เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
อ่าน: 11064 ตำนานเรื่อง กวนเกษียรสมุทร และราหูอมจันทร์ครับ
คุณพระนาย
บุคคลทั่วไป
 เมื่อ 03 พ.ย. 00, 00:00

เล่าเรื่อง พระจันทร์ไปแล้ว กำลังสนุก เลยมาฝอยต่ออีกเรื่องนึง
อันนี้เป็นเรื่อง เก่าแก่ และมีบันทึกไว้ใน นครวัตรนครธม ของเขมรด้วย คือ ตำนานกวนเกษียรสมุทรครับ และพาดเกี่ยวไปถึงเรื่อง ราหูอมจันทร์ด้วย
ก็จะย้อนไปถึงสมัยโบราณกาลเลยนะครับ เทพกับอสูร นี่ก็รบกันมานานนม โดยเทพมีผู้นำ ที่สามารถ ไม่มากเท่าไหร่ คือ พระอินทร์ ตามตำนานก็ว่าเป็นโอรสของพระพรหม จริง ๆ เกือบทุกอย่าง ยกเว้น พระนารายณ์ กับพระอิศวรนั้น มาจากพระพรหม ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ ดั้งเดิม แต่ตอนหลังพอกลายเป็นฮินดู พระพรหม นั้น เสื่อมความนิยมไปมากครับ อ่ะต่อนะครับ อสูร นั้นก็ศัตรูของเหล่าเทพ ซึ่งอสูรนี่ พระพรหม ก็สร้างมาเหมือนกัน แต่พวกยักษ์ นี่มักจะถูกหาว่าเกเร และอยากเป็นใหญ่ จะมาหาเรื่องรบกันเทพเสมอ ๆ ก็ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ไปเรื่อย ๆ แต่เหล่าอสูร นี่ มักจะชอบทำอยู่อย่าง คือ การบำเพ็ญเพียรขอให้ มหาเทพ คือ พระศิวะ พระนารายณ์ และพระพรหม มาให้พร เรื่องให้พร เนี่ย พระศิวะนี่ เป็นตัวปัญหาอันดับหนึ่งครับ คือ ใครก็ตามนั่งบำเพ็ญเพียร นาน ๆ ท่านทนไม่ได้ หรือท่านพอใจ ท่านก็มาให้พรง่าย ๆ เรียกว่า ถูกใจขออะไรก็ให้ ซึ่งจะต้องเดือดร้อน องค์นารายณ์ ตลอด ต้องคอยตามปราบ พวกอสูรที่หลอกเอาพรจากพระอิศวรไป พระพรหม นี่ก็ใช่ย่อยครับ ให้พรเยอะเหมือนกัน ส่วนพระนารายณ์นี่ให้น้อยสุดครับ จะเห็นตามตำนานไม่ค่อยมีใครไปขอท่านเท่าไหร่ อ่ะนอกเรื่องไปนาน กลับเข้าเรื่องต่อ อสูรกับเทพ ก็รบกันมานาน ฝ่ายเทพ ก็ตายลงเยอะ สู้แล้วก็เหนื่อย พระอินทร์จึงพาลูกน้องไปหาพระพรหม ขอให้ทรงช่วย พระพรหม ท่านก็บอกว่าให้ไปหาพระนารายณ์ (คลับคล้ายคลับคลา)  พระพรหมนั้นจะเห็นว่า ทรงวางตัวเป็นผู้สร้างจริง จะไม่มีภาคการลงมาปราบ หรือทำลายอะไรทั้งสิ้น ทรงสร้างแล้วก็ไม่แก้ด้วย พระนารายณ์ มักจะเป็นผู้จัดการเป็นส่วนใหญ่ พระอิศวรท่านนี่ก้ำกึ่งครับ บางที ก็ปราบมารบ้าง  เผาคนด้วยตาที่สามบ้าง พระพรหมท่านอ้างพรหมลิขิตร ลูกเดียว พวกเทพก็มาขอให้องค์นารายณ์ช่วย พระนารายณ์ ก็ต่อว่า พระอินทร์ว่าเสียแรงเป็นใหญ่ในสวรรค์ อาวุธวัชระ ก็ยิ่งใหญ่ ปราบอสูรไม่ค่อยจะได้ ต้องมาขอให้ท่านช่วยทุกครั้ง เอาล่ะ คราวนี้จะแนะวิธีให้ คือให้ทำการกวนเกษียรสมุทร ครับ เพื่อ เอาน้ำ อมฤต มากิน งานนี้พระนารายณ์ ทรงเจ้าเล่ห์มากครับ บอกว่า กวนเกษียรสมุทรคราวนี้งานใหญ่ครับ ต้องให้พวกอสูรร่วมมือด้วย แล้วก็มีการไปเจรจากัน ให้อสูรกับเทพ หยุดทำสงครามกันชั่วคราว มาช่วยกัน กวนเกษียรสมุทรก่อน ว่าแล้ว ก็ไปเอายอดเขาพระสุเมรุมา แล้วก็ใช้พระยาอนันตนาคราช (ผู้น่าสงสารที่สุด รองจากเหล่าอสูร) มาพันกับยอดเขาพระสุเมรุแล้วก็ให้ เหล่าเทพ ดึงฝ่ายหนึ่ง อสูรดึงอีกข้างหนึ่ง คราวนี้พวกเทพก็ฉลาดแกมโกงตามเคย คือ ตัวเองไปดึงทางหางนาค แล้วให้อสูรไปดึงทางหัวนาค  เพราะว่า พอดึง ๆ ไปแล้วนี่พญาอนันตนาคราชก็จะเจ็บปวด ก็จะคายพิษออกมา ซึ่งพวกอสูรก็จะโดนพิษ โดยความร้อนที่พ่นจากปากของพญานาค พวกอสูรก็ต้องทนไป ทีนี้พอกวนเกษียรสมุทร ไป เค้าว่าความสั่นสะเทือนมันไปถึงสามโลก แล้วอาจจะทำให้โลกมนุษย์พังทลายได้อีก พระนารายณ์ท่านจึงต้องแบ่งภาค อวตารไปเป็นเต่ายักษ์ เอากระดองไปรองรับยอดเขาพระสุเมรุไว้  ไม่ให้เจาะลงไปกระทบก้นเกษียรสมุทรโดยตรง
เขาว่างานนี้กวนกันนานมากครับ เป็น พัน  ๆ ปี พญาอนันตนาคราชผู้น่าสงสาร ก็ต้องทนเจ็บปวด มานานในที่สุดก็ทนไม่ไหว จะต้องสำรอก พิษร้ายออกมาเต็มที่ งานนี้แตกฮือ กันครับ ทั้งเทพทั้งอสูรเผ่นกันก่อน แล้วพิษร้ายนั้น ถ้าตกลงสู่โลก ก็จะทำให้เหล่ามนุษย์และสัตว์ต้องตายหมดแน่นอนครับ คราวนี้ พระอิศวร ด้วยความรักและเมตตาอันสูงสุดต่อมนุษย์และสัตว์ พระองค์จึงปรากฎกาย ขึ้น ดูกเอาพิษร้าย ไปไว้ในตัวพระองค์ทั้งหมด และพิษร้ายนั้น ได้เผาผลาญทำให้คอของพระองค์ เป็นสีดำสนิท จึงทำให้มีคนชื่อว่า สีดำเป็นสีแห่งความรักของการเสียสละอันยิ่งใหญ่  เอาล่ะครับ พวกเทพ กับอสูรก็กลับมากวนเกษียรสมุทรกันต่อไป คงแทบจะหมดแรงกันเต็มทนล่ะครับ แล้วก่อนที่จะเลิกราแยกย้ายกลับบ้านนอนกันนั่นแหละ ก็เกิดเหคุการณ์ประหลาด มหัศจรรย์ครับ คือมีปฎิกริยาจากเกษียรสมุทร แล้วก็มีของวิเศษต่าง ๆ เกิดจาก เกษียรสมุทรขึ้นมา
เช่น โคอุสุภทราชซึ่ง พระอิศวรเอาไป เป็นพาหนะ ม้า (จำชื่อไม่ได้) พระอาทิตย์ เอาไปประดับรถทรง
นอกจากนี้มาถึงทีเด็ดครับ นางงาม นางอัปสรสวรรค์ ก็ออกมาด้วย เหล่าอสูร (ไม่แตะสุรา) แต่บ้าผู้หญิง ก็เพลินสิครับ หันไปสนใจนางงามเหล่านั้นไล่จับกันพัลวัน ยกเว้น ราหู อสูรตัวเดียวที่ไม่สนใจนางงามเหล่านั้น (จะเป็นเกย์หรือเปล่า) ยังรอคอยของวิเศษสุดที่หวังกันมานาน ในที่สุด ก็ออกมาครับ มีเทพองค์หนึ่ง ทูนคณโฑไว้เหนือศรีษะซึ่งนั่นก็คือ น้ำอมฤกตนั่นเอง แล้วด้วยความที่กลัวพวกอสูรจะรู้สึกตัว พระนารายณ์ก็ทรงเล่นทริค แบ่งภาคไปเป็นนางงาม ที่งามหาใดเสมอเหมือนได้ หลอกล่อพวกอสูรออกไปอีก (พระนารายณ์นี่ท่านมักจะชอบแปลงเป็นนางงามนะครับ หลายตอนไม่รู้เพราะอะไร)  พวกเทพ ได้โอกาสที่เหล่าอสูรมัวแต่บ้าผู้หญิง เหล่าเทพ ผู้บ้าน้ำเมาก็เข้าแถว กินน้ำอมฤกตทันที จะมีก็แต่ ราหู อสูรตนเดียวที่ไม่สนใจนางงาม แปลงร่างเป็นเเทพปลอม ๆ คนหนึ่งไปต่อแถว รอรับน้ำอมฤกต อยู่ด้วย แต่ว่า พอดี พระจันทร์ (มาอีก) กับพระอาทิตย์ แอบไปเห็นเข้า รีบไปฟ้ององค์พระนารายณ์ ว่าราหูมาแอบปลอมเป็นเทพ องค์นารายณ์จึง ปล่อยจักร ไปตัดร่างกายราหูออกเป็นสองท่อน ทันที แต่ช้าไปครับ ราหูกินน้ำอมฤกตไปแล้ว จึงกลายเป็นอมตะ แต่ก็ร่างกายเหลือเพียงครึ่งท่อน เท่านั้น ตัดกลับมา เหล่าอสูรพอรู้สึกตัว ก็หันกลับมาจะขอแบ่งน้ำอมฤกตจากเหล่าเทพ แต่ว่าน่าสงสารเหล่าอสูร ครับ ช่วยกันชักลาก นาคกวนเกษียรสมุทร มาก็นาน แล้วยังไปเสียแรงไล่ปล้ำนางอัปสรอีก กับฝ่ายเทพ ที่แม้จะเหนื่อย เหมือนกัน แต่ตอนนี้ กินน้ำอมฤกตเป็นอมร (ไม่ตาย) กันแล้ว หายเหนื่อย ฝ่ายเทพ จึงโกงกันหน้าด้าน ท้าสู้กับอสูรครับ อสูรก็แพ้สิครับ ต้องแตกพ่ายกลับไปด้วยความเจ็บใจที่เสียรู้พวกเทพ ที่มีพระนารายณ์ คอยช่วย จึงทำให้มีราหู อสูรตนเดียวที่เป็นอมตะ แต่ก็มีกายเพียงครึ่งเดียวจึงทำอะไรไม่ได้  นี่แหละครับ พวกเทพจึงเป็น อมตะ ตั้งแต่นั้นมา แล้วก็พอจะสู้กับเหล่าอสูรได้บ้าง แต่ไม่ใช่ไม่แพ้นะครับ ยังแพ้อยู่บ่อย ๆ ให้พระนารายณ์ท่านต้องเหนื่อยเสมอมา แต่น้อยลงนิดหนึ่ง ฝ่ายราหูด้วยความแค้น พระจันทร์ และพระอาทิตย์ ก็คอย ดักจับพระจันทร์กับพระอาทิตย์ กินอยู่เรื่อย ๆ แต่ว่า ก็มีร่างกายครึ่งเดียว กลืนพระจันทร์ไปได้หน่อย ก็หลุดออกมา ราหูนั้นจับพระจันทร์ได้บ่อยกว่า เพราะว่า อยู่ใกล้มากกว่า ส่วนพระอาทิตย์โคจรอยู่สูง จึงไม่ค่อยถูกจับเท่าไหร่ นี่แหละครับ ตำนานอีกเรื่องนึง ของเหล่าเทพเจ้าเล่ห์ กับอสูรที่น่าสงสาร และคำอธิบาย เหตุการณ์ราหูอมจันทร์ ตามความเชื่อ เก่า ๆ
บันทึกการเข้า
อินทาเนีย
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 29 ต.ค. 00, 09:06

เรื่องพวกนี้สนุกดีครับ ผมชอบฟัง แต่ตอนหลัง ๆ ผมพบว่ามีหลายตำนาน หลายกระแส ต่างกันไปตามนิกาย ตามยุคตามสมัย อย่างพระพรหมนี่บางตำราก็ว่าเกิดจากดอกบัวที่ผุดออกมาจากสะดือของพระนารายณ์ พระพรหมจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า "นาภิชะ" (แปลว่า เกิดจากสะดือ) หรืออีกชื่อหนึ่งว่า "กัญชชะ" (แปลว่า เกิดจากดวกบัว) หรืออีกชื่อหนึ่งว่า "สโรชิน" (แปลว่า ผู้มีดอกบัว) บางตำนานก็ว่าพระพรหมนั้นถือกำเนิดขึ้นมาเองจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า "สวยัมภู" (แปลว่า ผู้เกิดเอง)



หรืออย่างชื่อเขาที่ใช้เป็นแกนในการกวนมหาสมุทรนั้นตำราส่วนมากบอกว่าชื่อว่า "มันทระ" มีความสูงโผล่จากพื้นขึ้นมา ๑๑๐๐๐ โยชน์ และมีรากหยั่งลึกลงไปข้างล่างอีก ๑๑๐๐๐ โยชน์ เขามันทระนี้ต่อมาเป็นที่อยู่ของบรรดานางอัปสร กินนร กินนรี ฯลฯ (ส่วนเขาพระสุเมรุนั้นใช้เป็นที่ประชุมปรึกษาหารือกันของเหล่าเทพเทวดาตอนที่ดำริจะกวนมหาสมุทร เขาพระสุเมรุนั้นสูง ๘๔๐๐๐ โยชน์ และหยั่งลึกลงไปอีก ๘๔๐๐๐ โยชน์)



พญานาคที่ทำหน้าที่เป็นเชือกพันเขาคันทระนั้นชื่อ "พญาวาสุกรี" ซึ่งเป็นพี่ของ "พญาเศษะ" (พญาเศษะเป็นพญานาคที่มีหนึ่งพันเศียร เป็นแท่นบรรทมของพระนารายณ์นั่นเอง) คำว่า'อนันตนาคราช'นั้นโดยมากมักหมายถึงพญาเศษะ แต่บางครั้งก็อาจจะใช้หมายถึงพญาวาสุกรีได้ด้วย



เต่าที่เป็นผู้หนุนเขามันทระนั้นเป็นอวตารปางที่สองของพระนารายณ์ เรียกว่า "กุรมาวตาร" [กุรมะ (แปลว่า เต่า) + อวตาร]



มหาสมุทรที่ถูกกวนนั้นชื่อว่า "กลศะ" ตอนแรกยังไม่ได้เป็นน้ำนม พอกวนไปกวนมาเกิดข้นเหมือนน้ำนมจึงเรียกว่า "เกษียรสมุทร" (แปลว่า มหาสมุทรน้ำนม) และในขณะกวนนั้นก็มีสิ่งต่าง ๆ อุบัติขึ้นมากมาย นอกจากน้ำอมฤตซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญแล้ว อย่างอื่นๆที่สำคัญก็ได้แก่

- สารพิษชื่อว่า "หาลาหละ" (บางตำนานว่าชื่อ "กาลกูฏ") ซึ่งพระศิวะเป็นผู้เสียสละดื่มลงไปนั่นเอง

- พระนางลักษมี ซึ่งพระนารายณ์นำไปเป็นชายา

- พระโสมะหรือพระจันทร์ (บางตำนานบอกว่าโสมะที่เกิดขึ้นนั้นเป็นน้ำเมาชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นพร้อมกับสุราเมรัยชนิดอื่นๆตอนกวนเกษียรสมุทร พระนางวารุณี(เทพีแห่งเหล้า)ก็เกิดในตอนนี้ด้วย และพระจันทร์เสี้ยวที่เกิดขึ้นนั้นเป็นคนละอย่างกับโสมะ พระจันทร์เสี้ยวที่ว่านี้พอเกิดขึ้นมาแล้วพระศิวะก็หยิบเอามาทัดเป็นปิ่น) - นางอัปสร

- ต้นไม้ทิพย์ต่างๆ ได้แก่ ต้นกัลปพฤกษ์ ต้นปาริชาต เป็นต้น

และที่สำคัญอีกสองอย่างที่อุบัติขึ้นก็คือ

- ช้างไอราวัต (หรือเอราวัณ) ซึ่งพระอินทร์นำไปเป็นพาหนะ ๑ ...และ...

- เกาสตุภ(ะ)มณี หรือ เกาสตุว(ะ)มณี ซึ่งพระนารายณ์นำมาประดับพระอุระ(อก) อีก ๑



ส่วนม้าขาวที่เกิดขึ้นนั้นชื่อว่า "อุจเจศรวัส" พระอินทร์นำมาเป็นพาหนะ



และวัวที่เกิดขึ้นนั้นเป็นวัวตัวเมียชื่อ "กามเธนุ" ไม่ใช่วัวอุศุภราชพาหนะของพระศิวะ กามเธนุ (แปลว่า แม่โคอันพึงปรารถนา) นั้นเป็นแม่ของวัวอุศุภราช พ่อของวัวอุศุภราชคือเทวดาชื่อเวตาล(เป็นบริวารของพระศิวะนั่นเอง) วัวอุศุภราชนั้นมีอีกชื่อหนึ่งคือ "นันทิเกศวร"



ยังมีเกร็ดสนุก ๆ มากมาย วันหลังมีโอกาสแล้วจะเล่าให้ฟังครับ...

บันทึกการเข้า
อินทาเนีย
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 29 ต.ค. 00, 09:09

น้ำอมฤตที่เกิดตอนกวนเกษียรสมุทรนั้น บรรจุอยู่ในคนโท ซึ่งถือโดยเทพบุตรชื่อ "ธนวันตริ" ครับ
บันทึกการเข้า
อินทาเนีย
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 29 ต.ค. 00, 10:33

อ้อ... "เธนุ" แปลว่า "แม่โคนม" นะครับ
บันทึกการเข้า
อินทาเนีย
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 30 ต.ค. 00, 06:24

มาเล่าต่ออีกนิดว่า...

- นางฟ้าที่เป็นพระนารายณ์แปลงมา (เพื่อหลอกล่อให้เหล่าอสูรสนใจ แทนที่จะสนใจน้ำอมฤต) นั้นชื่อนาง "โมหิณี" ว่ากันว่าเรื่องนี้เป็นอุบายสอนให้รู้ว่า "อมฤตตวะ" คือความเป็นอมตะหรือมีอายุยืนของคนเรานั้น สามารถบรรลุได้ด้วยการเอาชนะ "โมหะ" คือความลุ่มหลง เสีย

- จักรของพระนารายณ์มีชื่อว่า "สุทรรศนะ" อีกท่อนหนึ่งของราหูที่ถูกจักรสุทรรศนะของพระนารายณ์ตัดขาดนั้นได้กลายไปเป็นอสุรกายชื่อ "เกตุ" (ดาวเกตุ) เป็นต้นกำนิดของดาวหางและอุกกาบาตนั่นเอง

บันทึกการเข้า
คุณพระนาย
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 30 ต.ค. 00, 09:11

คุณอินทาเนียมาช่วยเสริม ในส่วนที่ผมโม้ไว้ผิด ๆ เกือบหมดแล้วครับ
ผมมีเรื่องที่จำๆ มาอีกเรื่องหนึ่ง
เขาว่าทำไม พระพรหม ท่านตอนหลังถึงไม่ได้รับความนิยม ยกเว้น พระพรมที่โรงแรมเอราวัณ จะว่าไป คนไทยคุ้นเคยกับพระพรหม มากกว่าพระอิศวรและพระนารายณ์ อีก อ้าวนอกเรื่องอีกแล้ว กลับมาใหม่
เขาเล่าว่า ในบรรพกาล อยู่มาวันหนึ่ง  มีท่อนอะไรไม่รู้ดุ้นเบ้อเร่อ เลย ผุดขึ้นมากลางสามโลก ไม่มีใครเห็นว่าดุ้นนี้จะยาวขึ้นไปถึงไหน และจะดำดิ่งลงไปถึงไหน  พระพรหมกับพระนารายณ์ ก็เลยมาดูเหตุการณ์ แล้วก็ให้แปลกใจ เอ ไอ้ดุ้นนี้มันคืออะไร แล้วปลายมันอยู่ไหน แล้วสองเทพเจ้าก็มาตกลงกัน ว่า สององค์จะแยกกัน พระพรหมจะบินขึ้นไปดูข้างบน พระนารายณ์ จะดำลงไปดูข้างล่าง ใครเจอปลายมันก่อนกันให้บอก แล้ว คนที่ไปถึงก่อนแสดงว่ามีฤทธิ์มากกว่า อีกฝ่ายนึง และจะนับเป็นเทพเจ้าสูงกว่า ได้ความดังนั้น ก็แยกกันไปทันที พระนารายณ์ ก็ดำดิ่งลงไปเรื่อย ๆ พระพรหมท่านก็ขี่หงส์ เป็นพาหนะขึ้นไปทันที
แทรกเล็กน้อย
ในเทพเจ้าสามองค์นะครับ พระพรหม ท่านทรงพญาหงส์ เป็นพาหนะ
พระอิศวรทรงโคอุสุภราช อย่างที่ว่าแหละครับ
พระนารายณ์ นั้นพาหนะท่านเหมือนจะมีสองอย่าง หนึ่งคือพญาครุฑ อีกหนึ่งคือ พญานาค อนันตนาคราช
ย้อนกลับม พระพรหม ท่านบินขึ้นไปนานมากไม่ถึงยอดซะที ก็ให้กลุ้มใจ เอหรือว่าเราจะพ่ายแพ้องค์นารายณ์ เราในฐานะ ผู้สร้างโลกจะยอมแพ้ได้ไง ไอ้ตอนเลือกก็ไม่รู้ว่าทางไหนมันจะถึงก่อน ถ้าพระนารายณ์โชคดี ไอ้เสาดุ้นนี้มันปักลงไปนิดเดียว เราก็แพ้น่ะสิ ไม่ได้การ แล้ว พระพรหมก็โดนความไม่อยากแพ้ครอบงำ แล้วก็คิดโกงทันที พระพรหม รีบบินลงมา แล้วส่งเสียงเรียกพระนารายณ์ ว่าเราชนะแล้ว เราไปถึงปลายอีกฝั่งแล้ว พระนรายณ์ซึ่งไปเกือบจะถึงปลายอีกฝั่งหนึ่ง (จริง ๆ ) ได้ยินเสียงองค์พรหม ก็เสียดาย แต่ก็รีบกลับมา ยอมแพ้ ต่อพระพรหม นั่นเอง เสาดุ้นนั้น ก็แตกออก แล้วพระศิวะก็ออกมา กล่าวตำหนิพระพรหมว่าเสียแรงเป็นถึงเทพเจ้าผู้เป็นใหญ่ กลับมีกิเลส เกิดขึ้น ทำให้คิดโกง แล้วองค์นารายณ์ก็เช่นกัน เทพเจ้าผู้เป็นใหญ่ทั้ง 3 จริง ๆ คือ ปรมาตมันอันสูงสุดเพียงแต่แบ่งหน้าที่กันเท่านั้น ไม่มีใครเป็นใหญ่กว่าใคร ทำไมต้องมาแข่งกันด้วย องค์พรหมนั้นมีความผิดมากที่โกง ต่อไปนี้ มนุษย์จะเสื่อมความนับถือ เทวาลัยของพระพรหมจะลดน้อย จะไม่มีผู้ใดนับถือพระพรหม เป็นหลัก เพียงอย่างเดียวแล้ว จะเหลือ เพียงผู้นับถือ ในองค์นารายณ์และเราศิวะเทพ เป็นหลัก เสาดุ้นนี้ต่อไปจะเป็นเครือ่งบูชาสำคัญ คือ ศิวะลึงค์นั่นเอง
จบครับ เท็จมากกว่าจริง ยังไง ผมก็แค่จำ ๆ มาเล่าสนุก ๆ นะครับ
บันทึกการเข้า
วราลี
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 30 ต.ค. 00, 10:28

ขอบคุณค่ะ สนุกดี มาเล่าบ่อยๆนะคะ ชอบฟังค่ะ
บันทึกการเข้า
ทิด
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 30 ต.ค. 00, 14:57

ว่าแต่พระนารายณ์ท่านเรียนดำน้ำได้ license ของที่ไหนครับเนี่ย PADI หรือ NAUI ^_^
..........................
เข้าใจว่านิทานนี้คงจะมีที่มาจากพวกไศวะนิกายกระมังครับ พระอิศวรเปิดตัวเท่ห์เชียว
บันทึกการเข้า
Exhibitionist
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 30 ต.ค. 00, 15:12

สงสัยพระศิวะจะเป็นพวกชอบโชว์นะ
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 30 ต.ค. 00, 21:10

น่าสงสารพระพรหม ตอนหลังไศวนิกายกับไวษณวนิกายแย่งกันเชิดพระศิวะและพระวิษณุ เลยมีตำนานต่างๆ เกิดใหม่มากมาย หลายตำนานก็เป็นการยกเทพของตัวข่มอีก 2 มหาเทพ แต่พระพรหมไม่ทรงมีมุ้งเล็กในมุ้งใหญ่ของตัวเอง คือไม่มีนิกายย่อยพรหมนิกาย เลยถูกพวกไศวนิกายและไวษณวนิกายเขียนตำนานข่มพระองค์จนรัศมีลบหมด

ถ้าพระพรหมถือเป็นองค์พระผู้สร้างในตรีมูรติ ทำไมศิวลึงค์ถึงถูกยกถวายพระศิวะไปก็ไม่ทราบนะครับ ก็ศิวเทพท่านทรงเป็นผู้ทำลายนี่ หน้าที่ของเจ้าดุ้นนั่นเป็นส่วนหนึ่งในการก่อกำเนิดโลก น่าจะเป็นพรหมลึงค์มากกว่า นอกจากว่าพระศิวะในภาคพระรุทรผู้ทำลายล้างจะใช้ดุ้นนั่นต่างตะบอง ฟาดหัวใครๆ เป็นเครื่องมือในการทำลายก็ว่าไปอย่าง
บันทึกการเข้า
ราหันทร์อมจู
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 31 ต.ค. 00, 00:00

ทำไมต้องบูชาศิวลึงค์ ทำไมไม่เป็นวัตถุหรืออวัยวะอื่นครับ มีปรัชญาแฝงไว้ยังไงหรือเปล่าครับ
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 31 ต.ค. 00, 01:10

ขอเชิญนักมานุษยวิทยาตัวจริงมาชี้แจงเรื่องความเชื่อของมนุษย์โบราณหน่อยครับ
เท่าที่นักมาหน่อยวิทยาคนนี้จะพอมั่วได้ การนับถืออะไรส่วนนี้ถือว่ามีมานานก่อนศาสนาจะเกิดขึ้นมาในรูปปัจจุบัน คนโบราณหลายวัฒนธรรมนับถือพลังเพศผู้ พลังฝ่ายชาย ผู้สร้างสรรค์โลก ผู้ทรงอำนาจ ผู้ก้าวร้าวแบบชายๆ ก็รวมเป็นสัญญลักษณ์ตรงอวัยวะนั้นแหละครับ ในทำนองกลับกันก็มีหลายวัฒนธรรมที่นับถือเพศหญิง เจ้าแม่ดิน เจ้าแม่แห่งความอุดมสมบูรณ์ การตั้งท้อง การมีผลผลิตอุดม มีมาก่อนเกิดพัฒนาเป็นศาสนาอย่างเดี๋ยวนี้ ยังเห็นร่องรอยในความคิดเรื่องอิน-หยาง เรื่องศักติของฮินดู เรื่องตันตระของพุทธสายลามะ กระทั่งศิวลึงค์ก็มีคู่ จะเรียกว่าอุมาลึงค์หรือโยนิลึงค์ก็ไม่แน่ใจ ไทยเรายังมีปลัดขิกกับอีเป๋อเลย
เรื่องนี้เกือบๆ จะทะลึ่งแต่ไม่ทะลึ่งนะครับ เป็นวิชาการเชียวแหละ แต่ผมมั่วได้แค่นี้เอง
ถ้าจะว่าทะลึ่ง ก็ต้องโทษว่าคนโบราณทะลึ่งมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของอารยธรรมแล้วครับ
บันทึกการเข้า
ฟ้า
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 31 ต.ค. 00, 01:22

ลึงค์หมายถึงของผู้ชายนี่คะ ดิฉันเดาว่าไม่น่าจะเป็นอุมาลึงค์หรือโยนิลึงค์นะคะ
บันทึกการเข้า
คุณพระนาย
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 31 ต.ค. 00, 04:45

มาช่วยคุณหลวงนิลมั่วครับ
ศิวะลึงค์ ครับ แต่ว่าของเทพมารดานั้น เรียก โยนี ครับ ไม่ใช่โยนีลึงค์
ถ้าไปที่วิหารฮินดูในอินเดีย จะเห็นบางวิหารบูชาคู่เลยครับ คือมีศิวะลึงค์ แล้วก็มีแท่นหินโยนี หรือโยนิง เนี่ย เป็นที่ตั้งของศิวะลึงค์ครับ
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 31 ต.ค. 00, 17:23

เจ้าของกระทู้คงจะงงพอสมควร ว่าราหูอมจันทร์อยู่ดีๆ ไหงเลี้ยวมาเป็นเรื่องนี้ได้
ขออนุญาตมองต่างมุมคุณฟ้าครับ คำว่า ลึงค์ หมายถึงส่วนนั้นของผู้ชายก็ได้ แต่ว่า หมายถึง เพศ (gender) โดยทั่วไปก็ได้ด้วยครับ ไม่งั้นในทางไวยากรณ์จะมี ปุลลึงค์ (คำที่บ่งว่าเป็นเพศชาย) อิตถีลึงค์ (คำที่บ่งว่าเป็นเพศหญิง) นปุงสกลึงค์ (คำที่เป็นเพศกลาง ไม่มีเพศ) ได้เหรอครับ ก็ต้องมีแต่ปุลลึงค์ล่ะสิ อิตถีจะเอาลึงค์มาแต่ไหน ... ห้ามตอบว่าเอามาจากบุรุษนะครับ เดี๋ยวกระทู้ติดเรท
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.048 วินาที กับ 17 คำสั่ง