พระยศพระนัดดา

(1/1)

นายชินจัง:
 ก๊อปมาครับ

ว่าด้วยเรื่อง  ...  พระยศของพระราชนัดดา

                   ตามที่หม่อมศรีรัศมิ์  มหิดล  ณ  อยุธยา  ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ  สยามมกุฎราชกุมาร  มีประสูติกาลพระโอรสนั้น  นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีแก่พสกนิกรชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง  เพราะพระราชวงศ์จักรี  จะทรงมีสมาชิกซึ่งเป็นพระราชนัดดาเพิ่มอีกหนึ่งพระองค์

            รอยใบลานจึงขอนำความรู้เกี่ยวกับพระยศของเจ้านายหลานเธอมาให้อ่านกันครับ  พระราชนัดดา    ของพระเจ้าแผ่นดินนั้น  ตามธรรมเนียมแล้วจะทรงมีพระยศแตกต่างกันออกไปตามศักดิ์ของพระมารดา  แต่ทั้งนี้ก็ต้องเป็นไปโดยพระบรมราชวินิจฉัยเป็นหลัก  เพราะในบางครั้งพระราชนัดดาบางพระองค์ก็อาจได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานเกียรติยศเป็นพิเศษ   เจ้านายชั้นหลานเธอนี้มิได้หมายความเฉพาะ  หลานปู่  หรือ  หลานตาของพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น  แต่ยังหมายรวมถึงพระภาคิไนย  และพระภาติยะของพระองค์ด้วย  ในบทความนี้รอยใบลานจะขอกล่าวถึงพระราชนัดดาที่มีพระสกุลยศเป็นพระองค์เจ้า  กับหม่อมเจ้าเท่านั้น  เนื่องจากพระราชนัดดาที่ทรงเป็นเจ้าฟ้านั้น  ตามธรรมเนียมก็คือพระราชโอรสธิดาของพระมหากษัตริย์ที่ประสูติจากพระมเหสีเทวี  หรือพระราชมารดาที่เป็นเจ้าฟ้า  เช่น  สมเด็จเจ้าฟ้าฯ  กรมพระยาบำราบปรปักษ์  พระราชนัดดาในรัชกาลที่  1   ซึ่งทรงเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่  2  กับเจ้าฟ้ากุณฑล  นอกจากนี้ยังมีกรณีเจ้าฟ้าหลานเธอ  ซึ่งประสูติแต่พระมารดาที่เป็นเจ้าฟ้า  จะทรงมีศักดิ์แตกต่างกันตามศักดิ์ของพระบิดา  เช่น  เจ้าฟ้าหญิงบุญรอด  พระราชภาคิไนยในรัชกาลที่  1  ซึ่งเจ้าฟ้าหลานเธอในลักษณะนี้ปรากฏเฉพาะในสมัยรัชกาลที่  1  เนื่องจากติดด้วยธรรมเนียมที่ว่าเจ้าฟ้าหญิงจะต้องทรงเสกสมรสกับผู้ที่คู่ควรแก่ฐานันดรศักดิ์

               เจ้านายหลานเธอชั้นพระองค์เจ้า  จะใช้คำนำหน้าพระนามต่างกันออกไปตามพระเกียรติยศ  ดังนี้

พระจ้าวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้า  และ  พระเจ้าหลานเธอ  พระองค์เจ้า

พระราชนัดดาที่จะใช้คำนำหน้าพระนามว่า  พระเจ้าหลานเธอ  หรือ  พระเจ้าวรวงศ์เธอ  นั้น  มีกฎเกณฑ์ดังนี้

           1.  เป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าแผ่นดิน  ซึ่งพระบิดาเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราชร่วมพระบรมราชชนกแลพระบรมราชชนนีเดียวกันกับพระเจ้าแผ่นดิน   ประสูติจากพระชายาเอก  ซึ่งพระราชทานให้เป็นสะใภ้หลวง  เช่น  พระโอรสธิดาในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ  กรมพระจักรพรรดิพงศ์  กับหม่อมราชวงศ์สว่าง  และพระโอรสธิดาในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ  กรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช  กับหม่อมแม้น  ซึ่งทั้ง  2  พระองค์  เป็นพระอนุชาร่วมพระครรโภทรเดียวกับรัชกาลที่  5

               2.  พระราชนัดดาของพระเจ้าแผ่นดิน  ซึ่งมีพระบิดาเป็นเจ้าฟ้า  และพระมารดาเป็นพระองค์เจ้าหรือหม่อมเจ้า  เช่น  

พระเจ้าหลานเธอ  พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา  พระธิดาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ  สยามมกุฎราชกุมาร  กับพระเจ้าวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าโสมสวลี  พระวรราชาทินัดดามาตุ

พระเจ้าวรวงศ์เธอ   พระองค์เจ้าจุมภฏพงศบริพัตร  พระโอรสในสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์  กับหม่อมเจ้าประสงค์สม

               4.  พระราชนัดดา  (หลานตา)  ของพระเจ้าแผ่นดิน  ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระเกียรติยศเป็นพิเศษ  เช่น

                               พระเจ้าหลานเธอ  พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์  พระธิดาในสมเด็จพระลูกเธอ  เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์  อัครราชกุมารี  กับ  น.อ.วีระยุทธ ดิษยะศริน

           3.  หม่อมเจ้า  ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณยกขึ้นเป็นพระองค์เจ้า  เช่น  

พระเจ้าวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์  พระโอรสในสมเด็จฯ  เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ  กับหม่อมคัทริน  เนื่องจากรัชกาลที่  6  ทรงพระเมตตาโปรดปรานว่าเป็นพระราชภาติยะ (หลานลุง) เพียงพระองค์เดียวในสมเด็จพระอนุชาธิราชร่วมพระครรโภทร

พระเจ้าวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา  พระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ  กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์  และหม่อมเจ้าทิพยสัมพันธ์

ซึ่งทั้งสองพระองค์นี้ได้รับพระเกียรติยศเป็นพิเศษเฉพาะพระองค์  มิได้สืบไปถึงพระทายาท  โอรสธิดาที่ยังคงเป็นหม่อมราชวงศ์  ซึ่งตามปกติเจ้านายชั้นนี้ทรงมีพระทายาทเป็นหม่อมเจ้า

พระวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้า

               พระราชนัดดาที่ทรงใช้คำหน้าพระนามว่า  พระวรวงศ์เธอ   นั้น  เป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าแผ่นดิน  ซึ่งพระบิดาเป็นเจ้าฟ้าชั้นเอก  แต่พระมารดาเป็นสามัญชนที่เป็นสะใภ้หลวง  ซึ่งได้เลื่อนขึ้นจากหม่อมเจ้าในสมัยรัชกาลที่  6  -  7   และทำให้พระโอรสธิดาที่ประสูติหลังจากประกาศนี้  มีพระยศเป็นพระวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้า   ทุกพระองค์ตั้งแต่แรกประสูติ  เช่น

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุขุมาภินันท์  (หม่อมเจ้าสุขุมาภินันท์) ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช  (หม่อมเจ้าวรานนท์ธวัช) ใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย

พระวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช  ในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ  กรมหลวงสงขลานครินทร์  กับหม่อมสังวาลย์

นอกจากนี้พระราชนัดดาที่มีพระบิดาเป็นพระองค์เจ้า  และพระมารดาเป็นพระองค์เจ้า  ก็ใช้คำนำหน้าพระนามว่า  พระวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้า  ด้วย  เช่น

               พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิมลฉัตร พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร  กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประภาวสิทธิ์นฤมล

หม่อมเจ้าหลานเธอ

พระราชนัดดาในสมเด็จเจ้าฟ้า  เจ้าต่างกรม  พระองค์เจ้า  ที่พระมารดาเป็นสามัญชนตั้งแต่หม่อมราชวงศ์ลงไป  เจ้านายหลานเธอชั้นนี้ทรงมีพระทายาทเป็นหม่อมราชวงศ์  เช่น

                หม่อมเจ้าสิริวัณวรี  มหิดล  พระธิดาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ   สยามมกุฎราชกุมาร  กับหม่อมสุจาริณี



ข้อมูลจาก  ...  

เฉลิมพระยศเจ้านาย

คอลัมภ์เวียงวัง  สกุลไทย  ของจุลลดา  ภักดีภูมินทร์

ธรรมเนียมราชตระกูลในกรุงสยาม  พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

หม่อมจุมพฏเพ็ชรกล้า:
 ถ้า พระบรมวงศ์เธอมีลูกกับพระเจ้าวรวงศ์เธอหรือพระวงวงศ์เธอ ลูกจะเป็นอะไรครับ แล้วพระเจ้าวรวงศ์เธอกับพระเจ้าวรวงศ์เธอ ลูกจะเป็นอะไรครับ พระวรวงศ์เธอกับพระวรวงศ์เธอด้วยครับ

หยดน้ำ:
 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ  +  พระเจ้าวรวงศ์เธอ  =  พระวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้า  เช่น  พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิมลฉัตร พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประภาวสิทธิ์นฤมล

พระเจ้าวรวงศ์เธอ  +  พระเจ้าวรวงศ์เธอ  นั้น  เท่าที่ผมทราบไม่น่าจะเคยปรากฎมาก่อนนะครับ  แต่ถ้าหากมีพระโอรสธิดา  ก็น่าจะมีพระยศเป็น  พระวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้า  เพราะทั้งพระบิดาและพระมารดาต่างก็เป็นพระองค์เจ้า

พระวรวงศ์เธอ  +  พระวรวงศ์เธอ  ในกรณีนี้ก็ไม่เคยเกิดขึ้น  และยิ่งในปัจจุบันนี้ก็คงจะเป็นไปได้ยาก  แต่ถ้าจะเกิดกรณีนี้ขึ้นพระโอรสธิดา  ก็ยังน่าจะมีพระยศเป็น  พระวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้า  อยู่นะครับ

เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของผมนะครับ  ตามธรรมเนียมเดิมที่เคยมีมา  ผิดพลาดอย่างไรก็ต้องขออภัยด้วยครับ

เทาชมพู:
 คำถามถึงเรื่องทีี่ไม่มีตัวอย่างในอดีตมาก่อน และอาจจะไม่มีในอนาคตอีกด้วย
เป็นเรื่องตอบได้ยาก

เท่าที่มีมา   ขอใช้คำสามัญเพื่อให้เข้าใจง่ายๆ
ว่าลูกของเจ้านายเมื่อแรกเกิด จะมีศักดิ์ไม่เท่าพ่อ  
แต่จะลดลงหนึ่งระดับ

ลูกของพระองค์เจ้า ไม่เป็นพระองค์เจ้า  แต่เป็นหม่อมเจ้า แม้ว่าแม่เป็นเจ้า
แต่อาจจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯเลื่อนขึ้นเป็นพระองค์เจ้าในภายหลัง ก็ได้

ถ้าพ่อเป็นพระองค์เจ้าที่เลื่อนขึ้นจากหม่อมเจ้า
ลูกเป็นหม่อมราชวงศ์

แต่ทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่พระราชอำนาจที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นเฉพาะแต่ละพระองค์
ลูกของเจ้าฟ้า แม่เป็นเจ้าฟ้า ลูกก็เป็นเจ้าฟ้าได้ ถ้าพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้เป็นเช่นนั้น
เช่นในกรณีของเจ้าฟ้ามงกุฎ พระโอรสในเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรสุนทร และเจ้าฟ้าบุญรอด
แต่พระโอรสอื่นๆในเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรสุนทร ที่ประสูติจากหม่อมมารดา  เป็นพระองค์เจ้าทั้งหมด

ศศิศ:
 ก๊อปมาอีกแล้ว เช่นกันครับ จาก "คม ชัด ลึก" วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2548

-------------------------------------------------

พระราชทานนามพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า "ทีปังกรรัศมีโชติ"
พระราชทานพระนามพระโอรส "พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า ทีปังกรรัศมีโชติ" สำนักพระราชวังเตรียมประกาศพิธีสมโภชขึ้นพระอู่ ขณะที่ กทม.เตรียมจัดงานเฉลิมฉลองระหว่างวันที่ 10-12 มิถุนายนนี้ พร้อมเพิ่มสถานที่จัดงานอีก 2 แห่ง ใช้สนามหลวงเป็นศูนย์กลางใหญ่ และเตรียมถวายรอยพระบาทกรอบทองคำแด่พระโอรส


เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เวลา 14.30 น. คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน ปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานประชุมจัดงานฉลองพระโอรส ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และหม่อมศรีรัศมิ์ มหิดล ณ อยุธยา โดยมีนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ โฆษกกรุงเทพมหานคร และภาคเอกชนตัวแทนบริษัทรับจัดงานมาร่วมประชุมเพื่อเตรียมการจัดงาน ที่ห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า)

คุณหญิงณฐนนท เปิดเผยว่า จากเดิมที่ กทม.ได้กำหนดจัดงานใน 6 จุด ประกอบด้วย 1.บริเวณลานคนเมืองหน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2.ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ 3.ซุ้มประตูจีน วงเวียนโอเดียน เยาวราช 4.สวนสันติชัยปราการ 5.สวนสาธารณะใต้สะพานพระราม 8 และ 6.สวนสาธารณะอุทยานเบญจสิริ เขตคลองเตยนั้น ขณะนี้ กทม.จะเพิ่มสถานที่จัดงานอีก 2 จุด ได้แก่ บริเวณท้องสนามหลวง และโรงละครภัทราวดีเธียเตอร์ ซึ่งการจัดงานแต่ละแห่งมีการกำหนดให้บริษัทต่างๆ รับจัดงานอย่างชัดเจนแล้ว

ขณะที่ท้องสนามหลวงจะเป็นสถานที่จัดงานศูนย์กลาง จะมีเวทีใหญ่อยู่บริเวณกลางสนามหลวง ประชาชนสามารถชมการแสดงได้ 360 องศา และการแสดงจะเป็นการขอความร่วมมือจากทั้ง 6 จุด นำการแสดงที่เด่นที่สุดมาโชว์ ทั้งนี้ จะเน้นการแสดงกิจกรรมตามพระราชประเพณี และความเป็นที่สุดของประเทศในแต่ละกิจกรรม เช่น ลิเกและโขน เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกำหนดวันจัดงานฉลองพระโอรส ที่ประชุมได้หารือและกำหนดไว้เบื้องต้นว่าวันที่ 10-12 มิถุนายนนี้ น่าจะเป็นวันที่เหมาะสม แต่ทั้งนี้ กทม.ตั้งใจที่จะทำตามประเพณีโบราณคือ รอพระราชพิธีการขึ้นพระอู่ของพระโอรสด้วยกำหนดการของสำนักพระราชวังก่อน ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นระหว่างวันที่ 29-30 พฤษภาคม เพราะเป็นช่วงที่พระโอรสทรงเจริญพระชันษา 1 เดือน และหากมีกำหนดการเรียบร้อยแล้ว ทาง กทม.ก็จะทำการกำหนดวันฉลองที่แน่นอนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ตั้งใจจะให้ตรงกับวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และช่วงเวลา 17.00-24.00 น. เพื่อความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางมาร่วมงานฉลองพระโอรส

ทางด้าน นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ โฆษก กทม. กล่าวว่า สำหรับการถวายรอยพระบาทกรอบทองนั้น ขณะนี้ทางโรงพยาบาลศิริราช ได้ส่งรอยพระบาทพระโอรสมาให้ กทม.แล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบลวดลาย และถ้อยคำที่จะสลักลงในกรอบ ส่วนสูติบัตรทองคำเชื่อว่าภายในสัปดาห์นี้จะมีความคืบหน้า ซึ่งสุดท้ายจะต้องให้ผู้บริหารพิจารณาถึงความเหมาะสมอีกครั้ง

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางสำนักงานทะเบียนราษฎรได้รับแจ้งจากสำนักพระราชวังว่า ขณะนี้พระโอรสได้รับพระราชทานพระนามแล้ว โดยมีพระนามว่า "พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า ทีปังกรรัศมีโชติ" ซึ่งมีความหมายว่า ผู้ทำประทีป คือปัญญาให้สว่างกระจ่างแจ้ง, ผู้ทำเกาะ คือที่พึ่งให้รุ่งเรืองโชติช่วง

..................................................

http://www.komchadluek.net/news/2005/05-25/p1-17473932.html  

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ