เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 8
  พิมพ์  
อ่าน: 21311 ทำไมละครไทยหลังข่าวมีแต่เรื่องรักใคร่ อิจฉาริษยา
paganini
องคต
*****
ตอบ: 430

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 30  เมื่อ 08 ม.ค. 06, 00:15

 นอกจากประเด็นเรื่องอุปสรรคการทำละครให้ได้ดังใจแล้วผมอยากจะพูดถึงประเด็นที่วิกฤติกว่า นั่นคือ

คิดมั้ยครับว่า คนทำสื่อละครถืออาวุธในมือโดยไม่รู้ตัว เหมือนนักข่าวแหละครับ นักข่าวมีอิทธิพลต่อผู้ฟังฉันใด ละครไม่ว่าเน่าหรือไม่ก็มีผลต่อผู้ชมฉันนั้น

อย่าบอกว่าผู้ชมย่อมมีสติปัญญา เลือกเองได้ คิดเองเป็น ผมว่าไม่ทั้งหมดนะ ส่วนน้อยด้วย

ทำไมต้องมีสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคล่ะครับ เพราะทุกคนเวลาจะซื้อปลากระป๋องซักกระป๋อง จะมีหรือไม่ที่ไปสำรวจว่าโรงงานทำด้วยความสะอาดถูกสุขลักษณะ มีสารตะกั่วปนเปื้อนมั้ย มีความอันตรายทางโภชนาการมั้ย ไม่มีใช่มั้ยครับ เพราะไม่ทุกคนที่สามารถจะเข้าถึงข้อมูลและการประเมินที่ถูกต้องได้เท่าเทียมกัน

คนดูละคร ด้วยความที่อยากจะพักผ่อน เพื่อคลายเหงา เพื่อฆ่าเวลาก็หลับหูหลับตาดูไป ละครน้ำเน่าเผ่ยแพร่ ค่านิยมที่ผิด ผ่านเข้าไปในจิตสำนึกโดยไม่รู้ตัว นี่ยังมินับถึงเยาวชนทีผ่านชีวิตมาไม่พอที่จะกรองเอาแต่สิ่งดีๆไว้ คนดูส่วนใหญ่ผมว่าอ่อนแอต่อการโฆษณาชวนเชื่อต่อการล้างสมอง

ผมก็มีทฤษฎีทางกระยาสารท (เลียนแบบพี่ Nuchan คิคิคิคิ) แต่มันยังไม่มีชื่ออ่ะ เช่นเวลาเราเดินไปตามถนนที่มีร้านอาหารเยอะๆในระดับเดียวกัน เห็นร้านนึงแต่งร้านสวย ดูสะอาด อาหารที่โชว์ดูน่ากิน แต่แทบจะไม่มีคนกินเลย แต่หันไปร้านข้างๆ ไม่ไกลกันนัก ร้านซอมซ่อ ไม่ตกแต่งเท่าไหร่ แต่คนเต็มร้านเลย ยังพอมีที่เหลือซํก 2-3 โต๊ะ เป็นคุณ  คุณจะเลือกเข้าไปกินร้านไหนครับ มันเป็นลักษณะทางจิตวิทยาของคนครับที่จะเลือกในสิ่งที่ตัวเองไม่มีข้อมูลโดยอิงจากความนิยม เป็นหลัก

ทีนี้ถ้าร้านอาหารคือละครน้ำเน่า สาระที่มากับละครน้ำเน่า ถ้าทุกช่องมีแต่ละครน้ำเน่า ถ้าละครน้ำเน่าเท่านั้นที่มีเรตติ้งสูง
คุณว่า ค่านิยม ศีลธรรม จริยธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ของสังคมไทยจะบิดเบี้ยวไปได้ตามละครพวกนี้หรือเปล่า?ฮืม
เพราะอิงตามทฤษฎีกระยาสารทของกระผม(ซึ่งยังไม่เป็นที่ยอมรับของชาวเรือนไทย)แล้ว คนส่วนใหญ่ก็จะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองถูกป้อนบ่อยๆซ้ำๆและ มากๆ

นี่แหละครับที่ผมเชื่อว่าน่ากลัว ในระยะยาว
บันทึกการเข้า
paganini
องคต
*****
ตอบ: 430

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 31  เมื่อ 08 ม.ค. 06, 00:21

 โอ  ผมมาโพสต์แล้วพึ่งจะได้อ่าน คคห 27
การทดลองลิงๆที่น้องแพรว่ามันช่างสอดคล้องกับทฤษฎีกระยาสารทของผมเหลือเกิน อย่างน้อยก็ในหลักการล่ะครับ

อาจารย์เทาชมพูครับ
เห็นด้วยอย่างแรงครับ ที่น้องแพรต้องรออีกหลายปี
เพราะอะไรรู้มั้ยครับ

ศิลปะวัฒนธรรมเป็นสิ่งสะท้อนถึงความเจริญของชนชาติฉันใด
"รสนิยม"ทางศิลปะของสังคมเป็นการสะท้อนถึงสติปัญญาของสังคมนั้น
บันทึกการเข้า
Nuchana
สุครีพ
******
ตอบ: 979


ความคิดเห็นที่ 32  เมื่อ 08 ม.ค. 06, 00:23

 แปลว่าอะไรคะ...ทฤษฎีทางกระยาสารทเนี่ย?
บันทึกการเข้า
Traveller
อสุรผัด
*
ตอบ: 11


ความคิดเห็นที่ 33  เมื่อ 09 ม.ค. 06, 13:22

 ละครไทยน้ำเน่าไม่ดีตรงไหนเหรอคะ ที่ว่าน้ำเน่าเพราะจบตามสูตรรึเปล่า คือพระเอกเป็นคนดี นางเอกเป็นคนดี นางร้าย ตัวร้ายก็ร้ายสุดๆ และจะได้รับชะตากรรมไป นางเอก พระเอกก็สมหวังและได้รับสิ่งดีๆ ตอบแทนไป ถ้าเป็นอย่างนี้ละครไทยก็ไม่น่าจะมีส่วนทำให้เยาวชนเข้าใจอะไรผิดนี่คะ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วในละครไทย (ถึงจะต่างกับข้อเท็จจริงในสังคมไทยก็เถอะ) ก็น่าจะส่งเสริมความคิดทางศีลธรรม จริยธรรมให้เยาวชนมากกว่า

และจะว่าไป จะไปโทษทางคนทำละครเค้าก็ไม่ได้มั้งคะ ความถนัดของเค้าคือการทำละคร ไม่ใช่การประพันธ์ นวนิยายไทยทั่วไปก็มีแต่แนวนี้ ในเมื่อวัตถุดิบมันก็มีอยู่แค่นี้ เค้าก็ทำได้แค่นี้แหละค่ะ

นักเขียนนวนิยายไทยดีๆ ก็มีอยู่หลายคน แต่แนวที่เขียนก็อย่างที่เห็นๆ เคยได้ฟังนักประพันธ์ท่านนึงพูดว่า พระเอก นางเอกของเค้าเป็นคนดีมากมาทุกๆ เรื่อง ซึ่งแม้แต่คนเขียนยังรู้สึกว่าพระเอกนางเอกเค้าเป็นคนน่าเบื่อเลย สีสันของเรื่องกลับไปอยู่ที่ตัวร้ายมากกว่า

นวนิยายไทยดีๆ ที่เขียนแบบแหวกขนบ ก็อ่านกันรู้เรื่องแค่ในกลุ่มคนไม่กี่คน (ซ้ำบางคนอ่านไม่รู้เรื่องก็บอกว่ารู้เรื่อง เพราะเดี๋ยวคนอื่นหาว่าไม่ฉลาด) แล้วนวนิยายแบบที่ว่านี้ก็คงเอามาทำละครหลังข่าวไม่ได้หรอกมั้งคะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30623

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 34  เมื่อ 10 ม.ค. 06, 07:17

 "ที่ว่าน้ำเน่าเพราะจบตามสูตรรึเปล่า คือพระเอกเป็นคนดี นางเอกเป็นคนดี นางร้าย ตัวร้ายก็ร้ายสุดๆ และจะได้รับชะตากรรมไป นางเอก พระเอกก็สมหวังและได้รับสิ่งดีๆ ตอบแทนไป ถ้าเป็นอย่างนี้ละครไทยก็ไม่น่าจะมีส่วนทำให้เยาวชนเข้าใจอะไรผิดนี่คะ "

ไม่ใช่ค่ะ คนละประเด็น
 
น้ำเน่าที่คุณแพรหมายถึงคือ
"เนื้อเรื่องมีแต่แก่งแย่ง ชิงดีเด่นทางด้านอารมณ์และความรัก บทละคร ก็บรรยายแต่ด้านอารมณ์และความต้องการทางวัตถุ ต้องมีนางอิจฉา แว๊ดๆ และ ตัวตลกปัญญานิ่ม เป็นตัวชูโรง และเป็นแนวซ้ำๆกันทุกช่อง"
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30623

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 35  เมื่อ 10 ม.ค. 06, 07:25

ป.ล.นวนิยายมีหลายแนวมากกว่าที่คุณ Traveller มองนะคะ
ลองอ่านคู่กรรม คำพิพากษา น้ำเซาะทราย ฯลฯ  ดู

ส่วนการอ้างนักเขียน กรุณาอ้างให้ถูกต้องด้วยค่ะ  
นักเขียนพูดถึงเทคนิคการเขียนว่า พระเอกนางเอกมักจะถูกกำหนดให้อยู่ในกรอบของคนดี  
พฤติกรรมจึงเล่นสีสันได้ยาก  บางครั้งก็เลยเป็นตัวละครน่าเบื่อ     ผิดกับตัวละครร้ายที่นักเขียนสามารถเล่นสีสันได้มากกว่า
ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเหตุผลที่ละครน้ำเน่ามีตัวอิจฉากรี๊ดๆค่ะ
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 36  เมื่อ 10 ม.ค. 06, 07:35

ถึงคุณความเห็นที่ 33 นะครับ
ลองอ่านหนังสือซักเรื่องที่ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนต์ หรือละคร แล้วเอามาเปรียบเทียบกับละคร หรือข้อมูลของความเป็นจริงดูอีกทีจะดีกว่ามั้ยครับ

ขออนุญาตเอาเรื่องตัวเองมาเล่าแล้วกัน

ผมเคยโวยวายกับพี่กลุ่มหนึ่ง ว่าสี่แผ่นดินที่เล่นครั้งก่อนนู้น ชาววังเอาผ้า 7 ถุงร้อยมานุ่งเป็นโจง ห่มสไบ ดูขัดตาน่าดู
แต่พอสี่แผ่นดินครั้งล่าสุด ชาววังใส่ผ้าแถบไปจ่ายตลาด เห็นแล้วอยากกลับไปดูของเก่าจะดีกว่ามั้ย มันไม่ลงทุนกันเลย

ซึ่งเรื่อง หรือ รายละเอียดที่ถูกคณะผู้จัดละครดึงเรื่อง ดึงบท หรือดึงชุด-ฉาก ไปแบบนี้ บางครั้งผู้เขียนก็คงไม่ได้หวังจะให้ออกมาเป็นอย่างนั้นนะครับ
บันทึกการเข้า
Karine!!
ชมพูพาน
***
ตอบ: 130

กำลังค้นหาทางสว่างของชีวิต


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 37  เมื่อ 10 ม.ค. 06, 20:29

 โอ้ย...ตามไม่ทัน
ไม่มาไม่กี่วัน...ไปถึงไหนแล้วเนี้ย

เดี๋ยวจะมาอ่าน แล้วแสดงความคิดเห็นใหม่ (ถ้ายังคิดอะไรออก)


ปล.ถามเหมือนคุณNuchan ค่ะ
"แปลว่าอะไรคะ...ทฤษฎีทางกระยาสารทเนี่ย?"
บันทึกการเข้า

การศึกษาก้าวไกล ประเทศไทยรุ่งเรือง (แต่ตอนนี้ตูรุ่งริ่งชอบกล)
MathGuy
อสุรผัด
*
ตอบ: 24

อาจารย์สอนคณิตศาสตร์


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 38  เมื่อ 11 ม.ค. 06, 16:27

 ละครบันเทิง เพลงบันเทิง

หนังสือบันเทิง แฟชั่นบันเทิง

อะไรต่างๆ ... ที่บันเทิง


เรามักจะเน้นที่ ความบันเทิง เน้นให้เข้ากับกลุ่มคน
ที่เป็นผู้ชม ผู้ฟัง ผู้บริโภค กลุ่มใหญ่ ที่เป็นเป้าหมายหลัก

จะด้วยเรื่อง เรตติ้ง เรื่องการเงิน การตลาดของใครก็แล้วแต่
พ่วงกับ ระบบโฆษณา ให้เราอยากสวย อยากงาม อยากบริโภค
ซื้อของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้มากมาย จนไม่มีที่สิ้นสุด


อะไรที่เป็นกลไก อยู่เบื้องหลัง คงพอวิเคราะห์กันได้ไม่ยาก


พอน้องแพร ถามถึง ความสร้างสรรค์ สาระ ความหลากหลาย

มันก็เลยเป็นคำถาม ที่สร้างสรรค์  ที่ไม่มีใครจะใส่ใจ ทำอะไรได้

เพราะ เราคนดู ไม่ได้เป็นเจ้าของละคร
ไม่ได้เป็นคนทำละคร



ว่าไปตามจริง  ถ้าเขาทำสร้างสรรค์ทั้งหมด
ผ่านไปซักพัก เราอาจจะชอบละครสร้างสรรค์ก็ได้

คือ ถ้ามีแต่สร้างสรรค์ ให้ดู คนก็ต้องดู ของดี

พอฝึกหัดดู ของดี  
ก็จะเรียนรู้ ว่า มีของดี ของดี ดีจริงๆ
เกิดการเรียนรู้ เป็นคนที่มีพัฒนาการมากขึ้น




แต่บังเอิญ คนทำละคร คนในวงการที่เกี่ยวข้องต่างๆ

มีพัฒนาการ มีความสร้างสรรค์น้อยไปหน่อย


พูดให้ตรงก็คือ ดูถูกคนดู

ก็เลยได้แต่ สร้างละคร คุณภาพต่ำ กันอยู่ร่ำไป



เราเองก็กลายเป็น เคยชิน ยอมรับไป

สังคม ก็เลย คุณภาพต่ำ กันมาอย่างต่อเนื่อง และคงที่



ถ้าเราทำอะไร ไม่ได้ ขอให้เราเข้าใจสภาพจริง

อย่างน้อย เราจะได้เลือกทำอะไรอย่างอื่นบ้าง

ในช่วงเวลาละครดังกล่าว


คนที่ยังดูกันอยู่ .... ก็เป็นชีวิตของเขาครับ


ทุกคนมีทางเลือก
บันทึกการเข้า
ศรีปิงเวียง
องคต
*****
ตอบ: 566

เรียนจบแล้ว


ความคิดเห็นที่ 39  เมื่อ 11 ม.ค. 06, 17:38

 สวัสดีครับ อ. เพื่อนคณิต(MathGuy) ที่แวะมาที่นี่นะครับ
ขอแสดงทรรศนะนะครับ
น่าเสียดายที่ละครไทยเป็นอย่างที่  อ.เพื่อนคณิตว่านะครับ
"แต่บังเอิญ คนทำละคร คนในวงการที่เกี่ยวข้องต่างๆ ดูถูกคนดู
ก็เลยได้แต่ สร้างละคร คุณภาพต่ำ กันอยู่ร่ำไป
เราเองก็กลายเป็น เคยชิน ยอมรับไป
สังคม ก็เลย คุณภาพต่ำ กันมาอย่างต่อเนื่อง และคงที่"

วลีง่ายๆ เช่นนี้ถือว่าเป็นกระจกสะท้อนอย่างหนึ่ง ไม่ทราบว่าจะแก้อย่างไรดี ใครผิดใครถูก ใครได้ใครเสีย
คนอื่นแสดงความเห็นมาเยอะแล้วเลยจนปัญญา ผมก็เลยบอกเพียงว่าผู้สร้างคิดว่า การอิจฉาริษยาเป็นเรื่องธรรมดา นางร้ายร้องกรี๊ด ๆ เป็นเอกลักษณ์ของละครไทย การจะคิดเรื่องที่แปลกแยกจากนี้ไซร้เปลืองกบาลหัว ถ้าไม่มีสปอนเซอร์ก็ไม่มีกำไรและสตางค์มาจ่ายพวกนักแสดง เรตติ้ง(หลอก ๆ หรือ) ก็เป็นตัวบังคับ ก็เลยทำละครทำนองนี้ สะดวกกว่า ง่ายดี
ป.ล.
1. คุณปากกาฯ (ซึ่งไม่รู้ว่าจะลำดับญาติกันอย่างไร) แถลงทฤษฎีกระยาสารทแล้ว ผมก็ไม่เข้าใจว่าเกี่ยวอะไรกับขนมงานออกพรรษา แต่คงจะล้อเลียนคำว่าทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์กระมั้งครับ
2. ถึงคุณพี่นุชนาครับ ขออภัยที่ไม่ได้ตอบข้อความสั้นนะครับ
บอกในที่นี้ว่างานโรงเรียนคนเยอะ โรงเรียนได้เงินมาพอสมควร แต่ไม่มากเท่าที่ PRC  (คุณๆ ที่เรียนที่นี่ช่วยยืนยันหน่อยครับ) อากาศตอนนี้ไม่ค่อยหนาวมาก คงจะเข้าใกล้ฤดูร้อนมาแล้วครับ
บันทึกการเข้า

ไม่เห็นใครแน่นอน
paganini
องคต
*****
ตอบ: 430

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 40  เมื่อ 11 ม.ค. 06, 20:08

 คุณแมทกาย สรุปได้ตรงใจความมากๆเลยครับ
ที่ผมอยากจะพูดคือตรงนี้แหละครับ อะไรก็ตามที่ถูกป้อน ถูกโน้มน้าวให้สังคมจนกลายเป็นของธรรมดาไป ก็จะเป็นความเคยชิน แต่ถ้าลองป้อนของดีๆมากขึ้นๆสังคมจะเรียนรู้ว่าของดีคืออะไร ความคิดและจริยธรรมโดยรวมก็จะสูงส่งขึ้น
ขอบคุณครับคุณแมทกาย

จริงๆคนที่ถามน่ะ อ่านรึเปล่าว่าทฤษฎีกระยาสารทของผมต้องการสื่อถึงอะไร อุตส่าห์พิมพ์ตั้งเยอะไม่เห็นมีคอมเมนท์เลย มัวแต่สนใจว่าชื่อมาจากไหนแค่นั้นอ่ะ  น้อยใจเลยเรา

ทฤษฎีกระยาสารทก็เป็นตามที่คุณศรีฯว่าแหละครับ
ผมเอามาจากนักเขียนต่วยตูนพิเศษท่านหนึ่งที่ใช้นามปากกาว่า นายขยะ   แกเขียนอภิปรัชญาตามแนวจับแพะชนแกะของแกไปเรื่อย ไม่ได้สาระแต่ได้จินตนาการและอารมณ์ขัน แล้วแกก็ตั้งตัวแกเป็นนักกระยาสารท (ล้อเลียนวิทยาศาสตร์หรือศาตร์อื่นๆใดๆ) เขียนไปหลายปีแกก็เปลี่ยนนามปากกาเป็น นายปราชญ์ขยะ  ล่าสุดผมเห็นแกนำหน้าชื่ออะไรก็ไม่รู้ ยาวเบื้อยเลยครับ
แต่บทความแกน่าอ่าน อ่านแล้วปวดหัวดี
บันทึกการเข้า
WHAt_LOvE
อสุรผัด
*
ตอบ: 7


ความคิดเห็นที่ 41  เมื่อ 11 ม.ค. 06, 21:34

 ละครทีวี เป็นธุรกิจบันเทิง ไม่ใช่งานที่มุ่งทางด้านศิลปะ ซึ่งเสพเพื่อความอิ่มใจในความงามอย่างเดียว ไร้ผลประโยชน์เกี่ยวข้อง
ละครทีวีเป็นสินค้าผลิตโดยผู้จัดละครซึ่งทำในรูปของบริษัท เช่นเดียวกับสินค้าทั้งหลาย ถ้าจะอยู่ยงคงกระพันได้ก็ต้อง "ขายออก" มีกลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มผู้บริโภคที่บริษัทจะต้องจับให้ได้ว่านิยมบริโภคสิ่งใดแบบไหน
เนื่องจากต้นทุนในการผลิตสูงมาก จะผลิตเพื่อชนกลุ่มน้อยไม่ได้

กลุ่มผู้บริโภคส่วนใหญ่นิยมแบบไหน สินค้าก็ออกมาในรูปแบบนั้นละค่ะ

อเมริกามี Soap Opera น้ำเน่าจะตายไป ไม่ได้ดีวิเศษไปกว่าไทยหรอกค่ะ
ผู้บริโภคที่มีืทางเลือกก็ดูยูบีซี
-----------------------------------------------------------------
ฟังคุณอ๊อฟออกคำรับรองแล้วยิ่งช้ำใจแทนน้องแพร
แม่นางแดเธอก็เป็นสาวเกาหลี ส่วนเจ้าหนุ่มสี่คนก็เมดอินไต้หวัน
ไม่มีละครไทยติดอันดับเลย

ส่วนคห. ๑๕ ของคุณการีน ขอตอบว่าไม่ใช่
นักเขียนส่วนใหญ่ไม่สามารถทำได้อย่างที่คุณว่า การทำสัญญาลิขสิทธิ์ ทางช่องมีแบบฟอร์มให้เสร็จสรรพ และไม่ได้ให้สิทธิ์นักเขียนถึงขนาดนั้น
นักเขียนที่ต่อรองได้ขนาดนั้นเมืองไทยมีไม่กี่คน
-----------------------------------------------------------------
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22

อ่านตรรกะของค.ห. ๒๑ แล้วงงกับการให้เหตุผลและภาษาไทยที่ใช้จริงๆ
ขอทบทวนดูว่า เข้าใจตามนี้ถูกหรือไม่

๑) ผู้จัดละครพยายามนำเสนอให้ถูกใจกลุ่มเป้าหมาย เพียงเป้าเดียว หรือหลายๆเป้า

ตกลงว่าเขาพยายามทำให้ถูกใจ หนึ่ง หรือมากกว่าหนึ่งกันแน่
คือถ้ามากกว่าหนึ่งก็บอกรวมไปเลยว่าหลายๆเป้า ไม่ต้องยกคำว่า กลุ่มเป้าหมายเพียงเป้าเดียว เพราะความจะค้านกันเอง

๒) แต่จะให้ผู้จัดทำตรงตามเป้าหมายคุณคงไม่ได้
ทำไมประชาชนไทยส่วนที่ตอบในบอร์ดนี้ถึงถูกประทับตราว่า "ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย"?ล่ะคะ
เขาไม่มีสิทธิ์รวมอยู่ใน "กลุ่มเป้าหมายเดียว"?บ้างหรือ

๓)ทางเลือกเขาก็มีให้เลือกตั้งหลายแนวหลายช่องหลายความสนใจ คุณสนใจอันไหนคุณก็ดูอย่างนั้น
เขาก็เลยหันไปดูหนังเกาหลี หนังไต้หวันกันไงคะ ซึ่งไม่ได้เป็นผลดีกับละครไทย ไม่ได้ทำให้เรตติ้งดีขึ้น มีแต่เท่าเดิมหรือน้อยลง
อันที่จริงคำตอบทำนองว่า ไม่ชอบก็ไม่ต้องดู ไปดูอย่างอื่นเถอะ มันไม่ได้ทำให้ละครไทยดีขึ้น

๔)หากชีวิตวันๆมีแต่วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์โลกทั้งใบคงจะมีแต่ใบหน้าอันแสนบูดบึ้งของผู้คนไม่มีใบหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างทุกวันนี้
คุณคงตีึความว่าวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์คือวิชาที่ต้องเรียนในห้องเรียน ออกจากห้องเรียนแล้วไม่มีอะไรเป็นวิทยาศาสตร์ ดูละครก็ไม่ใช่วิทยาศาสตร์
เอ เทคโนโลยี่ทั้งหลายที่อยู่เบื้องหลังการทำละคร มันไม่ใช่วิทยาศาสตร์หรอกหรือ
วิทยาศาสตร์ไม่ได้ทำให้คุณได้ยินเพลงประกอบละครที่ไพเราะ ไม่ได้เห็นสีสันของฉากและเสื้อผ้าผ่านออกมาทางจอทีวี ไม่ได้เห็นหน้าตานักแสดงที่ส่งมาตามสัญญาณหรอกหรือ
คุณจะยิ้มแย้มได้อยู่หน้าจอ ก็อาศัยวิทยาศาสตร์เป็นแรงดลบันดาลอยู่หลังฉากทั้งนั้น
วิธีคิดแบบแยกส่วนอย่างนี้ ไม่ได้นำไปสู่ความเข้าใจประเด็น

๕) เรื่องกินนิยายฝรั่งถ่ายเป็นละครไทยเนี่ย เหมือนคุณบอกว่ากินเนื้อแล้วถ่ายออกมาเป็นผัก มันไม่ค่อยจะถูกต้องทั้งหลักโภชนาการและการให้เหตุผล
แล้วทำไมจะต้องไปหมั่นไส้นิยายฝรั่ง ละครไทยตั้งกี่เรื่องก็เอาพล็อตมาจากนิยายฝรั่ง สิ่งที่เขาพูดกันในกระทู้นี้คือเนื้อหาที่ไม่ชักจูงใจให้อยากดู แต่ก็มีคนค้านว่าดูแล้วเพลิดเพลินไม่ซีเรียส ไม่ใช่เรื่องจะมาโมโหโทโสด่ากราดเหน็บแนมกัน
เมื่อไรคุณออกจากประเด็นละครมาว่าคนดู กระทู้นี้ก็คงออกนอกเส้นทางไปกู่ไม่กลับ
ที่จำเป็นต้องพูดถึงคุณ ก็เพราะว่าไม่อยากรับ ค่ะ
ประโยคนี้ก็ประหลาด "อยากได้ก็รับไป "? ความคิดเห็นต่างๆเราก็ต้องเลือกรับเหมือนกัน ไม่ใช่สาดโครมอะไรมาก็ต้องรับหมด ถ้อยคำของคุณกระด้างมากเลยรู้ตัวหรือเปล่า
-----------------------------------------------------------------
ป.ล.นวนิยายมีหลายแนวมากกว่าที่คุณ Traveller มองนะคะ
ลองอ่านคู่กรรม คำพิพากษา น้ำเซาะทราย ฯลฯ ดู

ส่วนการอ้างนักเขียน กรุณาอ้างให้ถูกต้องด้วยค่ะ
นักเขียนพูดถึงเทคนิคการเขียนว่า พระเอกนางเอกมักจะถูกกำหนดให้อยู่ในกรอบของคนดี
พฤติกรรมจึงเล่นสีสันได้ยาก บางครั้งก็เลยเป็นตัวละครน่าเบื่อ ผิดกับตัวละครร้ายที่นักเขียนสามารถเล่นสีสันได้มากกว่า
ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเหตุผลที่ละครน้ำเน่ามีตัวอิจฉากรี๊ดๆค่ะ
-----------------------------------------------------------------
ความเห็นของคุณเทาชมพูที่มีต่อผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นตนอื่นๆ
บันทึกการเข้า
Nuchana
สุครีพ
******
ตอบ: 979


ความคิดเห็นที่ 42  เมื่อ 11 ม.ค. 06, 21:56

 "ความเห็นของคุณเทาชมพูที่มีต่อผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นตนอื่นๆ "
คุณ WHAt_LOvE คัด ค.ห. ของอาจารย์ขึ้นมาเพื่อจะสื่ออะไรค่ะ
ไหนๆจะเขียนหนังสือทั้งที ช่วยเขียนให้ได้ความหน่อย คุณงึมงำๆอยู่คนเดียว ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ

ถ้าดิฉันเป็นคุณ ก็จะแก้ต่างคอมเมนต์ที่อาจารย์ติติงว่าคำพูดของคุณผิดตรรก หรือแข็งกระด้าง
ถ้าคุณเห็นไม่จริง ก็อธิบายค้านมาได้เสมอสิค่ะ คัดมาลอยๆ พูดไปก็ไลฟ์บอยค่ะ
บันทึกการเข้า
แพร
อสุรผัด
*
ตอบ: 33

doing MSc @ LSE, London


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 43  เมื่อ 12 ม.ค. 06, 01:13

 คงจะจริงอย่างที่คุณ คุณ MathGuy ว่าค่ะ เรา 'ชิน' ไปซะแล้ว (คนเรา 'กลัว' การเปลี่ยนแปลงซะด้วยสิ - อันนี้เป็นกฏของฟอยด์ข้อต้นเลย) เห็นท่าละครไทยจะลำบาก คงต้องอาศัยลิงตัวที่ 31 ที่อาจหาญไปคว้ากล้วยลงมาให้ทุกคนได้เห็นกัน หรือ ไม่ก็ลิงอย่างคุณเทาชมพู (ขออภัยค่ะ แต่ตอบคำถาม คห. 29 ค่ะ   ) ที่ถ้าจะเป็นลิง ก็น่าจะเป็นลิงที่เคยปีนขึ้นไปเอากล้วยและเคยโดนพรรคพวกลากลงจากบันไดมาแล้ว แต่ก็น่าจะเป็นลิงที่ยังขอที่จะอยู่ในห้องต่อไป หวังว่าลิงตัวอื่นๆในห้องประเทศไทยนี้ จะได้ทานกล้วยจากฝีมือคุณเทาชมพูซักวันนะคะ



แต่ตัวเองขอ คัดค้าน Consorted Beans Theory (เป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้ฟังดูอินเตอร์หน่อย) ของพี่ ปากกาฯ(นี่นี่) ค่ะ เพราะจริงดูเหมือนว่าจะไม่มีร้านดูดีน่านั่งมาให้นั่งเกือบ 30 ปีแล้วค่ะ เรียกว่าไม่มีทางเลือก มากกว่าที่จะมีแล้วไม่เลือก



ในฐานะที่เป็นเจ้าของกระทู้ ตัวเองต้องขออภัยทุกท่าน จะขอซ่อนความเห็นที่ 41 และ 42 ไว้นะคะ เพราะเห็นว่าออกนอกประเด็นของการสนทนาที่กำลังน่าฟังค่ะ (ยังไงก็ขอขอบคุณทั้ง 2 ความเห็นค่ะ)
บันทึกการเข้า
Nuchana
สุครีพ
******
ตอบ: 979


ความคิดเห็นที่ 44  เมื่อ 12 ม.ค. 06, 01:53

 ดิฉันขอ challenge วิจารณญาณของคุณแพรในการซ่อน 41, 42



เหตุผล



1) ไม่มีวาจาที่ไม่สุภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง

2) ตรงกับกระทู้ ไม่ออกนอกประเด็น



3) เราต้องส่งเสริมให้เด็กกล้าแสดงออก ในเมื่ออาจารย์ติติงเขาใน ค.ห. 22 เขาควรมีสิทธิ์แก้ต่าง

เด็กที่กล้าโต้แย้งเช่นนี้ หายากมาก การซ่อนคำชี้แจงของเขา เหมือนกับการตีหัวเข้าบ้าน เด็กจะว่าได้

ว่าผู้ใหญ่ขี้ขลาด ในเมื่อพูดจาพาดพิงเขา พอเขาลุกขึ้นชี้แจง คุณจะไปปิดไมค์เขาได้อย่างไร



4)  ดิฉันเห็นด้วยกับคำวิเคราะห์ของอาจารย์ใน ค.ห. 22 อย่างเต็มที่ ที่ดิฉันติงเด็กน้อยเพราะไหนๆจะกล้าโต้แย้งแล้ว

อย่ากลัวๆกล้าๆ Not just half brave.....you've got to be very very  brave.



ถ้าจะบ่น principal ต้องบ่นให้ท่านได้ยิน ไม่ใช่งึมงำๆในปาก (ที่ดิฉันติง เพราะตอนแรกเขาสื่อสารไม่ชัดเจน

ดิฉันไม่ get แต่พอกด send ไปแล้ว ถึงนึกได้ว่าเขากำลัง challenge ค.ห. ของอาจารย์นั่นเอง)



งานนี้ถ้าคุณไม่เอา 41 และ 42 มาคืน คนที่เสียคือผู้ใหญ่ค่ะ



สุภาษิตจีนคือ หวู่ เกี้ย (ลูกวัว) อึ่มปัก (ไม่รู้จัก) โฮ่ว (เสือ) แปลว่า ลูกวัวไม่รู้จักเสือ

หมายความว่า เขาแย้งด้วยเหตุด้วยผลตามความเชื่อของเขา ไม่สนว่าคู่กรณีเป็นใคร เอาเหตุผล

เนื้อๆ เน้นๆ มาคุยกัน ถอด social status ออก
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 8
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.043 วินาที กับ 19 คำสั่ง