณแล้ว   คุณมีหน้าที่ความรับผิดชอบที่จะทำตัวเองให้เป็นความภูมิใจของสถาบัน  เหมือนสถาบันภูมิในตัวคุณ
เครื่องหมายสถาบันบนตัวคุณ เป็นสิ่งเตือนใจว่าคุณไม่ควรทำสิ่งใดที่จะนำความเสื่อมเสียมาให้สถาบัน  หรือถ้าคุณเห็นเพื่อนนิสิตทำสิ่งเสื่อมเสีย เช่นไปกินเหล้าเมาทะเลาะวิวาท หรือทำร้ายผู้อื่น หรือเดินเข้าไปในบ่อนในซ่อง  คุณก็ควรจะห้าม หรือเตือน หรืออย่างน้อยก็ไม่เอาอย่างเขา   ไม่ใช่โบ้ยไปให้อธิการบดีตามไปดุไปด่าเขาให้เลิกทำ

อันที่จริงนิสิตชายสมัยนี้ก็ไม่เห็นมีเครื่องแบบอะไรจะต้องแต่งมากมายจนเป็นภาระต้องเอามาบ่น  อย่างมากก็มีหัวเข็มขัด หรือน้องปีหนึ่งบางคณะก็ผูกเนคไท    แต่ถ้าเป็นเด็กนักเรียนชายละก็มีฟอร์มเครื่องแบบ ส่วนนิสิตหญิงนุ่งกระโปรงสั้นจนเห็นกางเกงใน เสื้อฟิตจนกระดุมกลัดแทบไม่ถึง  เนื้อบางเห็นบราชัดแจ๋ว ปล่อยชายนอกกระโปรง    มันดูโป๊น่าเกลียดอยู่แล้ว
ความเห็นข้างบนนี้เอาไปประยุกต์กับเด็กนักเรียนได้

ตอนดิฉันเรียน ดิฉันแต่งเครื่องแบบจนเรียนจบ เพราะตระหนักว่าโอกาสที่เราจะได้แต่งเครื่องแบบมันมีอยู่แค่เวลาสั้นๆ ๔ หรือ ๕ ปีแล้วแต่หลักสูตร
แต่เวลาที่เราไม่ต้องแต่งเครื่องแบบ หรือไม่มีสิทธิ์จะแต่งอีกมันมียาวนานไปตลอดชีวิต
เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นนิสิต ก็ทำตัวให้สมกับเป็นนิสิต    มหาวิทยาลัยรับดิฉันเข้าเป็นสมาชิก    ดิฉันก็เห็นค่าของมหาวิทยาลัยพอจะประกาศตัวเองว่าใช่ ฉันเป็นนิสิตของที่นี่   ฉันภูมิใจที่ให้สังคมรู้ว่าฉันเรียนและจะออกไปทำงานให้สังคมในวันหนึ่งข้างหน้า  
ระหว่างนี้ฉันจะไม่ทำอะไรให้เสียหายแก่สถาบันของฉัน     เครื่องแบบของฉันยืนยันได้    ถ้าฉันใส่เสื้อยืดนุ่งกางเกงธรรมดาๆฉันไปวิ่งราวใคร คงไม่มีคนเอาไปทำข่าว แต่ถ้าฉันแต่งชุดนิสิต ไปวิ่งราว  ฉันขึ้นหน้าหนึ่งแน่     เครื่องแบบทำให้ฉันต้องสำรวมและระมัดระวังอีกชั้นหนึ่งนอกเหนือจากชุดธรรมดาๆที่ฉันสวมอยู่แล้ว

นี่คืออีกมุมมองหนึ่งค่ะ
บันทึกการเข้า
จ้อ
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1081

แต่งงานแล้วจ้า ...


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 54  เมื่อ 15 มี.ค. 06, 10:05

ความคิดของคุณคนน่าเบื่อก็คล้ายๆกับนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยสมัยนี้แหละครับ ที่เห็นว่ากฎระเบียบอะไรที่ไม่ถูกใจตัวเองเป็นเรื่องโง่ๆ งี่เง่าไปหมด

ผมเห็นด้วยกับความเห็นของคุณเทาชมพูในความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 ครับ คนสมัยนี้มักจะมีข้ออ้างให้กับตัวเองเสมอเวลาที่ตัวเองทำผิดกติกา เช่น ไปสนใจทำกับแต่งตัวให้ถูกระเบียบ ทำไม่ไม่รณรงค์ให้เด็กตั้งใจเรียน ฯลฯ เรียกว่าถ้ากฎไหนตัวเองไม่ชอบก็บอกว่าโง่ แล้วหาเหตุผลโดยการปัดสวะไปให้คนอื่นที่ทำความผิดขั้นร้ายแรงกว่า ผมขอเรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่าพฤติกรรม “ปัดสวะ” ครับ คือปัดให้พ้นๆตัว ไม่ยอมรับกฎเกณฑ์ที่ค้านกับความคิดเห็นของตัวเอง เช่น "ฉันอยากจะแต่งตัวไม่สุภาพ ฉันอยากจะแต่งตัวโป๊ มาว่าฉันทำไม นู่นไปว่าคนไม่ข้ามทางม้าลายนู่น" ถ้าทุกคนมีความคิด “ปัดสวะ” กันหมด คุณคนน่าเบื่อ คิดว่าสังคมจะเจริญขึ้นหรือ? ถ้าเช่นนั้นอีกหน่อยคุณก็จะเจอคำพวกนี้มากยิ่งขึ้น

“จ่ามาจับผมทำไม ผมแค่ไม่ข้ามทางม้าลายไม่ได้ขับรถชนใคร”
“สังคมมาประณามหนูทำไม หนูแค่ถ่ายภาพนู้ด ไม่ได้ขายตัวสักหน่อย ”
“มาว่าดิฉันทำไม ดิฉันแค่มีกิ๊ก ยังไม่ได้แย่งสามีใครเหมือนยายคนนั้น”
“มาว่าผมทำไม ถึงผมจะมีเมียน้อย แต่ก็ไม่ได้แย่งเมียใคร ผมไม่ผิดซะหน่อย”
หรือเมื่อเร็วๆนี้ที่ท้องสนามหลวง “ถึงดิฉันจะเป็นโสเภณี ถึงดิฉันจะผิดที่ขายตัว แต่อย่างน้อยดิฉันก็ไม่ได้ขายชาติ” ... ว่ากันไปนั่น

ในสังคมปัดสวะแบบนี้ จะมีคนเลวมั้ยครับนี่ หรือว่ากฎเกณฑ์ของสังคมและกฎศีลธรรมมันโง่งี่เง่าเอง

คนสมัยนี้มัวแต่ไปสนใจว่าใครผิดมากกว่าใคร ใครถูกมากกว่าใคร แต่ไม่เคยสนใจเลยว่าที่ตัวเองทำอยู่นะถูกหรือผิด!!  ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญมันไม่ได้อยู่ที่ใครผิดกว่าใคร แต่มันสำคัญอยู่ที่ว่าสิ่งที่เราทำอยู่นะมันถูก หรือ มันผิด !! ถ้ามันผิด แม้ว่าจะเป็นเรื่องน้อยนิดก็ควรจะยอมรับและแก้ไข ไม่ใช่ปัดสวะว่าเป็นเรื่องโง่เง่า เรื่องเล็กน้อย ถ้าเรื่องเล็กน้อยอย่างนี้ยังไม่มีกำลังต่อต้าน แล้วกิเลสหนักๆที่ยั่วยวนกว่าคุณจะเอากำลังที่ไหนไปต่อต้าน?

จะโทษคุณ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 ที่มีความคิดน่าเบื่อมากๆแบบนี้อยู่ก็คงจะไม่ได้ เพราะสื่อสมัยนี้ก็ชี้ให้คนทำผิดกฎระเบียบกันอยู่แล้ว สังเกตดูละครไทยหลังข่าว และ ละครวัยรุ่น ตัวเอก ตัวดีที่สาวๆกรี๊ด มักจะต้องทำตัวเป็นคนที่แหกกฎ ต้องทำตัวผิดระเบียบ หรือไม่ก็ต้องเกเรนิดๆบ้างล่ะให้มันเด่นออกมา(ในทางไร้สาระ) ส่วนตัวละครที่ตั้งใจเรียน ทำตัวถูกระเบียบไม่สร้างปัญหา คนเขียนบทละครจะสร้างภาพให้เห็นว่าเป็นคนที่น่าเบื่อ ทั้งๆที่ในชีวิตจริง พวกที่ชอบแหกกฎนี่แหละที่น่าเบื่อที่สุด และสร้างปัญหาให้กับทุกฝ่าย และมักจะหวังพึ่งอะไรไม่ค่อยได้ (ก็จะหวังพึ่งอะไรได้ เรียนก็ไม่เรียน ความรู้ก็ไม่มี เอาแต่แหกกฎทำเทห์ไปวันๆ พอเกรดออกก็โวยหาว่าอาจารย์ลำเอียงทำนองว่า "ผมแต่งตัวไม่เรียบร้อยใช่มั้ยล่ะ เลยไม่ให้คะแนนผม ลำเอียงนี่หว่า" ... ว่าไปนั่น ... พวกนี้พบได้ตามสถานศึกษาทั่วไป)

อีกอย่างการแต่งกายผิดระเบียบของนิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ใช้สมองของตัวเองซักเท่าไหร่ ทำตามแฟชันซะมากกว่า มันก็น่าขำที่นักศึกษาทำตามแฟชันได้แต่กลับจะเป็นจะตายที่จะทำตัวให้ถูกตามระเบียบ ถ้านักศึกษามีแนวคิดเป็นแบบตัวเอง ปฎิเสธเครื่องแบบจะแต่งตัวแบบไทยๆแบบเนาวรัตน์ พงศ์ไพบูลย์ บอกว่า "ผมไม่แต่งหรอกครับเครื่องแบบมันสิ้นเปลือง ต่อไปนี้ผมจะห่มผ้าผืนเดียวมาเรียนก็พอ ตามแบบอย่างของท่านคานธี" ถ้าอย่างนั้นละก็พอจะบอกได้ว่าไอ้หมอนี่มีความคิดเป็นของตัวเองมีอุดมการณ์ แต่ที่เห็นในปัจจุบันเป็นเหยื่อแฟชั่นเสียมากกว่า แล้วคุณอยากให้ปัญญาชนของไทยมีภูมิต้านทานต่ำ ถูกจูงจมูกได้ง่ายๆอย่างนั้นหรือ? พอเห็นว่าเขาชอบกางเกงหลุดก้นโชว์ขอบกางเกงใน ก็ทำตามเขาไปเหมือนคนไร้สมอง อย่างนี้ทำไมคุณไม่ไปถามเขาบ้างล่ะว่าใส่กางเกงหรือกระโปรงเอวต่ำมันมีประโยชน์อะไร ที่จะใส่เครื่องแบบละก็ถามเอาถามเอา? จริงๆแล้วเด็กจะแต่งตัวตามแฟชั่นอย่างไรก็ไม่มีใครว่าหรอกครับ ถ้ามันไม่ผิดกาละเทศะ แต่ให้ถูกสถานที่ถูกเวลา และก็กาลเทศะนี่แหละที่มหาวิทยาลัยอยากจะสอน เพราะเด็กสมัยนี้น่ะ มันขาดเอามากๆ

อ้อ คุณดูจะเข้าใจผิดหลายอย่างเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยนะครับ ระเบียบของมหาวิทยาลัย อย่างน้อยก็ที่ๆผมสอนอยู่ไม่ได้บังคับว่านิสิตจะต้องไว้ผมสั้นเป็นทหารเกณฑ์ จะไว้ผมยาว ผมทองผมม่วง หรือโกนหัว ก็ไม่มีใครว่า แค่ขอให้แต่ให้ถูกระเบียบ เสื้อไม่ให้สั้นรัดติ้วจนดูอุจาดตา กระโปรงไม่ให้เอวต่ำจนน่าเกลียด แล้วที่นักศึกษาคงจะลืมไปก็คือ มหาวิทยาลัยเช่น จุฬาฯ เป็นสถานที่ราชการ คำว่า “สถานที่ราชการ” แปลว่าอะไรคงไม่ต้องบอก เวลาคุณไปติดต่อสถานที่ราชการ ควรจะแต่งกายสุภาพหรือไม่ แล้วทำไม่สถานที่ราชการอื่นๆเช่นไปที่ว่าการเขตคุณทำได้ แต่ตัวเรียบร้อยได้ ครูบาอาจารย์คุณนั่งทำงานอยู่หรือเปล่า? แต่ทำไมสถานที่ๆอบรมสั่งสอนคุณกับไม่ยอมรับ ทำไมเวลาเรียนจบไปเข้าทำงานในบริษัทที่ต้องแต่งเครื่องแบบถึงแต่งให้ถูกระเบียบได้ หรือว่ากลัวถูกตัดเงินเดือน แต่ไม่กลัวอาจารย์ว่า? เวลาเข้าห้องสอบซึ่งบังคับว่าต้องแต่งตัวถูกระเบียบทำไมแต่งตัวถูกระเบียบได้ หรือว่ากลัวสอบตก โชคดีนะที่เรียนเมืองไทย ถ้าคุณเรียนที่มหาวิทยาลัย Oxford ละก็ เวลาเข้าห้องสอบคุณต้องใส่เสื้อครุยเข้าไปสอบด้วย (ผมก็ไม่เห็นมีเด็กอ็อกบริดจ์คนไหนออกมาบอกว่างี่เง่า เขาภูมิใจเสียด้วยซ้ำ)

สิ่งที่อธิการสอนให้แต่งตามระเบียบไม่ได้หมายความว่าอย่างอื่นไม่ได้สอน ผมก็ชี้แจงไปแล้วว่ามหาวิทยาลัยเห็นความสำคัญของผลงานของนิสิต ไม่ใช่ว่าคุณไม่เข้าเรียนแต่แต่งตัวเรียบร้อยแล้วคุณจะได้เกรดเอ ถ้าคุณยังคิดอย่างนี้อยู่ก็ขอให้เปลี่ยนความคิดซะ มันคนละเรื่องกัน ในทุกสังคม กฎ กติกา เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมประชาธิปไตย มันทำให้เราใช้สิทธิของตนเองได้ โดยไม่เบียดเบียนสิทธิของคนอื่น มหาวิทยาลัยพยายามที่จะสอนให้คนรู้จักเคารพกฎ แน่นอน เราสอนให้เด็กรู้จักเคารพกฎจราจรด้วย รู้จักตั้งใจเรียนด้วยไม่ใช่ไม่สอน แต่นักศึกษาจะฟังหรือเปล่านั่นอีกเรื่อง คุณก็เห็นๆอยู่ขนาดเรื่องเล็กๆแค่ให้แต่งตัวถูกระเบียบยังไม่ยอมทำ แล้วเรื่องให้ทำถูกกฎจราจรซึ่งยากกว่าจะทำได้หรือ? ถ้าคนในสังคมเห็นความสำคัญของกฎและกติกา คงไม่มีใครจะมาแก้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ของตัวเองได้ง่ายๆหรอกครับ ที่บ้านเมืองเรามาถึงจุดนี้ได้ไม่ใช่เพราะกฎหมายเราห่วย แต่เป็นเพราะคนในสังคมไร้วินัยที่จะปฎิบัติตามต่างหากถึงได้แก้รัฐธรรมนูญกันไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ กฎและระเบียบของราชการมันก็ไม่ได้งี่เง่านักหรอกครับ ระเบียบต่างๆเขาสร้างมาเพื่อกันปัญหาต่างๆ แต่คนที่ไม่รู้หน้าที่ ไม่มีวินัยในการทำงานต่างหาก ที่ก่อให้เกิดปัญหา

ผมเชื่อว่าต่อให้คุณแก้กฎแก้ระเบียบไปอีกกี่รอบ ตราบใดก็ตามที่ค่านิยมของคนยังไม่เปลี่ยน ยังไร้วินัยเหมือนเดิม กฎระเบียบก็เป็นแค่ตัวหนังสือ สิ่งสำคัญคือต้องสร้างให้คนในชาติมีวินัย รู้จักหน้าที่ของตนเอง และนั่นคือสิ่งที่มหาวิทยาลัยทำ นี่คื่อสิ่งที่การศึกษาจะสร้างขึ้น ไม่ใช่แค่ให้ความรู้ แต่ยังสอนนิสิตให้มีวินัยและสำนึกของพลเมืองที่ดี เพื่อที่จะเป็นกำลังของชาติ และหลายสิ่งที่เราสอนไม่ได้เขียนอยู่ในตำราและมันก็รวมถึงสิ่งที่คุณบอกว่ามันเป็นระเบียบโง่เง่านั่นเอาไว้ด้วย

ที่บอกว่าถ้าเครื่องแบบดีจริงทำไมไม่ให้อาจารย์แต่งเครื่องแบบ ... คุณทราบบ้างหรือเปล่าว่าคนที่เป็นครูบาอาจารย์น่ะมีกฎอะไรบ้าง ทั้งที่เป็นระเบียบของมหาวิทยาลัย ทั้งที่เป็นจรรยาบรรณของครู และทั้งที่ไม่ได้เขียนแต่เป็นสามัญสำนึกของคนที่เป็นครูที่ดี ทีมีหน้าที่ต้องอบรมนักเรียนให้เป็นคนดี? ถ้าคนเป็นครูเป็นอาจารย์นุ่งกระโปรงเอวต่ำมาสอน หรืออาจารย์ชายนุ่งเสื้อรัดๆ กางเกงเอวต่ำโชว์ขอบกางเกงในมาสอน คุณเอามั้ยล่ะ? สำหรับนิสิตนักศึกษาถ้าแค่หน้าที่ของตัวเอง และกฎง่ายๆที่แม้แต่เด็กมัธยมยังทำได้ ยังไม่มีความอดทนอดกลั้นพอที่จะทำ แล้วจะให้หวังอะไรได้
บันทึกการเข้า
i'm boring
อสุรผัด
*
ตอบ: 15


ความคิดเห็นที่ 55  เมื่อ 15 มี.ค. 06, 15:25

 ขอบคุณ คุณเทาชมพู ที่ช่วยให้เหตุผลข้อดีของการแต่งชุดนิสิตนะครับ

สำหรับความเห็น 52
เรื่องแต่งนะครับไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลผู้ใดและสถาบันใดทั้งสิ้น
นายส้ม เป็นลูกชาวบ้านร้านตลาดสมัยเรียนผมก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ต้องขึ้นรถเมล์ และขึ้นไม่ทันประจำเพราะบรรดานิสิตที่ไม่มีที่จอดชอบเอารถมาจอดขวางป้ายรถเมล์ นายส้มเองไม่โทษนิสิตหรอกครับ โทษบรรดาอาจารย์ และผู้บริหารที่ไม่เคยสนใจการกระทำใดๆของนิสิตจริงๆจัง  พอนายส้มจบมามีงานทำหาเงินพอจะมีรถขับ ขับผ่านหน้ามหาวิทยาลัยนี้ทีไร ก็มักจะมีเด็กนิสิตมาวิ่งตัดหน้าอยู่เสมอจนบางครั้งเกือบจะทำให้เป็นฆาตกร เวลาผ่านมาหลายปีก็ยังเป็นเช่นนี้อยู่ หรือบางครั้งพอผ่านถนนอีกด้านของมหาวิทยลัยถนน 4 เลนมีรถจอดจนเหลือเลนเดียวจนทำรถติด นายส้มก็เลยมีความเห็นว่าการกระทำของเด็ก(เช่นตัวอย่างที่ยกมานี้)พวกนี้ทำให้ชาวบ้านอย่างนายส้มเดือดร้อน และชาวบ้านตาดำๆอย่างนายส้มก็ดันไปรู้มาว่าในมหาวิทยาลัยนี้มีการรณรงค์กันให้แต่งชุดถูกระเบียบ และนายส้มนี้ก็คิดต่อไปตามประสาชาวบ้านว่าการรณรงค์นี้ มีการพิมพ์โปสเตอร์ติดทั้งมหาวิทยาลัยน่าจะใช้เงินหลายเลยนะ เวลาออกระเบียบเพิ่มก็น่าจะใช้เวลาประชุมของพวกสภาคณาจารย์ และคณะอาจารย์ กรรมการ ทั้งมหาลัยมากอยู่นะ เพราะระเบียบต่างๆคงต้องใช้เวลากลั่นกลองนาน นายส้มก็เลยคิดว่าที่จริงแล้วการแต่งกายชุดนิสิตหรือไม่ก็ไม่เห็นเป็นไรเพราะไม่ทำให้นายส้มเดือดร้อน แต่การกระทำดังที่ยกมานี้มันทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ถ้าเพียงแค่เจียดกำลังส่วนหนึ่งมาแก้ปัญหานี้ก็จะดีมาก และนายส้มดันไปรู้มาอีกว่าคำขวัญของมหาวิทยาลัยนี้คือการรับใช้ประชาชน นายส้มก็เลยได้แต่คิดว่าไม่ต้องมารับใช้ข้าหรอกแค่ไม่ทำให้เดือดร้อนเป็นพอ
   
และผมเองจะขอยุติการให้ความเห็นประเด็นชุดนิสิตแต่เพียงแค่นี้ เพราะดูเหมือนว่ามันชักจะเป็นการเอาชนะคะคานกันไปแล้ว ถ้าความเห็นของผมล่วงเกินผู้ใดก็ขออภัยด้วยนะครับ และถ้าเห็นว่าไม่เหมาะสมก็ลบไปเลยนะครับ
บันทึกการเข้า
Peking Man
ชมพูพาน
***
ตอบ: 142


ความคิดเห็นที่ 56  เมื่อ 16 มี.ค. 06, 13:21

 อืม...ออกทะเลกันไปไกลแล้วนะครับ... ผมอ่านแล้วก็เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในหลายประเด็น แต่ในใจ ผมก็คิดว่า ถ้าไทยเป็นชาตินิยมขึ้นมาจริง เราจะ "พํฒนา" หรือ "ก้าวหน้า" ในด้านไหน? นอกจากนั้นแล้ว ความเป็นไทย ที่เราคุ้นเคยกันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร?
บันทึกการเข้า
เหมียวซิล่า
อสุรผัด
*
ตอบ: 7

Thai Oil Plc.


ความคิดเห็นที่ 57  เมื่อ 17 มี.ค. 06, 23:28


วินัยเริ่มที่บ้าน สอนลูกหลานให้เป็นระเบียบ

ถ้าไม่ได้เริ่มที่บ้าน เริ่มที่โรงเรียนก็คงไม่สายมั้งคะ
บันทึกการเข้า
neverheal
อสุรผัด
*
ตอบ: 9

เรียน ที่โรงเรียนพนัสพิทยาคาร


ความคิดเห็นที่ 58  เมื่อ 19 มี.ค. 06, 21:31

 -*-

ออกทะเลไปแร้ว...คุณจ้อกับคุณ i'm boring



ผมขอสนับสนุน คห.40 ของคุณ karin

ตรงที่ว่า พอเด็กคิดอะไรได้เนี่ย ก็ไม่กล้าจะเสนอความคิดนั้นออกไป

เพราะเวลาเสนอ คุณครู กับเพื่อนๆ

ก็มักจะติจนเสียกระบวนยุทธได้ พอนานๆเข้า

เด็กคนนั้นก็ไม่กล้าที่จะคิดอะไรดีๆอีก



ตอนนี้เราปลูกฝังให้เด็กกล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ ได้

แต่ทำไมเราไม่ปลูกฝังให้รู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นบ้าง

จะว่าเราเก่ง เราเทพ มันก็ไม่ไหวนา

จะเก่งขนาดไหนโดนรุมก็เป็นศพได้





- -" ผมก็ออกทะเลเหมือนกันแฮะ
บันทึกการเข้า
MathGuy
อสุรผัด
*
ตอบ: 24

อาจารย์สอนคณิตศาสตร์


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 59  เมื่อ 20 มี.ค. 06, 11:48

 ช่วยกันๆ เป็นแบบอย่างที่ดี
คิด ทำ สิ่งที่สร้างสรรค์
มีสำนึกของการให้ นึกถึงส่วนรวม

ช่วยกันคนละมือคนละไม้ ก็จะเกิดพลังมากขึ้นๆ

เป็นกำลังใจให้กันและกัน เป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน

สะท้อนในแง่มุมที่ยังอาจพร่องไป
ตรงไหนยังขาดก็ช่วยกันเติม อะไรเกินหรือสุดโต่งไปก็ต้อง
ปล่อยทิ้ง ปล่อยวางไปบ้าง

แม้แต่ชีวิตของเราเองนี้  ก็ยังยากนัก ที่จะทำให้ดี
ให้ถูกใจเราได้    
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 [4] 5
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.047 วินาที กับ 19 คำสั่ง