เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2 3 ... 16
  พิมพ์  
อ่าน: 37970 เรื่องกาพย์ๆ กลอนๆ
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


 เมื่อ 22 ม.ค. 06, 12:57

 ยังจำครั้งแรกที่แต่ละคนต้องหัดแต่งกลอนกันได้บ้างมั้ยครับ ไม่รู้อยู่ชั้นไหนกันบ้าง น่าจะราวๆ ป.3 หรือ 4 ได้ที่อาจารย์เอาแผนผังกลอนแปดมาให้ดูกันบนกระดาน แล้วก็สอนวรรค์ สดับ รับ รอง ส่ง พูดเรื่องสัมผัสนอก สัมผัสใน อะไรต่อมิอะไรอีกหลายเรื่อง ทั้งๆที่เด็กแต่ละคนก็ไม่ได้มีความรู้อะไรกับภาษาไทยเท่าไหร่เลย

แถมเวลาสอบขึ้นมา มีเวลา 2 ชั่วโมง ต้องเขียนแผนผังกลอนส่ง แล้วก็แต่งกลอนอีก 2 บทแสดงความสามารถ กลอนของใครไพเราะ(ตามความรู้สึกอาจารย์)ก็ได้คะแนนเต็มไปตามระเบียบ

แล้วเวลาก็ผ่านไปเป็นสิบปีจนปัจจุบัน จนตอนที่คุณๆนั่งอ่านกระทู้นี้อยู่หนะแหละ บางคนก็กลายเป็นนักวรรณคดี เป็นกวี(ทั้ง 4ประเภท)ที่เขียนหนังสือมากมายทั้งร้อยแก้วร้อยกรอง เป็นหนอนหนังสือ-นักอ่านตัวยง ชนิดที่เรียกว่าหาใครเทียบคงยาก แต่อีกมากก็คงดีใจ ที่เลิกเรียนวิชาภาษาไทยไปซะได้ แล้วกาพย์ๆกลอนๆก็เลือนหายไปจากสมองตามวันเวลาที่ผ่านไป(และอายุที่เพิ่มขึ้น เหอๆ)


เขียนกระทู้มาซะยาว แค่อยากขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์คุณครูหลายๆท่าน และพี่ๆน้องๆ ชาวเรือนไทยเรื่องการแต่งกลอนครับ เพราะเชื่อมั้ยว่าผมยังแต่งกลอนไม่เป็นครับ ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดีครับ กลุ้มใจจัง เฮ่อ....      
บันทึกการเข้า
ศนิ
มัจฉานุ
**
ตอบ: 95

- The Ultimate Aim of Education is the Development of Charactor -


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 22 ม.ค. 06, 13:37

 คุณติบอลองกำหนดหัวเรื่องที่ชอบก่อนค่ะ
แล้วดูว่าจะเอามาแต่งเป็นคำประพันธ์ชนิดใด

ถ้าคิดไม่ออกก็ลองรวมรวมคำเกี่ยวกับหัวเรื่องนั้นก่อนค่ะ

เช่น จะแต่งบทชมจันทร์ ก็หาคำเกี่ยวกับพระจันทร์
ท้องฟ้า ดวงดาว ก้อนเมฆ หรือคำอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องค่ะ
บันทึกการเข้า
ศนิ
มัจฉานุ
**
ตอบ: 95

- The Ultimate Aim of Education is the Development of Charactor -


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 22 ม.ค. 06, 14:07

 พอลองเอามาแต่งดู ก็ได้ดังนี้

ดวงเดือนเด่นลอยเลื่อนเป็นเพื่อนฟ้า
ส่องแสงนวลโอบเมฆาพาผ่องใส่
ดวงดาราดาษหาวพราวพราวไกล
น้ำค้างพรมผืนไพรพร่างพรั่งพรู
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 22 ม.ค. 06, 14:18

 เข้าใจวิธีที่คุณ ศนิ บอกครับ
แต่ใช้แล้ว รู้จักวรรณคดีแล้ว (ตามประสาอ่านมาก) อ่านกลบทก็แล้ว
ผมแต่งกลอนเองทีไรก็ไม่พ้นความรู้สึกที่ว่า "ใช้ไม่ได้" เพราะ "มันไม่ได้เรื่อง" อยู่เรื่อย

ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันครับ ว่าทำไมถึงเวลาต้องแต่งขึ้นมาก็ลืมคำศัพท์ที่ต้องใช้ซะเฉยๆ บางทีเขียนไว้เป็นรายการยาวพรืด 2 - 3 หน้ากระดาษก็เอามาเรียบเรียงเป็นกลอนไม่ได้ (ไม่รู้ว่าเกิดจากความผิดพลาดของสมองส่วนไหนเหมือนกันครับ เอิ๊กๆ) หรือถ้าพอแต่งได้ แต่งไปซัก 2 บท ขึ้นบทที่ 3 ก็จะเริ่มรู้สึกว่า "พายเรือในอ่าง" อยู่แล้วหาทางไปต่อไม่ได้ เพราะมันกลับมาอยู่ที่เดิม ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันครับว่าจะแก้ปัญหาของตัวเองยังไงดีเพราะโครงเรื่องก็วางไว้แล้วนะครับ



ปล. อย่างที่เล่าไว้ในกระทู้ปีใหม่ของพี่นุชนาแหละครับ ว่าเมื่อก่อนเขียนไปได้ไม่เท่าไหร่ก็ขอร้องคนอื่นมาช่วยแก้ภาษาบ้าง ช่วยแต่งต่อบ้าง ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้ส่งงานแหละครับ (ทั้งๆที่ก็รู้นะ ว่ามันต้องแต่งยังไง แต่ทำไมแต่งไม่ได้ก็ไม่รู้เหมือนกันครับ)

ปล.2 เปิดกระทู้มาล่อเป้านะเนี่ยะ เอิ๊กๆ
บันทึกการเข้า
Nuchana
สุครีพ
******
ตอบ: 979


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 22 ม.ค. 06, 14:30

ตัวอย่าง กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘
พึ่งแต่งเสร็จค่ะ อยู่ในกระทู้การบ้าน ส่งมาร่วมแจมกับคุณติบอ
.
บันทึกการเข้า
ชื่นใจ
ชมพูพาน
***
ตอบ: 136

นักศึกษาปริญญาเอก University of East Anglia England


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 23 ม.ค. 06, 02:17

 อูย...อ่านกระทู้นี้แล้วเกิดอาการบอกไม่ถูกขึ้นมาทีเดียว
เรื่องเมื่อสมัย นานนนนนนนน มากแล้ว
กล้าพูดได้เต็มปากว่าอิฉันเนี่ยก็หนึ่งในตองอู (ไม่สิ...ไม่เคยอยู่ตองอู ตอนนั้นอยู่กรุงเทพต่างหาก) อาจารย์เรียกหาเสมอ ส่งประกวดที่ไหนเป็นได้รางวัลกลับมา
เขียนอะไรไปกี่งาน อิฉันก็เก็บใส่สมุดบันทึกส่วนตัวไว้ทุกชิ้นงาน เขียนมาได้สิบกว่าปี พอมาเจอความหนักหนาของวิทยานิพนธ์เข้า สมุดบันทึกเล่มนั้นไม่เคยมีคำประพันธ์ฉันทลักษณ์ใหม่ๆเพิ่มเข้าไปอีกเลย
ยิ่งมาใช้ชีวิตแบบเป็นมนุษย์เงินเดือน ยิ่งแล้วใหญ่ นี่ก็นับได้อีกร่วมสิบปีแล้วที่อิฉันทำความภูมิใจตัวเองหล่นหายไป
อันที่จริงไม่ควรโทษสิ่งแวดล้อมหรอกค่ะ สำหรับกรณีอิฉันเนี่ย มันอยู่ที่ว่าตั้งใจจริงหรือเปล่าที่จะกู่เจ้าสามารถที่เคยมีกลับมา (นี่กำลังดุตัวเองต่อหน้าท่านผู้ชม...เผื่อจะสำนึกได้   )
ส่วนเรื่องของการเขียนแล้วยังรู้สึกว่าไม่โดนใจ มันก็ธรรมดาค่ะคุณติบอ เวลาอิฉันเปิดสมุดบันทึกเล่มนั้นดู ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามเวลา ตามทักษะที่เพิ่มพูน และตามการมองโลกที่เปลี่ยนไป
ชิ้นงานสมัยแรกๆของอิฉัน มันถูกฉันทลักษณ์ไปซะหมด แต่ไร้อารมณ์น่าดู อ่านยังไงก็ไม่เคยรู้สึกสัมผัสใจเลย ผิดกับงานชิ้นหลังๆจากหน้ามือเป็นหลังมือเชียว
เอาใจช่วยคุณติบอค่ะ    
บันทึกการเข้า
Nuchana
สุครีพ
******
ตอบ: 979


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 23 ม.ค. 06, 02:28

 จริงด้วยค่ะ กาลเวลามันผ่านไป ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมด มันมาถึงจุดที่
ภาษาอังกฤษก็ไม่ดีขึ้น ภาษาไทยก็เลวลง นึกอะไรก็ติดขัด กระท่อนกระแท่นต่อไม่ติด
เหมือนเป็ดจริงๆ นึกแล้วช้ำค่ะ
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 23 ม.ค. 06, 03:10

 นอนไม่หลับครับ ตื่นเต้นที่พรุ่งนี้มีสอบ
เลยลองลุกขึ้นมาเขียนกลอนดู แล้วก็ติดๆขัดๆ มีระยะขจัดเท่ากับศูนย์อีกตามเคย (อ.สอนฟิสิกส์ม.ปลายใช้คำนี้กับเด็กที่แกนิยามว่า "สอนแล้วไม่ไปไหน" - เหมือนกลอนผมอ่ะครับ)

เนื่องมาจากมีความรู้สึกว่า เสียงสัมผัสที่ตัวเองใช้ซ้ำเดิมหลายบทมากเกินไปครับไม่รู้จะแก้ยังไงดี มารบกวนถามพี่ๆหน่อยนะครับ
บันทึกการเข้า
Hotacunus
องคต
*****
ตอบ: 613


AD FRANCIAM


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 23 ม.ค. 06, 05:43

 แนะนำคุณน้องติบอครับ ว่าถ้าต้องการแต่งเก่งๆ รู้ศัพท์ที่สัมผัสกันเยอะๆ ต้องอ่านกลอนเยอะๆ เช่นกันครับ เพราะเราจะจำวิธีการใช้คำของท่านอื่นๆ ได้ ซึ่งจะทำให้เรามีการปรับเปลี่ยนคำได้หลากหลายมายิ่งขึ้น

แต่งกลอนก็เหมือนเรียนภาษาครับ คือต้องรู้จักใช้คำศัพท์ สัมผัสนั้นเปรียบเสมือนไวยกรณ์ แต่การที่จะแต่งกลอนให้เพราะนั้น ก็เปรียบได้กับการเลือกใช้คำพูดครับ

ที่ทุกท่านกล่าวมาก็เป็นความจริงอยู่ไม่น้อยครับ เพราะเราจะเรียนเรื่องการแต่งกลอนกันแต่ตอนเด็กๆ เพื่อประดับความรู้เท่านั้น ถ้าไม่ได้ใช้ก็ลืม

เวลาผมอ่านพระอภัยมณี ก็ชื่นชมสุนทรภู่ท่านอยู่ไม่น้อย ที่เลือกใช้คำได้อย่างเป็นเลิศ บางครั้งก็นึกอยากแต่งขึ้นมาเหมือนกัน แต่เอาเข้าจริงๆ ต้องทำงานครับ อิอิ ก็เลยไม่ได้แต่ง
บันทึกการเข้า
ภูมิ
แขกเรือน
ชมพูพาน
***
ตอบ: 196


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 24 ม.ค. 06, 03:36

 ความเห็นของผม
ไม่มีฉันทลักษณ์ ก็ไม่ใช่กลอนครับ ยิ้ม

จะกลองพาไปอย่างไรก็แล้วแต่ เสียงต้องมาอันดับหนึ่ง

สมัยนี้คนละเลยกันเยอะ อย่างกลอนปีใหม่ของพรรคมวลชน
ในสัมผัสชุดเดียวกัน ใช้คำซ้ำเฉยเลย

ผมว่าการแต่งกลอนก็เหมือนการทดลอง ต้องลองผิดลองถูก เอาคำนั้นมาแทนตรงนี้ คำนี้ไปไว้ตรงนั้น แต่งแล้วต้อง"เกลา"

ลำนำคำกลอน เขียนตอนก่อนนอน ช่างง่วงจริงหนา
แต่อารมณ์อยาก สร้างสรรวาจา กลั่นกรองออกมา เป็นคำรำพึง
กฎเหล็กฉันทลักษณ์  ทุกคนประจักษ์ แต่ไม่เข้าถึง
กลอนสมัยนี้ ขาดการคำนึง ถึงความลึกซึ้ง อารมณ์เสียงกลอน
บันทึกการเข้า
ศรีปิงเวียง
องคต
*****
ตอบ: 566

เรียนจบแล้ว


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 24 ม.ค. 06, 17:40

 เรื่องฉันทลักษณ์เป็นเรื่องนานาจิตตังครับ ถ้าแบ่งจริง ๆ (ตามความเห็นผม)จะพบว่ามีผู้เสพบทกวีดังต่อไปนี้
1. ยึดถือในฉันทลักษณ์ (ผมก็เช่นกัน) ซึ่งแยกได้เป็น
1.1 สมัยนิยม ร. 6 (ตรงกับฉันทลักษณ์มาก ไม่หย่อนแม้แต่คำเดียว)
1.2 ตามแบบที่มีมาก่อน (นาน ๆ ครั้งถึงจะไม่ตรงฉันทลักษณ์บ้าง พบในกวีก่อน ร. 6)
2. นอกฉันทลักษณ์ แบ่งได้เป็น
2.1 เพลงพื้นบ้านและกลอนเปล่า (เน้นคล้องจองหรือทำนองเพลง)
2.2 แบบอังคาร กัลยาณพงศ์ (จะว่าตรงฉันทลักษณ์ก็ตรง จะว่าไม่ตรงก็ตรง)
2.3 ไม่อาจเข้าพวกได้ เช่น กวีนิพนธ์ของจาง แซ่ตั้ง หรือกลอนที่ร้อยเรียงคล้าย ๆ พูดกัน
บันทึกการเข้า

ไม่เห็นใครแน่นอน
ศนิ
มัจฉานุ
**
ตอบ: 95

- The Ultimate Aim of Education is the Development of Charactor -


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 24 ม.ค. 06, 19:46

 ดิฉันว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการแต่งกลอนคือความรู้สึกค่ะ
ต้องพยายามเข้าใจถึงความรู้สึกของกลอน เอาตัวเข้าไปอยู่ในบรรยากาศนั้นค่ะ

วันนี้ขอนำเสนอบทกลอนเกี่ยวกับความโกรธความผิดหวังดูนะคะ

เพียงแค่คิดก็เจ็บจนเหน็บหนอง
ด้วยขุ่นข้องหมองมุ่นให้หุนหัน
ดังมีเพลิงสุมใจบรรลัยกัลป์
แผดเผาให้อาสัญในทันใด

สุดจะหักห้ามจิตให้คิดแค้น
แต่มันแสนทรมานเกินทานได้
ผลออกมาดีชั่วให้รู้ไป
จะขอกล่าวเล่าไว้ในบัดนี้

ก่อนเคยรู้เคยเห็นว่าเป็นฟ้า
กลับเป็นน้ำครำคร่าน่าบัดสี
พลอยเป็นกรวดก้อนกร้าวร้าวราคี
เหล็กทาสีหลอกตาว่าเป็นทอง

...

บทต่อไปยังคิดไม่ออกค่ะ
แต่กลอนบทนี้ยิ่งแต่งยิ่งโมโหจริงๆนะคะ
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 24 ม.ค. 06, 22:38


เออ..... มีคนมาหงุดหงิดแล้วเนี่ยะ โพสต์ไม่ออกเลย เอิ๊กๆ


กะว่าจะโพสต์เรื่องกลอนแปด และการแต่ง อุตส่าห์ไปหามาจากกองหนังสือเก่าๆเขรอะๆ เห็นคุณศนิอารมณ์เสียขนาดนี้ ไม่โพสต์ดีกว่า ผมกลัวสาวดุนะครับ เอิ๊กๆ
บันทึกการเข้า
ชื่นใจ
ชมพูพาน
***
ตอบ: 136

นักศึกษาปริญญาเอก University of East Anglia England


ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 25 ม.ค. 06, 01:07

 อิฉันเห็นด้วยกับทั้ง "ฉันทลักษณ์" และ "ความรู้สึก" ค่ะ
ตามความคิดเห็นส่วนตัวเนี่ย อิฉันว่าการแต่งบทประพันธ์ฉันทลักษณ์ต่างๆ เป็นเหมือนการฝึกวินัยอย่างหนึ่ง
ผู้แต่งต้องเคารพกฎ-กฏิกา ต้องปฏิบัติตามกรอบข้อบังคับ แต่ในขณะเดียวกันก็พลิกแพลงถ้อยคำให้พริ้วไหวได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
คงเหมือนกับการอยู่ในสังคมแหละค่ะ แต่ละคนมีอิสระในการใช้ชีวิต แต่ก็ต้องเคารพกฎ-กฏิกาของสังคม มีอิสระในขอบเขตที่เหมาะสม เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก

ประเด็นเรื่องความรู้สึกนี่พูดยากค่ะ มันเป็นเรื่องของปัจเจก
บางครั้งเราอาจชอบสิ่งหนึ่ง แต่ไม่ชอบอีกสิ่งหนึ่ง
ในขณะเดียวกัน คนอีกคนหนึ่งอาจชอบเหมือนกับเราหรือต่างจากเราโดยสิ้นเชิงก็ได้
เรื่องคำประพันธ์นี่ ไม่ว่าในฐานะผู้แต่งหรือผู้เสพย์ การที่แต่ละคนจะเกิดอารมณ์ร่วมไปกับถ้อยคำอย่างเหมือนกันทุกประการคงหาได้ยาก  ถึงแม้จะเป็นคนๆเดียวกัน อ่านคำประพันธ์ชิ้นเดิม แต่ต่างห้วงเวลา ก็อาจจะเป็นไปได้ที่อารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อคำประพันธ์นั้นเปลี่ยนไป (ทั้งเปลี่ยนไปในทางตรงกันข้าม หรือยังคงรู้สึกเช่นเดิมแต่ระดับเพิ่มขึ้นหรือลดลง)

สองเดือนแล้วอิฉันได้เข้าร่วมงานเสวนาร่วมกับนักเขียนท่านหนึ่ง (Amy Tan ผู้เขียนนวนิยายเรื่อง Tha Joy Luck Club) นักเขียนท่านนั้นบอกว่า
"ทันทีที่หนังสือไปอยู่ในมือของผู้อ่าน เรื่องราวในนวนิยายก็กลายเป็นคนละเรื่องกับของผู้เขียน  ถ้าผู้อ่านสิบคน แม้จะอ่านนวนิยายเรื่องเดียวกันก็จริง แต่โลกและอารมณ์ของผู้อ่านที่มีต่อนวนิยายเรื่องนั้นก็ต่างกันไปสิบแบบ ขึ้นอยู่กับจินตภาพและภูมิหลังของแต่คนในการเปลี่ยนเนื้อความในนวนิยายให้เป็นความรู้สึกของตนเอง"
นี่คือใจความที่คุณ Amy Tan พูดไว้วันนั้น

อิฉันว่าอิฉันคล้อยตามคำพูดของเธอค่ะ แล้วก็ยังยืนยันได้อย่างหนักแน่นด้วยว่า โดยส่วนตัวแล้วชอบบทประพันธ์ฉันทลักษณ์มากกว่ากลอนเปล่า ส่วนเรื่องเสพย์แล้วจะสัมผัสใจหรือไม่ ปล่อยให้เป็นเรื่องของความรู้สึกในขณะที่กำลังเสพย์ล้วนๆเลย
บันทึกการเข้า
ชื่นใจ
ชมพูพาน
***
ตอบ: 136

นักศึกษาปริญญาเอก University of East Anglia England


ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 25 ม.ค. 06, 01:15

 มีกลอนของคุณแก้ว ลายทอง มาฝากค่ะ
อ่านแล้วได้เนื้อหามากกว่า "ความมี หรือ ความไม่มี" ฉันทลักษณ์นะคะ คุณๆ ว่าไหม

ฉันทะ-เร้น เหนือรูปลักษณ์สลักเสลา  ผิว์แกล้งเกลาหยาดถ้อยแม้น้อยหนึ่ง
อาจจักวาบหวามในฤทัยตรึง  แต่มิอาจหยั่งถึงรหัสนัย

หนอ "ลักษณ์" แปรเปลี่ยนผันหมื่นพันรูป  ดุจควันธูปกำยานหอมพยอมสมัย
สิ้น "รูป" -รส,กลิ่น,เสียง- ก็สิ้นไป  เหลืออะไรฝากไว้ให้ "ฉันทะ"

ฉัน-ทะลัก, ฉัน-ทะลุ จนปรุโปร่ง  ยามลงโลงใครลงไปกับฉันล่ะ
ฉัน-ทะเล้น, ฉัน-ทะลวง, "ฉันทะ"-ละ  ฉันฝากเพียงอักขระรหัสนัย
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 16
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.043 วินาที กับ 19 คำสั่ง