เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 4 5 [6]
  พิมพ์  
อ่าน: 31213 เรื่องราวเกี่ยวกับพระราชวังและพระที่นั่งต่างๆ
สะใภ้จ้าว
ชมพูพาน
***
ตอบ: 132

นักเรียนชั้นม.4


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 75  เมื่อ 19 ต.ค. 05, 08:39


ได้ครับ เดี๋ยวผมจะหาเรื่องราวของวังหลังมาให้อ่านกัน

เรื่อง ‘วังหลัง’ หรือ ‘กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข’ หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า ‘กรมพระราชวังหลัง’ มีผู้ถามกันมามากเช่นกัน

  ‘วังหน้า’ นั้นเรียกวังของพระมหาอุปราชกรมพระราชวัง รับพระบัณฑูร แรกเริ่มมีขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ รัชกาลที่ ๘ พระบรมราชวงศ์เชียงราย แห่งกรุงศรีอยุธยา เหตุที่ทรงตั้งพระมหาอุปราชวังหน้า ก็เพื่อมิให้เกิดแย่งชิงราชสมบัติกัน เหมือนเมื่อครั้งเจ้าอ้ายพระยา เจ้ายี่พระยา ยกทัพมาจากเมืองลูกหลวงแย่งชิงราชสมบัติกันจนถึงแก่สิ้นพระชนม์ด้วยกันทั้งคู่ ราชสมบัติจึงตกแก่เจ้าสามพระยา พระราชบิดาของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ

            ‘วังหน้า’ พระองค์แรกคือ พระราชโอรสในสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระนามว่า พระอินทราชา ต่อมาเมื่อ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ สวรรคต ‘วังหน้า’ ก็ได้ขึ้นครองราชย์เป็น สมเด็จพระอินทราชาที่ ๒ รัชกาลที่ ๙ พระบรมราชวงศ์เชียงราย

            ‘วังหน้า’ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ไม่ได้ตั้งทุกรัชกาล บางรัชกาลก็ไม่ได้ตั้ง หรือไม่ทันตั้ง เพราะมีเหตุให้เปลี่ยนราชวงศ์อยู่บ่อยๆ พระเจ้าแผ่นดิน ๓๓ พระองค์ ราชวงศ์ ๕ ราชวงศ์ มี ๑๒ แผ่นดินเท่านั้นที่ตั้ง พระมหาอุปราชวังหน้า ๑๒ พระองค์

           ส่วน ‘วังหลัง’ หรือกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข เพิ่งจะมีขึ้นในรัชกาล

สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช (รัชกาลที่ ๑๗ ของกรุงศรีอยุธยา และที่ ๑ แห่งบรมราชวงศ์เชียงราย-สุโขทัย เป็นพระราชบิดาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และ สมเด็จพระเอกาทศรถ

           ในรัชกาลนี้โปรดให้ สมเด็จพระนเรศวร ประทับวังด้านหน้าพระราชวัง และทรงสร้างวังทางด้านหลังพระราชวัง พระราชทานสมเด็จพระเอกาทศรถ จึงเรียกกันว่า ‘วังหลัง’ คู่กันกับ ‘วังหน้า’

           ต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (รัชกาลที่ ๒๗ กรุงศรีอยุธยา ที่ ๔ แห่งบรมราชวงศ์ปราสาททอง) ไม่ได้ทรงตั้งมหาอุปราชวังหน้า แต่โปรดให้พระราชอนุชาพระองค์หนึ่ง คือ พระไตรภูวนาถทิตยวงศ์ ประทับอยู่วังหลัง

            ‘วังหลัง’ ในสองรัชกาลนี้ เป็นแต่ที่ประทับยังมิได้เป็น ‘กรมพระราชวังหลัง’

           ถึงรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา (รัชกาลที่ ๒๘ กรุงศรีอยุธยา เป็นกษัตริย์พระองค์เดียวแห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง ถึงรัชกาลที่ ๒๙ พระเจ้าเสือ หรือขุนหลวงเสือ ขุนหลวงสรศักดิ์ ย้อนกลับเข้าราชวงศ์ปราสาททองอีกครั้งหนึ่ง เพราะถือว่าขุนหลวงเสือเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และเป็นราชวงศ์ปราสาททองต่อกันมาอีก ๔ พระองค์จนเสียกรุง)

           ในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชานี้เอง ที่มีทั้ง ‘วังหน้า’ และ ‘วังหลัง’ ‘วังหน้า’ เรียกว่า ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ เหมือนเมื่อครั้งสมเด็จพระนารายณ์ฯ ‘วังหลัง’ เรียกว่า ‘กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข’

           กรมพระราชวังหลัง หรือ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ในรัชสมัยกรุงศรีอยุธยา มีเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ในรัชสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ก็มีเพียงพระองค์เดียวเช่นกัน

           เรื่อง กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข นี้ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์อธิบายไว้ในพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ ๕ ไว้อย่างชัดเจน อย่างอ้างอิงได้ ดังนี้

            “คำว่า ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ มีเรื่องตำนานมาแต่ครั้งรัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช

           เมื่อรวมคนหัวเมืองเหนือลงมาตั้งสู้ศึกพม่าที่พระนครศรีอยุธยา ครั้งนั้น พระนเรศวรสร้างวังเป็นที่ประทับอยู่ทางด้านหน้าพระราชวังหลวง คนทั้งหลายคงเรียกวังนั้นตามนามวังที่เคยเสด็จประทับ ณ เมืองพิษณุโลกว่า ‘วังจันทร์’ บ้าง เรียกว่า ‘วังหน้า’ บ้าง (แต่สมเด็จพระนเรศวรมิได้ทรงรับ พระมหาอุปราชวังหน้า ณ กรุงศรีอยุธยา หากแต่สมเด็จพระมหาธรรมราชาฯ ราชบิดา โปรดให้เสด็จกลับขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลก บังคับบัญชาหัวเมืองเหนือ มีอำนาจยิ่งใหญ่กว่าพระมหาอุปราชกรมพระราชวัง หรือ ‘วังหน้า’ ที่แล้วๆ มา-จุลลดาฯ)

           สันนิษฐานว่าครั้งนั้นคงสร้างวังขึ้นที่สวนหลวงด้านหลังพระราชทานพระเอกาทศรถอีกวัง ๑ คนทั้งหลายก็เรียกกันว่า ‘วังหลัง’ จึงเกิดมี วังหลวง วังหน้า และวังหลังขึ้นแต่ครั้งนั้นมา

           ครั้นมาถึงรัชกาลสมเด็จพระศรีสุธรรมาธิราช (พ.ศ. ๒๑๙๙) สมเด็จพระนารายณ์ฯได้เป็นพระมหาอุปราช ประทับอยู่ที่วังหน้า แล้วเกิดรบกันขึ้นกับสมเด็จพระศรีสุธรรมาธิราช (พระเจ้าอาของพระนารายณ์ฯ-จุลลดาฯ) สมเด็จพระนารายณ์ฯได้ราชสมบัติ แต่ไม่เสด็จมาอยู่วังหลวง

ประทับอยู่ที่วังหน้าต่อมาอีกหลายปี สันนิษฐานว่า เห็นจะเปลี่ยนนามวังจันทร์เกษม (ซึ่งเรียกมาแต่ครั้งพระนเรศวรฯ-จุลลดาฯ) เป็น ‘พระราชวังบวรสถานมงคล’ ในตอนนี้ เพราะเป็นพระราชวังและเป็นมงคลสถานที่ได้เสวยราชย์

           ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ฯนั้นปรากฏว่า พระไตรภูวนาถทิตยวงศ์ ราชอนุชาองค์ ๑ ได้ประทับอยู่ ณ วังหลัง แต่หาได้เพิ่มยศศักดิ์อย่างใดไม่

           ครั้นถึงรัชกาลสมเด็จพระเพทราชาธิราช ตั้งราชวงศ์ใหม่ จะตั้งให้หลวงสรศักดิ์ผู้เป็นบุตร เป็นพระมหาอุปราช และจะตั้งนายจบคชประสิทธิ์ผู้เป็นหลาน เป็นเจ้าชั้นสูง รองแต่พระมหาอุปราชลงมา ให้อยู่ที่พระราชวังบวรสถานมงคล คือ วังหน้า องค์หนึ่ง ให้อยู่วังหลังองค์หนึ่ง

           จึงเอาระเบียบการตั้งกรมเจ้านายบังคับบัญชา ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์ฯทรงบัญญัติขึ้น มาใช้ให้ขนานนามข้าราชการบรรดาที่มีตำแหน่งขึ้นอยู่ในพระมหาอุปราช เรียกรวมกันตามชื่อวังว่า ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’

           แล้วเอาแบบนั้นไปตั้งขึ้นสำหรับ วังหลังเรียกนามว่า ‘กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข’

           จึงเกิดนามเรียกกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข แต่นั้นสืบมา”

           กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข หรือกรมพระราชวังหลัง กรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีเพียงพระองค์เดียว ในรัชกาลที่ ๑ ได้เคยเล่าเรื่องของท่านตลอดจนพระโอรสชั้นผู้ใหญ่ที่ได้ทรงกรม ที่เรียกกันว่า ‘เจ้าสามกรม’ มาแล้ว

           จึงขอเท้าความแต่เพียงสั้นๆ ว่า ‘กรมพระราชวังหลัง’ ท่านเป็นพระโอรสองค์ใหญ่ใน สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี สมเด็จพระพี่นางเธอพระองค์ใหญ่ในรัชกาลที่ ๑ พระอินทรักษา (หม่อมเสม) เป็นพระบิดา

           พระอินทรักษา (หม่อมเสม) เป็นบุตรชายใหญ่ของพระยากลาโหมราชเสนา อธิบดีกรมกลาโหมฝ่ายพระราชวังบวรสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์

            “กรมพระราชวังหลัง” เดิมท่านมีพระนามว่าทองอิน ประสูติรัชสมัยพระเจ้าบรมโกษ เมื่อ พ.ศ.๒๒๘๙ ท่านจึงมีพระชันษาสูงกว่า สมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ถึง ๒๑ ปี

           ในรัชสมัยกรุงธนุบรี ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กหลวง รับราชการจนกระทั่งเลื่อนเป็น พระยาสุริยอภัย ผู้สำเร็จราชการเมืองนครราชสีมา ศักดินา ๑๐,๐๐๐ ไร่ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยยศ เสมอเจ้าพระยา

           เมื่อสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯสถาปนาเป็น สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์

           เมื่อชนะศึกพม่า มีความชอบ จึงโปรดเกล้าฯเพิ่มพระเกียรติยศ สถาปนาเป็นกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข รับพระบัญชาตามแบบอย่างกรมพระราชวังหลัง แต่ครั้งสมเด็จพระเพทราชา

           กรมพระราชวังหลัง มีพระอัครชายา พระนามว่าทองอยู่ เมื่อสถาปนาพระบรมราชวงศ์ โปรดฯ ให้ทรงศักดิ์เป็น เจ้าครอกทองอยู่ เรียกกันว่า ‘เจ้าข้างใน’ บ้าง ‘เจ้าครอกข้างใน’ บ้าง “เจ้าครอกใหญ่’ บ้าง

           ที่เรียกว่า ‘เจ้าครอกใหญ่’ สันนิษฐานกันว่า คงจะเรียก พระอัครชายา (เจ้าศิริรจจา หรือศรีอโนชา) ในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ว่า ‘เจ้าครอก’ เช่นกัน จึงทำให้น่าจะมีทั้งเจ้าครอกใหญ่ และเจ้าครอกน้อย นี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น ยังไม่มีเอกสารยืนยัน

           เจ้าครอกทองอยู่ เดิมท่านเป็นชาววังสมัยอยุธยา เป็นข้าหลวงสำนัก เจ้าฟ้าหญิงจันทวดี

           ตามพระราชพงศาวดาร ฉบับ คำให้การขุนหลวงหาวัด ที่พม่าจดเอาไว้ ว่า เจ้าฟ้าหญิงจันทวดี เป็นพระขนิษฐาของเจ้าฟ้าหญิงพินทวดี ทั้งสองพระองค์เป็นพระราชธิดา ในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ ประสูติแต่กรมหลวงพิพิธมนตรี (พระพันวสาน้อย) ส่วนพระพันวสาใหญ่ คือกรมหลวงอภัยนุชิต)

           เจ้าฟ้าหญิงจันทวดี นั้น เมื่อกรุงแตก ไม่ปรากฏพระองค์ เช่นเดียวกับเจ้านายอีกหลายๆ พระองค์ มีแต่เจ้าฟ้าหญิงพินทวดี ที่ทรงรอดมาได้ เมื่อแผ่นดินกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงอุปถัมภ์ยกย่องให้เสด็จอยู่ในวัง เป็นหลักในเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีฝ่ายใน จนถึงแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ มหาราช ก็ทรงยกย่อง เชิญเสด็จเข้าประทับในพระบรมมหาราชวัง เช่นกัน สมเด็จเจ้าฟ้าพินทวดี ทรงเจริญพระชันษาเสด็จอยู่มาจนสิ้นรัชกาลที่ ๑


ในรูปนี่คือ สมเด็จกรมพระราชวังหลังในรัชกาลที่ ๑ พระรูปวาดจากเค้าพระพักตร์พระปฐมวงศ์ผสมผสานจินตนาการ

ข้อมูลจาก :: http://www.sakulthai.com/  
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 76  เมื่อ 19 ต.ค. 05, 08:40

 อยู่ตรงโรงพยาบาลศิริราช ค่ะ
อ่านได้จากบทความของเรือนไทย
 http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=245  
บันทึกการเข้า
สะใภ้จ้าว
ชมพูพาน
***
ตอบ: 132

นักเรียนชั้นม.4


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 77  เมื่อ 19 ต.ค. 05, 08:45

 และนี่คือ บทความอีกบทความหนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่องราวของวังหลังนะครับ

ขอขอบคุณ บทความจาก::  หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ คอลัมภ์ คัมภีร์จากแผ่นดิน

วังหลัง

สงครามสมัยโบราณ พระมหากษัตริย์เป็นทัพหลวง พระมหาอุปราชเป็นทัพหน้า ที่ประทับของแม่ทัพหน้าจึงถูกเรียกว่า วังหน้า

วังหน้า...ส่วนใหญ่จะรู้จักกันดี ขณะที่ วังหลัง...ยังรู้จักกันไม่มาก

วังหลัง พระองค์แรก อยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา แผ่นดินพระมหาธรรมราชา โปรดให้สมเด็จพระนเรศวร เป็นพระบัณฑูร หรือวังหน้า สมเด็จพระเอกาทศรถ จึงได้เป็นวังหลัง ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าได้เป็นพระบัณฑูรน้อยหรือไม่ เพราะเมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จสวรรคต สมเด็จพระเอกาทศรถ ก็ได้ขึ้นครองราชย์

แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ โปรดให้พระเจ้าน้องยาเธอพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ เป็นวังหลัง ต่อมา วังหลังพระองค์นี้เป็นกบฏ ถูกจับสำเร็จโทษ

แผ่นดินพระเพทราชา โปรดให้พระเจ้าเสือ เป็นพระมหาอุปราช ประทับวังหน้า แล้วโปรดให้สถาปนา นายจบคชประสิทธิ์ เป็นเจ้า...ประทับอยู่วังหลัง มีชื่อเรียกเป็นทางการ พระราชวังบวรสถานพิมุข

วังหลังพระองค์นี้ อยู่ในตำแหน่งได้ไม่นาน เหตุการณ์ก็ซ้ำรอยเก่า ถูกจับสำเร็จโทษอีก

เป็นอันว่า สมัยกรุงศรีอยุธยา มีวังหลังอยู่สามพระองค์

สมัยรัตนโกสินทร์ พระราชพงศาวดาร กล่าวว่า เมื่อสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงปราบดาภิเษก และเสด็จประทับ ณ กรุงรัตนโกสินทร์ ในพุทธศักราช 2325 แล้ว โปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยยศพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงสถาปนาพระยาสุริยอภัย พระโอรสองค์ใหญ่ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี เป็นสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์

กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข

ตำแหน่งที่ตั้งของวังหลัง เป็นสวนลิ้นจี่ อยู่ทางฝั่งตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยา เหมาะกับการป้องกันดูแลพระนครทางด้านนี้ ใกล้กับสวนมังคุด ที่ดินนิวาสสถานเดิม ที่ได้พระราชทานจากพระมารดา (บริเวณวัดอมรินทราราม)

สมัยรัชกาลที่ 5 มิชชันนารีอเมริกัน ได้มาขอซื้อที่ดินส่วนหนึ่งของวังหลัง สร้างโรงเรียน คือโรงเรียนสตรีวังหลัง ที่ดินส่วนที่เหลือไม่ได้ใช้ประโยชน์

จน พ.ศ.2429 รัชกาลที่ 5 มีพระราชดำริสร้างโรงพยาบาล คณะกรรมการฯ มีมติเลือกที่ดินวังหลัง เพราะเห็นว่าที่ดินผืนนี้อุดมด้วยต้นไม้ เหมาะกับการเป็นที่พักคนไข้

พ.ศ.2430 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุฏภัณฑ์ สิ้นพระชนม์ เสร็จงานพระราช-ทานเพลิง โปรดให้รื้อโรงเรือนต่างๆ ตลอดจนเครื่องใช้จากพระเมรุสร้างในโรงพยาบาล เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ต่อมาพระราชทานนามโรงพยาบาลว่า ศิริราชพยาบาล

แต่คนทั่วไปติดชื่อเดิม ยังเรียกว่าโรงพยาบาลวังหลัง

เมื่อมีการขยายพื้นที่โรงพยาบาล ก็มีการซื้อที่ดินเพิ่ม จนสรุปได้ว่า พื้นที่เคยเป็นวังหลังทั้งหมด อยู่ในกรรมสิทธิ์ของโรงพยาบาลศิริราช แม้บัดนี้ ไม่มีร่องรอยสิ่งก่อสร้างของพระราชวังบวรสถานพิมุขเหลืออยู่ แต่อาณาบริเวณดังกล่าวนี้ก็ยังเรียกขานกันว่า วังหลัง

นับจาก สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์แล้ว ในรัชกาลต่อมา ไม่ปรากฏว่ามีพระบรมวงศานุวงศ์ พระองค์ใดได้ตำแหน่งวังหลังอีก.

"บาราย"

ในรูปคือตรงที่เป็นโรงพยาบาลศิริราชในปัจจุบันครับ  
บันทึกการเข้า
สะใภ้จ้าว
ชมพูพาน
***
ตอบ: 132

นักเรียนชั้นม.4


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 78  เมื่อ 19 ต.ค. 05, 08:47


ขอบคุณมากครับคุณ เทาชมพู  
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 4 5 [6]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.124 วินาที กับ 19 คำสั่ง