การบัญญัติศัพท์ใหม่

(1/2) > >>

นทีสีทันดร:
 เรียนถามอ.เทาชมพูหน่อยนะครับ เวลาจะบัญญัติศัพท์ใหม่ขึ้นมาใช้นี่มันมีขั้นตอนอย่างไรบ้างหรอครับ

Hotacunus:
 ขณะที่รอ คุณเทาชมพู ผมขอออกความเห็นตามประสบการณ์แล้วกันนะครับ

การบัญญัติศัพท์ใหม่ ของคุณนทีสีทันดร คือ สร้างคำใหม่ขึ้นมาใช้เองหรือเปล่าครับ เช่น สร้างขึ้นมาเพื่อเขียนบทความ เขียนงานวิจัย

ผมมองว่าโดยมากจะเป็นการแปลมาจากภาษาอังกฤษ ดังนั้น อันดับแรก ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนครับว่า มีใครเคยบัญญัติไว้หรือยัง อันดับแรกคือ ราชบัณฑิตยสถาน อันดับต่อมาคือ พจนานุกรมศัพท์เฉพาะ อันดับต่อมาคือ งานวิจัย และบทความที่เกี่ยวข้องกับคำที่เราจะบัญญัติ

ถ้าตรวจดูแล้ว เราเห็นว่าคำที่มีคนบัญญัติไว้นั้น เราไม่เห็นด้วย หรือ ยังไม่มีใครบัญญัติ เราก็สามารถบัญญัติขึ้นมาใช้เองได้ครับ แต่ในบทความของเราต้องอธิบายให้ดีว่า คำที่เราสร้างขึ้นมาใหม่นี้หมายความว่าอย่างไร

-----------------------------
ส่วนขั้นตอนการบัญญัติของคุณนทีสีทันดร หมายความว่า มีกระบวนการเลือกคำและความหมายอย่างไร หรือเปล่าครับ ???

Hotacunus:
 ตัวอย่างศัพท์บัญญัติของราชบัณฑิตยสถานที่ผมไม่เห็นด้วยครับ

lithology วิทยานิ่ว (แพทยศาสตร์)
lithology วิทยาหิน (ธรณีวิทยา)

ทั้งสองคำนี้ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมเอาคำว่าวิทยามาอยู่หน้า

ถ้าเป็นผมนะครับ ผมเห็นว่า วิทยานิ่ว ควรใช้เป็น นิ่ววิทยา หรือ นิ่วศึกษา หรือ ถ้าจะให้ดีทำไมไม่ใช้ภาษาสันกฤต-บาลีไปเลยว่า "เมหวิทยา" (เม-หะ-วิด-ทะ-ยา) เมห คือ นิ่ว

เพราะว่าอย่าง Dermatology ราชบัญฑิตยสถานยังบัญญัติว่า "ตัจวิทยา" เลยครับ ไม่ยักเป็น "วิทยาหนัง" (จริงๆ ผมก็ไม่เห็นด้วยกับ ตัจวิทยา อ่าน ตัด-วิด-ทะ-ยา ครับ ผมว่าต้องแก้เป็น ตจวิทยา อ่าน ตะ-จะ-วิท-ทะ-ยา จะไพเราะกว่า)

Geology ว่า ธรณีวิทยา ไม่ยักเป็น "วิทยาแผ่นดิน"

Archaelogy ว่า โบราณคดี ไม่ยักเป็น "วิทยาเก่า"

หรือทางธรณีวิทยา ที่ว่า "วิทยาหิน" ผมก็ไม่เห็นด้วยเพราะถ้าใช้เป็น "ศิลาวิทยา" ก็ไม่เห็นแปลก และสื่อความหมายได้มากกว่า

นี่แหละครับ ราชบัญฑิตยสถาน ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ครับ แต่ก็เป็นสถาบันแรกที่ควรนึกถึง หลังจากนั้นก็ค่อยว่ากันอีกที อิอิ

นทีสีทันดร:
 ขอบคุณ คุณ Hotacunus มากๆครับ
เพื่อนๆชาวเรือนไทย ที่รู้จักพวกศัพท์ที่บัญญัติขึ้นมาใหม่ แปลกๆ มาช่วยเล่าสู่กันฟังอีกนะครับ

นิลกังขา:
 ผมมีความรู้สึกว่า ราชบัณฑิตสาขาการแพทย์ ชอบเอาวิทยาขึ้นหน้าครับ เหมือนมีคำว่า วิทยาโรคระบาด อีกคำ (ซึ่งแต่ก่อนเคยเห็นใช้ว่า ระบาดวิทยา)

ความเข้าใจส่วนตัวผมเอง ไม่ทราบว่าเป็นเหตุผลที่ถูกต้องของผู้บัญญัติศัพท์หรือไม่ คือ ถ้าเป็นรูปบาลีสันสกฤตทั้งคู่ เช่น พยาธิ+วิทยา เป็น พยาธิวิทยา อย่างนี้ได้ แต่ถ้าคำหนึ่งเป็นภาษาไทย เช่น นิ่ว + วิทยา ดูเหมือนราชบัณฑิตจะไม่ชอบว่าผิดหลักภาษาบาลี (ซึ่งที่จริงก็ผิดจริงๆ) จึงเปลี่ยนเป็น วิทยาหิน วิทยานิ่ว แทนที่จะเป็น นิ่ววิทยา หินวิทยา นั่นคือ เรียงลำดับคำแบบไทย โดยสมมติเอา หรือไม่ถือว่า "วิทยา" เป็นคำแขกในที่นี้) อันนี้เดาล้วนๆ ครับ

นอกเสียจากว่า จะแปลคำว่านิ่ว ว่าหิน เป็นศัพท์บาลีไปเลยก็จะสมาสกับ -วิทยา ได้สนิท แต่ราชบัณฑิตอาจจะรู้สึกว่าบางทีศัพท์บาลีที่เป็นคำแปลของนิ่ว หิน ฯลฯ อาจฟังดูประหลาดก้ได้ อันนี้ก็เป็นแต่การเดาของผมผู้ไม่ใช่บัณฑิต (และบางครั้งก็เผลอเป็นพาลบ้างด้วย) ราชบัณฑิตตัวจริงท่านใดว่าอย่างไรบ้างครับ

ผมยังติดใจเป็นอันมากอยู่คำหนึ่ง ไม่ชอบเลย ศัพท์บัญญัติราชบัณฑิตยสถานเหมือนกัน วิชาด้านจิตวิทยา เรียกว่า "คนพาหิรวัตน์" แปลว่า extrovert เห็นไหมครับว่า อ่านศัพท์บัญญัติหนแรกไม่รู้เรื่อง ต้องย้อนไปอ่านคำแปลภาษาอังกฤษใหม่อีกหนจึงรู้เรื่อง

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป