การเสียชีวิตของพระเจ้าตากสิน

<< < (5/7) > >>

pipat:
มีความสงสัยถ้อยคำที่อ้างว่าเป็นของหลวงพ่อลิงดำหลายประการ

1 "คนที่เป็นกษัตริย์มาแล้ว เป็นทุกอย่างมาแล้ว มันก็หมดความโลภ ความโกรธ ความหลง และก็เป็นคนแก่ด้วย"
วันสิ้นแผ่นดินพระเจ้าตากนั้น พระชนม์เพียง 48 ไม่เรียกว่าแก่
มาแก่ได้ก็ต้องอยู่มาหลัง 2325 อีกเป็นสิบๆ ปี ตอนนั้นก็ทรงเป็นพระเถระได้แล้ว (ถ้าเชื่อว่าออกบวชนะครับ)
ที่ว่าหมดความโลภอะไรนั่น ถ้าจริงก็หมดเพราะบวช ไม่ใช่หมดเพราะแก่

2 "ลูกชายของท่านมีสองคน คนพี่ให้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชจะได้บำรุงพ่อ"
เจ้าเมืองนครที่คาดว่าเป็นโอรสเจ้าตากนั้น ได้เป็นเจ้าเมืองในรัชกาลที่ 2 คนก่อนหน้าก็เป็นมาตั้งแต่สมัยธนบุรี
ไม่มีช่องให้เจ้าตากหรือรัชกาลที่ 1 ตั้งลูกเจ้าตากเป็นเจ้าเมือง
แม้ตั้งได้ เจ้าตากก็ตายไปนานแล้วครับ บำรุงได้แต่กระดูก

ทำไมบอกว่าตายไปแล้ว ก็เพราะพอขึ้นรัชกาลที่ 2 สายสกุลพระเจ้าตากถูกล้างจนไม่เหลือคนสำคัญ
ถ้าเจ้าตากยังอยู่ คงไม่มีกรณีประหารเจ้าฟ้าเหม็นเกิดขึ้น

3 สงสัยว่า เจ้าตากใช้ศัพท์ "ผม" ด้วยหรือ "ท่านก็บอกว่า “ผมนี่แหละ พระเจ้าตากสินมหาราช”
เอกสารที่เชื่อว่าเป็นของร่วมสมัยกับพระองค์ ระบุว่า ทรงตรัสกับพระสงฆ์เรียกพระองค์เองเป็น "โยม"
และคำยกย่องมหาราช ไม่น่าจะทรงรู้จัก เว้นแต่ดวงพระวิญญานวนเวียนอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ระยะนั้นพอดี

4 “สมัยผมมีแต่หวยจัยยี่กี"
ท่านผู้เล่า(จะเป็นพระลิงดำหรือคนที่นำมาเล่าต่อ) คงไม่เคยอ่านประชุมพงศาวดารภาค 17 ตำนานเรื่องเลิกหวยแลบ่อนเบี้ยในกรุงสยาม
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ว่า "ได้ความในหนังสือซื่อยังว่า หวยเปนของพึ่งคิดขึ้นในแผ่นดินพระเจ้าเตากวาง
รัชกาลที่ ๖ ในราชวงศ์ใต้เชง เสวยราชย์แต่ปีมเสง พ.ศ. ๒๓๖๔ จนปีจอ พ.ศ. ๒๓๙๔ (ตรงกับรัชกาลที่ ๒ ต่อรัชกาลที่ ๓ กรุงรัตนโกสินทรนี้ )"
ผีพระเจ้าตากคงสับสน

5 “เวลานี้พระโพธิสัตว์ที่มีบารมีเต็มรอคิวกันยาวเหยียด ผมก็อยากจะลาพุทธภูมิเหมือนกัน แต่ก็ไม่แนใจว่าถ้าลาแล้วจะมีผลเป็นประการใด”
คตินี้ไม่เคยได้ยิน ที่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้ามีคิวรอเต็มเหยียด อ่านที่ใหนๆ ก็ว่าเป็นยากเย็นนัก นี่รอคิวยังกับจะเข้าดูหนัง คงมีเป็นร้อยเป็นพันยังกะเซลล์แมน
และที่เคยทราบ การเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตนี่ไม่มีคิวนี่นา บำเพ็ญบารมีถึงก็เป็น นี่ต้องรอคิวก็แปลว่าบารมียังไม่ถึง บารมียังไม่ถึง ก็ต้องไปสร้างสมต่อ
ไม่ใช่มาจูงมือกันไปหานายทะเบียนอะไรสักอย่างเช่นที่เล่าไว้

6 “เวลานี้ลาจากพุทธภูมิหรือยัง”
ไม่เข้าใจคำนี้เลย พุทธภูมินี้มีการลาออกด้วยหรือ
บุคคล เมื่อบรรลุพุทธภูมิแล้ว หากจะพ้นก็โดยความเสื่อม แต่ถ้าเสื่อมได้ก็แปลว่ายังไม่ถึงพุทธภูมิ ข้อนี้รู้น้อย ไม่คิดต่อ

7 “ถ้าอย่างนั้นไปคุยกับพระกันดีกว่า ไปด้วยกันไหม” ท่านบอกว่า “ไปซิ ที่มานี่ก็จะมาชวนไปหาพระด้วยกัน”
ข้อนี้ยิ่งไม่เข้าใจ ที่ว่าไปหาพระด้วยกัน แปลว่าท่านฤาษีลิงดำ ไปกับพระโพธิสัตว์สิน(หรือเทวดากันแน่ เห็นเรียกทั้งสองอย่าง) ที่ได้พุทธภูมิแล้ว
แต่สุดท้ายกลับเรียกเป็นผี ตกลงร่างที่มานี้เป็นอะไรกันแน่ เป็นผู้ได้พุทธภูมิคือเป็นภิกษุ
เป็นโพธิสัตว์ หรือเป็นเทวดา....
แล้วก็เลยย้อนไปสงสัยต่อว่า ตอนต้นมาในชุดกางเกงสั้นแขนสั้น ตกลงท่านเลิกบวชแต่เมื่อไรล่ะ ใหนว่ารัชกาลที่ 1 ให้บวชไง

8 ท่านก็เลยเข้าไปกราบพระ พระท่านก็บอกว่า “เอหิภิกขุ เจ้าจงเป็นภิกษุมาเถิด”
ข้อนี่ช็อคมากครับ คำนี้เป็นพุทธพจน์ หรืออย่างอ่อนก็เป็นคำครั้งพุทธกาล ผู้ที่พูดได้ ล้วนดับสูญแล้ว ใครอื่นจะพูดได้อีก
ทีนี้ทั้งสองจูงมือกันไปเข้าเฝ้าได้ ก็แปลว่า ที่เราเรียนกันว่ามหาปรินิพพานนั้นคือดับสูญไม่มาเกิดอีก ก็ไม่จริง
ท่านไม่ได้ดับสูญเลย ยังนั่งทำงานเป็นนายทะเบียนอยู่ที่ใหนสักแห่ง

9 เทวดาสินก็กลับสภาพจากเทวดา เป็นวิสุทธิเทพ
ทราบแต่ว่าเทวดาก็คือเทพ ถ้าที่เล่ามาคือจะยกว่า ผีสินได้เลื่อนจากเทวดาขึ้นเป็นวิสุทธิเทพ
ก็ให้แปลกใจ เพราะตอนแรกเล่าว่าเทวดาสินนี่ รอคิวเป็นพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว
แต่มาตรงนี้ ได้เลื่อนเป็นวิสุทธิเทพ
นึกว่าการรอคิวเป็นพระพุทธเจ้านี่คือสุดทางแล้ว ที่ใหนได้ มีเลื่อนขึ้นอีกก็ได้แฮะ
 
สรุปว่า เรื่องยืดยาวนี้ ไม่น่าเป็นถ้อยคำของพระเถระผู้ใหญ่ระดับพระราชพรหมญาน
แต่คนจำ จำมาตกหล่น ไม่ก็เล่าเอง
ข้อเอหิภิกขุนั้น ไม่มีพระภิกษุที่มีความรู้รูปใดจะกล้าเล่าอย่างนั้น
ถ้าเล่าก็ไม่ใช่พุทธแบบที่เรารู้จัก หรือไม่ใช่พุทธเลย

Hotacunus:
 ??? ... มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ (เรื่องที่ 15 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงลาจากพุทธภูมิ)

ผมว่า พระเจ้าตากน่าจะใช้สรรพนามว่า "เรา" มากกว่านะครับ หรือไม่ก็ "ข้าพเจ้า" (ข้า ของ พระพุทธเจ้า)

คำว่า "ผม" ไม่รู้เหมือนกันว่าเก่าแค่ไหน ดูเหมือนว่าน่าจะบังคับใช้กันเมื่อไม่นานมานี้ (ไม่ ร.๖ ก็ จอมพล ป. ... ไม่รู้เหมือนกันครับ ท่านใดรู้ช่วยขยาย)

เรื่อง "พระขอหวยผี" นี่ก็เหลือเกิน .... อันนี้แหละที่จะทำให้ผมไม่เชื่อ ... เหมือนแต่งเอาใจคนบ้าหวย ...

เรื่องเล่าในวัฒนธรรมหวย (ไทย)   ;D

UP:
ขอพูดซ้ำประโยคเดิมที่ผมพูดอยู่เสมอว่า การพร่ำเพ้อตำนานว่าพระมหาราชเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐของไทย ๒ พระองค์ ทรงสมคบคิดกันหนีหนี้เมืองจีนนั้น ไม่เป็นพระเกียรติยศเอาเสียเลย

สู้เชื่อตามพระราชพงศาวดารที่กล่าวไว้ชัดเจนแจ่มแจ้งแล้วจะยังดีเสียกว่า

เทาชมพู:
โดยส่วนตัว   ไม่เชื่อตำนานจากคำบอกเล่า ประเภท"นั่งทางใน"  โดยเฉพาะเรื่องพระเจ้าตากสินไม่ได้ถูกสำเร็จโทษ   
เพราะเหตุผลต่างๆขัดกับเหตุการณ์ที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ทั้งปลายสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์
- หากเป็นการคบคิดกันไม่ว่าเรื่องหนีหนี้เมืองจีน หรือตั้งใจออกผนวชไม่สึก   ทำไมจะต้องมีการประหารพระราชโอรสของพระเจ้าตาก คือเจ้าฟ้าจุ้ย กรมขุนอินทรพิทักษ์ และพระราชโอรสอีกพระองค์หนึ่งที่ขอตายตามพ่อไปด้วย
- ทำไมพระยาพิชัยดาบหัก จึงขอตายตามเจ้านาย   หากเจ้านายมิได้สวรรคตจริง  หากว่าขอตายเพราะไม่รู้ว่าเจ้านายยังมีพระชนม์อยู่  ก็ไม่น่าที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯจะยอมให้ทหารเอกมือดีถูกประหารไป ๑ คนจากความไม่รู้
- ทำไมกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท จึงตั้งพระทัยจะประหารขุนนางที่เป็นฝ่ายพระเจ้าตากอีกหลายคน  แต่ว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าทรงขอไว้
- ทำไมมีการกริ้วจนเฆี่ยนบรรดานางในเจ้าจอมหม่อมห้ามทั้งหลายของสมเด็จพระเจ้าตากสินที่คร่ำครวญหวนไห้ถึงเจ้านายเดิม
- ทำไมถึงมีการปราบปรามกบฎของกรมขุนกษัตรานุชิต พระราชโอรสของพระเจ้าตากในต้นรัชกาลที่ ๒  จับสำเร็จโทษรวมทั้งลูกเด็กเล็กแดงหมด
- ทำไมเชื้อสายสมเด็จพระเจ้าตากที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงถูกลดลงไปเป็นสามัญชนทั้งหมด
หากสมเด็จพระเจ้าตากสินยังมีพระชนม์ชีพอยู่ทางนครศรีธรรมราช   เรื่องทั้งหมดนี้ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นให้เป็นที่ระคายเคืองพระราชหฤทัย

ส่วนหนังสือ ตายแล้วสูญ  มีข้อความที่น่าเคลือบแคลงหลายอย่าง  ดิฉันเห็นด้วยกับคุณ pipat  คุณ Hotacunus และคุณ UP
นี่ยังไม่รวมว่า ทางเมืองจีนไม่เคยมีหลักฐานเลยว่าเคยให้ยืมสตางค์ หรือยกทัพข้ามทะเล(จากปักกิ่ง??)มาตีอาณาจักรธนบุรี เป็นการยึดใช้หนี้    ขนาดไม่ต้องพูดถึงความจริงว่า การเดินทางเป็นแรมปีจากอ่าวไทยไปเฝ้าฮ่องเต้จีน กินเวลาแรมปีกว่าจะไปจะกลับ   จะยืมสตางค์ทันใช้หรือ  หรือว่าจะยกทัพเรือมากินเวลาเท่าไหร่กว่าจะถึงธนบุรี

pipat:
เรื่องยืมเงินนี้ ท่านที่เล่าอาจจะเคยชินกับธุรกรรมปัจจุบัน
ระบบการค้าของจีนนั้น เขาเรียกว่าการฑูตแบบบรรณาการ คือไม่ใช่การค้า แต่เป็นความเมตตาที่ฮ่องเต้ให้กับประเทศโพ้นทะเล
แต่เรามาเรียกเป็นการค้า ราชสำนักจีนไม่เคยมีคำนี้ เพราะฮ่องเต้เป็นโอรสสวรค์ จะมาค้าขายกับใครได้

หน้าที่ของโอรสสวรรค์ก็คือดูแลโลก ดำรงคุณธรรม
กรณีพระเจ้าตากตั้งตนเป็นเจ้านี่ ทางจีนไม่รับรู้ด้วย แม้ว่าจะยอมให้ฑูตเข้าเฝ้า ก็เป็นอย่างนอกสำรับ
เพราะฮ่องเต้ไม่ประทานตราตั้งมาให้
เจ้าตากเพียรขอถึงสามครั้ง ได้มาก็เป็นรัชกาลพระพุทธยอดฟ้าฯ
มีตราตั้ง จึงจะมีสิทธิเข้าถึงปักกิ่ง

เพราะฉะนั้น เจ้าตากจะไปยืมเงินใครได้ครับ ในเมื่อไม่มีตัวตนอยู่ในการรับรู้ของจีน
การค้าที่เกิดขึ้น ก็ต้องถือว่าเป็นการแทรกเข้าได้วยการใช้ช่องทางเดิมๆ พอให้ได้เงินมาใช้จ่าย
ตามการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญจีน มาในรัชกาลที่ 1 นี่เอง ที่สยามได้รับสิทธิทางการฑูตเต็มที่
และส่งทูตไปจีนถี่ครั้งมากที่สุด ปกติสามปีครั้ง แต่ตัวเลขออกมาดูเหมือนจะปีละครั้ง

คนที่คิดเรื่องกู้เงิน คงไปฟังเรื่องขอซื้อกระทะมาหลอมทำอาวุธ แล้วผูกเป็นว่าได้รับการช่วยเหลือ
ถ้าจำไม่ผิด ทฤษฏีเรื่องเจ้าตากไม่ได้ถูกประหาร เริ่มมาจากนักเขียนฝ่ายซ้ายคนหนึ่งเมื่อกึ่งพุทธกาล
แล้วมีการเสริมต่อกันออกมาอีกหลายสำนวนความ ต่างก็ไม่ใช่งานทางวิชาการ และไม่เคยได้รับการสนใจ
เว้นแต่จากคนที่ไม่ชอบงานที่ต้องคิด ชอบงานที่ต้องเชื่อ
เนื้อหาที่เสนอเป็นนิยายแบบที่คุณพุ่มเคยใช้กับพระอภัยมณีว่า "ขี้ปดสยดสยอน" ประมาณนั้น

แต่อันที่จริงก็ต้องขอบคุณท่านที่ยกข้อความมาให้อ่านนะครับ
เพราะสามารถใช้เป็นบททดสอบได้ดีว่า ความรู้ที่นักวิชาการช่วยกันสอบค้นสะสมทิ้งเอาไว้มากมาย
จะสามารถทดสอบความเท็จของเรื่องเล่าต่างๆ ได้หรือไม่
ถ้าไม่ได้ เรื่องเหล่านั้นก็ยังฝังตัวอยู่ตามมุมมืดของการศึกษา คอยหลอกหลอนนักเรียนขวัญอ่อนให้คล้อยตาม
ถ้าได้ ก็เป็นการดี ที่มีตัวอย่างมาให้ตรวจสอบระดับความรู้

แต่ขอร้องว่าอย่าขุดขึ้นมาบ่อยนัก เกิดน้ำมนต์ขาดตลาดจะยุ่งกันใหญ่

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว