บรรดาศักดิ์ของเจ้านายฝ่ายเหนือและประเด็นน่ารู้บางประการ

(1/1)

นวปุรี:
 ผมไม่ใช่นักเล่าเรื่องที่เก่งนักนะครับ แต่มีประเด็นน่ารู้เกี่ยวกับบรรดาศักดิ์ของเจ้านายฝ่ายเหนือและเหตุการณ์สำคัญบางตอน

แต่เดิมมีตำแหน่งของเจ้านายฝ่ายเหนือชั้นสูงห้าตำแหน่ง หรือ เจ้าขัน ๕ ใบ คือ

เจ้าหลวง
เจ้าอุปราช
เจ้าราชวงศ์
เจ้าราชบุตร
เจ้าบุรีรัตน์

ครั้นต่อมาได้มีการสถาปนาบรรดาศักดิ์เพิ่มขึ้นโดยลำดับดังนี้

เจ้าราชภาคินัย
เจ้าอุตรการโกศล
เจ้าไชยสงคราม
(สถาปนาในรัชกาลที่ ๔ ตรงกับสมัยเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์)

เจ้าราชภาติกวงษ์
เจ้าราชสัมพันธวงศ์
เจ้าสุริยวงศ์
(สถาปนาในรัชกาลที่ ๕ ครั้งที่ ๑ ตรงกับสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์)

เจ้าทักษิณนิเกตน์
เจ้านิเวศอุดร
(สถาปนาในรัชกาลที่ ๕ เพิ่มเติมครั้งที่ ๒ ตรงกับสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์)

เจ้าประพันธพงศ์
เจ้าวรญาติ
เจ้าราชญาติ
เจ้าไชยวรเชษฐ์
(สถาปนาในรัชกาลที่ ๕ เพิ่มเติมครั้งที่ ๓ ตรงกับสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ )


รวมทั้งสิ้น ๑๗ ตำแหน่ง

โปรดสังเกตว่า ได้มีการสถาปนาบรรดาศักดิ์เพิ่มขึ้นในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์เป็นจำนวนมาก พระเจ้าอินทวิชยานนท์เป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่ลำดับที่ ๗ ครองนครเชียงใหม่ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๑๖ จนถึง ๒๔๔๐ และทรงเป็นพระบิดาของ เจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อสิ้นสมัยของเจ้าหลวงองค์นี้ นครเชียงใหม่ก็สูญเสียฐานะความเป็นเมืองขึ้นกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของสยามในปี ๒๔๔๒ และได้มีการแต่งตั้งเจ้าหลวงเชียงใหม่ในกาลต่อมาอีกสององอค์คือ เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์(พ.ศ ๒๔๔๒ถึง ๒๔๕๒)และเจ้าแก้วนวรัฐ(พ.ศ ๒๔๕๔จนถึง๒๔๘๒ ) หากแต่ตำแหน่ง "เจ้าหลวง"หลังปี ๒๔๔๒ นั้นเป็นแต่เพียงในนาม มิได้มีอำนาจในทางราชการแต่อย่างใด เจ้าหลวงแก้วนวรัฐจึงเป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่องค์สุดท้าย

นวปุรี:
 ประเด็นเพิ่มเติมนะครับ

จากที่ได้ติดตามกระทู้เกี่ยวกับเจ้านายฝ่ายเหนือนั้น  ได้เคยมีผู้เคยสอบถามว่า ใครบ้างที่มีสิทธิ์ใช้คำว่า เจ้า นำหน้าชื่อได้ ซึ่งก็ได้มีเพื่อนๆที่รู้ข้อมูลให้ความกระจ่างว่า

หนึ่ง ผู้นั้นจะต้องลูกของเจ้าหลวงหรือเจ้าขันห้าใบ โดยไม่เกี่ยงว่ามารดาจะเป็น เจ้า มาแต่เดิมหรือเป็น สามัญชน เช่น เจ้าหญิงบุษบง ณ ลำปาง พระธิดาเจ้าบุญวาทย์ เจ้าหลวงลำปางองค์สุดท้าย ซึ่งเจ้าหญิงบุษบงผู้นี้ได้ถึงแก่พิราลัยที่บ้านด้วยโรคชราเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2546 ชนมายุ 91 ปี (มีผู้เคยกล่าวว่า เจ้าหญิงบุษบง เป็นเจ้านายฝ่ายเหนือชั้นลูกของเจ้าหลวงคนสุดท้าย ดังนั้นเมื่อท่านได้ละสังขารไปแล้ว จึงนับว่าเจ้านายฝ่ายเหนือชั้นลูกของเจ้าหลวงไม่มีอีกแล้ว...(หากมีเจ้านายชั้นลูกเจ้าหลวงที่มีชีวิตอยู่อีก รบกวนผู้รู้ช่วยแก้ไขด้วยนะครับ)

สอง ผู้นั้นจะต้องมีบิดาและมารดาเป็น เจ้า ด้วยกันทั้งคู่ เช่น กรณีเจ้าประกายกาวิล ณ เชียงใหม่ เจ้าบุญศรี (สุคำวัง) ณ ลำปาง เป็นต้น

ประเด็นที่ผมอยากถามและตั้งข้ออภิปรายคือ กรณีเจ้าแม่ดวงเดือน ณ เชียงใหม่ ครับ

จากข้อมูลพบว่า เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ เกิดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 ตรงกับวันเพ็ญเดือนหก หรือวันวิสาขบูชา จึงได้นามว่า “ ดวงเดือน ” เป็นธิดาคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้อง 4 คน ของเจ้าราชภาคินัย (เมื่องชื่น ณ เชียงใหม่) เจ้าราชภาคินัยได้สมรสกับเจ้าหญิงบัวทิพย์ ธิดาของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเมืองเชียงใหม่องค์ที่ 9 แต่ไม่มีทายาท จึงสู่ขอสาวงามมาเป็นหม่อม ชื่อ “ หม่อมเทพย์ ” มีทายาท 4 คน คือ เจ้าอาทิตย์ ณ เชียงใหม่ (สิ้นบุญแล้ว) เจ้านิภาพันธุ์ ณ เชียงใหม่ เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ และเจ้าประเวส ณ เชียงใหม่ (สิ้นบุญแล้ว)

จากข้อมูลดังกล่าวแสดงว่า หม่อมมารดาของเจ้าแม่ดวงเดือนเป็นสามัญชน หากแต่เจ้าพ่อท่านเป็นเจ้าราชภาคินัย ซึ่งถือเป็นเจ้านายฝ่ายเหนือชั้นสูงผู้มีบรรดาศักดิ์ ทว่าอย่างไรก็ตาม ตำแหน่งเจ้าราชภาคินัยก็มิใช่ตำแหน่งเจ้าขันห้าใบที่มีมาแต่เดิม

ผมจึงคิดว่า ผู้ที่มีสิทธิ์ใช้คำว่า เจ้า นำหน้าชื่อตัวเองได้อีกกรณีหนึ่ง (นอกเหนือจากหลักการที่เพื่อนของเราเคยโพสต์มาแล้ว )ควรจะเป็น บุตรธิดาของเจ้าผู้บิดาที่มีบรรดาศักดิ์ใน ๑๗ ตำแหน่งข้างต้นด้วย โดยไม่ต้องคำนึงถึงสถานภาพของมารดา ใช่หรือไม่ครับ

เรียนถามผู้รู้ด้วยความเคารพในเจ้าแม่ดวงเดือนครับ

(ที่เรียกท่านว่าเจ้าแม่ก็เพราะสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ยินคนเรียกขานท่านตลอดว่า เจ้าแม่ดวงเดือน  ซึ่งก็มาจากความเคารพรักในตัวท่านเป็นสำคัญ)

บ้านายคำเก่ง:
 ระเบียบการปกครองภายในเมืองแพร่จะมีคณะผู้ปกครองเรียกว่า เค้าสนามหลวง มีเจ้าผู้ครองนครเป็นประธาน มาร่วมประชุมหารือกัน ณ ที่ว่าการเรียกว่า สนาม หรือ สนามหลวง โดยเรียกคณะนี้ว่า ขุนสนาม ประกอบด้วยเจ้านายและพระยาท้าวแสนรวมกันทั้งสิ้น ๓๒ คน การออกหนังสือของเค้าสนามแต่ละครั้งจะประทับด้วยตราดอกบัวบาน แต่หากใช้ติดต่อระหว่างหัวเมืองนครเชียงใหม่ นครลำปาง นครลำพูน และนครเมืองน่าน จะประทับด้วย ตราม้า อันหมายถึงเมืองแพร่ ขุนนางทั้งหมดแยกออกเป็นสองฝ่ายคือ พระเมือง และ ขุนเมือง

พระเมือง หมายถึง เจ้านายที่ได้รับการแต่งตั้งให้เข้ารับราชการ โดยมีผู้เป็นใหญ่ที่สุดเรียกว่า เจ้าหลวง และเจ้านายบรรดาศักดิ์อีกจำนวน ๑๙ คนแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มดังนี้

(๑.)เจ้าหลวงและกลุ่มเจ้านายผู้มีสิทธิจะขึ้นเป็นเจ้าหลวงสืบต่อจากเจ้าเมืององค์เดิม มีทั้งหมด ๔ ตำแหน่ง ได้แก่ พระยาอุปราช(เดิมเรียกว่า พระยาหอหน้า), พระยาราชวงศ์, พระยาบุรีรัตน์(เดิมเรียกว่า พระเมืองแก้ว) และ พระยาราชบุตร(เดิมเรียกว่า พระราชบุตร) เจ้านายในกลุ่มนี้กลุ่มนี้เรียกว่า เจ้าขันทั้ง ๕ หรือ เจ้าขัน ๕ ใบ เพราะผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งดังกล่าวจะได้รับพระราชทานพานทองหรือพานเงินหรือถาดหมากทองหรือถาดหมากเงินเป็นเครื่องยศบรรดาศักดิ์ โดยส่วนใหญ่มักจะแต่งตั้งพระยาหอหน้าขึ้นรับตำแหน่งเจ้าหลวงดังนั้นตำแหน่งทั้ง ๔ จึงสามารถเลื่อนขึ้นได้เองภายในกลุ่ม เช่น แต่งตั้งพระยาราชบุตรเป็นพระยาราชวงศ์ เป็นต้น

(๒.)กลุ่มเจ้านายบุตรหลานผู้เกี่ยวดองเป็นเขยสะใภ้กับเจ้าหลวง เจ้านายกลุ่มนี้จะต้องเลื่อนชั้นขึ้นไปในกลุ่มที่ ๑ ถึงมีสิทธิ์ที่จะครองเมืองได้ ได้แก่ พระไชยสงคราม, พระสุริยะ จางวาง, พระเมืองราชา, พระวิไชยราชา, พระภิไชยราชา, พระอินทราชา, พระจันทราชา, พระจีนทราชา และ พระไชยราชา ในประวัติศาสตร์ของเมืองแพร่มีเพียงพญาอินทวิไชยราชาเท่านั้นที่ได้รับตำแหน่ง ท้าวอินราชา ซึ่งต่อมาก็คือพระอินทราชา สามารถขึ้นครองเมืองโดยไม่ต้องได้รับตำแหน่งเจ้าขัน ๕ ใบก่อนเพราะเป็นทายาทองค์เดียวของพญาอุปปเสน(เจ้าหลวงเทพวงษ์--เจ้าหลวงลิ้นทอง)

(๓.)กลุ่มเจ้านายบุตรหลานที่สนิทกับญาติของเจ้าหลวงเป็นอย่างมากและขอเข้ารับราชการ เจ้านาย กลุ่มนี้ไม่มีสิทธิ์ที่จะเลื่อนขึ้นไปในลำดับที่ ๒ และที่ ๑ มีตำแหน่งสูงสุดคือพระวังซ้าย และ พระวังขวา เรียกว่า กรมการเมือง ทางกรุงเทพถือว่าพระเมืองกลุ่มนี้เป็นเพียงท้าวพระยา ดังกรณีการขอแต่งตั้งพระวังซ้ายเมืองลำพูน ให้ขึ้นเป็นพระยาราชบุตร ทางกรุงเทพไม่แต่งตั้งให้เพราะถือว่าเป็นแต่เทือกเถาท้าวพระยาเท่านั้น ยกเว้นเจ้านายที่ได้รับการคัดเลือกจากเจ้าหลวงให้เป็นว่าที่แต่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งจากกรุงเทพสามารถไปรับตำแหน่งอื่นได้ เช่น ว่าที่พระคำลือในสมัยพญาพิมพิสานราชาไปรับตำแหน่งพระไชยสงคราม และ ว่าที่พระคำลือในสมัยเจ้าพิริยเทพวงษ์ไปรับตำแหน่งพระยาบุรีรัตน์ ส่วนตำแหน่งพระเมืองอื่นๆในกลุ่มนี้ได้แก่ พระเมืองชัย, พระเมืองแก่น, พระถาง และ พระคำลือ

กลุ่มเจ้านายที่ได้รับตำแหน่งพระเมืองและเจ้านายบุตรหลานของตำแหน่งดังกล่าวนี้ชาวเมืองเรียกคำนำหน้าว่า เจ้า แต่หากเจ้านายบุตรหลานของพระเมืองตำแหน่งใดไม่ได้รับราชการต่อๆไปความเป็นเจ้าของทายาทก็จะหายไปโดยปริยาย เนื่องจากคำว่าเจ้าจะได้มาด้วยเป็นการสมาชิกของขุนสนามที่สนิทกับเจ้าหลวงเท่านั้น ดังนั้นระบบการขึ้นเป็นเจ้าในเมืองแพร่จึงเรียกว่า สืบแต่คุ้มหลวงหอคำ อันหมายถึงเจ้านายบุตรหลานผู้นั้นมีความเกี่ยวข้องกับเจ้าเมืองที่เป็นเจ้าหลวงในขณะนั้นนั่นเอง หากเจ้านายบุตรหลานของพระเมืองตำแหน่งใดยังคงรับราชการต่อแม้ว่าฝ่ายมารดาจะเป็นเจ้าแต่ฝ่ายบิดาเป็นเพียงขุนเมืองก็ตามบุตรธิดาก็มีความเป็นเจ้าสืบไป หลักการดังกล่าวนี้ควบคุมความเป็นเจ้าไม่ให้มีมากเกินไปเพราะผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเจ้านำหน้านั้นต้องเป็นบุตรหลานของพระเมืองทั้ง ๑๙ ตำแหน่งและเจ้าหลวงเท่านั้น

อนึ่งโดยทางนิตินัยแล้วตำแหน่งพระเมืองจะเรียงตามลำดับตั้งแต่พระยาหอหน้าไปจนสิ้นสุดที่พระคำลือแต่โดยหลักปฏิบัติแล้วเค้าสนามยังถือความอาวุโสเป็นธรรมเนียมซึ่งผู้ที่มีอายุมากที่สุดก็จะได้รับความยำเกรงมากที่สุดด้วย

ขุนเมือง หมายถึง กลุ่มขุนนางที่เข้ารับราชการซึ่งมีตำแหน่งเป็น พญา ท้าว แสน มีจำนวนทั้งสิ้น ๑๒ คน โดยแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มดังต่อไปนี้

(๑.)กลุ่มเสนาอำมาตย์ผู้ใหญ่ซึ่งมีหน้าที่ดูแลงานทั่วทั้งเมือง มี ๔ ตำแหน่ง เรียกว่า พ่อเมืองทั้ง ๔ ได้แก่ พระยาแสนหลวง, พระยาจ่าบ้าน, พระยาสามล้าน และ พระยาเหล็กชาย(อาจเรียกว่า พญาเด็กชาย) โดยผู้ที่ได้รับตำแหน่งพ่อเมืองมีชื่อแตกต่างกันตามนามที่เจ้าหลวงตั้งให้และอาจมีคำนำหน้าเป็นท้าว พญา หรือแสนอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แต่ชื่อของพระยาแสนหลวงจะมีคำว่าหลวงอยู่ด้วยเสมอเช่น แสนหลวงธนันไชย, ท้าวหลวงเมืองแพร่, พระยาหลวงคำพิมเมือง สำหรับพ่อเมืองในตำแหน่งอื่นๆอีกสามตำแหน่งนั้นไม่มีคำว่าหลวงนำหน้าเช่น พระยาไชยประเสริฐ, , แสนรามไชย, พระยาแขก, พระยาขัตติยะ, พระยาอินทประสงค์ เป็นต้น

(๒.)กลุ่มเสนาอำมาตย์ผู้ใหญ่ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเฉพาะทั่วไป มี ๘ ตำแหน่ง เรียกว่า เสนาทั้ง ๘ ได้แก่ แสนหนังสือ, ท้าวหมื่นวัดใหญ่, พระยาหัวเมืองแก้ว ซึ่งสามารถค้นพบเพียง ๓ ตำแหน่งเท่านั้นส่วนตำแหน่งอื่นๆพบแต่ชื่อไม่สามารถที่จะระบุตำแหน่งได้ ตัวอย่างของเสนาทั้ง ๘ เช่น แสนอินทปัญญา, แสนเทพสมศักดิ์, แสนจิตปัญญา, แสนเสมอใจ, ท้าวไชยยาวุธ, ท้าวแสนพิง, พระยาวังใน, พระยาเมืองมูล, พระยาสุพอาษา เป็นต้น

ตำแหน่งขุนเมืองนี้แม้จะมีคำนำหน้าว่าพระยาแต่ตำแหน่งพระเมืองที่มีบรรดาศักดิ์เป็นพระจะสูงกว่าเนื่องจากตำแหน่งขุนเมืองนั้นเจ้าหลวงสามารถแต่งตั้งได้โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากทางกรุงเทพก่อน คำว่าพระยาที่นำหน้าชื่อขุนเมืองจึงไม่ได้หมายถึงบรรดาศักดิ์ตามธรรมเนียมข้าราชการสยาม เมื่อกล่าวถึงขุนเมืองที่มีคำนำหน้าว่าพระยาส่วนมากในเอกสารล้านนาโบราณจึงมักใช้คำว่า พญา หรือ ภยา เพื่อให้แยกออกจากคำว่า พระยา อันเป็นบรรดาศักดิ์พระเมือง

นอกจากนั้นแล้วยังมีกลุ่มขุนนางนอกเวียงซึ่งหมายถึงกลุ่มขุนนางผู้ดูแลภาระกิจในท้องที่ต่างๆภายในเขตเมืองแพร่โดยปฏิบัติงานตามที่เค้าสนามกำหนด แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มดังนี้

(๑.)กลุ่มขุนนางที่ออกไปปกครองชาวบ้านในแต่ละบ้านหรืออาจเป็นคนในพื้นที่นั้นเลยก็ได้ เรียกขุนนางในกลุ่มนี้ว่า นายบ้าน มีตำแหน่งปกครองเป็น ท้าว ขึ้นตรงต่อเจ้าหลวง ชื่อของนายบ้านแต่ละบ้านอาจเป็นชื่อที่เค้าสนามตั้งขึ้นเช่น ท้าวโองการ, ท้าวขันคำ เป็นต้น หรืออาจมีชื่อตามชื่อเดิมของผู้นั้นเช่น ท้าวสุนันทะ, ท้าวไชยลังกา, ท้าวอภิวงษ์ เป็นต้น โดยคำว่าบ้านนี้มีขนาดสามถึงสี่หมู่บ้านรวมกันหรือบางบ้านอาจใหญ่เทียบกับหนึ่งตำบลหรือสองตำบลในปัจจุบัน
เมื่อเปลี่ยนมาใช้พระราชบัญญัติการปกครองมณฑลพายัพในปี พ.ศ.๒๔๔๒ ได้แบ่งเมืองแพร่ออกเป็นสองเขตการปกครองเรียกว่า แขวง คือ แขวงเมืองแพร่ และ แขวงแม่ยมเหนือ โดยมีข้าราชการคนไทยขึ้นมาเป็นผู้ปกครองเรียกว่า นายแขวง แล้วนำบ้านหลายๆบ้านรวมกันเรียกว่า แคว่น หรือ แคว้น ผู้ปกครองเรียกว่า นายแคว่น หรือ นายแคว้น มีตำแหน่งเป็น พระยา ตามชื่อแคว้นเช่น พระยาป่าแดงหลวง, พระยาถิ่นหลวง, พระยาไชยยามาตร์ เป็นต้น ส่วนบ้านแต่ละบ้านเรียกใหม่ว่า หลัก ผู้ปกครองเรียกว่า นายหลัก หรือ แก่บ้าน มีตำแหน่งเป็น ท้าว เหมือนเดิม

(๒.)กลุ่มเจ้าเมืองขึ้น คำว่าเมืองขึ้นภาษาเค้าสนามเรียกว่า ลูกเมือง ซึ่งเมืองแพร่มีเมืองขึ้นเพียงเมืองเดียวคือ เมืองสอง ผู้ที่เป็นเจ้าเมืองสองจะได้รับตำแหน่ง พระเมืองสอง ซึ่งเจ้าเมืองสององค์สุดท้ายชื่อ พระทุติยรัฐบุรินทร์(เจ้าน้อยมหาเทพ) ทั้งนี้ยังมีเขตพิเศษอีกแห่งหนึ่งเรียกว่า เมืองแสนหลวง ซึ่งเป็นบ้านแต่เทียบเท่าเมืองผู้ปกครองบ้านนี้มีตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองขึ้น ชาวแพร่เรียกว่า บ้านดงหลวง ชาวเมืองของบ้านนี้เป็นชาวลื้อที่ถูกกวาดต้อนลงมาและเค้าสนามให้ชาวเมืองเลือกผู้ปกครองเอง ปัจจุบันคือบริเวณบ้านพระหลวงและบ้านหัวดง อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่

ทั้งนี้เมืองอื่นๆในประเทศราชล้านนาคือเมืองนครเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองนครลำพูน เมืองนครน่าน เมืองเชียงราย เมืองพะเยา ก็มีระเบียบการปกครองเค้าสนาม ๓๒ ขุนเหมือนกัน แต่เรียกชื่อของพระเมืองจะต่างกัน เช่น เจ้าราชภาติกวงษ์ เจ้าราชภาคินัย เจ้าราชดนัย เจ้าราชสัมพันธวงษ์ เจ้าประพันธวงษ์ เจ้าราชญาติ เจ้าวรญาติ เป็นต้น

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ