เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8 9
  พิมพ์  
อ่าน: 53828 พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าหญิงวิภาวดีรังสิต
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30547

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 75  เมื่อ 20 ส.ค. 05, 13:20

 ข่าวการสิ้นชีพิตักษัยของหม่อมเจ้าวิภาวดี รังสิต  เป็นข่าวใหญ่พาดหัวหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ
เป็นเรื่องสั่นสะเทือนจิตใจของประชาชนอย่างมาก   ที่พระบรมวงศานุวงศ์ และผู้แทนพระองค์พระ
บาทพระเจ้าอยู่หัว  ในการเสด็จเยี่ยมประชาชน โดยเฉพาะในหน่วยพระราชทาน ต้องจบพระชนม์ชีพลงด้วยน้ำมือผู้ก่อการร้ายในภาคใต้
ขณะที่ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจเพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ผู้บาดเจ็บจากการปฏิบัติงาน

นายธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรี ได้รายงานต่อประชาชนทางสถานีวิทยุและโทรทัศน์ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2520  
ว่า
"ม.จ.วิภาวดี รังสิต  ถึงชีพิตักษัยด้วยน้ำมือของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในวันที่เกิดเหตุคือวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ศกนี้..."

ตามมาด้วยรายละเอียด ตรงกับที่ดิฉันพิมพ์ไว้ในความเห็นข้างบน
และลงท้ายว่า
"ม.จ.วิภาวดี รังสิต ท่านทรงเป็นผู้ทำบุญโดยไม่หวังบุญ   ท่านทรงกระทำทุกอย่างโดยมีเมตตาธรรม  หวังประโยชน์สุขและความเจริญที่จะให้บังเกิดกับประชาชนโดยแท้
ท่านทรงบำเพ็ญกุศลนี้มาเป็นเวลานานปี  จนกระทั่งเกิดเหตุขึ้นในครั้งนี้
ท่านทรงกระทำโดยมิได้หวังอะไรเป็นส่วนพระองค์เลย
ท่านทรงแนะนำอาชีพส่งเสริมหัตถกรรม การเพาะปลูก  หาแพทย์ไปรักษาพยาบาลคนที่เจ็บป่วย  จัดสิ่งของหยูกยาไปช่วยชาวบ้านผู้ที่ยากไร้
เมื่อท่านถึงชีพิตักษัยคราวนี้จึงเป็นเรื่องที่สลดใจอย่างยิ่ง    และรัฐบาลตระหนักเป็นอันดีในวีรกรรมของท่าน
ท่านเป็นสตรีผู้กล้าหาญ  ท่านไม่ได้ถึงชีพิตักษัยไปโดยเปล่าประโยชน์  
วีกรรมของท่านยังคงเป็นสิ่งเตือนใจเราอยู่   ผมใคร่ที่จะขออัญเชิญกระแสพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ มากล่าวไว้ ณ ที่นี้ คือ
" การถึงชีพิตักษัยของหม่อมเจ้าวิภาวดีฯ นั้น  เป็นการปฏิบัติภารกิจของพระองค์ ซึ่งภารกิจอันนี้ พวกเราชาวไทยที่อยู่เบื้องหลังจะต้องจัดทำต่อไป"
บันทึกการเข้า
ครูไผ่
มัจฉานุ
**
ตอบ: 55

ศึกษานิเทศก์


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 76  เมื่อ 20 ส.ค. 05, 13:57

 ท่านเป็นวีรสตรีค่ะ
ทำไมผู้ทำความดีจึงได้รับผลแบบนี้
แล้วจะเป็นแรงจูงใจให้คนอยากทำความดีได้อย่างไร
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30547

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 77  เมื่อ 20 ส.ค. 05, 13:59

 ในท่ามกลางความรู้สึกอันสับสนของเราท่านทั้งหลาย   ต่อการสูญเสียครั้งสำคัญนี้  
ความรู้สึกหนึ่งที่เราทั้งหลายมองเห็นชัดร่วมกัน ก็คือ ม.จ.วิภาวดี รังสิต ต้องถึงชีพิตักษัย
ก็เพราะน้ำพระทัยอันโอบเอื้ออาทรของท่านในอันที่จะเข้าช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ที่บาดเจ็บเพราะน้ำมือผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์
ความเวทนาสงสารไม่อาจทอดทิ้งเพื่อนร่วมชาติที่ต้องการความช่วยเหลือเหล่านั้นทำให้ม.จ.วิภาวดี รังสิต  มิได้คำนึงถึงภัยอันตรายส่วนตัว  

ทรงเป็นแบบอย่างของคนไทยที่เปี่ยมล้นด้วยความรัก  ความเสียสละ เพื่อชาติ
ทั้งที่ทรงถึงพร้อมด้วยชาติวุฒิ คุณวุฒิ ทรัพย์ศฤงคาร และแวดล้อมด้วคนรักใคร่ใกล้ชิด
แต่ก็ทรงสละความสุขส่วนตัวนั้นๆ ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจให้แก่งานของประเทศชาติ
โดยทรงมุ่งหมายจะผดุงรักษาความเป็นชาติไทยของเราไว้  แม้จะต้องแลกด้วยพระชนมชีพก็ตาม
..........................
การสูญเสียม.จ.วิภาวดี รังสิต เปรียบเสมือนดวงไฟดวงหนึ่งที่ดับวูบลง   แต่เปลวไฟแห่งความรักชาติ  ความกล้าหาญ  ความเสียสละเพื่อชาติ
ที่ม.จ.วิภาวดี รังสิต ได้ทรงจุดนำทางไว้ จะลุกโพลงในจิตใจของเลือดเนื้อไทยชั่วนิจนิรันดร์"

จากบทความ
" แด่การจากไปของม.จ.วิภาวดี รังสิต"
ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2520
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30547

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 78  เมื่อ 20 ส.ค. 05, 14:11

 คุณครูไผ่
ดิฉันขอยกข้อความข้างล่างนี้มาตอบคำถามของคุณ

" ถึงแม้ว่าม.จ.วิภาวดี รังสิต  จะจากพวกเราคนไทยไปแล้วก็ตาม  แต่ปณิธานของท่านหญิงในอันที่จะปกป้องเลือดเนื้อไทยและรักษาความเป็นไทของชาติเราให้คงอยู่
จะเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคน จะสืบทอดยึดมั่นตลอดไป
หากดวงพระวิญญาณของม.จ.วิภาวดี รังสิต จะได้ทรงล่วงรู้ในข้อนี้ ท่านหญิงก็คงจะทรงยินดีว่า
ความเศร้าโศกสูญเสียท่านหญิงไปในครั้งนี้  
ได้เป็นแรงใจอย่างใหญ่หลวงต่อคนไทย ที่พร้อมจะสู้ศัตรูของชาติ  เพื่อรักษาความเป็นชาติของเราไว้ให้จงได้
อันเป็นปณิธานสูงสุดเหนือสิ่งอื่นใดของท่านหญิงนั่นเอง"

จากบทความเดียวกับใน คห. 77

พระปณิธานในการบำเพ็ญพระกรณียกิจของพระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ก็ไม่แตกต่างจากเพลงพระราชิพนธ์ ความฝันอันสูงสุด ที่ว่า

ขอฝันใฝ่ ในฝันอันเหลือเชื่อ  
ขอสู้ศึกทุกเมื่อ ไม่หวั่นไหว  
ขอทนทุกข์ รุกโรมโหมกายใจ
ขอฝ่าฟัน ผองภัยด้วยใจทะนง  
       
จะแน่วแน่ แก้ไขในสิ่งผิด  
จะรักชาติ จนชีวิตเป็นผุยผง  
จะยอมตาย หมายให้เกียรติดำรง  
จะปิดทอง หลังองค์พระปฏิมา  
       
ไม่ท้อถอย คอยสร้างสิ่งที่ควร  
ไม่เรรวน พะว้าพะวังคิดกังขา  
ไม่เคืองแค้น น้อยใจ ในโชคชะตา  
ไม่เสียดาย ชีวา ถ้าสิ้นไป  
       
นี่คือ ปณิธานที่หาญมุ่ง  
หมายผดุงยุติธรรม์ อันสดใส  
ถึงทนทุกข์ ทรมาน นานเท่าใด
ยังมั่นใจรักชาติ องอาจครัน  
       
โลกมนุษย์ ย่อมจะดี กว่านี้แน่
เพราะมีผู้ไม่ยอมแพ้ แม้ถูกหยัน  
จะยืนหยัด สู้ไป ใฝ่ประจัญ
ยอมอาสัญ ก็เพราะปอง เทิดผองไทย
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30547

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 79  เมื่อ 21 ส.ค. 05, 09:17

 คุณ vun ดิฉันย้ายความเห็นของคุณ(ซึ่งผิดเรื่อง) ไปไว้ที่กระทู้เครื่องเรือนแล้ว
 http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=20&Pid=35175  
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30547

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 80  เมื่อ 22 ส.ค. 05, 12:08

 ในงานบำเพ็ญพระราขกุศล 7 วัน  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ได้โปรดเกล้าฯพระราชทานพวงมาลาดอกไม้สด ประดับหน้าโกศพระศพ
พวงมาลาทั้งสองเป็นรูปวงรี    บนยอดมีพระปรมาภิไธยย่อ ภปร  และพระนามาภิไธยย่อ สก  
โดยมีแถบธงชาติไทยพาดขวางพวงมาลา
พวงมาลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทาน มีข้อความจารึกว่า

" จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด
จะรักชาติจนชีวิตเป็นผุยผง
จะยอมตายหมายให้เกียรติดำรง
จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา"

ส่วนพวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีข้อความจารึกว่า

" ทิวาวารผ่านมาเยือนหล้าโลก
พร้อมความโศกสลดไห้ฤทัยหาย
อริราชพิฆาตร่างท่านวางวาย
แสนเสียดายชีพกล้า วิภาวดี"
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30547

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 81  เมื่อ 22 ส.ค. 05, 12:16


ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต มาสักการะ พระรูปพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต
จาก
วันวิภาวดีรังสิตรำลึก ที่อำเภอพระแสง
 http://phrasaeng.coolfreepage.com/activity/vipa45.html  
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30547

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 82  เมื่อ 22 ส.ค. 05, 12:30

 จากคำบอกเล่าของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ
 http://www.thaisquare.com/Dhamma/afterdeath/chapter16.htm

พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าหญิงวิภาวดี รังสิต ก่อนสิ้นชีพิตักษัยทรงเปล่งวาจาว่า “หญิงขอลาไปนิพพาน”

     “..เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๒๐ อาตมาได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมตำรวจตระเวนชายแดนทางภาคใต้กับ ท่านหญิงวิภาวดี รังสิต คืนวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐ อาตมานอนพักที่กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนเขต ๘ พอ ๖ ทุ่มเศษก็ตื่นดูนาฬิกา คิดว่าเมื่อคืนที่แล้วก็ตื่น ๖ ทุ่มเศษ ที่คลองปางมีเรื่องตำรวจตระเวนชายแดนถูกยิง วันนี้ก็ตื่น ๖ ทุ่มเศษอีก ไม่ทราบว่าจะมีเรื่องอะไรอีก พอตื่นขึ้นมาแล้วก็นอนไม่หลับ จึงทำสมณธรรมตามแบบพระ พระมีกิจที่ต้องทำอันหนึ่งคือ เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วต้องทำสมณธรรม เมื่อทำไปจิตถึงที่สุดเวลาประมาณตี ๒ ปรากฏว่ามีฉัพพรรณรังสีรัศมี ๖ ประการปรากฏชัด มีแสงสว่างไสวเหมือนไฟฟ้าสักแสนแรงเทียนในห้อง เมื่อแสงสว่างหายไปก็ปรากฏรูปพระคล้ายพระสงฆ์มีความสวยสดงดงามมาก มีแสง ๖ สีพุ่งออกจากพระวรกาย ถ้าภาพอย่างนี้ปรากฏทางพระพุทธศาสนาท่านเรียกว่าเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อปรากฏเป็นพระรูปพระโฉมขึ้นมาแล้วก็ทรงแย้มพระโอษฐ์แล้วก็ตรัสว่า “วิภาวดี เสร็จกิจแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำไม่มีต่อไปอีก” คำว่า “เสร็จกิจ” ก็หมายถึง “กิจที่จะต้องปฏิบัติตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทประหารไม่มีแล้วที่จะต้องทำ” เมื่อมีพระสุรเสียงตรัสจบแล้วภาพนั้นก็หายไป อาตมาก็คิดในใจว่า เสียงอย่างนี้ ภาพอย่างนี้ เราเคยพบ เมื่อตรัสอย่างนี้เป็นพุทธพยากรณ์ ก็แสดงว่าท่านหญิงวิภาวดี รังสิต ต้องเป็นพระอรหันต์ พูดกันตามทัศนะถ้าหากว่าเป็นอย่างนั้น เมื่อเสียงหมดไปภาพหายไป อาตมาก็นอนไม่หลับเพราะไม่อยากจะหลับ ก็เจริญสมณธรรมเรื่อยไป ปรากฏว่าเวลา ๔ นาฬิกามีภาพประหลาดเกิดขึ้น เป็นภาพดวงไฟเล็กดวงนิดเดียวมีความร้ายแรงมากร้อนจัด และมีภาพ พันตำรวจโท สุดินทร์ สิงหรา ณ อยุธยา ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนเขต ๘ ยืนอยู่แล้วล้มลงทับภาพดวงไฟนั้น แล้วลุกขึ้นมาจากไฟแต่ไม่ไหม้ แล้วภาพไฟก็หายไป เมื่อเห็นภาพนี้ก็เข้าใจว่า วันพรุ่งนี้เหตุร้ายจะต้องเกิดกับเราแล้ว และก็เป็นเหตุร้ายที่เราแก้ไขไม่ได้เพราะภาพไฟที่ปรากฏร้ายแรงมาก พยายามดับเท่าไรก็ไม่ดับ ความร้ายแรงของไฟไม่สลายตัวและก็ไม่ย่อหย่อนลงไป

     ความจริงท่านหญิงวิภาวดี รังสิต เป็นลูกศิษย์เจริญพระกรรมฐานกับอาตมาเป็นเวลา ๘ เดือน หลังจากที่ท่านมาเรียนพระกรรมฐานด้วยสัก ๗ วัน ไม่ใช่เกาะครูเป็นแต่เพียงมาศึกษาพอเข้าใจแล้วก็กลับไปปฏิบัติเอง ๗ วันผ่านไปก็ปรากฏว่าท่านได้ธรรมปีติเป็นกรณีพิเศษเป็น อุพเพงคาปีติ สามารถควบคุมสมาธิได้ตามเวลาที่ต้องการ หลังจากนั้นท่านก็เจริญวิปัสสนาญาณ เพราะกรรมฐานมี ๒  อย่างคือ สมถภาวนาด้านสมาธิจิตซึ่งต้องควบคู่กับวิปัสสนาญาณ ถ้าฝึกเฉพาะสมถภาวนาไม่ฝึกควบคู่กับวิปัสสนาญาณ ก็เอาดีไม่ได้ เมื่อสมาธิเข้มข้นดีแต่วิปัสสนายังอ่อน ตอนหลังท่านก็พยายามฝึกควบวิปัสสนาญาณให้มีความเข้มแข็งเท่าสมาธิจิต

     จากนั้นมาท่านหญิงวิภาวดีก็ตรัสเป็นปกติว่า “ชีวิตไม่มีความหมาย สมบัติในวังวิทยุไม่มีความหมาย” ความหมายของท่านก็คือ “พระนิพพาน” ฉะนั้นทรัพย์สินใดๆ ที่มีอยู่ก็ดีไม่ต้องการสะสมไว้ มีความต้องการอย่างเดียวคือ “ทำอย่างไรชาวไทยทั้งประเทศจึงจะมีความสุข” ท่านเสียสละทุกอย่าง ทรัพย์สินส่วนพระองค์ท่านเสียสละมาก

     การเจริญพระกรรมฐานของท่านเข้าถึงจุดปลายคือเปล่งวาจา “ต้องการพระนิพพาน” ก่อนสิ้นชีพิตักษัยประมาณ ๓ เดือน พบหน้าใครท่านก็พูดว่า “ทรัพย์สมบัติในวังวิทยุไม่มีความหมาย ชีวิตไม่มีความหมาย ฉันต้องการอย่างเดียวคือพระนิพพาน” แสดงว่าท่านมีจิตใจจับพระนิพพานเป็นอารมณ์จริงๆ มาเป็นเวลา ๓ เดือน ถ้าพูดกันตามพระไตรปิฎก คนที่จะมีอารมณ์รักพระนิพพานจริงๆ ก็ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป แต่ท่านหญิงตอนนั้นจะเป็นพระโสดาบันหรือไม่นั้น อาตมาไม่รับรองเพราะไม่ใช่พระพุทธเจ้า พูดตามอาการที่ปรากฏ

     รุ่งเช้าวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐ เวลาก่อน ๗ นาฬิกา อาตมาก็รีบไปที่โรงปูนซิเมนต์ที่พักของท่านหญิงวิภาวดี ก่อนขึ้นฮ. ก็ประชุมกันก่อนว่า วันนี้เราจะไปพระแสงกับเคียนซา แต่ก่อนไปต้องไปรับตำรวจที่บาดเจ็บ ๒ คนที่บ้านหลังคลองที่ไปเมื่อวันวาน และการไปคราวนี้ขอให้คนที่ไปกับฮ. ลงที่กองร้อย ๓ ตำรวจตระเวนชายแดนซึ่งอยู่ห่างจากสถานที่ที่จะไปรับตำรวจบาดเจ็บ ๑ กิโลเมตร แม้แต่ท่านหญิงวิภาวดีก็ต้องลงเช่นเดียวกัน ขอให้ฮ. ไปรับโดยเฉพาะแล้วนำตำรวจบาดเจ็บไปส่งโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี แวะเติมน้ำมันก่อนแล้วกลับมารับพวกเราประมาณเที่ยง หลังจากฉันเพลที่กองร้อย ๓ ตชด.แล้ว พวกเราจะไปเคียนซากับพระแสง ไปเยี่ยมตำรวจอีก ๒  จุด แต่อาตมาก็บอกทุกคนว่า “วันนี้พวกเราสู้เขาไม่ได้ ไม่เหมือนเมื่อวานนี้เราสู้เขาได้ เราจึงกล้าลงกลางฐานที่ตั้งของเขานับจำนวนร้อยที่ติดอาวุธ เราก็กล้าลง แต่วันนี้เราทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเป็นวันเปิดเราสู้เขาไม่ได้”

     ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทโปรดทราบว่า คนเราที่บอกว่าเก่ง หนังเหนียว เนื้อเหนียว กระดูกเหนียว ยิงไม่เข้า ฟันไม่เข้าก็ตาม ทั้งๆ ที่คล้องพระอยู่ แต่วันหนึ่งก็ถูกยิงตายได้ถ้าเป็นวันเปิด เป็นอันว่าถ้าวันเปิดประสบกับใครก็ตาม คนนั้นไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้ และวันนั้นความจริงอาตมาก็ทราบว่า ถ้าร่วมไปที่บ้านหลังคลองก็ดี ที่เคียนซาหรือที่พระแสงก็ดี อาตมาเองก็จะถูกยิงที่ขาต่ำกว่าเข่า ไม่ถูกกระดูกแต่ถูกเนื้อตรงน่อง แต่ก็ตั้งใจว่าเมื่อพูดว่าจะไปแล้วก็ต้องไป ชีวิตตำรวจทหารเขาเสียสละได้เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และปวงชนชาวไทย ก็ไอ้เลือดเรานิดหนึ่งไม่เกิน ๑๐๐ ซีซี ที่ต้องหลั่งไหลออกจากกาย เพราะการเข้าไปเยี่ยมคนที่มีคุณ ทำไมเราจะสละไม่ได้ เป็นอันว่าวันนั้นยอมเสียเลือดเพราะรู้แล้วว่าถ้าไปก็เสียเลือดตัวเอง จะคุ้มครองไม่ได้

     สำหรับท่านหญิงวิภาวดีอาตมาก็หนักใจมาก เพราะนิมิตตอนกลางคืนบอกชัดว่าอย่างไรก็ตาม “วันนี้ท่านหญิงวิภาวดี จะไม่สิ้นชีวิตไม่ได้ เพราะว่าเป็นจุดจบ” ถ้าพุทธพยากรณ์นั้นเป็นจริง คือว่า “ตามธรรมดาฆราวาสถ้าเป็นพระอรหันต์วันนี้ วันรุ่งขึ้นก็ต้องนิพพาน” การนิพพานของพระอรหันต์ที่ยังเป็นฆราวาสที่ไม่สามารถบวชเป็นพระได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงบวชไม่ได้ ผู้ชายถ้าบวชทันได้ไม่เป็นไร

     ฉะนั้น “การนิพพานของพระอรหันต์ที่ยังเป็นฆราวาสนี่ ก็ต้องนิพพานด้วยอุบัติเหตุ” อย่างในสมัยเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ เมื่อบุคคลใดได้บรรลุอรหัตผล องค์สมเด็จพระทศพลทรงทราบว่า ถ้าเขาไม่เคยถวายผ้าไตรจีวรไว้ในพระพุทธศาสนาในชาติก่อน ถ้าพระองค์ตรัสว่า “เอหิภิกขุ” แปลว่า “เจ้าจงเป็นภิกษุมาเถิด” ผ้าไตรจีวรที่สำเร็จด้วยฤทธิ์ก็ไม่มี เป็นอันว่าการบวชไม่สมบูรณ์แบบ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “ถ้าเธอจะบวช ขอให้เธอไปหาผ้าจีวรมาก่อน ได้ผ้ามาแล้วตถาคตจะบวชให้” แล้วท่านผู้นั้นเดินไปหาผ้าทีไร ก็ถูกวัวแม่ลูกอ่อนขวิดตายทุกที จะนิพพานโดยลักษณะนั้น สำหรับท่านหญิงวิภาวดีก็เช่นเดียวกัน  ปัจจุบันหาวัวแม่ลูกอ่อนไม่ได้ ถ้าจะให้รถชนตายเจ้าของรถก็มีความผิด จะให้ตกต้นไม้ตาย ท่านก็ไม่ได้ขึ้นต้นไม้ เพราะการตายของพระอรหันต์จะต้องไม่มีโทษแก่บุคคลที่ทำให้ตาย เมื่อข้าศึกยิงมาข้าศึกไม่มีโทษเพราะไม่รู้ว่าใครเป็นคนยิง เมื่ออาตมาทราบอย่างนี้ก็เลยเตือนท่านว่า “ท่านหญิง วันนี้เราสู้เขาไม่ได้ ยังไงๆ ที่บ้านหลังคลองท่านหญิงจะไปไม่ได้ ต้องลงพร้อมกับอาตมาที่กองร้อย ๓” ท่านก็ตกลง

     เมื่อถึงกองร้อย ๓ เครื่องบินส่งพวกเราลงกันหมด พอเครื่องบินขึ้นปรากฏว่าท่านหญิงวิภาวดีไม่ลง พอเหลียวไปดูถาม พระครูบาธรรมชัย ที่ไปด้วยกันว่า “หลวงปู่ ท่านหญิงไม่ลงรึ” เพราะท่านลงทีหลัง หลวงปู่บอกว่า “ท่านหญิงเขียนจดหมายใส่ย่ามมาให้” ขณะกำลังอ่านอยู่นั่นเอง เจ้าหน้าที่วิทยุวิ่งมาแจ้งว่า “หลวงพ่อครับ เครื่องบินเราถูกยิง” พอเขาบอกเท่านั้นก็บอกเขาไปว่า “เราเสียท่าเขาแล้ว”

     ต่อจากนั้นตำรวจก็เอารถยนต์มารับอาตมาไปที่เครื่องบินลงที่บ้านส้อง ไปถึงก็พบว่าเครื่องบินถูกยิง ๙๘ รู แต่ทะลุเพียงนัดเดียวนอกนั้นไม่ทะลุเครื่องบินเลย กระสุนนัดนั้นแหละที่สังหารท่านหญิงวิภาวดี คือทะลุท้องเครื่องบินขึ้นมาทะลุหัวรองเท้าของผู้กำกับฯ สุดินทร์ แล้วทะลุเข้าข้างหลังท่านหญิงวิภาวดี เมื่อรู้ว่า ฮ.ถูกยิงทุกคนก็เข้าล้อมท่านหญิงหมด แต่จุดที่คนล้อมกระสุนไม่เข้าแต่ไปเข้าจุดว่าง เมื่ออาตมาไปถึงเห็นท่านหญิงนอนนิ่ง จึงขึ้นไปบนเครื่องบินก็ทำพิธีแบบพระ “ขออาราธนาบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์ทั้งหมด อาราธนาขอให้บรรเทาทุกขเวทนาของท่าน” เพราะทราบว่าท่านเจ็บมาก เห็นท่านนอนเฉยๆ จึงถามว่า “ท่านหญิงปวดไหม” ท่านก็ตรัสว่า “ปวดเจ้าค่ะ หายใจขัดๆ”

     แล้วท่านก็เปล่งวาจาดังๆ ว่า “โลกนี้เป็นทุกข์ ร่างกายเป็นทุกข์ ไม่ต้องการอีก ขอไปนิพพาน ขอลาไปนิพพาน” แล้วก็เปล่งวาจาดังขึ้นอีกว่า “หลวงพ่อ หลวงปู่ กรุณากราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงทราบ และทูลท่านชายปิยะให้ทรงทราบด้วยว่า หญิงขอลาไปนิพพาน” แล้วท่านก็เปล่งวาจาอีกว่า “นิพพาน นิพพาน นิพพาน”  นิ่งสักประเดี๋ยวเวลาผ่านไป ๓ นาทีได้ ท่านก็เปล่งเสียงดังๆ ว่า “โอ สว่างแล้วๆ เห็นนิพพานแล้วๆ นิพพานสวยเหลือเกิน หญิงขอลาไปนิพพานแล้ว หลวงปู่ หลวงพ่อ หญิงขอลาไปนิพพาน ขอหลวงพ่อได้กรุณากราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ และท่านชายปิยะด้วยว่า หญิงขอลาไปนิพพาน” พอสิ้นเสียงก็ปรากฏว่าท่านสิ้นลมปราณ

     การที่นำเรื่องของท่านหญิงวิภาวดีมาเล่าให้ฟัง ก็เพราะเป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า อาตมาทราบได้อย่างไรว่าท่านหญิงวิภาวดีจะไปไหน ความจริงรู้ได้อย่างไรนี้ตอบไม่ยาก เพราะว่าจะไปไหนนั้นก็อาศัยการเปล่งวาจาของท่านเป็นเหตุ คนถูกยิงเจ็บขนาดนั้น เสียงครางนิดหนึ่งก็ไม่มี การบิดตัวแสดงอาการเจ็บหน่อยหนึ่งก็ไม่มี นอนสงบนิ่งเป็นปกติเหมือนกับคนนอนหลับแบบสบายๆ แต่พอไปถามเข้าว่า “เจ็บไหม” ท่านก็บอกว่า “เจ็บมากและก็มีหายใจขัดๆ” เวลาพูดเสียงก็ปกติ ก่อนจะสิ้นชีพสังขารก็เปล่งวาจาว่า “ขอไปนิพพาน” โดยเฉพาะตอนสุดท้ายที่พูดว่า “สว่างแล้ว สว่างแล้ว” เสียงสดใสมากแสดงอาการดีใจเหมือนคนไม่เจ็บ มีพระโอษฐ์ยิ้มแสดงความรื่นเริง หน้าตาสดชื่น พระสุรเสียงดังชัดมากแสดงอาการดีใจ เพราะเคยทำงานด้วยกันจึงรู้ว่า เวลาท่านดีใจท่านมีเสียงแบบไหนแสดงกิริยาแบบไหน วันนั้นแสดงแบบนั้นทั้งหมด เมื่อท่านบอกว่า ท่านจะไปนิพพาน เราก็ต้องบอกว่าท่านไปพระนิพพาน เพราะท่านพูดแล้วท่านก็ตาย เราจะไปเถียงท่านไม่ได้ ท่านจะไปหรือไม่ไปก็เป็นเรื่องของท่าน

     และก็มีคนถามว่า “ในเมื่ออาตมาทราบว่าจะมีอุบัติเหตุแบบนั้น ทำไมจึงไม่ช่วยป้องกัน” อาตมาก็มานั่งนึกว่า คนที่เขาพูดนี่คงคิดว่าอาตมาเองคงจะไม่ตาย เพราะคนอื่นจะตายป้องกันเขาได้ ตัวเองมันก็ต้องไม่ตาย แต่เขาคงลืมไปกระมังว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นอาจารย์ใหญ่ของอาตมาจริงๆ ท่านก็ต้องนิพพาน (ภาษาชาวบ้านเรียกว่าตาย) หรือ พระโมคคัลลาน์ พระอัครสาวกฝ่ายซ้ายผู้มีฤทธิ์ถูกโจรทุบ เวลานั้นองค์สมเด็จพระบรมครูก็ยังทรงพระชนม์อยู่ ทำไมไม่ช่วยป้องกันไว้ แต่นั่นเป็นกฎของกรรม พระโมคคัลลาน์ถูกโจรล้อมท่านก็หนีไป ๒ ครั้ง พอโจรมาล้อมเป็นครั้งที่ ๓ ท่านก็มาพิจารณาว่า “มันเรื่องอะไร” ก็ทราบว่า “กรรมที่จะเกิดขึ้นนี้เป็นกรรมเมื่อ ๑๐๐ อัตภาพมาแล้ว เราเคยทุบพ่อทุบแม่ตาย กรรมนั้นมาสนอง” ท่านจึงยอมให้โจรทุบ เมื่อโจรทุบแล้วท่านก็ไม่ยอมตาย เมื่อโจรไปแล้วท่านก็ประสานกาย ประสานกระดูก เหาะไปกราบทูลลาพระพุทธเจ้าเข้านิพพาน

     เป็นอันว่าถ้าคนจำจะต้องตาย แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังทรงร่างกายอยู่ไม่ได้ ปล่อยให้ร่างกายพัง พระโมคคัลลาน์ท่านเป็นจอมฤทธิ์ ท่านก็ไม่สามารถจะป้องกันตัวท่านเองได้ แล้วการที่อาตมาจะไปบังคับให้ท่านหญิงวิภาวดีไม่ตายจะได้ไหม ถ้าจะพูดกันอีกที โยมผู้ชายและโยมผู้หญิงท่านเป็นพ่อเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดอาตมา ชีวิตจะทรงอยู่ได้ก็เพราะอาศัยท่าน แต่เวลาที่ท่านทั้งสองจะตาย อาตมาก็ห้ามไม่ได้ แล้วจะให้ไปห้ามใครได้ เป็นอันว่าเรื่องของท่านหญิงวิภาวดี รังสิต ทำไมต้องตายและอาตมาทำไมไม่ป้องกันไว้ ก็ขอจบเพียงเท่านี้..”
บันทึกการเข้า
Nuchana
สุครีพ
******
ตอบ: 979


ความคิดเห็นที่ 83  เมื่อ 23 ส.ค. 05, 13:01

 I am mailing a few photos of Praongjao Vibha and husband standing side by side with King Rama 8 to Khun Taochompoo to help post on the board. Another picture she carries the first and the second baby. Both babies look a bit caucasian (farang-thai mix).
บันทึกการเข้า
นันทิ
อสุรผัด
*
ตอบ: 10

ทำงานพนักงานองค์การของรัฐ


ความคิดเห็นที่ 84  เมื่อ 23 ส.ค. 05, 15:38

 อ่านถึงตอนที่ท่านสิ้นฯ แล้วน้ำตาซึมเลยค่ะ

ขอบคุณคุณเทาชมพูมากค่ะ ที่มาเล่าเรื่องให้ฟัง
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30547

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 85  เมื่อ 23 ส.ค. 05, 18:04

 ยังไม่ได้รับเมล์ค่ะ  ไม่ทราบว่าส่งไปที่เมล์ไหน
บันทึกการเข้า
Nuchana
สุครีพ
******
ตอบ: 979


ความคิดเห็นที่ 86  เมื่อ 23 ส.ค. 05, 19:10

 I used e-mail pinkandgrey@vichakarn.com but bounced back to me. I tried to mail Bamboo teacher but couldn't find one. Finally I sent 3 pics to khun Tibor and and asked her to help post on Vibhavadee board.

Reach me at supanee@nstda.or.th, and I can send via mail, not too big 58 k. each.

It seemed the couple were very close to the King Rama 8 family, by standing side by side with the King.

Allow me some time to get Thai fonts in order. I just discovered this web and enjoyed.

Your sharing inspired me so much. I visited bookstore and purchasedb 4 novels of Praong Vibhavadee, Nanmeebook, 20% discount until the end of this mth. This yr my donation allowance for 10000 baht will go to her Foundation to help the South, but I googled it and found no contact no. and address. Proceeds from novel sale will also go to charity.

Thanks, Aj Taochompoo, you and me both contributed to the pity South ka.
บันทึกการเข้า
vun
พาลี
****
ตอบ: 374


ความคิดเห็นที่ 87  เมื่อ 23 ส.ค. 05, 20:51

 อ่อ ผิดกระทู้ครับผมเปิดกระทู้ทีหลายกระทู้ผมเลยงงๆ
บันทึกการเข้า
vun
พาลี
****
ตอบ: 374


ความคิดเห็นที่ 88  เมื่อ 23 ส.ค. 05, 20:56

 แม้พระองค์ท่านจะทรงเสด็จสู่สวรรคาลัยไปแล้ว แต่คุณงามความดีของท่านก็ยังคงประดับอยู่ในดวงใจของทุกคน ชั่วนิรันดร์....
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 89  เมื่อ 24 ส.ค. 05, 00:16


ได้รับ FWD mail จากพี่ที่น่ารักในความเห็นที่ 57 นะครับ
เลยขอนำภาพหายากชุดนี้มาโพสไว้ที่นี่นนะครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8 9
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.051 วินาที กับ 19 คำสั่ง