เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
อ่าน: 8636 ใครทราบประวัติพระเจ้าพรหมมหาราช พระราชโอรส พระเจ้าพังคราชบ้างครับ
Gotz21
อสุรผัด
*
ตอบ: 17

SaWasSdEe


 เมื่อ 13 ก.ค. 05, 23:52


อยากทราบประวัติ ของ พระเจ้าพรหมมหาราช พระราชโอรส ของ พระเจ้าพังคราช สมัยเชียงแสน เกี่ยวข้องกับการกอบกู้เอกราชของแผ่นดินไทย อย่างไร  ใครทราบมาแลกเปลี่ยนความรู้กันนะครับ
บันทึกการเข้า
ศศิศ
พาลี
****
ตอบ: 326


อหังการ์ ล้านนาประเทศ


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 14 ก.ค. 05, 12:39

 พระเจ้าพรหม เป็นบุคคลที่ปรากฏอยู่ในตำนานสิงหนวัติ หรือเมืองโยนกนาคพันธุ์สิงหนวัติ ซึ่งทางสำนักพิมพ์มติชนพิมพ์ออกมาจำหน่ายแล้วเหมือนกันครับ เป็นการเล่าถึงประวัติ(อันเป็นตำนาน) ของพระองค์

และปัจจุบันนี้ หลายท่านบอกว่า "พระเจ้าพรหม" ไม่มีตัวตนจริง

และหากมีจริง ผมว่า ท่านไม่ได้กู้เอกราชของแผ่นดินไทยเลย

ท่านไล่พวกกรอมดำ ออกจากเมืองโยนกของท่าน ไม่เกี่ยวกับเอกราชแผ่นดิน "ไทย" แต่อย่างใด ในความคิดของผมนะ  
บันทึกการเข้า

- ศศิศ -
Gotz21
อสุรผัด
*
ตอบ: 17

SaWasSdEe


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 14 ก.ค. 05, 15:47

 ขอบพระคุณคุณศศิศ มากครับ ผมมาลองๆ ไล่ดูข้อมูลของท่านผู้รู้ต่างๆ ที่ได้นำประวัติของพระเจ้าพรหม มาเรียบเรียง แล้ว ของคุณธีรยุทธ บุญแผ่ผล เขียนไว้น่าสนใจมาก ดังนี้นะครับ

"พระเจ้าพรหม" มหาราชองค์แรกของไทย
ธีรยุทธ บุญแผ่ผล….เรียบเรียง
teerayut@mcot.or.th


      หากมีการตั้งคำถามว่า กษัตริย์ที่นักประวัติศาสตร์ไทยยกย่องว่าเป็น "มหาราช" องค์แรกของไทย คือ พระองค์ใด หลายคนคงนึกถึงสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บางคนอาจจะนึกถึงพ่อขุนรามคำแหงมหาราช หรือบางคนอาจนึกไปได้ไกลถึงพระเจ้ามังรายมหาราช เพราะแต่ละพระองค์ล้วนแต่ครองราชย์ในช่วงหลายร้อยปีก่อนหน้าโน้น และมีพระนามเป็นที่คุ้นหูอย่างดี
       แต่ความเป็นจริง พระมหากษัตริย์ไทยเราที่ทรงเป็นมหาราชองค์แรก ก็คือ "พระเจ้าพรหมมหาราช" ผู้ทรงกอบกู้อิสรภาพของชาติไทยให้รอดพ้นจากการรุกรานย่ำยีของพวกขอม เมื่อประมาณ ๑,๐๖๔ ปีล่วงมาแล้ว ในสมัยอาณาจักรโยนกหรืออำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ในปัจจุบัน
       อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของเวลา แต่ละตำราจะเขียนไว้ไม่เหมือนกัน ในที่นี้จะขอยึดข้อมูลจากหนังสือประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค จังหวัดเชียงราย ซึ่งเอา "ตำนานสิงหนวัติฉบับสอบค้น" มาเป็นหลักอ้างอิง กล่าวคือย้อนไปเมื่อ พ.ศ.๑๔๖๐ ในรัชสมัยของ พระเจ้าพังคะ หรือ พระองค์ฬั่ง กษัตริย์องค์ที่ ๔๓ แห่งราชวงศ์สิงหนวัติ ได้ถูกพวกขอมขับไล่จากเมืองโยนกพันธุ์ไปอยู่เมืองเวียงสี่ตวง ใกล้แม่น้ำสาย จนกระทั่ง ๔ ปีต่อมา หรือเมื่อ พ.ศ. ๑๔๖๔ มเหสีของพระองค์ไปประสูติโอรสคนที่ ๒ มีการขนานนามว่า "พระเจ้าพรหมกุมาร"
       ในตำนานได้กล่าวถึงประวัติตอนปฐมวัยของ "พระเจ้าพรหมกุมาร" เต็มไปด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ เช่น เมื่อพระองค์มีพระชันษาได้๗ ปี ก็สามารถเล่าเรียนวิชาเพลงอาวุธและตำราพิชัยสงคราม จนจบครบถ้วนกระบวนความ หรือเมื่อพระองค์มีพระชันษาได้ ๑๓ ปี ได้ทรงสุบินว่า มีเทพยดามาบอกว่า จะมีช้าง ๓ ตัวล่องน้ำโขงมา และให้เจ้าพรหมกุมารไปล้างหน้าที่นั่น หากจับช้างตัวแรกได้จะมีอานุภาพปราบได้ทั้ง ๔ ทวีป ถ้าจับได้ตัวที่ ๒ จะมีอานุภาพได้ชมภูทวีป ถ้าจับได้ตัวที่ ๓ จะปราบแว่นแคว้นล้านนาได้
       พอรุ่งเช้า เจ้าพรหมกุมารจึงได้พาบริวารประมาณ ๕๐ คน ไปยังท่าน้ำ ครั้งแรกเห็นงูเหลือมเลื่อมเป็นมันระยับลอยผ่านไปแล้ว ๑ ตัว พอตัวที่ ๒ ก็เป็นงูอีกเหมือนกัน พอตัวที่ ๓ เจ้าพรหมกุมารจึงทรงนึกถึงเรื่องในสุบินนั้นคงเป็นงูนี่เอง จึงพร้อมกับบริวารช่วยกันจับงู เมื่อเจ้าพรหมกุมารสามารถขึ้นขี่ งูก็กลายเป็นช้างไปทันที แต่ไม่ยอมขึ้นฝั่ง จนกระทั่งบริวารต้องเอาพานทองคำตีล่อ ช้างจึงยอมขึ้นจากน้ำ และมีการเรียกชื่อว่า "ช้างพานทองคำ"
        พระเจ้าพรหม ทรงมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีความสามารถและโปรดในการสงคราม เมื่อสามารถเตรียมกำลังไพร่พลได้อย่างเต็มที่แล้ว ก็ทูลพระบิดาให้เลิกการส่งส่วยแก่ขอม พวกขอมจึงยกทัพขึ้นไปปราบ พระเจ้าพรหมก็คุมกำลังออกต่อสู้และขับไล่พวกขอมจนแตกพ่าย สามารถยึดเมืองโยนกนาคพันธุ์สิงหนวัติคืนได้เมื่อ พ.ศ.๑๔๗๙ ในขณะที่พระองค์มีพระชันษาได้เพียง ๑๖ ปีเท่านั้น
       สำหรับช้างพานทองคำ เมื่อเสร็จสงครามก็ได้หายไปทางดอยลูกหนึ่ง ซึ่งต่อมาเรียกว่า "ดอยช้างงู" แต่ชาวเขาเผ่าอีก้อออกเสียงไม่ชัดเจน เรียกว่า "ดอยสะโง้" และได้เรียกเพี้ยนมาจนถึงปัจจุบัน
       ส่วนพระเจ้าพรหม เมื่อได้อัญเชิญพระบิดามาครองเมืองโยนกนาคพันธุ์สิงหนวัติ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองโยนกชัยบุรีแล้ว พระองค์ก็นำทัพไปขับไล่ขอมจนถึงเมืองกำแพงเพชร จนหมดเชื้อชาติขอมในอาณาจักรโยนกแล้วจากนั้นพระองค์ก็ได้สร้างเมืองใหม่ขึ้นที่เมืองอุมงคลเสลาเก่า เมื่อ พ.ศ. ๑๔๘๐ เพื่อเป็นด่านหน้าคอยป้องกันพวกขอมยกทัพกลับมาตีอีก และเปลี่ยนชื่อเมืองใหม่เป็น "เมืองไชยปราการ" ซึ่งปัจจุบันเป็นอำเภอชัยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ นั่นเอง
       พระองค์ได้ครองเมืองไชยปราการได้ ๕๙ ปี ก็เสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ.๑๕๔๐ ต่อมาได้มีการขนานนามพระองค์ว่า "พระเจ้าพรหมมหาราช" นับเป็นมหาราชองค์แรกของชาติไทย.-
บันทึกการเข้า
Gotz21
อสุรผัด
*
ตอบ: 17

SaWasSdEe


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 14 ก.ค. 05, 15:56

 แม้ไม่มีหลักฐานยืนยัดชัดเจน ว่าพระเจ้าพรหมมหาราชมีตัวตนจริงหรือไม่ แต่ ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกมาก หาก มีข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง ที่ยกย่องพระเกียรติ ของพระองค์ให้เป็น "มหาราชพระองค์แรก ของชาติไทย" หากเป็น เช่นนั้นจริง ก็เป็นเรื่องน่าสลดใจ ที่ เด็กไทย ไม่มี โอกาสได้เรียนรู้เรื่องประวัติของท่านในตำรา  ฤา ท่านเป็นเพียง มหาราชที่ถูกลืม ...(ทุกท่าน คิดอย่างไรครับ แลกเปลี่ยนความรู้กัน)
บันทึกการเข้า
Gotz21
อสุรผัด
*
ตอบ: 17

SaWasSdEe


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 14 ก.ค. 05, 16:15

 ยอกรประนมบังคมบาท            
พระเจ้าพรหมหาราชผู้เป็นใหญ่
เป็นผู้นำแห่งกองทัพที่เกรียงไกร
พาชาวไทยทุกหมู่บ้านต้านพาลา
 เครื่องแต่งกายแดงชมพูดูแข็งขัน
เข้าประจันโจมจู่ สู้หนักหนา
พระเด็ดเดี่ยว เชี่ยวชาญการยุทธนา
ชาวประชาต่างนิยม ชมบารมี
 พระทรงเป็น ปฐมกษัตริย์ชูเชิดชาติ
ทรงกอบกู้ เอกราช ทรงศักดิ์ศรี
ทรงปลดแอกจากขอมดำ ที่ย่ำยี
ผองชาวไทยสดุดีในวีรกรรม  
บันทึกการเข้า
หม่อมจุมพฏเพ็ชรกล้า
มัจฉานุ
**
ตอบ: 78


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 14 ก.ค. 05, 20:18

 เค้านับกันตั้งแต่สมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ตอยสุโขทัยไม่ใช่หรอครับ ที่เป็นประเทศไทยน่ะ อันนี้ไม่น่าจะเกี่ยว เพราะท่าใช่จริงก้ต้องมีหนังสือต่างๆออกมามากมาย และอีกอย่างราชบัณฑิตยสถนก็บันทึกไว้ว่า พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เป็นกษัตริย์องค์แรกของไทย
บันทึกการเข้า
ศศิศ
พาลี
****
ตอบ: 326


อหังการ์ ล้านนาประเทศ


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 16 ก.ค. 05, 14:37

 สำหรับผม การนับเรื่องของชนชาติไทย หรือ สยามเดิมนั้น มักจะนับจาก อโยธยา ธนบุรี และ รัตนโกสินทร์ เท่านั้น

ส่วนสุโขทัย เป็นคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่อโยธยาไปตีสุโขทัยได้ และรวบรวมเป็นอันเดียวกันในที่สุด

ส่วนเรื่องของพระเจ้าพรหม นั้นที่ตีขลุมเอาเป็นมหาราชของไทยนั้น อาจเป็นเพราะการที่ตำนานเล่าว่า เชื้อสายของพระองค์ มาสร้างเมืองกำแพงเพชร ก็เป็นได้

หลังจากที่พระเจ้าพรหม ไล่กรอมดำ ออกจากเวียงโยนกได้แล้ว ก็เวนเมืองให้กับพระองค์พังค์ และมีพระองค์ทุกขิต อันเป็นเชษฐาของพระองค์ เป็นอุปราช ส่วนพระเจ้าพรหมนั้น ก็ไปครองเวียงพานคำ (ที่แม่สาย) และได้อถิเษกกับ นางแก้วสุภา ธิดาของพระญาเรืองแก้ว แห่งเวียงไชยนารายณ์  มาเป็นเทวี

แล้วจึงพากันไปสร้างเวียงใหม่ ที่เวียงไชยปราการ จวบจนอายุได้ ๗๗ ปี จึงสวรรคต ซึ่งครองเมืองได้๕๙ ปี จึงสถาปนาราชบุตรพระองค์ไชยสิริ ขึ้นเสวยราชสมบ้ติแทน

ในรัชกาลของพระองค์ไชยสิริที่เวียงไชยปราการนี้ มีศึกจากเมืองสุธรรมวดีหรือเมืองสเทิม พระองค์ไชสิริจึงหนี แต่ไม่สามารถหนีไปเมืองโยนกได้ จึงร่นลงใต้ และไปสร้างเมือง กำแพงเพชร ขึ้น ในปีพ.ศ. ๑๕๔๗

ตกลงเป็นชาติไทยกันตรงไหนกันเอ่ย ผมมองไม่เห็นเลย

แต่นี่คงเป็นที่มาในการอ้างถึงต้นวงศ์ของอยุธยา ก็เป็นได้
บันทึกการเข้า

- ศศิศ -
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 16 ก.ค. 05, 22:41

 โดยความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ
ขออนุญาตพูดถึง "สยาม" ละกัน
เพราะเท่าที่เคยเรียนวิชาประวัติศาสตร์ไทยมา ชั้นเรียนที่สอนเรื่องพระเจ้าพรหมมหาราช และเหมือนจะสอนละเอียดลออมากกว่าชั้นเรียนอื่นๆ น่าจะเป็นชั้นเรียนของวิชารักษาดินแดนนะครับ

ผมขอยกเอาเรื่องตำแหน่งพระสนมเอกสมัยอยุธยามาก่อนแล้วกันนะครับ
เท่าที่ผมเข้าใจ ในตำแหน่ง ท้าวอินทรเทวี ท้าวอินทรสุเรนทร์ ท้าวศรีสุดาจันทร์ และท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ไม่มีตำแหน่งไหนที่เป็นเจ้านายที่มาจากจังหวัดที่เหนือสุโขทัยขึ้นไปเลย ซึ่งถ้ายึดเอาธรรมเนียมที่ว่า เจ้าต้องอภิเษกสมรสกันในหมู่เจ้าแล้ว ชาวสยามดูจะไม่ยอมรับในเรื่องนี้นะครับ

จนรัตนโกสินทร์เอง ก่อนจะเลิกใช้คำว่า "สยาม" ไม่นานนัก ล้นเกล้ารัชการที่ 5 ก็พระราชทานตำแหน่งพระราชชายาให้เจ้าดารารัศมี แทนตำแหน่งเดิมๆอีกหลายตำแหน่งที่ใช้กันมาสำหรับเจ้านายสตรีที่เข้ารับราชการนะครับ

ส่วนเรื่องพระเจ้าพรหมมหาราช ตามความคิดผมเอง พระองค์เป็นมหาราชพระองค์หนึ่ง ในอาณาจักรหนึ่งที่พูดภาษาตระกูลไทครับ แต่จะเป็นมหาราชของชาวสยามหรือไม่ผมก็เกิดไม่ทันยุคสยามด้วยสิครับก็ขอไม่แสดงความคิดเห็นในส่วนนี้แล้วกันนะครับ รู้แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาตอนที่ผมยังต้องตัดผมสั้นเกรียน เรียน รด. พระเจ้าพรหม เป็นมหาราชองค์หนึ่งในแบบเรียนรักษาดินแดน ภาคที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์นะครับ
บันทึกการเข้า
ถาวภักดิ์
พาลี
****
ตอบ: 240


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 02 ก.ย. 05, 11:44

 ต้องสอบทานกับพงศาวดารเหนือ หรือตำราเก่าๆที่เขียนไว้โดยขุนวิจิตรมาตราครับ จะโยงเชื้อสายของพระเจ้าพรหมลงมาเป็นกษัตริย์เมืองนครศรีธรรมราช เพชรบุรี และสุพรรณบุรี  ให้นัยยะว่าราชวงศ์สุพรรณบุรี เช่นสมเด็จพระบรมราชาที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) สืบสายเลือดจากพระเจ้าพรหม

อีกสายหนึ่งก็มาสร้างเมืองไตรตรึงษ์ และมีตำนานเชื่อมไปถึงท้าวอู่ทอง ให้นัยยะว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1(พระเจ้าอู่ทอง) อาจสืบเชื้อสายจากพระเจ้าพรหมด้วยเช่นกัน

พระราชหัตถเลขาของ ร.4 ที่ทรงกล่าวถึงประวัติศาสตร์ชาติไทยและพระบรมราชวงศ์ ก็อ้างอิงย้อนกลับไปถึงพระเจ้าพรหม  แสดงถึงความเชื่อของนักปราชณ์ราชบัณทิตของไทย ที่แต่เดิมนับย้อนไปหายุคเชียงแสน หากพอมาถึงยุคเซเดส ก็เกิดการเปลี่ยแปลง ลบล้างความเชื่อเดิมกันขนานใหญ่ จนคนไทยปัจจุบันไม่รู้แล้วว่า บรรพบรุษท่านบอกสอนเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของชาติกันว่าอย่างไร  คงเหลือเพียงคำบอกเล่าอย่างคลุมเครือของนักวิชาการปัจจุบัน ที่ให้ความชัดเจนย้อนไปได้เพียง 7-800 ปี

นอกจากนี้ยังมีผลงานของพระราชกวี(หลวงปู่อ่ำ) วัดโสมนัส ชื่อพุทธสาสน สุวัณณภูมิปกรณ ราชบุรีวัตถุกถา ตำนานขุนไทย อะไรทำนองนี้ ที่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับความเป็นสุวรรณภูมิของอาณาจักรชนชาติไทยมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล และเชื่อมต่อมาถึงปัจจุบัน โดยตามห้องสมุดใหญ่ๆมักจัดไว้เป็นประเภทหนังสืออ้างอิง ห้ามยืม  แต่ไม่เคยเห็นนักวิชาการใดหยิบยกผลงานของท่านมาสานต่อ  จะมีที่ให้ความเห็นไว้ในแนวทางเดียวกับหลวงปู่ท่านบ้าง ก็ดูจะมีแต่ ไมเคิ้ล ไร้ท์ ที่เคยแสดงความเห็นว่าศูนย์กลางอาณาจักรศรีวิชัยน่าจะอยู่แถวนครปฐม  และการเรียกขานผู้ที่มีถิ่นอาศัยแถบชายทะเลบริเวณนี้ว่านาค

ผลงานของหลวงปู่อ่ำ แม้มิได้ระบุความเชื่อมโยงถึงอาณาจักรเชียงแสน  แต่ก็ให้รายละเอียดความเป็นมาของคำว่าขอมอย่างน่าทึ่ง โดยระบุชัดว่าขอมคือไทย  มีนัยยะอธิบายได้ว่าที่นักวิชาการตั้งแต่ยุคเซเดสลงมาสับสนว่าเป็นเขมร ก็เพราะพราหมณ์โกญทัญญะต้นกำเนิดเขมรตามตำนาน คือขุนไทยแห่งสุวัณณภูมิพระองค์หนึ่ง  ต้องนึกถึงเพลงพระทองกับนางนาคไปด้วยโดยสังเกตคำว่าพระ"ทอง" และ"สุวัณณ"ภูมิ(เมือง"ทอง")  และละโว้ยุคหนึ่งถูกยึดครองได้โดยเขมร

ทั้งยังระบุความต่อเชื่อมของอาณาจักรสุวรรณภูมิลงมาถึงสุโขทัยและอยุธยา  เช่น บอกอย่างชัดเจนว่าพ่อขุนนาวนำถมเป็นเชื้อสายจากเพชรบุรี-ราชบุรี  โดยพ่อขุนผาเมืองเป็นเจ้าเมืองราชบุรี

จามเทวีวงศ์ก็เป็นอีกร่องรอยหนึ่งที่น่าจะเป็นลายแทงบ่งชี้นัยยะได้หลายอย่าง เช่นพระนามของพระสวามี พระเจ้ารามราชที่แสดงถึงความนิยมเรียกขานเป็นพระรามที่มีมาก่อนอยุธยา และความเชื่อมโยงระหว่างไทยเหนือกับไทยใต้(ภาคกลาง)มาช้านานเป็นพันปี
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.049 วินาที กับ 19 คำสั่ง