เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
อ่าน: 9380 อยากทราบ คำว่า "มีองค์" หมายถึงอะไรค่ะ
Traveller
อสุรผัด
*
ตอบ: 11


 เมื่อ 13 ธ.ค. 05, 16:51

 อยากเรียนถามผู้รู้ค่ะ ว่าคำว่า "มีองค์" หมายถึงอะไร เคยได้ยินว่าคนที่ "มีองค์" ต้องไปรับ ขัณ (ขัน, ขรรค์ ไม่แน่ใจว่าตัวไหนค่ะ) เป็นยังไงคะ
บันทึกการเข้า
Hotacunus
องคต
*****
ตอบ: 613


AD FRANCIAM


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 14 ธ.ค. 05, 01:38

 ไม่รู้ซะด้วยซิ ถ้าเป็นในทางไสยศาสตร์ คิดว่าหมายถึง "มีเจ้าประทับ" มั้งครับ คือประมาณว่า คนที่ถูกทักจะต้องมีอะไรที่ "พิเศษ" กว่าคนทั่วไป ดังนั้น จึงจะต้อง "ไปเสียตังค์" เพื่อทำพิธีอะไรบางอย่างแบบเดรัจฉานวิชา ซึ่งไม่เป็นวิธีของพุทธศาสนา

ส่วนคำว่า "ขัณ" ผมคิดว่าน่าจะเป็น "ขันธ์" มากกว่าครับ และน่าจะหมายถึง "ขันธ์ ๕"

ขันธ์ ๕ คือ  ส่วนหนึ่งๆ ของรูปกับนามที่แยกออกเป็น ๕ กอง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

พวกไสยศาสตร์ ก็แอบอิงกับพุทธแบบนี้แหละครับ อย่าไปเชื่อถือมาก พุทธเพียวๆ ชัวร์กว่าครับ นับถือแล้วเกิดปัญญาครับ

บันทึกการเข้า
ทิวฟ้า ทัดตะวัน
อสุรผัด
*
ตอบ: 14

studying


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 14 ธ.ค. 05, 11:25

 คำว่า  มีองค์  ก็คือว่า  คนที่มีเทพคุ้มครอง  เรื่ององค์นี้  บางคนก็มี  บางคนก็ไม่มี  คนที่มี  บางคนก็มีองค์เดียว  บางคนก็มีหลายองค์   องค์  ก็คือองค์เทพ  ครับ  

ทีนี้คนที่มีองค์  ไม่จำเป็นต้องไปรับ ขันธ์  อย่างที่ว่าก็ได้  เพราะ องค์นี้จะติดตามเรา คอยปกป้องเราอยู่ตลอดเวลา  แต่องค์ก็จะหายไปก็ได้ถ้าคนนั้นทำไม่ดี มาก ๆ  หรือองค์อาจจะมาเพิ่มก็ได้ถ้า  เป็นคนดีมาก ๆ  
ปกติองคืกับเรา  ก็จะอยู่คนละส่วนอยู่แล้ว

แต่ถ้าคนที่ไปรับขันธ์อย่างที่ว่า  ก็จะเป็นการอนุญาติให้ องค์ที่อยู่กับเรา  มาใช้ร่างเราได้  โดยจะเข้ามาในลักษณะกดทับจิตเราไว้

คล้ายกับพวกร่างทรง  แต่แตกต่างกันที่ว่า  พวกร่างทรงจะอนุญาติให้วิญญาณ ทั้งหลายเข้าได้หมด
แต่พวกที่มีองค์  ก็จะมีแต่องค์ที่ประจำอยู่เท่านั้นเข้าได้  เรียกว่า  องค์ลง

ในสมัยโบราณจะพบว่า  มีประเภทองค์ลลงเยอะมาก  
ในวรรณคดีก็พบเช่นเรื่องขุนช้างขุนแผน  ตอนที่ขุนแผนจะปรับโทษกับขุนช้างข้อหาที่เอานางพิมไป  ขุนช้างก็แกล้งทำเป็นองค์ลง

ดังที่กล่าวแล้วตั้งแต่แรกว่า คนมีองค์ไม่จำเป็นต้อง  มีองค์ลงเสมอไป  ถ้าไม่เปิดจิต  ก็จะมีชีวิตธรรมดาทั่วไป  บางคนก็อาจจะมีองค์แต่ไม่รู้  ( โดยมากก็ไม่ค่อยมีใครรู้หรอกครับว่า  ตัวเองมีองค์  )  

ก็อีกอย่ง  เรื่องอย่างนี้  ไม่ใช่แก่นครับ  ไม่ต้องสนใจมากก็ได้  เอาไว้พอรู้ ๆ ไม่ถูกหลอกก็พอ.



เยี่ยมชม บทกวี  และงานเขียนประเภทต่าง  ๆ  ของ  ทิวฟ้า  ทัดตะวัน  ได้ที่ http://www.tuephar.cjb.net  
บันทึกการเข้า
ศศิศ
พาลี
****
ตอบ: 326


อหังการ์ ล้านนาประเทศ


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 14 ธ.ค. 05, 21:34

 ก็อย่างที่ว่ากันมานั่นแหละครับ สำหรับคำว่า "มีองค์"

แต่ทางเหนือจะเรียกว่า "มีเจ้า" คือบรรดาเจ้าพ่อเจ้าแม่ หรือเรียกรวม ๆ ว่า "ผีเจ้านาย" ทั้งหลาย

สำหรับคำใดที่จะมาเป็น "ม้าขี่" (คล้าย ๆ กับคำว่า "ร่างทรง" แต่ว่าเบื้องหลังคำแต่ละคำ ก้ไม่เหมือนกัน คำว่า "ร่างทรง" นั้นจะหมายถึง เราเป็น 'ร่าง' เพื่อให้เจ้า หรือให้เทพ หรือผี มา 'ทรง' แต่คำว่า "ม้าขี่" นั้น เราเปรียบเหมือนเป็น 'ม้า' ที่ให้บรรดาเจ้าต่าง ๆ นั้นได้ 'ขี่' ไปโปรดบรรดาลูกหลานทั้งหลาย) ก็ต้องมีการรับ "ขัน"

ครับ ผมเขียนว่า "ขัน" เพราะว่า มันเป็น "ขัน" จริง ๆ เพียงแต่ว่า ความหมายของคำว่า ขัน ทางเหนือจะรวมไปถึงสิ่งที่มีลักษณะคล้าย "พาน" ด้วยนะครับ ในขันที่จะไปรับ นั้น ก็จะมีบรรดาเครื่องพลีกรรม ที่ใช้บูชา "เจ้า" หรือ "เทพ" นั้น ๆ อาจจะเหมือนกัน หรือแตกต่างกันไปตามแต่ละเจ้า

ขึ้นมาดูประเพณีฟ้อนผี ทางเหนือสิครับผม ฟ้อนแต่ละที ก็จะมีขันมาวางเรียงรายบนหิ้ง (สำหรับผีมดผีเม็ง) ส่วนผีเจ้านายก็จะมีขันของใครของมันสำหรับเชิญ
บันทึกการเข้า

- ศศิศ -
ลำดวนเอ๋ยพี่จะด่วนไปก่อนแล้ว
ชมพูพาน
***
ตอบ: 175

ความสุขที่แท้อยู่ที่ใจ


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 14 ธ.ค. 05, 23:35

 เคยเห็นพวกคนที่มีองค์ บอกว่าเป็นร่างทรงเจ้านายชั้นสูง ตั้งแต่พระนางสุนันทาฯ กรมหลวงชุมพร จนกระทั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มีข้อนี้อยากถามคนที่มีความรู้ทางไสยศาสตร์ว่าจริงเท็จพระการใด และอยากถามผู้ที่มีความรู้ทางนิติศาสตร์ ว่าการอ้างว่ามีดวงพระวิญญาณของเจ้านายในพระราชวงศ์มาประทับร่างนั้น เข้าข่ายหลอกลวงประชาชน หรือ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือไม่ เพราะตัวเองยอมรับว่าเป็นห่วงจากใจจริง
บันทึกการเข้า
Hotacunus
องคต
*****
ตอบ: 613


AD FRANCIAM


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 15 ธ.ค. 05, 00:11

 ถ้าเป็นเช่นนั้นคงจะเป็น "ขัน" ตามที่คุณศศิศ ว่าครับ ซึ่งแปลว่า "การรับเครื่องพลีกรรม" (เพราะว่าใส่อยู่ใน "ขัน" เรียกกันง่ายจัง อิอิ)

ส่วนเรื่องพวกแอบอ้างเป็นร่างทรงนี้ หลอกทั้งนั้นครับ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไม "ไม่มีหน่วยงานราชการ" กำจัดให้สิ้นซาก ซึ่งผมว่าง่ายกว่าปราบยาเสพติดเสียอีก ที่ผมฟันธงว่า หลอกลวง ก็เพราะว่า ถ้าเป็นดวงพระวิญญาณจริงๆ แล้ว ทำไมช่วยแต่ตาสีตาสาครับ ทำไมไม่ช่วยปราบปรามพวกทุจริตโกงบ้านโกงเมืองกันเห็นๆ น่าแปลกหรือเปล่าครับ แทนที่จะปกป้องประเทศ แต่กลับไปช่วยเหลือใครก็ไม่รู้ ฮืม แค่นี้ก็พิสูจน์ได้แล้วครับว่า "หลอกลวง" ทั้งนั้น

เป็นชาวพุทธในสังคมที่ยังมีความเชื่อถือเรื่องผีสางก็ลำบากใจครับ นับถือพุทธแท้ๆ แต่กับถูกพวกนับถือแบบ "ครึ่งผีครึ่งคน" มาบอกว่า คุณไม่ได้นับถือพุทธ เพราะที่บ้านคุณไม่มีศาลพระภูมิ อิอิ

บันทึกการเข้า
Traveller
อสุรผัด
*
ตอบ: 11


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 15 ธ.ค. 05, 11:03

 ขอบคุณค่ะ ที่อยากทราบเรื่องนี้ เพราะบังเอิญไปดูหมอดูมา โดยที่ไม่รู้มาก่อนว่าเป็นหมอดูร่างทรง และคนที่ไปด้วยกันบอกว่าพอขึ้นไปบนบ้าน (รึเรียกว่าตำหนักก็ไม่รู้ค่ะ) แล้วรู้สึกร้อนผ่าวบริเวณบ่าทั้งสองข้าง ร้อนมากๆ ในขณะที่ทุกคนที่ไปด้วยบอกว่าอากาศเย็นสบายดีออก แต่เค้าก็นั่งรอจนดูหมอเสร็จก็ลงจากบ้านไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ข้างล่าง แล้วพอลงจากบ้านไปปุ๊บ เค้าก็บอกว่าเค้าหายร้อนแล้ว เค้าเลยไม่ขึ้นไปอีก คนอื่นๆที่กำลังรอดูหมออยู่ข้างบนก็ถามถึง เผอิญหมอดูที่เป็นร่างทรงได้ยิน เค้าก็บอกว่าเพื่อนคนนั้นไม่แปลกหรอกที่เค้าอยู่ไม่ได้ เพราะเค้ามีองค์ แต่หมอดูก็ไม่ได้อธิบายอะไรมากไปกว่านั้นค่ะ
ถ้าจะถามว่าหมอดูแม่นมั้ย แม่นค่ะ บางอย่างแม่นจนน่ากลัว เลยลังเลว่าจะเชื่อดีรึเปล่า แต่ก็ไม่ลบหลู่แน่ๆ ค่ะ
บันทึกการเข้า
Hotacunus
องคต
*****
ตอบ: 613


AD FRANCIAM


ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 16 ธ.ค. 05, 00:11

 ครับ เรื่องแบบนี้ก็เป็นความเชื่อส่วนบุคคลครับ ไม่มีใครผิดหรือถูก แต่ก็ต้องระวังพวกที่หลอกลวงด้วยครับ เท่าที่ทราบมา พวก "ร่างทรง" พวกนี้จะอาศัยจุดอ่อนที่ว่า คนทั่วไปคิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่อง "งมงาย" แต่ถ้าใครหลงเข้ามา แล้วก็มารู้ตัวทีหลังว่าโดนหลอก ก็จะไม่กล้าบอกใคร เพราะกลัวชาวบ้านจะซ้ำเติมว่า "ดีแล้ว สมน้ำหน้า อยากงมงายเอง"

นี่แหละครับ คนส่วนใหญ่ที่ถูกหลอกจึงเงียบกันสนิท ส่วนใหญ่ก็คิดว่า ฟาดเคราะห์ อย่างเรื่องของนายแอ ถ้าภรรยาของเขาไ่ม่ออกมาแฉเอง ก็ไม่มีใครรู้หรอกครับว่า นายแอหลอกข่มขืนมาหลายคนแล้ว

จุดอ่อนที่ผมว่านี้คือช่องทางหากินของผู้ประกอบอาชีพประมาณนี้แหละครับ

ส่วนอาชีพหมอดู เป็นอีกเรื่องครับ ผมมองว่าก็เป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง (หมอดูแบบจริงๆ นะครับ ไม่ใช่หมอเดา) เป็นศาสตร์แห่งการทำนาย โอกาสถูกผิดก็มีเท่ากันครับ แต่ถ้าถูกก็มักจะนำมาอ้างบ่อยๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แต่ถ้าผิดมักเก็บเงียบ อิอิ

ผมมองว่า ไปดูหมอ ดูได้ครับ แต่อย่า่งมงาย ให้คิดว่า ไปดูหมอก็เหมือนไปดูหนัง หมอเตือนอะไรก็ฟังๆ ไว้ครับ แต่อย่างไปจริงจังมาก ยิ่งถ้ามีเหตุต้องเสียตังค์ ก็ตั้งสมมุติฐานไว้ก่อนครับว่า "หลอกหรือเปล่า" อิอิ

ถ้าตามหลักพุทธเลยนะครับ

"ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" ครับ  

บันทึกการเข้า
drag
อสุรผัด
*
ตอบ: 2


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 19 ธ.ค. 05, 11:02

 เคยมีประสบการณ์เหมือนTraveller  พยายามหาคำตอบแต่ก็ตอบได้ไม่ดีเท่าไหร ก็เลยอยู่เฉยๆๆดีกว่า  ไม่เชื่อแต่ก็ไม่หลบลู่ เพราะเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ คนที่เจอของจริง กับ คนที่ไม่เคยเจอ(หรือพวกโดนหลอก) พูดยากมาก แล้วคนที่เชื่อหรือรู้จริงก็ไม่เคยมีใครออกมาพูดกันตรงๆๆ ยอมรับอย่างหนึ่งทุกอย่างมีเหตุและมีผลแห่งการกระทำเสมอ มั่นรักษาศีล 5 เจริญภาวนา นั่งสมาธิ แล้วสิ่งๆ ดีจะตามมา ผลแห่งการกระทำดีมีจริง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่ยึดมั่น ถือมั่น ดีแน่นอน
บันทึกการเข้า
ลำดวนเอ๋ยพี่จะด่วนไปก่อนแล้ว
ชมพูพาน
***
ตอบ: 175

ความสุขที่แท้อยู่ที่ใจ


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 19 ธ.ค. 05, 17:10

 การที่เราอยู่ในสถาณการณ์หนึ่งๆ แล้วมีปฏิกิริยาแปลกๆในร่างกาย ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกครับ อธิบายได้หลายอย่าง ทั้งความเครียดของตนเอง การสะกดจิตหมู่ ฯลฯ เช่นการสวดภาณยักษ์ หรือการสวดตัดเวรตัดกรรม สำหรับผมเองก็เคยเป็นเหมือนกันเวลาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ เช่นในพิธีกรรมต่างๆ หรือในสถาวะที่มิปกติ หรือที่เราไม่คุ้นชิน แต่เราต้องพยายามรู้เท่าทันจิตของเราให้เร็วที่สุด จิตของเรา(ที่ไม่ใช่ของเรา)มันรวดเร็วมาก สามารถสร้างอุปาทานได้สารพัด ขนาดการนั่งสมาธิขั้นสูงที่พระเถรเณรชีไปร่ำเรียนที่วัดมหาธาตุ บางรูปบางท่านนั่งไปนั่งมาสติแตกเพี้ยนไปก็เยอะ เรื่องจิตเนี่ยถ้าจะมองในมุมจิตวิทยาแจจุบัน หรือพุทธศาสนา พูดสามวัน สามคืนก็ไม่หมด เจ้าชายสิทธัตถะได้ค้นพบทางดับทุกข์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เพราะทรงบำเพ็ญเพียรทางจิต และเรื่องที่พุทธศาสนาเน้นย้ำพร่ำสอนกันมากก็คือ การรู้เท่าทันจิต และรู้ถึงความเป็นจริงในโลก และถ้าเรารู้ความเป็นจริงในโลกนี้แล้ว คำว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้อีกต่อไป
ทุกอย่างในวัฏจักรสงสารนี้ ถ้ามีเกิดก็ย่อมมีดับไปเป็นธรรมดา ไม่มีใครจะบันดาลให้ใครเป็นอะไรได้ นอกจากการกระทำ(กรรม)ของตนเอง ถ้าไปอ่านใน "ธะชัคคะปริตร" โดยสรุปจะพบว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่า ในเทวสงคราม จอมเทวดาบอกแก่หมู่เทพบริวารว่า หากมีความหวาดกลัว จงดูธงแห่งจอมเทพทั้งหลาย แล้วความหวาดกลัวนั้นจะสิ้นไป แต่การดูธงแห่งจอมเทพทั้งหลายนั้นมิสามารถขจัดความกลัวได้ถาวร เพราะจอมเทพเหล่านั้นยังมีราคะ โทสะ โมหะ ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า หากพระสาวกอยู่ในสถานที่ใดๆ แล้วเกิดความหวาดกลัว ก็ให้รำลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เมื่อรำลึกถึงแล้วความหวาดกลัวทั้งหลายจะสูญสิ้นไป เพราะพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มีความประเสริฐ สิ้นแล้วจากกิเลศ สามารถเป็นที่ยึดเหนี่ยวได้โดยแท้
สรุปท้ายว่า การมีองค์ไม่ดี การไม่มีองค์ก็ไม่ดี แต่การมีพระพุทธศาสนาเป็นหลักในการดำรงชีวิตดีเลิศที่สุด เพราะพระรัตนไตร เป็นเลิศกว่าเทวดา พรหม มาร ทั้งปวง
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.033 วินาที กับ 19 คำสั่ง